พรรคประชาธิปัตย์

“อภิสิทธิ์” แนะเก็บเงินโรงกลั่นน้ำมันลิตรละ 3 บาท แทนผลักภาระให้ประชาชน

ในสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง “อภิสิทธิ์” แนะเก็บเงินโรงกลั่นน้ำมันลิตรละ 3 บาท แทนผลักภาระให้ประชาชน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวหลังการประชุม ส.ส. พรรค เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 โดยชูข้อเสนอ 2 ประการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนให้รัฐบาลนำไปใช้แก้ปัญหานี้ทันที

“อภิสิทธิ์” แนะเก็บเงินโรงกลั่นน้ำมันลิตรละ 3 บาท แทนผลักภาระให้ประชาชน

ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นคือ ราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้ รัฐบาลพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลเพื่อช่วยประชาชน แต่กลับทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบหนัก ต้องกู้เงินมาอุดหนุนส่วนต่างราคาต่อลิตรในแต่ละวัน ซึ่งสูงผิดปกติ นอกจากนี้ การตรึงราคายังส่งสัญญาณผิดพลาด ทำให้ประชาชนและผู้ค้ากักตุนน้ำมัน สร้างความโกลาหลในตลาด ภาคอุตสาหกรรมยังแย่งซื้อน้ำมันจากประชาชนเพราะส่วนต่างราคา

นายอภิสิทธิ์ชี้ว่า รัฐบาลต้องเรียนรู้จากอดีต โดยเสนอให้แบ่งเบาภาระจาก 3 ฝ่าย รัฐ เอกชน และประชาชน รัฐบาลยังเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 6 บาท ซึ่งในอดีตเคยงดเก็บเพื่อลดต้นทุน ภาคเอกชนคือโรงกลั่นที่ปรับค่าการกลั่นจากลิตรละ 2 บาท เป็น 6 บาท แม้จะมีส่วนต่างจากราคาน้ำมันดิบและราคาหน้าโรงกลั่นที่อ้างอิงสิงคโปร์ แต่ก็ควรสมทบ เก็บเงินโรงกลั่นน้ำมันลิตรละ 3 บาท เข้ากองทุน เพื่อไม่ให้ประชาชนรับภาระทั้งหมด

ตัวอย่างจากต่างประเทศและอดีตไทย

หลายประเทศอย่างสหราชอาณาจักร อิตาลี สเปน เคยใช้มาตรการให้เอกชนช่วยแบ่งเบา ในไทยเองเมื่อ 2-3 ปีก่อน รัฐบาลเคยเรียกโรงกลั่นมาคุยและตกลงให้สมทบเงินกองทุนชั่วคราวได้สำเร็จ ดังนั้นจึงทำได้อีก นายอภิสิทธิ์ย้ำว่า ข้อเสนอนี้น่าจะช่วยให้กองทุนมีเงินพอบริหารจัดการไปจนผ่านช่วงสงกรานต์ และรอสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเปิดเผยโครงสร้างราคาน้ำมันให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ลดความผันผวนตลาด และแก้ปัญหาส่วนต่างราคา พรรคประชาธิปัตย์จะใช้กลไกสภาเสนอหลังเลือกนายกฯ วันที่ 19 มี.ค. โดยไม่ยื่นหนังสือตรง แต่รอประชุมสภาเพื่อให้พรรคอื่นร่วมเสนอ

ผลกระทบเพิ่มเติมที่ต้องเตรียมรับมือ

  • ราคาเม็ดพลาสติกที่กระทบอุตสาหกรรม
  • ราคาปุ๋ยที่กระทบเกษตรกร
  • ความเสี่ยงกองทุนติดลบต้องกู้เพิ่ม

การบริหารจัดการที่ดีต้องไม่ส่งสัญญาณสับสน ควรมีแผนชัดเจนให้ประชาชน ผู้ค้า อุตสาหกรรมปฏิบัติได้ ข้อเสนอของอภิสิทธิ์ดูเป็นทางออกที่สมดุล ช่วยทั้งกองทุนและประชาชน

ในมุมมองของผม ข้อเสนอนี้สมเหตุสมผลมาก เพราะไม่ใช่การผลักภาระฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่แบ่งกันรับผิดชอบ ลองนึกภาพถ้ากองทุนล้ม ราคาน้ำมันพุ่ง ประชาชนเดือดร้อนหนักกว่านี้แน่ รัฐบาลควรพิจารณาด่วนเพื่อความยั่งยืน ติดตามข่าวเศรษฐกิจและการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” แนะเก็บเงินโรงกลั่นน้ำมันลิตรละ 3 บาท แทนผลักภาระให้ประชาชน

มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันดีกว่าครับ มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล ที่กำลังเป็นที่สนใจของทุกคน หลังจากพรรคประชาธิปัตย์มีมติชัดเจนในการประชุม สส. เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่อาจส่งผลต่อทิศทางโหวตนายกฯ ในวันถัดไป

มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล

ที่ประชุม สส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในฐานะประธาน สส.พรรค เป็นประธานการประชุม เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 18 มี.ค. 2569 มี สส.เข้าร่วม 20 คน ขาดเพียงนายชวน หลีกภัย ที่ไปพบแพทย์ ผลการประชุมคือมติให้ งดออกเสียง ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค. เวลา 10.00 น. นายสาทิตย์แถลงข่าวเวลา 15.30 น. ยืนยันว่าพรรคมีแนวโน้มงดออกเสียงเป็นส่วนใหญ่ในอดีตเช่นกัน

นอกจากนี้ พรรคยังมติส่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้อภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงเหตุผลรายละเอียดว่าทำไมพรรคถึงเลือกงดออกเสียง พรรคได้รับเชิญจากประธานสภาให้หัวหน้าพรรคร่วมหารือเวลา 09.00 น. วันที่ 19 มี.ค. แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการอภิปรายหรือไม่ พรรคหวังว่าพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นเสียงข้างมากจะเปิดโอกาส เพราะตำแหน่งนายกฯ สำคัญมาก ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้

เหตุผลเบื้องหลังมติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ

เมื่อสื่อถามว่านี่เป็นเพราะการแข่งขันผู้สมัครนายกฯ หรือไม่ นายสาทิตย์ยอมรับว่าเป็นเหตุผลหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด พรรคพิจารณาคุณสมบัติทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่าการงดออกเสียงจำเป็น โดยรายละเอียดจะให้อภิสิทธิ์ชี้แจง มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล ถือเป็นจุดยืนที่ยึดหลักธรรมาภิบาลของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน

  • พิจารณาคุณสมบัติผู้สมัครทั้งสองฝ่ายอย่างรอบคอบ
  • ยึดหลักโปร่งใสและการตรวจสอบจากสภา
  • งดออกเสียงเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา
  • ส่งหัวหน้าพรรคอภิปรายเพื่อแจงเหตุผลชัดเจน

ผลกระทบและมุมมองต่อการเมืองไทย

การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงความระมัดระวังของพรรคประชาธิปัตย์ในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียด โดยเฉพาะการโหวตนายกฯ ที่ทุกคะแนนมีค่า มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล อาจทำให้เกิดการถกเถียงในสภาฯ มากขึ้น และเป็นตัวอย่างให้พรรคอื่นๆ พิจารณา หากอภิสิทธิ์ได้อภิปรายจริง คงได้ฟังเหตุผลละเอียดยิบแน่นอน

ในมุมมองส่วนตัว การงดออกเสียงแบบนี้เป็นกลยุทธ์聪明的ที่ช่วยรักษาพรรคไม่ให้ถูกดึงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง แต่ก็อาจถูกมองว่าไม่รับผิดชอบ หากสภาต้องการเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม มันเน้นย้ำว่าการเมืองไทยยังต้องการการตรวจสอบที่เข้มข้น

คุณคิดอย่างไรกับมติล่าสุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ นัด สส. 19 มี.ค.

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้ เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง เพราะเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ วันนี้เรามีรายละเอียดครบถ้วนมาอัปเดตให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ เลยนะ

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งหนังสือด่วนมากถึง สส. ทุกคน เรื่องการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา

วาระสำคัญสุดคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะแจ้งพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภา จากนั้นเข้าสู่เรื่องด่วน คือ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้

การประชุมครั้งนี้ไม่มี สว. เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ทำให้เป็นการโหวตแบบ สส. ล้วน ๆ ซึ่งตื่นเต้นไม่แพ้ครั้งก่อน ๆ ขั้นตอนจะโปร่งใสแบบเปิดเผย ทุกคนต้องขานชื่อลงคะแนน ผู้สมัครที่ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของ สส. ทั้งหมด (มากกว่า 250 เสียง จาก 500 ที่นั่ง) เท่านั้นถึงจะชนะ

ขั้นตอนการเสนอชื่อและโหวตนายกรัฐมนตรี

เริ่มจากพรรคการเมืองที่เสนอชื่อผู้สมัครนายกฯ จากบัญชีของพรรคตัวเอง โดยพรรคต้องมี สส. ไม่น้อยกว่า 5% ของสภา หรืออย่างน้อย 25 ที่นั่ง และต้องมี สส. รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสภา (50 เสียง)

  • เสนอชื่อ: พรรคที่มีคุณสมบัติครบเสนอชื่อ Candidate
  • แสดงวิสัยทัศน์: ผู้ถูกเสนอชื่อกล่าววิสัยทัศน์ต่อ สส. เพื่อโน้มน้าวใจ
  • ลงคะแนน: แบบเปิดเผย เรียกชื่อ สส. ตามลำดับตัวอักษร ขานชื่อผู้ที่เลือกหรือ “งดออกเสียง”
  • ผล: ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง ประธานสภาฯ นำชื่อทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

การโหวตแบบนี้ทำให้ทุกเสียงชัดเจน ไม่มีลับ ๆ ล่อ ๆ สส. แต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกมา นอกจากนี้ ยังมีวาระอื่น ๆ เช่น การรับทราบพระบรมราชโองการ ซึ่งเป็นพิธีการสำคัญ

ทำไมการโหวตครั้งนี้ถึงสำคัญ? เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลใหม่ที่จะกำหนดทิศทางประเทศไปอีก 4 ปี ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือปัญหาเรื้อรังอย่างคอร์รัปชัน ประชาชนอย่างเราก็ต้องเฝ้าดู สส. ที่เราบริจาคภาษีไปทำงานจริงจังแค่ไหน

นอกจากขั้นตอนหลักแล้ว ยังมีกฎเกณฑ์อื่น ๆ เช่น หากรอบแรกไม่มีใครได้เกินกึ่งหนึ่ง อาจต้องโหวตรอบใหม่ แต่ครั้งนี้คาดว่าจะลุ้นเข้มข้นเพราะพรรคใหญ่หลายพรรคมี Candidate พร้อมลุย

เพื่อให้เข้าใจชัดยิ่งขึ้น ลองนึกภาพ สส. นั่งเรียงกันในห้องประชุมใหญ่ ประธานเรียกชื่อทีละคน “คุณสมชาย ขานชื่อ!” แล้วตอบ “นายกฯ X” หรือ “งด” เสียงดังก้องทั้งห้อง นี่แหละเสน่ห์ของประชาธิปไตยไทย

การโหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้ จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เราควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลจะกระทบชีวิตเราทุกคน

คุณคิดว่าใครจะได้เป็นนายกฯ ชื่อนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ อ่าน เพื่อให้ทุกคนรู้ทันเหตุการณ์ ติดตามอัปเดตล่าสุดจากเรา!

ที่มา – โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้

คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

ทุกสายตาจับจ้องไปที่ คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 หลังจากที่มีประชาชนจำนวนมากแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้รหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดประชุมคณะตุลาการในวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องคดีนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ คำร้องดังกล่าวเกิดจากประชาชนที่ยื่นเรื่องผ่านสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยตั้งข้อสังเกตว่าการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจเปิดช่องให้มีการตรวจสอบหรือเชื่อมโยงย้อนกลับไปยังผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ สิ่งนี้อาจขัดแย้งกับหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นการออกเสียงโดยลับ

พัฒนาการของคดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาคำร้องรวม 21 เรื่อง และมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เนื่องจากเห็นว่าประเด็นนี้มีน้ำหนักเพียงพอ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินตั้งข้อสังเกตว่าระบบรหัสดังกล่าวอาจขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 101

ในทางกลับกัน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งและตรวจสอบกระบวนการจัดพิมพ์เท่านั้น โดยยืนยันว่าไม่สามารถนำไประบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิได้ เนื่องจากรหัสเหล่านี้เป็นเพียงลำดับตัวเลขสุ่มที่ไม่เชื่อมโยงกับข้อมูลส่วนบุคคล

  • ข้อกังวลหลัก: บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดอาจถูกใช้ติดตามการลงคะแนนของบุคคล
  • การโต้แย้งจาก กกต.: ใช้เพื่อความปลอดภัยและตรวจสอบ ไม่กระทบความลับ
  • บทบาทผู้ตรวจการแผ่นดิน: ส่งเรื่องให้ศาลตีความตามรัฐธรรมนูญ
  • วันที่สำคัญ: ประชุมศาล 18 มี.ค. 2569

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะหลักการลงคะแนนลับเป็นหัวใจของประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงได้อย่างเสรีโดยไม่ถูกกดดัน หากศาลรับคำร้อง อาจนำไปสู่การตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อผลการเลือกตั้งที่ประกาศไปแล้ว ขณะที่หากไม่รับ อาจคลายความสงสัยและยืนยันความถูกต้องของระบบที่ กกต. ใช้

นอกจากนี้ คดีนี้ยังสะท้อนถึงความละเอียดอ่อนในการออกแบบระบบเลือกตั้งสมัยใหม่ โดยเทคโนโลยีอย่างบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและป้องกันการทุจริต แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดคำถามว่ามันสมดุลกับสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็เคยมีข้อถกเถียงคล้ายกันเกี่ยวกับการใช้รหัสหรือชิปอิเล็กทรอนิกส์ในบัตรเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเมืองมองว่าการตัดสินของศาลครั้งนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป หากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจต้องปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล ในทางตรงกันข้าม หากยืนยันว่าถูกต้อง จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นใน กกต. และระบบเลือกตั้งไทย

เราควรติดตามผลการประชุมอย่างใกล้ชิด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องความไว้วางใจของประชาชนต่อสถาบันประชาธิปไตย คุณคิดว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจำเป็นหรือเสี่ยงเกินไป? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

21 สส.ประชาธิปัตย์ ถ่ายภาพหมู่หน้าพระแม่ธรณี ก่อนเปิดประชุมสภา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมือง! วันนี้มีโมเมนต์น่าประทับใจจากพรรคประชาธิปัตย์มาฝากกัน เมื่อ21 สส.ประชาธิปัตย์ ถ่ายภาพหมู่หน้าพระแม่ธรณี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรค ก่อนจะเดินทางไปร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ปี 2569 เป็นภาพที่แสดงถึงความสามัคคีและความพร้อมของทีม สส.พรรคเก่าแก่ที่สุดในไทยในการทำหน้าที่แทนประชาชน

21 สส.ประชาธิปัตย์ ถ่ายภาพหมู่หน้าพระแม่ธรณี ก่อนเข้าร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

21 สส.ประชาธิปัตย์ ถ่ายภาพหมู่หน้าพระแม่ธรณี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 14 มีนาคม 2569 ที่ลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม ศาลเจ้าที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ก่อตั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค นำทีมโดยนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรค รวมถึงนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค พาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 21 คน ร่วมพิธีสักการะและถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ภาพนี้ไม่ใช่แค่การถ่ายรูปธรรมดา แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในสภาฯ ชุดใหม่

21 สส.ประชาธิปัตย์ ถ่ายภาพหมู่หน้าพระแม่ธรณีบีบมวยผม

ผู้นำและสส.ที่เข้าร่วม 21 สส.ประชาธิปัตย์ ถ่ายภาพหมู่หน้าพระแม่ธรณี

ทีมนำของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้มีตัวเด่นๆ ดังนี้:

  • นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ – หัวหน้าพรรคและ สส.บัญชีรายชื่อ
  • นายชวน หลีกภัย – อดีตหัวหน้าพรรคและประธานสภาผู้แทนราษฎรคนก่อน
  • นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ – เลขาธิการพรรค
  • สส.เขตและบัญชีรายชื่ออีก 18 ท่าน ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่

การรวมตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของพรรคที่ยึดมั่นในประเพณีเก่าแก่ แม้พรรคจะได้ที่นั่งไม่มากในรัฐสภาใหม่ แต่ก็พร้อมลุยเต็มที่

หลังจากถ่ายภาพเสร็จ ทุกคนก็เดินทางไปยังอาคารรัฐสภาเกียกกาย เพื่อเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในปี 2569

สส.ประชาธิปัตย์สักการะพระแม่ธรณีก่อนเปิดประชุมรัฐสภา

ทำไมพระแม่ธรณีถึงสำคัญกับพรรคประชาธิปัตย์?

พระแม่ธรณีบีบมวยผม ไม่ใช่แค่รูปปั้น แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงและความยุติธรรมของพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 ที่พรรคก่อตั้ง โดยมีตำนานเล่าว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องพรรคในยามวิกฤต การที่21 สส.ประชาธิปัตย์ ถ่ายภาพหมู่หน้าพระแม่ธรณี จึงเป็นการยึดมั่นในรากเหง้า และขอพรให้พรรคมีพลังในการตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น เศรษฐกิจ สุขภาพ และการศึกษา

ภาพหมู่ 21 สส.ประชาธิปัตย์ หน้าพระแม่ธรณี ก่อนรัฐพิธี

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ปี 2569 มีความหมายอย่างไร

พิธีนี้จัดขึ้นที่ห้องประชุมหลัก อาคารรัฐสภา เขตดุสิต เป็นการเริ่มสมัยประชุมสามัญครั้งแรกของปี โดยพระมหากษัตริย์เสด็จฯ มาทรงเปิด ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญตามรัฐธรรมนูญ สส.ทุกพรรคจะได้ยินพระราชกระแสทิศทางของชาติ และเริ่มอภิปรายนโยบายรัฐบาล สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ การเริ่มต้นด้วยการสักการะพระแม่ธรณีแสดงถึงความเคารพต่อสถาบันและความมุ่งมั่นในการเมืองที่โปร่งใส

ในมุมมองของผม การรวมตัวถ่ายภาพครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นพิธีกรรม แต่ยังเป็นสัญญาณว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในสภาฯ ชุดใหม่ แม้สถานการณ์การเมืองจะซับซ้อน แต่ด้วยประสบการณ์ของผู้นำอย่างอภิสิทธิ์และชวน พรรคยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับภาพนี้? พรรคประชาธิปัตย์จะทำผลงานได้ดีแค่ไหนในปีนี้ ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างนะครับ และอย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่อข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – 21 สส.ประชาธิปัตย์ ถ่ายภาพหมู่หน้าพระแม่ธรณีฯ ก่อนเข้าร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

ปชป. แจงปม “กฤตย์อิชย์” สส.ตรัง ไม่ปิดกั้นตรวจสอบ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ ปชป. แจงปม “กฤตย์อิชย์” สส.ตรัง ไม่ปิดกั้นตรวจสอบ ทำตามกระบวนการกฎหมาย ครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากมีหมายเรียกจาก บก.ปอศ. เรียกตัว สส.กฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ สส.ตรัง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีเลี่ยงภาษีถึง 7.4 ล้านบาท พร้อมพ่วงคดีอาญาข้อหาปลอมแปลงเอกสารด้วย พรรคประชาธิปัตย์รีบออกมาชี้แจงทันที เพื่อยืนยันความโปร่งใสและไม่ปิดกั้นการตรวจสอบใดๆ

ปชป. แจงปม “กฤตย์อิชย์” สส.ตรัง ไม่ปิดกั้นตรวจสอบ ทำตามกระบวนการกฎหมาย

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2567 (หมายเหตุ: original 2569 น่าจะพิมพ์ผิดเป็น 2567) เวลา 15.10 น. นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างชัดเจน โดยย้ำว่าพรรคไม่มีการปิดกั้นการตรวจสอบใดๆ ทุกอย่างต้องดำเนินไปตาม กระบวนการกฎหมาย อย่างเคร่งครัด ก่อนหน้านี้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธาน สส. และรองหัวหน้าพรรค ได้ชี้แจงไปแล้วว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นเกี่ยวกับการชำระภาษีหลังรับมรดกของครอบครัวนายกฤตย์อิชย์ ซึ่งมีเจตนาจะชำระให้ครบถ้วนถูกต้อง แต่เกิดปัญหาบางประการขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงคดีแพ่งทางภาษีและคดีอาญาเรื่องปลอมแปลงเอกสาร โฆษกยืนยันอีกครั้งว่า “ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมาย ไม่มีการปิดกั้น และต้องให้มีการตรวจสอบตามขั้นตอน” ในที่ประชุมพรรควันนั้น ก็เปิดโอกาสให้นายกฤตย์อิชย์ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย โดยประเด็นหลักยังคงเป็นเรื่องการชำระภาษีที่ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด

รายละเอียดคดีเลี่ยงภาษีและข้อหาอื่นๆ ของ สส.กฤตย์อิชย์

มาดูรายละเอียดกันหน่อยนะครับ คดีนี้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ออกหมายเรียก สส.กฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง เขต 3 ซึ่งสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา

  • เลี่ยงภาษีเงินได้ 7,400,000 บาท จากมรดกครอบครัว
  • ข้อหาความผิดทางอาญาเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร
  • คดีแพ่งทางภาษีและคดีอาญาควบคู่กัน

สส.กฤตย์อิชย์ เป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในจังหวัดตรัง ชนะเลือกตั้งในเขต 3 มาหลายสมัย พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคเก่าแก่ของไทย ยึดมั่นหลักการโปร่งใสมาตลอด จึงรีบออกมาชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

การตอบสนองของพรรคประชาธิปัตย์ต่อประเด็นนี้

พรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนชัดเจนว่า จะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยให้นายพงศกร ขวัญเมือง เป็นตัวแทนสื่อสารกับสาธารณชน นอกจากนี้ ในที่ประชุมพรรคยังมีการหารือและให้โอกาส สส.กฤตย์อิชย์ ชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมภายในพรรคที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบภายในและภายนอก

เรื่องแบบนี้ในวงการการเมืองไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่พรรคออกมาแจงแบบเปิดเผยแบบนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีนะครับ ทำให้ประชาชนมั่นใจในพรรคมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนจับตาด้วยโซเชียลมีเดีย

นอกจากประเด็นหลักแล้ว เรายังเห็นได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์มีประวัติศาสตร์ยาวนานในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรม สส.ตรังอย่างนายกฤตย์อิชย์ ก็มีผลงานด้านพัฒนาท้องถิ่น เช่น โครงการช่วยเหลือเกษตรกร ส่งเสริมการท่องเที่ยวตรัง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงเรื่องอาหารทะเลและชายหาดสวยๆ

หากมองในมุมกว้าง คดีภาษีมรดกแบบนี้เกิดขึ้นได้กับใครก็ได้ ถ้าการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมีปัญหา แต่สิ่งสำคัญคือต้องแก้ไขตามกฎหมาย ซึ่งกรมสรรพากรและ ปอศ. จะเป็นผู้ตัดสิน

สำหรับอนาคต คาดว่าคดีนี้จะดำเนินต่อไปตามขั้นตอน หาก สส.กฤตย์อิชย์พิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ ก็จะเป็นบทเรียนที่ดีให้กับนักการเมืองคนอื่นๆ ในการจัดการเรื่องภาษีให้รัดกุม

ในฐานะคนติดตามข่าวการเมือง ผมคิดว่าการชี้แจงของปชป. แบบนี้เป็นสัญญาณบวก แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและไม่กลัวการตรวจสอบ สุดท้ายแล้ว ประชาชนอย่างเราคือผู้ตัดสินจากข้อเท็จจริงทั้งหมด

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ และ subscribe เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันนะครับ!

ที่มา – ปชป. แจงปม “กฤตย์อิชย์” สส.ตรัง ไม่ปิดกั้นตรวจสอบ ทำตามกระบวนการกฎหมาย

“อภิสิทธิ์” จี้ดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุน ลั่นทบทวนราคาพลังงาน

สถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนชาวไทยอย่างมาก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่รัฐบาลพยายามตรึงไว้ แต่เบื้องหลังนั้นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระหนี้สินมหาศาล ล่าสุด “อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อช่วยลดภาระและป้องกันปัญหาในอนาคต นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ เพื่อให้เหมาะสมกับวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบัน

“อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอบนเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันค่าการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สิ่งนี้ทำให้บริษัทน้ำมันได้กำไรส่วนต่างมหาศาล ขณะที่ประชาชนต้องเผชิญราคาน้ำมันแพง

อภิสิทธิ์เสนอว่ารัฐบาลควรนำกำไรส่วนนี้เข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อชดเชยการตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละเกือบ 16 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงผิดปกติ หากไม่ทำเช่นนี้ กองทุนจะขาดสภาพคล่องและอาจนำไปสู่การปรับราคาขึ้นในอนาคต สร้างผลกระทบหนักต่อผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะรถบรรทุกและแท็กซี่ที่พึ่งพาดีเซลเป็นหลัก

กรณ์ จาติกวณิช เตือนฟันกำไร 3 เท่าใน 10 วัน กองทุนเสี่ยงหนี้อ่วม

ในโพสต์เดียวกัน นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ประชาชนอาจไม่รู้ว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังนิ่งสนิทเพราะกองทุนชดเชย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ชดเชยดีเซลถึง 16.97 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 ชดเชย 7.41 บาท รัฐประกาศตรึงดีเซลที่ 29.94 บาทต่อลิตรจนถึง 17 มีนาคม 2569 หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ราคาอาจพุ่งสูงเพื่อให้ตลาดปรับตัวและส่งเสริมการประหยัดพลังงาน

ที่น่ากังวลคือค่าการกลั่นพุ่ง 3 เท่าใน 10 วัน จากเดิม 2 บาทต่อลิตร เป็น 6 บาท หมายความว่ารัฐกำลังใช้เงินภาษีประชาชนจ่ายกำไรให้บริษัทกลั่นน้ำมัน หากกระทรวงพาณิชย์ควบคุมให้ค่ากลั่นปกติที่ 2 บาท ราคาน้ำมันจะถูกลงทันที 4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระกองทุนได้อย่างมาก

  • ค่ากลั่นเพิ่มจาก 2 บาท เป็น 6 บาทต่อลิตร ในเวลาเพียง 10 วัน
  • กองทุนชดเชยดีเซล 16.97 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 7.41 บาท/ลิตร
  • ตรึงราคาดีเซล 29.94 บาท จนถึง 17 มี.ค. 2569
  • หากไม่ดึงกำไรเข้าสกน กองทุนอาจขาดทุนหนัก ส่งผลราคาน้ำมันพุ่ง
  • ต้องทบทวนราคาก๊าซหุงต้มและไฟฟ้าด้วย เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ

วิกฤติพลังงานครั้งนี้เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามรัสเซีย-ยูเครน และนโยบาย OPEC ที่ลดกำลังการผลิต ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูง ในไทยที่นำเข้าน้ำมันเกือบ 100% จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ รัฐบาลต้องมีมาตรการเร่งด่วน ไม่ใช่แค่ตรึงราคา แต่ต้องปรับโครงสร้างให้โปร่งใสและยั่งยืน

การที่ “อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ถือเป็นข้อเสนอที่ตรงจุดและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน หากนำไปปฏิบัติ จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและลดการเก็งกำไร นอกจากนี้ การทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งหมด รวมถึงก๊าซ LPG และไฟฟ้า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยไม่ปล่อยให้เอกชนได้กำไรเกินควรในยามวิกฤติ

ในมุมมองของผู้เขียน ข้อเสนอนี้สมเหตุสมผลและควรเร่งดำเนินการ รัฐบาลไม่ควรละเลยเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านที่มุ่งช่วยเหลือประชาชน ชาวไทยทุกคนควรติดตามและกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คุณคิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่าการกลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ลั่นต้องทบทวนโครงสร้างราคาพลังงาน

“กรณ์” จี้ “กลต.-ปปง.” ชี้แจง ปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้น “BCBG” หนี

“กรณ์” จี้ “กลต.-ปปง.” ชี้แจง ปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้น “BCBG” หนี เป็นประเด็นร้อนในวงการตลาดทุนไทยที่กำลังสร้างความฮือฮา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวอย่างดุเดือด เรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์อย่างคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ชี้แจงกรณีปล่อยให้กองทุน Capital Asia Investments (CAI) ขายหุ้นบริษัท BCBG ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบางจาก ออกไปเกือบทั้งหมด โดยไม่มีการตรวจสอบหรืออายัดทรัพย์สินให้ทันท่วงที

“กรณ์” จี้ “กลต.-ปปง.” ชี้แจง ปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้น “BCBG” หนี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวใหญ่จากสิงคโปร์ ที่สถาบันการเงินสิงคโปร์ (MAS) และตำรวจสิงคโปร์ (SPF) กวาดล้างเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ จับกุมผู้บริหารระดับสูงของ CAI 2 ราย และอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับการปั่นหุ้นและฟอกเงินในตลาดทุนไทย แต่ฝั่งไทยกลับเงียบกริบ ไม่มีแอคชั่นใดๆ ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เตือนมาตั้งแต่ปี 2568

สิงคโปร์ลงมือจับแล้ว ไทยยังนิ่งเฉย

นายกรณ์ชี้ว่ากองทุน CAI เคยถือหุ้น BCBG กว่า 16 ล้านหุ้น หรือ 5.62% แต่กลต.และปปง.ไม่ขยายผลตรวจสอบ จนปล่อยให้ขายหุ้นหนีไปได้ แม้ปปง.จะมีคำสั่งอายัดหุ้นบางจากแล้วก็ตาม นี่คือช่องโหว่ใหญ่ที่ทำให้เงินทุนเทา สแกมเมอร์ที่หลอกลวงคนไทยปีละกว่า 1 แสนล้านบาท ไหลผ่านตลาดหุ้นไทยได้ง่ายดาย สิงคโปร์พิสูจน์แล้วว่า CAI มีเอี่ยวปั่นหุ้นไทย แต่ไทยกลับไม่ทำอะไร

ตามกฎหมายไทย ผู้ถือหุ้นเกิน 5% ต้องรายงานกลต. แต่ CAI ขายหุ้นขนาดนี้โดยไม่รายงาน กลต.ปล่อยผ่านอย่างไร? นายกรณ์ตั้งคำถามหนักๆ ถึงรัฐบาลว่า มีอุปสรรคอะไร หรือเกรงใจใคร? โดยเฉพาะบุคคลสำคัญในรัฐบาลและพรรคร่วมที่อาจเกี่ยวข้อง รวมถึงกรณี MOU สแกนม่านตาของดีอี ที่ DSI ชี้บริษัทคู่สัญญาเชื่อม CAI

  • กลต.และปปง.ไม่ขยายผลตรวจสอบหุ้นอื่นที่ CAI ถือ
  • ปล่อยขายหุ้น BCBG หนี ก่อนสิงคโปร์จับ
  • CAI ยังถือหุ้นตัวอื่นใน SET อีกหลายตัว
  • คนไทยเสียหาย ไม่ได้ทรัพย์คืน

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและตลาดทุน

ประเด็น “กรณ์” จี้ “กลต.-ปปง.” ชี้แจง ปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้น “BCBG” หนี ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่กระทบความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยโดยตรง นักลงทุนรายย่อยที่ซื้อหุ้นตามกระแสปั่น อาจขาดทุนหนัก ขณะที่เงินสแกมไหลออกนอกประเทศ สร้างความเสียหายมหาศาล พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันจะติดตามต่อ รอคำชี้แจงจาก 2 หน่วยงาน หากไม่ชัดเจน จะดำเนินการทางกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นน่าสงสัย เช่น ผู้ลงนามสัญญาดีอีที่ปัจจุบันเป็นประธานกลต. ทำให้สังคมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจริงจังกับทุนเทาหรือไม่? ตลาดทุนไทยควรเป็นเครื่องมือฟอกเงินหรือสนับสนุนการลงทุนที่โปร่งใส?

ในมุมนักลงทุน มองว่านี่คือสัญญาณเตือน ควรตรวจสอบผู้ถือหุ้นใหญ่ก่อนซื้อหุ้น และติดตามข่าวจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากกลุ่มทุนเทา

สุดท้าย พรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่าจะสู้ต่อเพื่อปกป้องผลประโยชน์คนไทย นักลงทุนทุกท่านควรเรียกร้องให้กลต.และปปง.เร่งดำเนินการ และแสดงความเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

ที่มา – “กรณ์” จี้ “กลต.-ปปง.” ชี้แจง ปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้น “BCBG” หนี

ราเมศ ป้อง ชวน ไม่เคยพูดยกเลิก อสม.

ราเมศ ป้อง ชวน ไม่เคยพูดยกเลิก อสม. เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อนายราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการของนายชวน หลีกภัย ออกมาแถลงชี้แจงอย่างชัดเจน หลังจากกรมการปกครองและประธานชมรม อสม. แห่งประเทศไทย ตอบโต้คำให้สัมภาษณ์ของนายชวนที่ถูกตีความผิดเพี้ยนไป

ราเมศ ป้อง ชวน ไม่เคยพูดยกเลิก อสม.

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 (หรือ 2569 ตามเอกสาร) นายราเมศ ยืนยันว่านายชวนไม่เคยพูดถึงการยกเลิก อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) เลยสักคำ สิ่งที่นายชวนพูดคือการปกป้องเกียรติของ อสม. ที่สุจริต ไม่ให้ถูกฝ่ายการเมืองใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเจตนาดีเพื่อประชาชนและระบบราชการที่โปร่งใส

นายราเมศ ชี้แจงว่า หากตรวจสอบคำให้สัมภาษณ์ของนายชวนทั้งหมด จะเห็นว่าทุกถ้อยคำมาจากสุจริตใจ เพื่อช่วยดูแลและปกป้องพี่น้อง อสม. นายชวนยังทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุขถึง 2 ครั้ง เพื่อขอให้ปกป้องเกียรติของ อสม. ไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากนักการเมือง

เจตนาปกป้องเกียรติ อสม. จากเครื่องมือหาเสียง

ในมุมมองของนายราเมศ อสม. ที่สุจริตจำนวนมากไม่อยากร่วมมือกับพรรคการเมืองที่ใช้วิธีไม่ถูกกฎหมาย พรรคเหล่านั้นก็รู้ดีถึงพฤติกรรมตัวเอง นอกจากนี้ กรมการปกครองยังออกแถลงการณ์กำชับกำนันผู้ใหญ่บ้านให้วางตัวเป็นกลาง แต่ในทางปฏิบัติต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง

นายชวนติดตามเรื่องนี้มาตลอด ก่อนเลือกตั้งทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ขอให้ข้าราชการทุกส่วน รวมถึง อปท. ปฏิบัติด้วยความเป็นกลางและเที่ยงธรรม เพื่อบ้านเมืองที่ถูกต้อง

  • รัฐบาลที่ดีไม่ใช้ระบบราชการเป็นเครื่องมือหาเสียง
  • พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ต่างจาก “รัฐบาลโจร” ที่ปล้นอำนาจด้วยวิธีชั่วร้าย
  • การเลือกตั้งไม่ใช่แค่ชิงอำนาจ แต่ต้องยึดหลักประชาธิปไตย
  • ไม่มีผู้ร้องเรียนไม่ใช่คำตอบ ถามประชาชนจริงๆ จะได้ความจริง

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในวงการเมืองไทย ที่ข้าราชการและอาสาสมัครถูกดึงเข้าสู่การหาเสียง ทำให้เสียความน่าเชื่อถือ อสม. เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพชุมชน ถ้าถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะกระทบประชาชนโดยตรง

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับการทุจริตเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งนายชวนเคยเตือนไว้หลายครั้ง การที่ฝ่ายตรงข้ามบิดเบือนคำพูด เพื่อโจมตีภาพลักษณ์ แสดงถึงความหวังดีของนายชวนที่อยากเห็นการเมืองสะอาด

ในยุคที่ข่าวปลอมแพร่กระจาย ประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการเมือง

สุดท้ายแล้ว ราเมศ ป้อง ชวน ไม่เคยพูดยกเลิก อสม. เพื่อปกป้องเกียรติและความถูกต้อง ในฐานะนักข่าวหรือนักเขียนการเมือง ผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลต้องโปร่งใส มิฉะนั้นประชาธิปไตยไทยจะยั่งยืนไม่ได้ คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ความจริงกันเถอะ

ที่มา – “ราเมศ” ป้อง “ชวน” ไม่เคยพูดยกเลิก อสม. ลั่นเจตนาปกป้องเกียรติ ไม่ให้เป็นเครื่องมือหาเสียง

Scroll to top