พรรคประชาธิปัตย์

ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกกไต่สวนสอบปปชคดีศักดิ์สยาม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสฮอตในแวดวงการเมืองไทย นั่นคือ ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อ “พรรคประชาชน” ตั้ง กก.ไต่สวนอิสระ สอบ “ป.ป.ช.” ปมตีตกคดี “ศักดิ์สยาม” เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบอำนาจขององค์กรอิสระให้โปร่งใสยุติธรรม มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยครับ

ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อ “พรรคประชาชน” ตั้ง กก.ไต่สวนอิสระ สอบ “ป.ป.ช.” ปมตีตกคดี “ศักดิ์สยาม”

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2567 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุม ส.ส. พรรคประจำสัปดาห์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นประธาน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคและ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ได้เปิดเผยผลมติที่ประชุมหลังเสร็จสิ้นเวลา 16.20 น. พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจร่วมลงชื่อกับพรรคประชาชน เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ให้ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระสอบสวนกรรมการ ป.ป.ช. ในประเด็นการวินิจฉัยตีตกคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เรื่องซุกหุ้นและขัดกันแห่งผลประโยชน์

ที่มาของเรื่องนี้คือ ป.ป.ช. มีมติตีตกคดีดังกล่าว ซึ่งขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ยืนยันว่านายศักดิ์สยามยังเป็นเจ้าของหุ้นแท้จริงผ่านนอมินี ฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ชี้ว่าการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. มีประเด็นน่าสงสัย โดยจงใจมองข้ามบางข้อเท็จจริงและเลือกหยิบเฉพาะประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกร้องเท่านั้น

หลักฐานใหม่ที่จุดประกายการเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ ยังพบ หลักฐานใหม่ 2 ประเด็นสำคัญที่พรรคจะยื่นตรงต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอทบทวนมติเดิมด้วยครับ

  • ประเด็นที่ 1: หนังสือคำสั่งจากหน่วยงานภายใต้กระทรวงคมนาคมในช่วงที่นนายศักดิ์สยามเป็น รมว. ซึ่งระบุว่าการประมูลจัดซื้อจัดจ้างต้องแจ้งรัฐมนตรีทราบก่อน แม้ ป.ป.ช. จะวินิจฉัยว่าไม่มีการแทรกแซงเพราะไม่มีคำสั่งโดยตรง แต่หนังสือฉบับนี้ถือเป็นหลักฐานใหม่ที่บ่งชี้ถึงการใช้อำนาจในทางที่อาจเข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์
  • ประเด็นที่ 2: การขัดกันแห่งผลประโยชน์ชัดแจ้ง บริษัทที่นายศักดิ์สยามเป็นเจ้าของแท้จริง (ผ่านนอมินี) ไปรับงานจากหน่วยงานที่ตนกำกับดูแล ป.ป.ช. มองข้ามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่วินิจฉัยให้ชัดเจน

นายสาทิตย์ยืนยันว่า ฝ่ายกฎหมายอย่างตนและนายราเมศ รัตนชะเวง จะช่วยพรรคประชาชนร่างคำร้องให้สมบูรณ์แบบ เพื่อให้เกิดความกระจ่างต่อสังคม

หนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 236

พรรคประชาธิปัตย์ยังมีมติสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ด้วย เพราะปัจจุบันประธานรัฐสภาสามารถใช้อำนาจดุลยพินิจได้ หากไม่เป็นกลางอาจชะลอเรื่องได้ เหมือนกรณีในอดีต การแก้ไขจะทำให้การตรวจสอบองค์กรอิสระโปร่งใสยิ่งขึ้น ไม่ต้องพึ่งดุลยพินิจบุคคล

เมื่อถูกถามว่าเป็นการฟอกขาวให้ศักดิ์สยามหรือไม่ นายสาทิตย์ตอบว่า เป็นข้อสงสัยของสังคม พรรคที่ยึดมั่นการเมืองสุจริตจึงใช้ช่องทางกฎหมายให้เกิดความชัดเจน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นถึงบทบาทฝ่ายค้านที่แท้จริงในการคานอำนาจ แม้จะไม่ใช่พรรคใหญ่สุด แต่ความเด็ดเดี่ยวในการตรวจสอบย่อมสร้างความน่าเชื่อถือให้ประชาชน ในยุคที่องค์กรอิสระถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางบ่อยๆ ความโปร่งใสคือกุญแจสำคัญของประชาธิปไตยไทย

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข่าวสารแพร่กระจาย!

ที่มา – ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อ “พรรคประชาชน” ตั้ง กก.ไต่สวนอิสระ สอบ “ป.ป.ช.” ปมตีตกคดี “ศักดิ์สยาม”

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สอนมวย “ศุภจี” ขายทุเรียนลูกละ 100

กระแสวิจารณ์คอนเทนต์ขายทุเรียนลูกละ 100 บาทของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย ชาวสวนทุเรียนทั่วประเทศต่างทัวร์ลงอย่างหนัก เพราะราคาดังกล่าวต่ำเกินจริง สร้างผลกระทบต่อราคาตลาดและกำลังใจของเกษตรกร ล่าสุด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สอนมวย “ศุภจี” โดยนายพศิน ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน เรียกร้องให้รัฐบาลเลิกมุ่งทำคอนเทนต์การตลาด แต่หันมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแทน เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่ยั่งยืน

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สอนมวย “ศุภจี”

เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 28 เมษายน 2567 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายพศิน ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนยินดีที่ผู้บริหารระดับสูงลงพื้นที่รับฟังปัญหาผลไม้ราคาตกต่ำ ซึ่งตนเคยยื่นญัตติขอตั้งกรรมาธิการวิสามัญในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการสื่อสารผ่านคอนเทนต์ออนไลน์ที่ชี้นำราคาทุเรียนลูกละ 100 บาท ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงของทุเรียนภาคตะวันออกที่เป็นเกรดพรีเมียม ต้นทุนการผลิตสูงมาก ราคาตลาดจริงอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-200 บาท การนำเสนอราคาต่ำเกินจริงทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด สร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาต่อกลไกตลาด และส่งผลเสียต่อเกษตรกรในระยะยาว

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สอนมวย “ศุภจี” ย้ำว่าชาวสวนทุเรียนรักผลผลิตเหมือนลูก ต้องเฝ้าดูแลอย่างหนักหน่วงตลอดปี ลำพังค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าแรง ก็แทบไม่คุ้มทุนแล้ว การที่รัฐมนตรีเข้าร่วมเฟรมขายในราคานั้น ยิ่งทำให้เกษตรกรรู้สึกไม่ได้รับการสนับสนุน รัฐบาลควรสื่อสารด้วยความเข้าใจหัวอกเกษตรกรจริงๆ มากกว่าการทำคอนเทนต์เพื่อภาพลักษณ์

ผลกระทบจากการขายทุเรียนลูกละ 100 บาท

ทุเรียนไทยเป็นผลไม้เศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะการส่งออกไปจีนและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต้องรักษามาตรฐานคุณภาพสูงเพื่อแข่งขันในตลาดโลก แต่คอนเทนต์ดังกล่าวทำให้เกิดความสับสน เกษตรกรหลายรายเปิดเผยว่าทุเรียนลูกใหญ่หนัก 3-5 กิโลกรัม หากขายลูกละ 100 บาท เท่ากับกิโลกรัมละ 20-30 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตจริงหลายเท่า ปัญหานี้ไม่เพียงทำให้ราคาตก แต่ยังลดขวัญกำลังใจเกษตรกรให้เลิกปลูกหรือลดคุณภาพผลผลิต สุดท้ายผู้บริโภคไทยก็ได้รับทุเรียนด้อยคุณภาพเช่นกัน

ข้อเสนอแนะ 3 ด้านเพื่อแก้ปัญหาทุเรียนอย่างยั่งยืน

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวทางเชิงโครงสร้าง 3 ด้านหลัก เพื่อสร้างรอยยิ้มให้เกษตรกร โดยไม่ใช่แค่การโปรโมตชั่วคราว แต่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนี้

  • การควบคุมคุณภาพ: รัฐบาลต้องเข้มงวดมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) และ GMP (Good Manufacturing Practice) เพื่อให้ทุเรียนไทยรักษาตำแหน่งพรีเมียมในตลาดโลก การรับรองมาตรฐานเหล่านี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและเปิดตลาดใหม่ๆ ได้มากขึ้น
  • การจัดการทรัพยากร: เร่งบริหารจัดการน้ำชลประทานให้มีประสิทธิภาพ ลดปัญหาภัยแล้งที่กระทบการผลิต และแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรมีเอกสารสิทธิ์ชัดเจน เพื่อความมั่นคงในการลงทุนระยะยาว
  • การลดต้นทุน: ควบคุมราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่เกษตรกรแบกรับหนัก สนับสนุนโครงการลดต้นทุนผ่านเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เช่น ระบบน้ำหยดอัตโนมัติ เพื่อให้ชาวสวนมีกำไรที่แท้จริง

มุมมองต่อการสื่อสารของรัฐบาล

แม้การทำคอนเทนต์เพื่อโปรโมตสินค้าเกษตรจะเป็นเรื่องดี แต่ต้องตั้งบนพื้นฐานความจริง ไม่อย่างนั้นจะย้อนศรให้เกษตรกรเดือดร้อน รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลหันมาโฟกัสปัญหาหลักเหล่านี้ เพื่อให้อุตสาหกรรมทุเรียนไทยเติบโตอย่างมั่นคง

ในมุมมองของผู้เขียน การวิจารณ์ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลต้องใกล้ชิดเกษตรกรมากขึ้น แทนที่จะใช้โซเชียลมีเดียแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สุดท้ายเกษตรกรคือหัวใจของเศรษฐกิจไทย หากพวกเขายิ้มได้ ประเทศเราก็แข็งแกร่ง คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง!

ที่มา – รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สอนมวย “ศุภจี” อย่ามุ่งแต่ทำคอนเทนต์เน้นการตลาด ขายทุเรียนลูกละ 100

พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค

พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ประกาศเปิดตัวโครงการสุดยอดที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง นั่นคือ พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค เพื่อให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้รับการปรึกษากฎหมายฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว โครงการนี้เกิดจากแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่มอบหมายให้นายชัยชนะ เดโช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 หลังการประชุม ส.ส. พรรคประจำสัปดาห์ นายชัยชนะได้เปิดเผยรายละเอียดโครงการนี้ โดยจะเริ่มคิกออฟพื้นที่แรกที่จังหวัดพังงาในภาคใต้ ก่อนขยายไปครบทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ ทนายอาสาที่เข้าร่วมมีถึง 30 คนแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และจะหมุนเวียนลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ ณ สาขาพรรคในแต่ละจังหวัด

บริการอะไรบ้างในคลินิกกฎหมายทนายอาสา

คลินิกกฎหมายทนายอาสานี้ครอบคลุมการปรึกษาคดีหลากหลายประเภท เช่น กฎหมายที่ดิน กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะปัญหาที่ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบจากหน่วยงานราชการ แก๊งสแกมเมอร์ หรือคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงทรัพย์สิน นายชัยชนะย้ำว่า โครงการนี้มุ่ง “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้ประชาชน รู้เท่าทันกฎหมาย เพื่อต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมได้ด้วยตัวเอง

ยกตัวอย่างกรณีถูกแก๊งสแกมหลอกเงิน ประชาชนทั่วไปอาจไม่รู้ว่าต้องแจ้งข้อมูลกับหน่วยงาน AOT เพื่อรับเลขคดีก่อน แล้วค่อยนำไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ ทนายอาสาจะช่วยอธิบายขั้นตอนเหล่านี้ให้ชัดเจน ทำให้ประชาชนไม่ถูกเอาเปรียบอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังให้ความรู้เรื่องหลักนิติรัฐและนิติธรรม ซึ่งเป็นที่พึ่งพาที่หายากในยุคปัจจุบัน

ประโยชน์ของโครงการคลินิกกฎหมายฟรีจากพรรคประชาธิปัตย์

  • บริการฟรี 100%: ไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้
  • ครอบคลุม 4 ภาค: ลงพื้นที่สาขาพรรคทุกจังหวัด หมุนเวียนทีมทนายอาสา
  • เชี่ยวชาญเฉพาะทาง: จัดการปัญหายอดฮิตอย่างสแกม ที่ดิน และคดีแพ่ง
  • ติดอาวุธทางกฎหมาย: สอนประชาชนให้รู้จักสิทธิ เพื่อป้องกันตัวเองในอนาคต

โครงการนี้ไม่ใช่แค่ช่วยคดี แต่ยังเสริมสร้างความรู้ให้ประชาชนรู้เท่าทันระบบยุติธรรมที่ซับซ้อน ปัจจุบันที่พึ่งทางกฎหมายสำหรับคนทั่วไปน้อยมาก แต่ด้วย พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ พรรคยังวางแผนขยายทีมทนายอาสาให้มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่คาดว่าจะถาโถมจากประชาชนทั่วประเทศ หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีปัญหากฎหมาย ลองติดต่อสาขาพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ได้เลย โอกาสดีๆ แบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการยึดมั่นหลักประชาธิปไตยและนิติธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่ามีพรรคการเมืองที่ใส่ใจปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ หากคุณสนใจ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมหรือเข้าร่วมปรึกษาได้ที่สาขาพรรคใกล้บ้าน เพื่อปกป้องสิทธิของคุณวันนี้!

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค

“หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ”

“หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ” เป็นข่าวร้อนในวงการการเมืองไทยที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนชาวกรุงเทพฯ อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กำลังใกล้เข้ามา ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หม่อมกร” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ออกมาเปิดเผยว่าตนเองสนใจลงชิงตำแหน่งนี้จริง และกำลังรอหารือกับหัวหน้าพรรค น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อหาข้อสรุป

“หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ”

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ม.ล.กรกสิวัฒน์ ได้ให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า เขามีความสนใจลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. มาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งใหญ่แล้ว โดยมองว่าสนามเลือกตั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่พรรคพลังประชารัฐไม่ควรพลาด เนื่องจากเป็นการเมืองระดับท้องถิ่นที่ใหญ่และมีอิทธิพลสูงต่อการเมืองชาติ อย่างไรก็ตาม เขายังต้องให้เกียรติหัวหน้าพรรคที่เพิ่งกลับจากญี่ปุ่น และรอการตัดสินใจจากคณะกรรมการบริหารพรรคให้มีมติชัดเจน

กระแสข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สนใจทาบทาม “หม่อมกร” ลงชิงในนามพรรค แต่ตัวเขาเองยืนยันว่า ยังไม่มีการติดต่ออย่างเป็นทางการจากปชป. และในฐานะสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เขาจะให้ความสำคัญกับพรรคตัวเองก่อน หากพรรคตัดสินใจส่งผู้สมัคร ก็จะเดินหน้าต่อไป

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในศึกผู้ว่าฯกทม. ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ท้าทายเพราะต้องรับมือปัญหาหลากหลาย เช่น การจราจรติดขัด มลพิษ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเมืองหลวงให้ทันสมัย “หม่อมกร” ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการการเมืองและธุรกิจ อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการผู้นำรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์

  • จุดแข็งของ “หม่อมกร”: ประสบการณ์ในพรรคพลังประชารัฐ, ความสนใจในปัญหากทม.
  • อุปสรรค: รอคำตอบจากผู้ใหญ่พรรค
  • คู่แข่ง: ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่ามีตัวเต็งหลายราย

นอกจากประเด็น “หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ” แล้ว ยังมีมุมมองจากนักวิเคราะห์การเมืองที่ชี้ว่า การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐจะส่งผลต่อสมดุลพรรคในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญ หากส่งผู้สมัครจริง อาจเปลี่ยนเกมการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

ในมุมส่วนตัว ผู้เขียนมองว่าการเมืองท้องถิ่นอย่างกทม. ต้องการผู้นำที่เข้าใจปัญหาชาวกรุงจริงๆ และ “หม่อมกร” ดูมีศักยภาพ หากคุณเป็นคนกรุงเทพฯ ล่ะคะ? คิดอย่างไรกับข่าวนี้ และอยากเห็นผู้สมัครคนไหนลงชิงบ้าง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จากเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว!

ที่มา – “หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ”

28 เม.ย. ปชป.เคาะผู้สมัคร สก.กทม. อภิชัย-หม่อมกร

การเมืองในกรุงเทพมหานครกำลังร้อนระอุ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เตรียมเคาะชื่อว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในวันที่ 28 เม.ย.นี้ ล่าสุด นายสกลธี ภัททิยกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่ กทม. เผยว่าพรรคพิจารณาผู้สมัครแล้วกว่า 40 เขต จากทั้งหมด 50 เขต คาดว่าจะเสร็จทันประชุม ส.ส. และกก.บห.พรรคในวันดังกล่าว

28 เม.ย.นี้ ปชป. เคาะว่าที่ผู้สมัคร สก. ชื่อ “อภิชัย-หม่อมกร” ผุดสนใจร่วมสนาม กทม.

ข้อมูลจากนายสกลธีระบุชัดเจนว่า 28 เม.ย.นี้ ปชป. เคาะว่าที่ผู้สมัคร สก. ชื่อ “อภิชัย-หม่อมกร” ผุดสนใจร่วมสนาม กทม. โดยชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือ นายอภิชัย เตชะอุบล อดีตเหรัญญิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีข่าวว่าผู้ใหญ่ในพรรคกำลังทาบทามให้ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) นอกจากนี้ ยังมี ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงานและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่แสดงความสนใจผ่านคนกลาง ทำให้พรรคต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ความคืบหน้าในการสรรหาผู้สมัคร สก. และผู้ว่าฯ กทม.

สำหรับผู้สมัคร สก. พรรคประชาธิปัตย์ได้เร่งเครื่องเต็มสูบ โดยคาดว่าจะเคาะชื่อทั้งหมดในบ่ายวันที่ 28 เมษายน 2567 (ตามข้อมูลปี 2569 ในแหล่งข่าวอาจเป็นการพิมพ์ผิด) เพื่อเตรียมการหาเสียงต่อไป ส่วนตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. นั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ยังอยู่ระหว่างทาบทามบุคคลที่เหมาะสม โดยนายสกลธียืนยันว่ายังมีเวลาเหลือพอ ไม่ต้องรีบร้อน

  • พรรคพิจารณาผู้สมัคร สก. แล้ว 40 จาก 50 เขต
  • ประชุมเคาะชื่อ 28 เม.ย. บ่ายนี้
  • อภิชัย เตชะอุบล – ชื่อร้อนสำหรับผู้ว่าฯ
  • ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี สนใจร่วมสนาม

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ ปชป. ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการกลับมาสู่อำนาจท้องถิ่นใน กทม. ซึ่งเป็นฐานเสียงเดิมของพรรค พื้นที่กรุงเทพฯ มีความหลากหลายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาเมืองใหญ่ เช่น การจราจร น้ำท่วม และสิ่งแวดล้อม ผู้สมัครที่ถูกเลือกจึงต้องมีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ชัดเจน นายอภิชัย เตชะอุบล ที่เคยดูแลการเงินพรรค มีความน่าเชื่อถือในด้านบริหาร ส่วน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี มีจุดเด่นด้านพลังงานทางเลือก ซึ่งตอบโจทย์อนาคตกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ การเลือกตั้ง สก. และผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะจะเป็นตัวชี้วัดความนิยมของพรรคการเมืองใหญ่ๆ ก่อนเลือกตั้งใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์หวังใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูภาพลักษณ์ โดยเฉพาะหลังจากผลงานในรัฐบาลกึ่งกลางที่ผ่านมา ผู้สมัครแต่ละคนต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านนโยบายที่จับต้องได้ เช่น การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ การจัดการขยะ และการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ติดตามความคืบหน้า 28 เม.ย.นี้ ปชป. เคาะว่าที่ผู้สมัคร สก. ชื่อ “อภิชัย-หม่อมกร” ผุดสนใจร่วมสนาม กทม. อาจมีเซอร์ไพรส์เพิ่มเติม! คุณคิดว่าใครจะเหมาะสมที่สุดสำหรับเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต

ที่มา – 28 เม.ย.นี้ ปชป. เคาะว่าที่ผู้สมัคร สก. ชื่อ “อภิชัย-หม่อมกร” ผุดสนใจร่วมสนาม กทม.

อภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544 ชี้ไร้สภาพบังคับใช้จริง

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนชาวไทยในขณะนี้คือเรื่องอภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544 โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในประเด็นนี้ หลังจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 2544

อภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544 ชี้ไร้สภาพบังคับใช้จริง

MOU 2544 นี้ถูกเซ็นสัญญาเมื่อปี พ.ศ. 2544 เพื่อกำหนดกรอบการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเอกสารนี้กลับไม่เคยถูกนำมาใช้งานจริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากมีปัญหาหลักเรื่องแผนที่ที่ไม่ชัดเจนและข้อพิพาทอื่นๆ ที่ค้างคา นายอภิสิทธิ์ชี้ว่าการยกเลิกจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและไม่มีปัญหาในเชิงหลักการ

"พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนในเรื่องนี้มานานแล้วว่า MOU ดังกล่าวมีปัญหาเรื่องแผนที่มาตั้งแต่ต้นและไม่มีการนำมาใช้งานจริง" นายอภิสิทธิ์กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 เขายังเตือนว่ารัฐบาลต้องดำเนินการทางกฎหมายให้รัดกุม เพราะการเดินหน้าตามกรอบเดิมอาจนำมาซึ่งปัญหามากกว่า

เหตุผลหลักที่อภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544

  • ปัญหาแผนที่ไม่ชัดเจน: แผนที่ใน MOU 2544 มีความคลุมเครือ ทำให้ไม่สามารถใช้เป็นฐานในการเจรจาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ไม่เคยใช้งานจริง: ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่มีการสำรวจหรือเจรจาตามกรอบนี้เลย เนื่องจากติดข้อพิพาทชายแดนอื่นๆ เช่น เกาะกัมพูชาและปราสาทพระวิหาร
  • สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ: ไทยและกัมพูชาเป็นภาคี UNCLOS 1982 ซึ่งกัมพูชามักไม่ปฏิบัติตาม ดังนั้นการยกเลิกเพื่อเจรจาใหม่จึงจำเป็น

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังย้ำถึงความสำคัญของการเฝ้าติดตามปฏิกิริยาจากฝั่งกัมพูชา หลังการยกเลิก MOU นี้ เพราะอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่กระทบต่อผลประโยชน์ของไทยในทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการผลิตพลังงาน

บริบทของ MOU 2544 และปัญหาที่ค้างคา

MOU 2544 หรือ Memorandum of Understanding on the Survey and Demarcation of the Maritime Boundary between the Kingdom of Cambodia and the Kingdom of Thailand เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย แต่ปัญหาแผนที่ที่ใช้ในการร่างเอกสารนี้ถูกวิจารณ์ว่ามีความคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะการอ้างอิงจากแผนที่เก่าแก่ที่กัมพูชานำเสนอ ทำให้ไทยเสียเปรียบ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลไทยหลายชุดพยายามใช้ MOU นี้ในการเจรจา แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ประกอบกับคดีที่ศาลโลกตัดสินเรื่องปราสาทพระวิหาร ทำให้ประเด็นชายแดนทะเลยิ่งซับซ้อน อภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544 จึงถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตยไทยสมัยที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี

ผลกระทบและแนวทางข้างหน้า

การยกเลิก MOU 2544 ครั้งนี้อาจเปิดโอกาสให้ไทยเจรจาข้อตกลงใหม่ที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยยึดหลัก UNCLOS อย่างเคร่งครัด แต่รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการตอบโต้จากกัมพูชา ซึ่งอาจยื่นเรื่องต่อองค์กรระหว่างประเทศ นายอภิสิทธิ์แนะนำให้รัฐบาลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมแนวทางรับมือที่สอดคล้องกับประโยชน์ชาติ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันก๊าซ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางทะเลและเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว การยกเลิก MOU ที่ไร้ประโยชน์จะช่วยให้ไทยมีท่าทีที่แข็งแกร่งขึ้นในการปกป้องสิทธิของตน

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของ สมช. ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความรัดกุมทางกฎหมายดังที่อภิสิทธิ์เตือนไว้ คุณคิดว่าการยกเลิก MOU 2544 จะนำพาผลดีหรือผลเสียต่อไทยมากกว่ากัน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนไทยทุกคน!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” หนุนยกเลิก MOU 2544 ชี้ไร้สภาพบังคับใช้จริง-ย้ำต้องรัดกุมข้อกฎหมาย

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงานตรวจสอบรัฐบาล

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงาน-งบการเงิน เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล ลั่นเป็น 21 เสียงที่ดัง สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวการเมืองที่น่าสนใจจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อ ปชป. นะครับ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 พรรคได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่สะดวกและทันสมัยมากในยุคนี้ โดยมีสมาชิกและแกนนำมาร่วมกันอย่างคับคั่ง ทั้งที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และออนไลน์ด้วย

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์
ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงานและงบการเงินอย่างโปร่งใส

วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการรายงานผลงานรอบปีที่ผ่านมาตามมาตรา 43 และรับรองงบการเงินปี 2568 ตามมาตรา 62 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่ประชุมเห็นชอบทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ชัดเจนเลยครับ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้สมาชิกสะท้อนปัญหาจากพื้นที่ต่างๆ ด้วย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและประธานประชุม ได้ชี้แจงเรื่องปัญหาเกษตรกร โดย ส.ส. พศิน ปิตุเตชะ และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ได้อภิปรายและเสนอญัตติเรื่องพืชผลเกษตรและฝุ่น PM2.5 จนนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญ สุดยอดเลย!

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในที่ประชุม
สมาชิกพรรคประชุมออนไลน์

ผลงานตรวจสอบรัฐบาลด้วย 21 เสียงที่ดัง

นายกรณ์ จาติกวณิช ตั้งกระทู้ถามเรื่องต้นทุนการผลิต โดยย้ำจุดยืนช่วยเหลือพลังงานตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่แค่กลุ่มเปราะบาง พรรคจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ว่าปชป. จัดการอย่างมืออาชีพ หัวหน้าพรรคลั่น แม้มี ส.ส. แค่ 21 เสียง แต่เป็นเสียงที่ดังและตรวจสอบเต็มที่ ผ่านกระทู้ถาม ญัตติ อภิปรายสร้างสรรค์

  • อภิปรายนโยบายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
  • กดดันตั้งกรรมาธิการ PM2.5
  • ช่วยเกษตรกรเรื่องพืชผลและต้นทุน
กรณ์ จาติกวณิช

แผนงานอนาคตหลังปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์

หลังจากนี้ พรรคจะทำงานนอกสภาให้เป็นระบบ ใช้แอปเชื่อมสมาชิกทั่วประเทศ รับฟังปัญหา สร้างดัชนีคุณภาพชีวิตจากข้อมูลจริง เช่น ค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน อินเทอร์เน็ต ไม่พึ่งข้อมูลรัฐอย่างเดียว ในโอกาสครบ 80 ปี จะมีกิจกรรมทั้งปี สร้างเยาวชน รวบรวมอดีต ส.ส. รัฐมนตรีมาช่วยตรวจสอบ ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ครั้งนี้ แสดงศักยภาพชัดเจน

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เห็นไหมครับว่า แม้ปชป. จะมี ส.ส. น้อย แต่การทำงานจริงจังและโปร่งใสแบบนี้ ทำให้เชื่อมั่นได้ การตรวจสอบรัฐบาลต้องเข้มแข็งแบบนี้แหละ คุณคิดยังไงกับผลงานของปชป. ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงาน-งบการเงิน เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล ลั่นเป็น 21 เสียงที่ดัง

“กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินสแกมเมอร์

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนชาวไทยกันครับ นั่นคือเรื่อง “กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินให้สแกมเมอร์ จี้ “เอกนิติ” ฟันประธาน ก.ล.ต. พันทุนเทา ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแถลงอย่างดุเดือดที่รัฐสภา ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากขบวนการสแกมเมอร์ที่โกงเงินประชาชนนับพันล้าน และแทรกซึมเข้ามาในระบบตลาดทุนไทย ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง

“กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินให้สแกมเมอร์ จี้ “เอกนิติ” ฟันประธาน ก.ล.ต. พันทุนเทา

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา นายกรณ์ได้เกาะติดประเด็นปราบปรามทุจริตและกลุ่มทุนสีเทามาตั้งแต่แรก โดยชี้ให้เห็นขบวนการฟอกเงินที่กัดกินระบบตลาดทุนไทย ล่าสุด สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ยึดอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมกว่า 8,000 ล้านบาท รวมถึงหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ “ฟินันเซีย” (Finansia) ที่ถือครองโดยบริษัท “พิลกริม” (Pilgrim) ซึ่งมีอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังรายหนึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แม้เจ้าตัวจะอ้างว่าเป็นการยืมเงินมาซื้อหุ้น แต่ ปปง. วินิจฉัยชัดเจนว่าหุ้นเหล่านี้เป็นของนายเบน สมิธ นายทุนต่างชาติที่ถูกกล่าวหาเป็นหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์โกงเงินประชาชน

นายกรณ์ตั้งคำถามตรงๆ กับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เร่งสอบสวนหรือไม่ ว่ามีการรายงานเท็จหรือสมคบคิดช่วยฟอกเงินจากสแกมเมอร์ในตลาดหลักทรัพย์หรือเปล่า เพราะยังมีคนสำคัญอีกหลายคนที่หลักฐานมัดตัวแน่น แต่คดีกลับไม่คืบหน้า

ประเด็นสำคัญที่นายกรณ์ชี้ให้รัฐบาลฟัง

  • ปปง. ยึดทรัพย์ 8,000 ล้านบาท รวมหุ้นฟินันเซียที่โยงเบน สมิธ หัวหน้าแก๊งสแกม
  • อดีต รมช.คลัง ร่วมก่อตั้งบริษัทพิลกริม ถือหุ้นทุนเทา
  • ประธาน ก.ล.ต. ปัจจุบัน เคยเป็นปลัดกระทรวงดีอี ลงนาม MOU กับกองทุนของเบน สมิธ แม้ยกเลิกแล้ว แต่ถูก DSI กล่าวหาและ ป.ป.ช. กำลังพิจารณาชี้มูล
  • คนมีมลทินแบบนี้ยังเหมาะสมนั่งเก้าอี้ประธาน ก.ล.ต. หรือไม่ เป็นอุปสรรคปราบทุนเทาหรือเปล่า

นายกรณ์ย้ำว่าปัญหานี้กระทบความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยรุนแรง รัฐบาลไร้การดำเนินการชัดเจน ถ้ายังเฉยเมย ฝ่ายค้านจะใช้มาตรการเข้มข้นขึ้นเพื่อทวงความรับผิดชอบและปกป้องประชาชนครับ

ทุนเทาและสแกมเมอร์ฟอกเงินในตลาดทุนไทยอย่างไร

คุณผู้อ่านหลายคนอาจสงสัยว่าทุนเทาคืออะไร ทุนเทาหมายถึงเงินที่มาจากแหล่งผิดกฎหมายหรือไม่แน่นอน เช่น เงินจากสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ pig-butchering scam ที่หลอกลงทุน crypto แล้วหายตัว ในไทย แก๊งเหล่านี้มักฟอกเงินผ่านการซื้อหุ้น บริษัทจดทะเบียน หรือกองทุน โดยใช้คนไทยหรืออดีตข้าราชการเป็นนอมินี ล่าสุด ปปง. สามารถติดตามเส้นทางเงินได้ถึงขั้นตอนนี้เพราะระบบติดตามดีขึ้น แต่การกำกับดูแลจาก ก.ล.ต. ยังล่าช้า ส่งผลให้ประชาชนสูญเงินไปมหาศาล นักลงทุนต่างชาติก็เริ่มหนีเพราะกลัวระบบไม่โปร่งใส

ในมุมเศรษฐกิจ การมีทุนเทาในตลาดทุนทำให้ราคาหุ้นผันผวนผิดปกติ สร้างความเสี่ยงให้ SET Index และเศรษฐกิจโดยรวม ถ้าปล่อยไว้ ไทยอาจถูก FATF จับตาเรื่องฟอกเงิน ซึ่งกระทบการค้าและการลงทุนต่างชาติหนักแน่นอนครับ

จากประเด็น “กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินให้สแกมเมอร์ จี้ “เอกนิติ” ฟันประธาน ก.ล.ต. พันทุนเทา นี้ แสดงให้เห็นว่าระบบกำกับดูแลต้องเข้มแข็ง ธรรมาภิบาลต้องมาก่อน หากรัฐบาลจริงจัง ต้องรีบสอบสวนและลงโทษให้เด็ดขาด เพื่อคืนความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทย

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ? รัฐบาลควรทำอะไรต่อไป คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย แชร์บทความนี้เพื่อให้ประเด็นนี้ดังขึ้น และช่วยกันกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สมัครรับข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองอัปเดตจากเราได้ที่ช่องทางด้านล่างนะครับ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินให้สแกมเมอร์ จี้ “เอกนิติ” ฟันประธาน ก.ล.ต. พันทุนเทา

“พิทักษ์เดช” ชำแหละราคาพืชผลตกต่ำ ยื่น 6 ข้อเสนอ

ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำกำลังเป็นวิกฤตใหญ่ที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญหน้ามานานหลายปี โดยเฉพาะชาวสวนผลไม้ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่ต้องแบกต้นทุนสูงแต่ได้ราคาขายต่ำจนแทบอยู่ไม่ได้ ล่าสุด “พิทักษ์เดช” ชำแหละปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ยื่น 6 ข้อเสนอกู้ชีพชาวสวน ในที่ประชุมรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

“พิทักษ์เดช” ชำแหละปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ยื่น 6 ข้อเสนอกู้ชีพชาวสวน

วันที่ 22 เมษายน 2567 ณ รัฐสภา นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายสนับสนุนญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ โดยชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรไทยกำลังอ่อนแอ ไร้อำนาจต่อรอง และต้องแบกต้นทุนสูงจากปุ๋ย น้ำมัน และค่าขนส่งที่พุ่งปรี๊ด ทั้งระบบเตือนภัยธรรมชาติยังไม่ครอบคลุม ทำให้เกษตรกรเป็นฝ่ายรับความเสี่ยงฝ่ายเดียว

นายพิทักษ์เดช เน้นย้ำว่ารัฐบาลไม่ควรมองข้ามปัญหาปากท้องของเกษตรกร หากไม่ตั้งกมธ.วิสามัญ ก็ขอให้คณะรัฐมนตรีนำข้อเสนอไปปฏิบัติจริง อย่าให้ปัญหา “เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา” จนสายเกินแก้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

ปัญหาหลักที่เกษตรกรเผชิญจากราคาพืชผลตกต่ำ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน นายพิทักษ์เดช ได้ยกตัวอย่างปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละภูมิประเทศที่ทำให้ราคาพืชผลตกต่ำรุนแรง ดังนี้

  • สวนผลไม้: ขาดระบบเตือนภัยโรคพืชและหน้าต่างเวลาเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัว ราคาจึงล่มสลาย ชาวสวนขาดรายได้ทันที
  • สวนยางและปาล์ม: เกษตรกรขาดข้อมูลเปรียบเทียบต้นทุน การจัดการดินและน้ำแบบบูรณาการ ทำให้ผลิตภาพต่ำ ต้นทุนสูง ราคาขายไม่คุ้ม
  • ระบบคัดแยกผลผลิต: รัฐควรสนับสนุนศูนย์รวบรวมและแพ็กกิ้งผ่านสหกรณ์ แทนให้ชาวบ้านทำเองซึ่งมีต้นทุนสูงและคุณภาพไม่สม่ำเสมอ
  • พื้นที่น้ำท่วม: ขาดกองทุนฟื้นฟูและแผนพืชทางเลือกชัดเจนหลังน้ำลด ชาวนาต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์
  • ประมงชายฝั่ง: ช่วงมรสุมต้องหยุดจับปลา ขาดรายได้ รัฐควรมีกองทุนช่วยเหลือหรืออาชีพเสริมเพื่อประคองครอบครัว

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สะสมมานาน หากไม่แก้ไข เกษตรกรจะยิ่งลำบาก เศรษฐกิจชนบทจะพังทลาย ส่งผลต่อความมั่นคงอาหารของชาติ

6 ข้อเสนอแนะกู้ชีพชาวสวนจาก “พิทักษ์เดช”

เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างภาคเกษตรให้เข้มแข็ง นายพิทักษ์เดช เสนอ 6 มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการทันที

  1. ตั้งศูนย์เกษตรแม่นยำระดับอำเภอ: เป็นจุดบริการข้อมูลฝน น้ำ ราคาตลาด และโรคพืชแบบเข้าใจง่าย ช่วยเกษตรกรตัดสินใจได้ถูกต้อง ลดความเสี่ยง
  2. สหกรณ์จัดการ Traceability: ใช้กลุ่มเกษตรกรดูแลระบบตรวจสอบย้อนกลับ แทนให้รายบุคคลทำ เพิ่มมูลค่าผลผลิตและอำนาจต่อรอง
  3. ทำสัญญามาตรฐาน (Model Contract): สร้างพันธสัญญาเป็นกลางระหว่างรัฐ เอกชน และเกษตรกร ลดข้อพิพาทเรื่องราคาและคุณภาพ
  4. แพ็กเกจแก้หนี้ควบสินเชื่อ: ไม่ใช่แค่กู้ใหม่ แต่ต้องสะสางหนี้เก่าที่ค้างชำระมานาน ช่วยให้ชาวสวนมีเงินทุนหมุนเวียน
  5. กำหนด KPI รายจังหวัด: วัดผลจากลดต้นทุน เพิ่มรายได้สุทธิ และลดการเผาในพื้นที่ สร้างการแข่งขันเชิงบวก
  6. ความมั่นคงในที่ดิน: เร่งแก้เขตทับซ้อน เชื่อมฐานข้อมูลปฏิรูปที่ดินทุกหน่วยงาน ให้เกษตรกรมีที่ทำกินถาวร

ข้อเสนอเหล่านี้หากนำไปปฏิบัติจริง จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ลดปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ และยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก

ปิดท้ายด้วยคำพูดสุดซึ้ง “ผมไม่ได้จบด้านการเกษตร ผมจบด้านการค้าการตลาดมา แต่ผมจบมาจากปาก จากมือของพี่น้องเกษตรกรที่ทุกข์ยาก ไร้อำนาจต่อรอง และจนลงทุกวัน” นายพิทักษ์เดช เรียกร้องให้รัฐบาลมีจริงใจเหลียวแลเกษตรกรตอนยังมีกำลังผลิต อย่ารอให้พังแล้วค่อยแก้

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องเกษตร แต่เป็นรากฐานเศรษฐกิจไทย หากรัฐบาลนำ “พิทักษ์เดช” ชำแหละปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ยื่น 6 ข้อเสนอกู้ชีพชาวสวน ไปปฏิบัติ ชาวสวนทั่วประเทศจะมีอนาคตที่สดใสขึ้น คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอเหล่านี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนเกษตรกรรับรู้ เพื่อกดดันให้รัฐบาลลงมือทำจริง!

ที่มา – “พิทักษ์เดช” ชำแหละปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ยื่น 6 ข้อเสนอกู้ชีพชาวสวน

Scroll to top