พรรคประชาธิปัตย์

“ชัยชนะ” จี้ รมว.พาณิชย์ – รัฐบาลสยบวิกฤตสินค้าราคาพุ่ง

“ชัยชนะ” จี้ รมว.พาณิชย์ – รัฐบาลสยบวิกฤตสินค้าราคาพุ่ง เป็นประเด็นร้อนที่นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเรียกร้องอย่างหนักแน่น หลังจากราคาน้ำมันปรับขึ้นลิตรละ 6 บาท ส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิด โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นอย่างถุงพลาสติก น้ำมันพืช ถั่วลิสง และน้ำตาล ที่พุ่งสูงขึ้นทันที สถานการณ์นี้ทำให้ค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนา เพิ่มขึ้นอย่างหนัก

“ชัยชนะ” จี้ รมว.พาณิชย์ – รัฐบาลสยบวิกฤตสินค้าราคาพุ่ง

วันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายชัยชนะ ได้แสดงความกังวลต่อวิกฤตนี้อย่างมาก โดยชี้ว่าประชาชนกำลังเผชิญภาระหนักจากราคาสินค้าที่พุ่งปรี๊ดหลังน้ำมันแพง สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายคือข้อมูลสต็อกปุ๋ยยูเรียที่รัฐบาลให้มาไม่ตรงกัน ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่ามีปุ๋ยเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม แต่ล่าสุดกลับบอกว่าเหลือถึงแค่เดือนเมษายนเท่านั้น ข้อมูลขัดแย้งเช่นนี้สร้างความสับสนและหวั่นเกรงว่าจะซ้ำเติมชาวนาที่กำลังต้องการปุ๋ยสูตร 40-0-0 ในช่วงข้าวเจริญเติบโต

จี้ถามความชัดเจนเรื่องปุ๋ยยูเรีย

นายชัยชนะ ย้ำว่าต้องการความจริงจากรัฐบาล ว่าสต็อกปุ๋ยยูเรียเหลือเท่าไรจริงๆ และขอให้กรมการค้าภายในเปิดเผยต้นทุนการผลิตปุ๋ยของบริษัทต่างๆ เพื่อให้ประชาชนทราบว่าราคาจะพุ่งสูงกว่านี้อีกหรือไม่ ปุ๋ยยูเรียเป็นหัวใจสำคัญของการเกษตรไทย หากขาดแคลนจะกระทบผลผลิตข้าวโดยตรง ส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

ผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกรและประชาชน

วิกฤตสินค้าราคาพุ่งไม่ใช่แค่เรื่องปุ๋ยเท่านั้น แต่ครอบคลุมสินค้าจำเป็นทั้งหมด เกษตรกรชาวนาต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่รายได้ไม่แน่นอน ประชาชนทั่วไปก็เจอค่าครองชีพพุ่ง โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด-19 สถานการณ์นี้หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมใหญ่หลวง

เสนอ 3 มาตรการเหล็กสกัดสินค้าแพงเกินจริง

เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม นายชัยชนะ เสนอ 3 มาตรการหลัก ดังนี้

  1. คุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค: รัฐต้องกำกับดูแลไม่ให้ปรับราคาสูงเกินจริง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบตรงจากน้ำมัน เช่น ถุงพลาสติก รัฐควรเข้าไปพยุงราคาเพื่อบรรเทาภาระประชาชน
  2. กำหนดลดราคาตามน้ำมัน: หากราคาน้ำมันลดลงในอนาคต สินค้าที่ขึ้นไปแล้วต้องลดลงตามสัดส่วนทันที ป้องกันผู้ประกอบการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค
  3. แผนยุทธศาสตร์ระยะยาว: รัฐบาลต้องมีแผนรับมือวิกฤตเศรษฐกิจชัดเจน ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ แต่ต้องมองการณ์ไกลเพื่อความยั่งยืน

มาตรการเหล่านี้จะช่วยสยบวิกฤตสินค้าราคาพุ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายชัยชนะ ยังย้ำว่ารัฐบาลต้องตอบความจริงกับประชาชน และเร่งช่วยเหลือเกษตรกรให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้

มุมมองต่อ “ชัยชนะ” จี้ รมว.พาณิชย์ – รัฐบาลสยบวิกฤตสินค้าราคาพุ่ง

จากประเด็นที่นายชัยชนะยกขึ้น สะท้อนปัญหาเชิงระบบของการจัดการสินค้าจำเป็นในไทย การขาดความโปร่งใสในข้อมูลสต็อกปุ๋ยยูเรียเป็นตัวอย่างชัดเจนที่ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น หากรัฐบาลนำ 3 มาตรการนี้ไปปฏิบัติจริง จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มาก ผู้บริโภคควรติดตามการตอบสนองจากกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด

ในฐานะนักข่าวหรือนักวิเคราะห์ สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงต้องปรับปรุงเพื่อตอบโจทย์ประชาชนโดยตรง การเรียกร้องของ “ชัยชนะ” จี้ รมว.พาณิชย์ – รัฐบาลสยบวิกฤตสินค้าราคาพุ่ง จึงเป็นเสียงสะท้อนที่สำคัญ คุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ

สุดท้ายแล้ว รัฐบาลต้องลงมือจริง ไม่ใช่แค่พูด เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นในยุคเศรษฐกิจผันผวน

ที่มา – “ชัยชนะ” จี้ รมว.พาณิชย์ – รัฐบาลสยบวิกฤตสินค้าราคาพุ่ง

ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์ออกโรงวิจารณ์รัฐบาลอย่างหนัก กรณีประกาศขึ้นราคาน้ำมันแบบกะทันหัน 6 บาทต่อลิตร ในช่วงดึกหลังสภาฯปิดประชุม ชี้เป็นการลักไก่ผลักภาระให้ประชาชนแบกหนักโดยไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วประเทศ

ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน

วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้า น.ส.การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช ได้ร่วมพูดคุยในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลที่ประกาศขึ้นราคาน้ำมันก๊าดแก็สโซฮอล์และดีเซล 6 บาทต่อลิตรแบบไม่ทันตั้งตัว โดยทำในช่วงดึกประมาณ 22.00-23.00 น. หลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง

นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า การประกาศขึ้นราคาในเวลาดังกล่าวอาจเป็นการจงใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูก ส.ส. ตรวจสอบหรือซักถามในสภา ซึ่งขัดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่รัฐมนตรีควรแถลงชี้แจงต่อสาธารณะและสภาโดยตรง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่โปร่งใส

3 ประเด็นหลักที่ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สรุปความล้มเหลวของรัฐบาลในวิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้ไว้เป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

  • ขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์: รัฐบาลไม่มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะตรึงราคาน้ำมันไว้เท่าใด หรือจนกว่าราคาตลาดโลกจะปรับตัว ส่งผลให้ภาคเอกชนและประชาชนวางแผนชีวิตไม่ได้
  • ผลักภาระประชาชนฝ่ายเดียว: ไม่ขอความร่วมมือจากโรงกลั่นน้ำมันให้ส่งเงินค่าการกลั่นที่สูงขึ้น (ลาภลอย) เข้ากองทุนน้ำมัน หรือลดภาษีสรรพสามิต แต่ปล่อยให้ราคาดีเซลพุ่งสูงทันที
  • มาตรการช่วยเหลือล่าช้า: ถึงมีแผนช่วยเหลือ 5 กลุ่มเป้าหมาย แต่ยังไม่บังคับใช้ ขณะที่ราคาน้ำมันขึ้นไปแล้ว ควรทำควบคู่กัน
ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังอ้างอภิปรายของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ที่ชี้ข้อมูลย้อนแย้ง ภาครัฐบอกน้ำมันสำรองพอ แต่ปั๊มขาดแคลน สะท้อนการกักตุนโดย “ไอ้โม่ง” การขึ้นราคา 6 บาทรวดจึงเหมือน “ปล่อยผีไอ้โม่ง” ให้ปล่อยน้ำมันออกมาขายหลังราคาขึ้นตามที่ต้องการ

“การขึ้นราคาทีเดียว 6 บาทเมื่อคืนนี้ เปรียบเสมือนการปล่อยผีไอ้โม่ง เพราะก่อนหน้านี้มีการกักตุนน้ำมันไว้เนื่องจากราคาไม่สะท้อนความเป็นจริง แต่พอราคาขยับขึ้นมาแบบนี้ก็ไม่มีใครไปตามจับไอ้โม่งแล้ว” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายกรณ์ จาติกวณิช เสริมว่า สาเหตุน้ำมันขาดแคลนมาจากรัฐบาลค้างชำระเงินชดเชยโรงกลั่นกว่า 20,000 ล้านบาท เพราะกองทุนน้ำมันยังกู้เงินไม่ได้ โรงกลั่นจึงขาดสภาพคล่อง ถ้าปล่อยราคาตลาดจริง ราคาอาจพุ่งอีก 10 บาทต่อลิตร จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยงบกองทุนน้ำมันให้โปร่งใส

การกระทำของรัฐบาลครั้งนี้ไม่เพียงสร้างภาระค่าครองชีพให้ประชาชนเพิ่มขึ้น แต่ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย เนื่องจากขาดการรับผิดชอบต่อสภา ในอนาคต รัฐบาลควรมีแผนรับมือราคาน้ำมันระยะยาว เช่น เพิ่มการสำรองน้ำมัน ลดการพึ่งพานำเข้า และกระจายภาระอย่างเป็นธรรม

สุดท้ายแล้ว ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าประชาชนต้องติดตามนโยบายอย่างใกล้ชิด คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลให้เพื่อนๆ ทราบ!

ที่มา – ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน จงใจขึ้นหลังปิดสภาฯ หรือไม่

ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก รัฐบาลไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังพังยับเยิน ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่รอช้า ร่วมแท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมันแพงที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน

วันที่ 25 มีนาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.ปชป. ประสานเสียงเดียวกันเพื่อกดดันรัฐบาล โดยนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี เสนอแนวทางชัดเจนผ่าน “4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย” ที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันนำเข้าจากตะวันออกกลางที่ราคาผันผวนตามสถานการณ์โลกยุทธศาสตร์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ไอเดีย แต่เป็นทางออกจริงจังที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที

4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกน้ำมันแพงจากปชป.

  • ยกระดับไบโอดีเซลสู่ HVO: พัฒนาเทคโนโลยีไบโอดีเซลไปสู่ Hydrotreated Vegetable Oil (HVO) ซึ่งเป็นน้ำมันชีวภาพขั้นสูงที่สะอาดและมีประสิทธิภาพสูง รองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ ลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า 90%
  • สร้างตลาดเครื่องจักรกลเกษตรพลังงานสะอาด: ส่งเสริมการผลิตและใช้งานเครื่องจักรการเกษตรที่ใช้พลังงานทางเลือก เช่น ไฟฟ้าหรือไฮโดรเจน เพื่อลดต้นทุนน้ำมันให้เกษตรกร
  • กระจายงบพลังงานหมุนเวียน 2W 2S: สนับสนุนพลังงานจากขยะ ลม แสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) กระจายงบประมาณให้ทั่วถึงทุกภาคส่วน
  • บูรณาการภาคเกษตร Zoning พืชพลังงาน: กำหนดพื้นที่ปลูกพืชพลังงานอย่างเป็นระบบ พร้อมประกันราคาที่เป็นธรรม ลดความเสี่ยงให้เกษตรกรและลดการนำเข้าน้ำมัน

ยุทธศาสตร์เหล่านี้จะช่วยให้ไทยมีพลังงานอิสระมากขึ้น ลดการพึ่งพาต่างชาติ และสร้างงานใหม่ในภาคพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นเทรนด์โลกที่ไทยไม่ควรรอช้า

วิกฤตน้ำมันแพงทำท่องเที่ยวหาดใหญ่พังยับ

ด้านนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา ยิงปืนนัดสุดท้ายด้วยการแฉปัญหาในภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่กำลังโคม่าเพราะน้ำมันขาดแคลน กลไกตลาดบิดเบี้ยวจากการตัดโควตาน้ำมันหน้าปั๊มกว่า 50% ทำให้เกิดคิวยาวเหยียด รัฐบาลมาเลเซียถึงกับเตือนนักท่องเที่ยวให้เติมน้ำมันก่อนข้ามมาไทย ส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวหาดใหญ่ในช่วงเทศกาลสำคัญหายวับไปกว่าครึ่ง

ไม่ dừngแค่นั้น มาตรการห้ามเติมน้ำมันใส่แกลลอนยังทำลายวิถีชีวิตชาวประมงที่ต้องพึ่งพาการเติมแบบนี้เพื่อออกเรือหาปลา ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์ ทิ้งท้ายเตือนรัฐบาลว่า “อย่าพลิกโอกาสให้เป็นวิกฤต” และฝากคำจากคนพื้นที่ถึงนายกฯ ว่า “ไม่อยากใช้ชีวิตติดหรู กลัวลุงหนูอยู่ยาว” คำพูดนี้สะท้อนความล้มเหลวของนโยบายที่ไม่เข้าใจปัญหาจริง

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำมันแพง แต่กระทบทุกภาคส่วน เศรษฐกิจไทยกำลังเสียหายมหาศาล โดยเฉพาะท่องเที่ยวที่เป็นเสาหลัก GDP กว่า 20% หากไม่แก้ไขด่วน ผลกระทบจะลามไปสู่การว่างงานและค่าครองชีพที่พุ่งสูง ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน เพื่อให้รัฐบาลตื่นตัวและลงมือทำจริง

ปัญหาน้ำมันแพงยังเชื่อมโยงกับภาวะเงินเฟ้อโลก สงครามยูเครน และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ไทยต้องเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อความมั่นคง อย่างที่ปชป. เสนอ หากรัฐบาลนำไปใช้ จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ทันที

สุดท้ายนี้ การที่ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของฝ่ายค้านที่ใส่ใจประชาชน คุณคิดอย่างไรกับ 4 ยุทธศาสตร์นี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างจริงจัง!

ที่มา – “ปชป.” แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน จี้ปลดแอกน้ำมันแพง ทำท่องเที่ยวพังยับ

“จูรี” กรีดรัฐบาล แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ

สถานการณ์วิกฤตพลังงานในภาคใต้กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนเดือดร้อนหนัก โดยเฉพาะที่หาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ล่าสุด “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในการอภิปรายสภาผู้แทนราษฎร นายจูรี นุ่มแก้ว ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมากล่าวหาว่ารัฐบาลสื่อสารผิดเพี้ยนกับความเป็นจริงที่ประชาชนกำลังเผชิญ

“จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ

ในวันที่ 25 มีนาคม 2567 ระหว่างการประชุมสภาฯ นายจูรีได้อภิปรายอย่างดุเดือด จวกว่ารัฐบาลเหมือนอยู่คนละโลกกับชาวบ้านที่ต้องตากแดดรอคิวเติมน้ำมันยาวเป็นกิโลเมตร ขณะที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่มีวิกฤตน้ำมันขาดแคลน นายจูรีจึงท้านายกฯ ให้ลองบินไปหาดใหญ่ด้วยตัวเอง เพื่อสัมผัสปัญหาตั้งแต่ตั๋วเครื่องบินแพงยันสภาพปั๊มน้ำมัน 3 แบบ คือ คิวยาวเหยียด ปั๊มร้างเพราะน้ำมันหมด และปั๊มปิดบริการชั่วคราว

โควตาน้ำมันใต้หายไปไหน? ข้อมูลจากพื้นที่จริง

จากข้อมูลที่นายจูรีลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าโควตาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ปั๊มในพื้นที่ใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ เคยได้รับวันละหมื่นลิตร แต่ปัจจุบันลดฮวบเหลือเพียง 3,000-5,000 ลิตรเท่านั้น รัฐบาลยังไม่มีคำตอบว่าน้ำมันหายไปไหน นอกจากนี้ยังทวงถามสัญญาเงินเยียวยาชาวหาดใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการจ่ายแม้แต่บาทเดียว สถานการณ์อาจบานปลายหนักขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก

  • คิวยาวเป็นกิโลเมตร: ชาวบ้านต้องรอตั้งแต่เช้าตรู่ บางคนรอไม่ไหวต้องเลิก
  • ปั๊มน้ำมันร้าง: น้ำมันหมดสต็อก ปิดให้บริการ ส่งผลกระทบต่อการขนส่ง
  • ปั๊มปิดชั่วคราว: เนื่องจากขาดแคลนโควตา ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นชะงักงัน
  • ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่ง: ความต้องการเดินทางสูง แต่พลังงานขาดแคลน

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่กระทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ใช้รถใช้ถนน พ่อค้าแม่ค้าที่ต้องขนส่งสินค้า ไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดเล็กในภาคใต้ นายจูรียังหยิบยกคำปราศรัยเก่าของนายกฯ ที่เคยบอกว่า “ประชาชนจะรวยไม่ไหวแล้ว” มาแซะว่า สงสัยคนรวยจริงๆ คือกลุ่มนายทุนที่ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ชาวบ้านที่กำลังลำบากแสนสาหัส

ผลกระทบวิกฤตน้ำมันใต้ต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

วิกฤตนี้ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคแพงตามไปด้วย ชาวบ้านในพื้นที่หาดใหญ่และสงขลาต้องปรับตัวอย่างหนัก บางรายหันไปใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแทน แต่ไม่ใช่ทุกคนทำได้ รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักเรื่องการสื่อสารที่ไม่ตรงความจริง หากปล่อยไว้ปัญหาอาจลุกลามทั่วประเทศ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวที่กำลังมาถึง

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การขาดแคลนน้ำมันใต้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น การนำเข้าน้ำมันดิบล่าช้า ปัญหาโลจิสติกส์ และการกระจายโควตาที่ไม่ทั่วถึง รัฐบาลควรเร่งเจรจากับผู้ค้าปลีกน้ำมันและเพิ่มการนำเข้าเพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ

สุดท้ายแล้ว “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลต้องลงพื้นที่จริงและรับฟังปัญหาประชาชนมากกว่านี้ มิเช่นนั้นความเชื่อมั่นจะยิ่งลดลง คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้ทันสงกรานต์หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำมันใต้ได้รู้ด้วยนะครับ

ที่มา – “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ ท้านายกฯ พิสูจน์ความจริง

สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน กรณ์ย้ำไอ้โม่งจริง

วิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยทั่วประเทศ ราคาน้ำมันพุ่งสูง ปั๊มน้ำมันบางแห่งขาดแคลน สภาผู้แทนราษฎรจึงไม่นิ่งนอนใจ เมื่อ สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน อย่างด่วน เพื่อหาทางออกให้ประชาชน โดยมี สส. จาก 6 พรรคร่วมเสนอญัตติ สส.ชื่อดังอย่าง “กรณ์” จาติกวณิช ย้ำชัดว่าไอ้โม่งโรงกลั่นมีจริง และบี้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันทันที จะช่วยลดราคาลิตรละ 9 บาท

สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน ด่วนจากวิกฤติตะวันออกกลาง

การประชุมสภาฯ เมื่อเช้าวันที่ผ่านมา นายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธาน โดยมี สส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลอย่าง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ภูมิใจไทย), นายกรณ์ จาติกวณิช (ประชาธิปัตย์), นายจาตุรนต์ ฉายแสง (เพื่อไทย) และอื่นๆ ร่วมยื่นญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อรับมือวิกฤติที่กระทบราคาน้ำมันและการกระจายสินค้าในไทย

สส.ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หรือ รมว.พลังงาน มาชี้แจง แต่ประธานสภาแจงว่าเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจเอง ไม่บังคับได้ สถานการณ์ตอนนี้ประชาชนสับสน ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานบอกว่ามีน้ำมันสำรองเพียบ โรงกลั่นผลิตเต็มที่ ส่งให้ปั๊มวันละ 77-84 ล้านลิตร แต่ปั๊มบางแห่งกลับได้โควตาน้อย เกิดคำถามว่าน้ำมันหายไปไหน?

เอกนัฏ เตือนรัฐ อย่าฟังแค่เจ้าหน้าที่

นายเอกนัฏ กล่าวว่า สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน เพื่อให้รัฐบาลรวบรวมข้อมูลทุกขั้นตอน เปิดเผยปริมาณกลั่น ส่งออก และถึงปั๊มให้โปร่งใส คลายตื่นตระหนกประชาชน นอกจากนี้ยังทักทาย รมว.พลังงานคนใหม่ (ยังไม่ประกาศ) ว่า อย่าฟังข้อมูลเจ้าหน้าที่อย่างเดียว ให้ฟังเสียงประชาชน ใช้ความกล้าและเจตจำนงแก้ปัญหา รวมถึงทบทวนกองทุนน้ำมันที่เป็น “สิ่งสะกดจิต” ทำให้คนไทยคิดว่าน้ำมันถูก แต่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ลิตรละ 50+ บาท

กรณ์ จาติกวณิช ย้ำไอ้โม่งโรงกลั่นมีจริง

จุดเด่นของการถกวันนี้คือ นายกรณ์ จาติกวณิช ชี้ 3 ปัญหาหลักที่ทำให้ สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน 1) โรงกลั่นไม่ส่งน้ำมันให้ปั๊มพอ ไอ้โม่งมีจริง รัฐรู้แต่ไม่ติดตาม 2) โครงสร้างราคาซับซ้อน มี 3 ตลาด ราคาหน้าปั๊มถูกสุดเพราะชดเชย แต่จ๊อบเปอร์และน้ำมันเขียวแพงกว่า ทำให้อุตสาหกรรมแย่งซื้อปั๊ม 3) กองทุนน้ำมันหนี้ 2 หมื่นล้าน ไม่มีมติครม.ให้กู้ ชดเชยไม่ได้ โรงกลั่นเลยไม่ส่ง

นายกรณ์ เสนอทางออกชัดเจน ลดค่ากลั่นที่โรงกลั่นฟัน 3 เท่า และลดภาษีสรรพสามิตจาก 6.95 บาท/ลิตร ลง 6 บาท รวมลดราคา 9 บาท/ลิตร รัฐส่งสัญญาณลอยตัวราคา ประชาชนกลัวพุ่ง 50 บาท แต่จริงๆ รัฐปล่อยให้โรงกลั่นกักสต็อกฟันกำไร รัฐต้องเอาจริง อย่าปล่อยให้คนคิดว่ารัฐกับไอ้โม่งรวมหัว

จาตุรนต์ เบรกผลักภาระให้ประชาชน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง เตือนว่ารัฐต้องตอบชัด ปัญหาน้ำมันขาดเพราะอะไร จะสร้างความมั่นใจยังไง ลามไปค่าขนส่ง สินค้า ค่าครองชีพ เศรษฐกิจทั้งระบบ อย่าปล่อยตามตลาดเด็ดขาด ระยะสั้นกระจายน้ำมัน หาแหล่งนำเข้าใหม่ ลดพึ่งตะวันออกกลาง ระยะยาวสร้างความมั่นคงพลังงานยั่งยืน

  • เปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอนการผลิต-กระจายน้ำมัน
  • ลดภาษีสรรพสามิตและค่ากลั่นทันที
  • ทบทวนกองทุนน้ำมันและโครงสร้างราคา
  • รัฐมนตรีออกมาชี้แจงสร้างความเชื่อมั่น
  • วางแผนสำรองพลังงานระยะยาว

การ สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน ครั้งนี้เป็นสัญญาณดีว่ารัฐสภาทำหน้าที่เข้มข้น สะท้อนปัญหาที่ประชาชนเผชิญจริง รัฐบาลชุดใหม่ต้องลงมือทันที อย่าปล่อยให้วิกฤติลุกลาม มิฉะนั้นเศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ คุณคิดว่ารัฐบาลควรลดภาษีน้ำมันไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตวิกฤติพลังงานที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน “กรณ์” ย้ำไอ้โม่งโรงกลั่นมีจริง บี้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง เชื่อมรัฐคุมราคา

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง เป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่กำลังเผชิญค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศที่ทำให้ราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าพุ่งปรี๊ด พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่นิ่งนอนใจ ร่วมกับทีม Tech Lab เปิดตัวเครื่องมือดิจิทัลสุดล้ำเพื่อช่วยเหลือโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรที่เดือดร้อนหนัก

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง อย่างไร

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกรัฐสภาและนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พร้อมทีมงาน แถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์ม “จับตา” อย่างเป็นทางการ แพลตฟอร์มนี้เปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้เดือดร้อนให้กลายเป็น “ผู้ตรวจสอบ” รายงานราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแบบเรียลไทม์ทั่วประเทศ ผ่านแผนที่อัจฉริยะที่แสดงข้อมูลสรุปชัดเจน เห็นจุดไหนราคาผิดปกติหรือถูกกักตุนได้ทันที เหมือนมี Early Warning System ในมือทุกคน

ภาพแถลงข่าวปชป. เปิดแพลตฟอร์ม จับตา
ตัวอย่างแผนที่ราคาสินค้าบนแพลตฟอร์ม จับตา

คุณสมบัติเด่นของแพลตฟอร์ม “จับตา”

  • รายงานราคาเรียลไทม์: ถ่ายรูปใบเสร็จหรือป้อนข้อมูลราคาสินค้าที่ตลาด ตลาดนัด ร้านค้า ส่งตรงเข้าฐานข้อมูล
  • แผนที่อัจฉริยะ: แสดงจุดสีแดงเมื่อราคาพุ่งผิดปกติ ช่วยเห็นภาพรวมทั้งประเทศ
  • บูรณาการ Line OA: เข้าถึงง่าย สแกนลิงก์ https://liff.line.me/2009555163-09I8zuzR ทดลองใช้เวอร์ชันเบต้าได้เลย
  • API เชื่อมภาครัฐ: เปิดให้กระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในดึงข้อมูล ควบคุมราคาโปร่งใส

นางการดี เน้นย้ำว่า ข้อมูลจากแพลตฟอร์มจะนำไปวิเคราะห์ช่วยเหลือแบบเจาะจง อย่างโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ลดภาระ SME และสนับสนุนเกษตรกร ทดสอบระบบเต็มรูปแบบในวันที่ 24 มีนาคม ก่อนเปิดจริง ด้วยพลัง Civic Engagement ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายได้จริง

นางการดี เลียวไพโรจน์ แถลงปชป. เปิดแพลตฟอร์ม จับตา

ในยุคดิจิทัลแบบนี้ การใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาสินค้าแพงถือเป็นทางออกที่ชาญฉลาด ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง ไม่ใช่แค่รายงาน แต่เป็นเครื่องมือสร้างความโปร่งใส สร้างสมดุลให้ผู้บริโภคและผู้ขาย มันแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อประชาชนได้จริง

เชิญชวนทุกท่าน: ลองเข้าไปทดสอบแพลตฟอร์ม “จับตา” วันนี้ที่ ลิงก์ Line รายงานราคาสินค้าที่คุณเจอ แล้วช่วยกันกดดันให้ราคาถูกลง อนาคตของค่าครองชีพอยู่ในมือเรา!

ที่มา – ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง พร้อมนำข้อมูลเชื่อมต่อภาครัฐคุมราคาสินค้า

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า ซึ่งเป็นข้อเสนอสำคัญที่นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ชูธงเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบผันผวนทั่วโลก สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% ของความต้องการ หากเกิดวิกฤตขาดแคลน จะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า โดยเน้นย้ำถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 836,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.2% ของ GDP น้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแนฟทา (Naphtha) และอะโรเมติกส์ สำหรับพลาสติกและเคมีภัณฑ์ หากขาดแคลน โรงกลั่นจะหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูง เช่น ถุงพลาสติก ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และบรรจุภัณฑ์อาหาร

ผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันดิบต่อเศรษฐกิจไทย

ผลกระทบจะครอบคลุมหลายภาคส่วน ลองนึกภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องใช้พลาสติกน้ำหนักเบา กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาเคมีภัณฑ์พิเศษสำหรับแผงวงจร สายไฟ และวัสดุก่อสร้าง แรงงานกว่า 414,000 คนในห่วงโซ่ปิโตรเคมีจะได้รับผลกระทบโดยตรง รวมถึงการส่งออกเคมีภัณฑ์มูลค่า 486,000 ล้านบาท เราเห็นสัญญาณเตือนแล้วจากราคาถุงร้อนที่ปรับขึ้น หากไม่รับมือ ภาวะเงินเฟ้อจะยิ่งรุนแรง

  • กระทบ GDP 5.2% จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
  • แรงงาน 414,000 คนตกงานหรือรายได้ลด
  • ส่งออกเคมีภัณฑ์หดตัว 486,000 ล้านบาท
  • ราคาสินค้าอุปโภคพุ่ง เงินเฟ้อถีบตัว
  • ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ชะงัก

ทางออกสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยโรงกลั่นชีวภาพ

พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายชัดเจนในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า เปลี่ยนสู่โรงกลั่นชีวภาพ (Bio-refinery) ที่ใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรรมไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์ม ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกว่า 40 เท่า ผลิตเคมีชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ ที่ย่อยสลายได้ ควบคู่กับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่น การรีไซเคิลพลาสติกทางเคมี เปลี่ยนขยะเป็นวัตถุดิบใหม่และพลังงาน

นโยบายนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน แต่ยังช่วยเกษตรกรไทย สร้างรายได้ยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ประเทศอย่างบราซิลและอินเดียประสบความสำเร็จกับバイโอเอทานอลจากอ้อยแล้ว ไทยมีศักยภาพสูงกว่าเพราะเป็นผู้ส่งออกเกษตรชั้นนำ

ประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ Bio-refinery

  • ลดนำเข้าน้ำมันดิบ ลดค่าใช้จ่ายปีละแสนล้าน
  • เพิ่มมูลค่าเกษตร 40 เท่า สร้างงานใหม่ในชนบท
  • ลดขยะพลาสติก สนับสนุนรีไซเคิล 100%
  • มุ่ง Net Zero ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
  • แข่งขันระดับโลกในเคมีชีวภาพ

การเปลี่ยนโครงสร้างนี้ต้องกล้าและเร่งด่วน รัฐบาลควรสนับสนุนการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่เอกชนที่ลงทุนใน Bio-refinery นอกจากนี้ ต้องบูรณาการนโยบายเกษตร-อุตสาหกรรม-พลังงาน เพื่อให้ไทยก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างแท้จริง

สุดท้าย รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า เป็นวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาด หากดำเนินการได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลลงมือทำทันที

ที่มา – รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า

“อนุทิน” พยักหน้ารับ ส่งรายชื่อ ครม.ตรวจประวัติ

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญกับการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือที่เรียกกันว่า ครม.อนุทิน 2 ล่าสุดมีพัฒนาการที่น่าสนใจ เมื่อ อนุทิน พยักหน้ารับ ส่งรายชื่อ ครม. ตรวจประวัติแล้ว โดยย้ำว่าหากพรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหาจะตีกลับไปยังต้นสังกัดทันที ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา เพราะเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่

อนุทิน พยักหน้ารับ ส่งรายชื่อ ครม. ตรวจประวัติแล้ว หากพรรคร่วมติดขัด ตีกลับต้นสังกัด

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์สั้นๆ หลังเป็นประธานงานวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ ที่โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ท อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความคืบหน้าการจัดตั้งครม.ชุดใหม่ นายอนุทินยิ้มรับและพยักหน้า ไม่ได้ตอบตรงๆ แต่ยืนยันว่ากระบวนการเดินหน้าไปแล้ว โดยเฉพาะการส่งรายชื่อบุคคลที่คาดว่าจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไปตรวจสอบประวัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้โดดเด่นคือ นายกรัฐมนตรีย้ำถึงหลักเกณฑ์ที่เข้มงวด โดยยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ซึ่งผูกพันทุกองค์กร การตรวจสอบจะครอบคลุมมากกว่า 10 หน่วยงาน โดยสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เป็นผู้ประสานงาน สำหรับพรรคภูมิใจไทยต้นสังกัดของนายอนุทิน ยืนยันว่าไม่มีปัญหาใดๆ แต่สำหรับพรรคร่วมรัฐบาล หากพบประวัติติดขัด เช่น คดีความผิดหรือคุณสมบัติไม่ครบถ้วน จะแจ้งกลับไปยังพรรคต้นสังกัดทันที เพื่อให้แก้ไขหรือเปลี่ยนตัว

อนุทิน พยักหน้ารับ ส่งรายชื่อ ครม. เรียบร้อยแล้ว

ขั้นตอนการส่งรายชื่อถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว นี่เป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลชุดใหม่ใกล้ประกาศแล้ว แต่ผู้สื่อข่าวยังกังวลว่าคดีที่เริ่มโผล่กับบุคคลในโผครม. จะทำให้ล่าช้าไหม นายอนุทินตอบชัดว่า “ก็มีหลักเกณฑ์ของมันอยู่” และเน้นย้ำการรอผลตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งอาจใช้เวลาสักระยะ แต่จำเป็นเพื่อความโปร่งใส

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายเมื่อวันก่อน (19 มีนาคม 2569) พาดพิงว่านายอนุทินขาดคุณสมบัติจากคดีฮั้ว สว. แต่เจ้าตัวหัวเราะเบาๆ และไม่ได้ตอบคำถาม แสดงถึงความมั่นใจในกระบวนการ

ขั้นตอนการตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีที่เข้มงวด

เพื่อให้เข้าใจชัดเจน กระบวนการตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีมีดังนี้:

  • ส่งรายชื่อไปยังสลค. เพื่อประสานหน่วยงาน เช่น ตำรวจ ปปช. ศาล ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ไม่มีคดีร้ายแรงที่ศาลตัดสินแล้ว
  • ตรวจคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ เช่น ไม่ถือหุ้นสื่อ ไม่เป็นบุญธรรมบุคคลล้มละลาย
  • ยึดคำวินิจฉัยศาลรธน. เช่น คำวินิจฉัยที่ 9/2562 เรื่องห้ามนักการเมืองถือหุ้นสื่อ
  • แจ้งผลกลับต้นสังกัด หากติดขัดภายใน 7-15 วัน

กระบวนการนี้ช่วยป้องกันปัญหาในอนาคต เหมือนกรณีครม.ประยุทธ์ที่เคยมีรัฐมนตรีลาออกเพราะคดีหลังเข้ารับตำแหน่ง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การที่ อนุทิน พยักหน้ารับ ส่งรายชื่อ ครม. แล้ว แสดงถึงความพร้อมของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งภูมิใจไทย ภูมิใจไทย พรรคอื่นๆ ที่ร่วม แต่หากมีปัญหาจากคดีใหม่ๆ อาจทำให้การจัดตั้งล่าช้าออกไป 1-2 สัปดาห์ ส่งผลต่อนโยบายเร่งด่วน เช่น เศรษฐกิจ การเกษตร ที่รัฐบาลสัญญาไว้

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล หากทุกพรรคเตรียมตัวดี โครม.ชุดใหม่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้แน่นอน

ความเห็นผู้เขียน: การตรวจสอบที่เข้มงวดแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่ข่าวปลอมและคดีเท็จเยอะ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในผู้นำ หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ลองติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ รีบแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะ!

ที่มา – “อนุทิน” พยักหน้ารับ ส่งรายชื่อ ครม. ตรวจประวัติแล้ว หากพรรคร่วมติดขัด ตีกลับต้นสังกัด

“อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดโหวตนายกฯ อนุทิน-ณัฐพงษ์ มีคดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อนๆ ในสภาเลยนะครับ “อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ยังมีคดีทั้งคู่ เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายชัดเจนถึงเหตุผลที่พรรคของเขาต้องงดออกเสียง ไม่สนับสนุนทั้งอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย และณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน

“อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ยังมีคดีทั้งคู่

เหตุผลหลักที่อภิสิทธิ์ยกมานั่นคือเรื่องจริยธรรมและความซื่อสัตย์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ที่กำหนดว่านายกฯ ต้องสุจริตและไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง พรรคประชาธิปัตย์ยึดหลักการเมืองสะอาดมาตลอด ไม่ใช่แค่กฎหมายแต่ต้องสูงกว่า มาดูรายละเอียดกันครับ

กรณีอนุทิน: คดีฮั้วสว. ร้ายแรงต่อประชาธิปไตย

สำหรับอนุทิน มีคดีใหญ่ที่ กกต. และ DSI กำลังสืบสวน คดีฮั้วสว. หรือการแทรกแซงการได้มาซึ่งสว. ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงเพราะสว. ต้องเป็นกลาง ถ้าตกเป็นเครื่องมือพรรคการเมือง องค์กรอิสระก็เสียหายหมด

  • กกต. ส่งอนุกรรมการสืบสวนชุด 26 ชี้ว่าอนุทินและพวกฝ่าฝืนกฎหมายได้มาซึ่งสว.
  • ตั้งชุด 36 เฉพาะเรื่องนี้ แต่โดนฟ้องศาลอาญาทุจริตว่าการตั้งไม่ชอบ คำสั่งออกเดือนหน้า
  • DSI คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน วงเงิน 300 ล้าน เกี่ยว 1,200 คน อัยการส่งคืนเพราะต้องสอบครบ ไม่ฟ้องแยก

สถานะตอนนี้ยังค้างคา อภิสิทธิ์บอกว่าถ้าให้เป็นนายกฯ จะบั่นทอนศรัทธาประชาชน และรบกวนการบริหารประเทศ สงสัยว่าทำไมไม่เลือกคนอื่นที่สะอาดกว่า

อภิสิทธิ์ แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ อนุทิน-ณัฐพงษ์

ส่วนณัฐพงษ์ ก็ด้วยหลักเดียวกัน ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว ส่งศาล อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ อภิสิทธิ์ย้ำชัด ไม่ใช่รอร่วมรัฐบาล แต่ยึดหลักตรวจสอบจริง

เสียดายโอกาสของสองพรรคใหญ่

อภิสิทธิ์เสียดายที่สองพรรคมีแคนดิเดตดีๆ อย่างสีหศักดิ์ พวงเกตุ (ภูมิใจไทย) และวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (ประชาชน) แต่กลับเสนอคนมีปัญหา แถมเลือกตั้งยังมีข้อพิพาทค้างศาล

  • ประชาธิปัตย์ทำงานฝ่ายค้านมานาน ไม่มีประวัติรอเก้าอี้
  • เน้นการเมืองสุจริต สร้างศรัทธาให้ประชาชน

เหตุผลงดโหวตนายก อนุทิน ณัฐพงษ์

สรุปแล้ว “อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ยังมีคดีทั้งคู่ เพื่อรักษามาตรฐานจริยธรรมการเมืองไทยให้สูงขึ้น ในมุมผมคิดว่าจุดยืนแบบนี้ดีนะครับ ทำให้การเมืองไทยมีคุณภาพมากขึ้น ไม่ปล่อยให้คนมีคดีมาบริหารประเทศได้ง่ายๆ คุณล่ะเห็นด้วยมั้ย? คอมเมนต์บอกกันหน่อย แล้วอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันที่นี่เลย!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ยังมีคดีทั้งคู่

Scroll to top