สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

พลิกโฉมรถไฟไทย: ปรับปรุงรถเก่าและเปิดตัวไฮบริด “ง้าว”

พลิกโฉมรถไฟไทย: ปรับปรุงรถเก่าและเปิดตัวไฮบริด “ง้าว”

วงการระบบรางของไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้นครับ เมื่อนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ได้ออกมาแจกโจทย์สำคัญให้กับสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (สทร.) เพื่อให้ภารกิจการพลิกโฉมรถไฟไทย: ปรับปรุงรถเก่าและเปิดตัวไฮบริด “ง้าว” กลายเป็นความจริงในเร็ววัน โดยเน้นทั้งความปลอดภัย การยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยว และการพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยเอง

ยกระดับความปลอดภัยด้วยระบบอาณัติสัญญาณ

นโยบายเร่งด่วนที่หลายคนรอคอยคือการแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟครับ โดยภายในปีนี้ เราจะได้เห็นการปรับปรุงจุดลักผ่านในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่า 22 จุด ให้มีระบบอาณัติสัญญาณที่ทันสมัยและปลอดภัยยิ่งขึ้น สิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องชีวิตผู้ใช้รถใช้ถนน และเป็นก้าวแรกของโครงการพลิกโฉมรถไฟไทย: ปรับปรุงรถเก่าและเปิดตัวไฮบริด “ง้าว” ที่ใส่ใจความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง

นอกเหนือจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว สทร. ยังได้รับมอบหมายให้ชุบชีวิตรถไฟเก่าอายุกว่า 50 ปีที่ได้รับจากญี่ปุ่น มาปรับโฉมใหม่ให้เป็นรถไฟท่องเที่ยวสุดหรู โดยใช้งบประมาณที่คุ้มค่ากว่าการซื้อใหม่หลายเท่าตัว ไม่เพียงแค่ได้รถไฟสวยๆ ไว้ให้บริการ แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในไทยไปอีกขั้น

เปิดตัว “ง้าว” ไฮบริดสายเลือดไทย

ไฮไลท์สำคัญที่น่าจับตามองคือโปรเจกต์ พลิกโฉมรถไฟไทย: ปรับปรุงรถเก่าและเปิดตัวไฮบริด “ง้าว” กับรถไฟต้นแบบที่จะใช้ระบบขับเคลื่อนไฮบริด (Diesel Electric) ซึ่งสามารถทำความเร็วและรองรับการใช้งานสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยมีจุดเด่นดังนี้:

  • เทคโนโลยีล้ำสมัย: ใช้เครื่องยนต์ดีเซลปั่นไฟเพื่อขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • รองรับอนาคต: ออกแบบให้สามารถชาร์จไฟเพิ่มเติมได้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในอนาคต
  • ฝีมือคนไทย: เป็นการยกระดับความสามารถทางวิศวกรรมของไทย สู่การพึ่งพาเทคโนโลยีของตัวเอง
  • ดีไซน์ทันสมัย: ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ด้วยขบวนรถที่ใช้งานได้ทั้งสองทิศทาง

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของรถไฟ แต่คือการพิสูจน์ศักยภาพของบุคลากรไทยในการสร้างนวัตกรรมระดับประเทศ หากโครงการนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี เชื่อว่าระบบรางของเราจะมีความพร้อมและดึงดูดผู้โดยสารกลับมาใช้งานมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – พลิกโฉมรถไฟไทย “สิริพงศ์” สั่ง สทร. ปรับปรุงรถเก่าเป็นขบวนท่องเที่ยว-เปิดต้นแบบไฮบริด “ง้าว”

“สิริพงศ์” พร้อมผู้ว่าการ รฟท.-ผอ.ขสมก. ร่วมอาลัย “ป้าเทียม” มอบเยียวยากว่า 2 ล้าน

“สิริพงศ์” พร้อมผู้ว่าการ รฟท.-ผอ.ขสมก. ร่วมอาลัย “ป้าเทียม” มอบเยียวยากว่า 2 ล้าน

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันแห่งความโศกเศร้าที่วัดบ้านกระต่ายด่อน จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ “สิริพงศ์” พร้อมผู้ว่าการ รฟท.-ผอ.ขสมก. ร่วมอาลัย “ป้าเทียม” มอบเยียวยากว่า 2 ล้าน บาท ให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์อันน่าสลดใจ ณ แยกอโศก-เพชร โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีฌาปนกิจด้วยตนเอง เพื่อแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

มาตรการคุมเข้มความปลอดภัยหลัง “สิริพงศ์” พร้อมผู้ว่าการ รฟท.-ผอ.ขสมก. ร่วมอาลัย “ป้าเทียม” มอบเยียวยากว่า 2 ล้าน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการร่วมไว้อาลัย แต่ยังเป็นการประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย นายสิริพงศ์เผยว่า ทางกระทรวงคมนาคมได้มีการบังคับใช้มาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการตรวจสอบความปลอดภัยของพนักงานและการไร้สารเสพติดในระบบขนส่งมวลชน โดยความร่วมมือระหว่าง ขสมก. รฟท. และ ป.ป.ส. เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่ต้องใช้บริการรถสาธารณะทุกวัน

นอกจากนี้ ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการจราจรบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยเตรียมประชุมด่วนร่วมกับนายสถานีทั่วประเทศ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาจุดเสี่ยงและทัศนวิสัยที่ไม่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงการนำกองทุนเลขสวยมาสนับสนุนงบประมาณในการติดตั้งป้ายเตือนและระบบสัญญาณไฟเพิ่มเติม โดยรายละเอียดของมาตรการที่เน้นย้ำ ได้แก่:

  • การตรวจคัดกรองบุคลากร: ยกระดับการตรวจสารเสพติดในพนักงาน ขสมก. และ รฟท. อย่างเข้มงวด
  • การปรับปรุงจุดตัดทางรถไฟ: เพิ่มระบบแสงสว่างและสัญญาณไฟในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ
  • การบังคับใช้กฎหมายจราจร: รณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการไม่ฝ่าฝืนแนวหยุดรถ

สำหรับเหตุการณ์ “สิริพงศ์” พร้อมผู้ว่าการ รฟท.-ผอ.ขสมก. ร่วมอาลัย “ป้าเทียม” มอบเยียวยากว่า 2 ล้าน บาท ในวันนี้ แม้ตัวเลขการเยียวยาจะไม่สามารถแลกคืนกับชีวิตอันมีค่าได้ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่รัฐบาลพยายามแสดงความรับผิดชอบและช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบภัยให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการป้องกันไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยวินัยของภาคประชาชนและจิตสำนึกของผู้ขับขี่รถสาธารณะทุกคนในการร่วมกันรักษามาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนนและระบบรางไปพร้อมๆ กัน

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการที่ทางกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งดำเนินการ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนได้อีกครั้ง และทำให้การสัญจรในทุกๆ วันมีความปลอดภัยและลดความสูญเสียให้เป็นศูนย์ในอนาคตครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” พร้อมผู้ว่าการ รฟท.-ผอ.ขสมก. ร่วมอาลัย “ป้าเทียม” มอบเยียวยากว่า 2 ล้าน

สิริพงศ์ แจงปมขนส่งฯ ติดโผทุจริต เล็งต่อใบขับขี่ออนไลน์

สวัสดีครับชาวบล็อกทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ สิริพงศ์ แจงปมขนส่งฯ ติดโผทุจริต ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการคมนาคม ล่าสุดนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาชี้แจงแบบชัดเจนว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ที่ติดโผหน่วยงานเสี่ยงทุจริตจากรายงานของ กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน) นั้น ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ทุจริตทั้งหมด แต่เป็นเพียงชื่อที่ถูกเสนอเพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมล่ะ? มาดูรายละเอียดกันเลย

สิริพงศ์ แจงปมขนส่งฯ ติดโผทุจริต

จากรายงานของคณะทำงาน Zero Corruption ที่สำรวจประสบการณ์ตรงจากภาคธุรกิจ พบว่าหน่วยงานในกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะกรมการขนส่งทางบก ติดอันดับมูลค่าสินบนสูงสุด นายสิริพงศ์ย้ำชัดว่า การถูกเสนอชื่อนี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงพฤติกรรมทุจริตโดยตรงของเจ้าหน้าที่ แต่เกิดจากลักษณะงานที่ต้องออกใบอนุญาต บริการประชาชน และติดต่อภาคเอกชนบ่อย ๆ ทำให้มีความเสี่ยงถูกมองแบบนั้นได้ง่าย ๆ "สิริพงศ์ แจงปมขนส่งฯ ติดโผทุจริต" เพื่อให้เข้าใจตรงกัน และยืนยันว่ากระทรวงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

หลายครั้งที่ประชาชนหรือธุรกิจอยากได้บริการเร็ว ๆ ก็เลยเกิดการเสนอผลประโยชน์เพื่อเร่งกระบวนการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน ดังนั้น ทางแก้คือปรับระบบให้โปร่งใส รวดเร็ว สะดวก ลดช่องว่างเหล่านี้ให้หมดสิ้น

เพิ่มรอบอบรมใบขับขี่ ลดช่องโหว่ส่วย

หนึ่งในมาตรการเร่งด่วนที่สั่งการไปแล้ว คือให้กรมขนส่งทางบกเพิ่มรอบการอบรมใบขับขี่ โดยเฉพาะในพื้นที่แออัด เช่น จากเดิมอาจ 3-4 วันต่อสัปดาห์ เป็น 5-6 วัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงง่าย ไม่ต้องรอคิวนาน ลดปัญหาความล่าช้าที่อาจนำไปสู่การหาทางลัดแบบเสียเงิน

ดัน “ต่อใบขับขี่ออนไลน์” เต็มรูปแบบปี 2569

ไฮไลต์สำคัญคือการผลักดันระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ! ภายในปี 2569 จะต่ออายุใบอนุญาตขับขี่บางประเภทได้ 100% ผ่านออนไลน์ โดยไม่ต้องมาโรงงานแบบเดิม ๆ เริ่มจากใบขับขี่ประจำปีหรือทั่วไปที่ไม่ต้องทดสอบใหม่ ส่วนใบที่ต้องประเมินสมรรถนะยังต้องมา สน. ขนส่ง แต่โดยรวมจะลดการพบปะหน้า ลดขั้นตอน ลดค่าเดินทาง และที่สำคัญ ลดโอกาสเรียกรับผลประโยชน์ได้ชัดเจน

นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดงบประมาณประชาชน ลดเวลารอคอย และเพิ่มความเชื่อมั่นในบริการรัฐ ตามวิสัยทัศน์ที่นายสิริพงศ์เน้นย้ำว่า “หน้าที่ของเราคืออำนวยความสะดวก สร้างความโปร่งใส”

ประโยชน์ของการต่อใบขับขี่ออนไลน์

มาดูกันว่าทำไมนโยบายนี้ถึงเจ๋ง:

  • สะดวกสุด ๆ: ต่อได้ทุกที่ทุกเวลา แค่มีอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องลางานไปสน. ขนส่ง
  • ลดทุจริต: ไม่ต้องเจอหน้าเจ้าหน้าที่ ลดช่องทางเสนอส่วย
  • ประหยัดเวลา-เงิน: ไม่เสียค่าน้ำมัน ค่าเสียเวลา รอรับใบใหม่ทางไปรษณีย์
  • โปร่งใส 100%: ระบบออนไลน์ตรวจสอบได้ ลดการแทรกแซง

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับ Thailand 4.0 ที่รัฐบาลผลักดัน Government to Digital ช่วยให้บริการประชาชนดีขึ้นแบบก้าวกระโดด

ความเห็นจากผู้ใช้บริการจริง

จากที่สอบถามเพื่อน ๆ หลายคน บางพื้นที่อย่างกรุงเทพฯ รอต่อใบขับขี่นานเป็นเดือน ถ้ามีออนไลน์จริง คงโล่งใจหายห่วง แต่อาจมีข้อกังวลเรื่องเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ ทางแก้คือมีคู่มือออนไลน์และศูนย์ช่วยเหลือ

สรุป insight: สิริพงศ์ แจงปมขนส่งฯ ติดโผทุจริต เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ แต่ลงมือแก้ปัญหาจริงจัง โดยเฉพาะต่อใบขับขี่ออนไลน์ที่จะเปลี่ยนเกมการบริการขนส่งทั้งระบบ ถ้าทำสำเร็จ จะเป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่น ๆ ตามรอย ลองนึกภาพอนาคตที่ราชการไทยโปร่งใส รวดเร็ว สะดวกขนาดไหนสิ!

CTA: คุณเคยเจอปัญหาต่อใบขับขี่ไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ ที่กำลังจะหมดอายุใบขับขี่นะครับ!

ที่มา – “สิริพงศ์” แจงปมขนส่งฯ ติดโผทุจริต ชี้แค่ถูกเสนอให้ เล็ง “ต่อใบขับขี่ออนไลน์” สกัดทุจริต

“สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถประกัน CCTV

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในวงการขนส่งเรียกรถผ่านแอปกันดีกว่า ปัญหาความปลอดภัยของผู้โดยสารกลายเป็นประเด็นร้อนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะกับแอปอย่าง Bolt หรืออื่นๆ ที่มีข่าวผู้ขับไม่ครบตามกฎหมาย รถไม่มีประกัน หรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน ล่าสุด “สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถต้องมีประกันและติด CCTV ทุกคัน เพื่อยกระดับมาตรฐานให้ทุกคนอุ่นใจมากขึ้น

“สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถต้องมีประกันและติด CCTV ทุกคัน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่กำลังต่อใบอนุญาตอย่าง Bolt ทางกระทรวงต้องการให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก แอปทุกตัวต้องแสดงข้อมูลว่าผู้ขับในระบบมีใบขับขี่สาธารณะกี่เปอร์เซ็นต์ และมีแผนจัดการกับคนที่ยังไม่มีใบอนุญาตภายในเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ ยังต้องมีระบบสุ่มตรวจผู้ขับ ใช้เทคโนโลยี Face Detection เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ และมีระบบรับร้องเรียน-ลงโทษ-เพิกถอนสิทธิ์ผู้ขับผิดชัดเจน ถ้าแอปไม่ทำตามภายใน 1 เดือน อาจโดนพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตเลยนะครับ มาตรการนี้ใช้กับทุกแอป ไม่ใช่แค่ Bolt

มาตรการสำคัญ 3 ข้อที่ “สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน

ในอนาคต แอปเรียกรถทุกแห่งต้องทำตาม 3 เรื่องหลัก เพื่อให้ผู้โดยสารปลอดภัยสุดๆ ลองดูกันครับ

  • ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ – ไม่ใช่ใบขับขี่ส่วนบุคคลธรรมดา ต้องผ่านการอบรมและทดสอบ
  • รถต้องมีประกันภัยสาธารณะคุ้มครองผู้โดยสาร – ไม่ใช่แค่ประกันรถ แต่ต้องครอบคลุมผู้โดยสารด้วย
  • รถทุกคันต้องติดตั้งกล้อง CCTV – ภายในรถเพื่อบันทึกภาพ ป้องกันอาชญากรรมทั้งต่อผู้โดยสารและผู้ขับ อย่างน้อยก็ทำให้คนร้ายกลัวไม่กล้าทำ

ส่วนมอเตอร์ไซค์รับจ้างผ่านแอป ก็เตรียมติดกล้องได้ แม้จะมีข้อจำกัดบ้าง แต่เป็นทางเลือกดีเพื่อความปลอดภัย

การรองรับผู้ขับและลดต้นทุนเข้าสู่ระบบถูกกฎหมาย

กรมการขนส่งทางบกเร่งเปิดอบรมใบอนุญาตสาธารณะสัปดาห์ละ 6 วันเลยครับ และเร่งอนุมัติในต่างจังหวัด ถ้าจังหวัดไหนช้า กรมจะดึงอำนาจมาทำเอง ป้องกันค้างเติ่ง

ที่สำคัญ กระทรวงเตรียมออกกฎใหม่ ลดต้นทุนให้ผู้ขับ เพราะเดิมรถป้ายเหลือง รย.18 ต้นทุนสูง โดยเฉพาะประกันชั้น 1 ผ่านไฟแนนซ์ แนวทางใหม่ ไม่ต้องจด รย.18 ทุกคัน แต่ต้องมี 3 อย่าง: ใบขับสาธารณะ + ประกันผู้โดยสาร + CCTV แล้วได้สติกเกอร์รับรองจากรัฐ

ยังเปิดให้นิติบุคคลจด รย.18 เพื่อเช่ารถให้ผู้ขับ แบบรายวันพร้อมประกัน สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ลดภาระผู้ขับ ดึงรถนอกระบบเข้ามาเยอะขึ้น ดีมากเลยครับ

ทั้งหมดนี้กำลังร่างเป็นกฎกระทรวง คาดประกาศใช้เร็วๆ นี้ เพื่อให้บริการแอปเรียกรถปลอดภัยและเป็นธรรมทุกฝ่าย

ส่วนตัวผมคิดว่ามาตรการ “สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถต้องมีประกันและติด CCTV ทุกคัน นี้จะช่วยเปลี่ยนเกมได้จริง ถ้าทุกแอปปฏิบัติตาม ผู้โดยสารอย่างเราจะเดินทางได้มั่นใจขึ้นเยอะ คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่ใช้แอปเรียกรถบ่อยๆ กันนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้นจริง!

ที่มา – “สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถต้องมีประกันและติด CCTV ทุกคัน

“คมนาคม” อัดฉีด 2 หมื่นล้าน หนุนขนส่ง 7 กลุ่ม EV

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวขนส่งและคนรักรถ EV ทุกท่าน! วันนี้มีข่าวร้อนที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมวงการขนส่งไทยให้เป็นสีเขียวกันเลยนะครับ นั่นคือ คมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน เพื่อหนุนผู้ประกอบการขนส่ง 7 กลุ่มใหญ่ ให้เปลี่ยนรถเก่าๆ มาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบเต็มระบบ ด้วยแพ็กเกจสุดคุ้มอย่างช่วยเงินดาวน์ ดอกเบี้ยคนละครึ่ง และภาษีป้ายรถ 0% ฟังดูน่าสนใจใช่มั้ยล่ะ?

คมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน หนุนขนส่ง 7 กลุ่ม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยความคืบหน้าแผนใหญ่ของกระทรวงคมนาคม ที่เตรียมหารือกับกระทรวงการคลังในสัปดาห์นี้เลย เพื่อสรุป

รูปแบบช่วยเหลือให้ชัดเจน ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป แทนที่จะเป็นแค่รถเก่าแลกรถใหม่ แต่ปรับมาเป็นโมเดลเช่าซื้อหรือซื้อรถใหม่แทน โดยรัฐจะช่วยอุดหนุนตรงจุด เช่น เงินดาวน์ ดอกเบี้ยสินเชื่อคนละครึ่งกับผู้ประกอบการ และยกเว้นภาษีป้ายรถประจำปีเหลือ 0% สุดๆ ไปเลย!

คาดว่างบประมาณที่ต้องใช้อยู่ที่ 10,000-20,000 ล้านบาท มุ่งเป้าไปที่รถที่ใกล้หมดอายุการใช้งานก่อน เพราะเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว โดยทั่วประเทศมีรถเข้าข่ายเกือบ 1 แสนคัน เช่น รถสองแถวอายุเกิน 10 ปีที่มีอยู่ราว 17,000 คัน นอกจากนี้ยังเปิดกว้างให้รถที่ยังไม่หมดอายุแต่เจ้าของอยากเปลี่ยนเป็น EV เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงแพงๆ ก็สมัครได้ตามความสมัครใจเลยครับ

7 กลุ่มขนส่งที่จะได้รับการสนับสนุนจากคมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน

  • รถแท็กซี่
  • รถตู้โดยสารประจำทาง
  • รถเมล์หรือรถบัสโดยสารประจำทาง
  • รถสองแถว
  • รถยนต์รับจ้างส่วนบุคคล (ไม่เกิน 7 ที่นั่ง)
  • รถตุ๊กตุ๊กและรถจักรยานยนต์รับจ้าง
  • รถบรรทุกสินค้า

กลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบหนักจากราคาน้ำมันที่พุ่งปรี๊ดและต้นทุนการเดินรถที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในยุควิกฤตพลังงานโลกตอนนี้ การเปลี่ยนเป็น EV จะช่วยลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงลงได้มหาศาล เพราะชาร์จไฟฟ้าถูกกว่าน้ำมันหลายเท่า แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้อากาศในเมืองไทยสะอาดขึ้นด้วยนะครับ

ทำไมนโยบายคมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน ถึงสำคัญมาก?

ปัจจุบัน รถขนส่งส่วนใหญ่ยังใช้พลังงานฟอสซิลที่แพงและสกปรก รัฐบาลไทยเองก็กำลังผลักดัน EV อย่างจริงจังอยู่แล้ว ด้วยการลดภาษีนำเข้า EV และสร้างสถานีชาร์จทั่วประเทศ นโยบายนี้จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น โดยเฉพาะรถที่หมดอายุตามกฎหมาย เช่น รถตู้โดยสารที่ไม่ขยายอายุแล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถมินิบัส EV เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและคนขับ ประโยชน์ไม่ใช่แค่ประหยัดเงิน แต่ยังยกระดับภาพลักษณ์ขนส่งไทยให้ทันสมัย สามารถแข่งขันได้ในยุค Net Zero ด้วย

ลองคิดดูสิครับ ถ้ารถแท็กซี่หรือรถตู้เปลี่ยนเป็น EV เต็มตัว ค่าใช้จ่ายรายวันลดลง 30-50% เลยนะ เพราะน้ำมันแพงขนาดนี้ แถมบำรุงรักษาน้อยกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในอีก ผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังลำบากจะหายใจหายคอได้ง่ายขึ้น รัฐยังได้บรรลุเป้า ESG ด้านสิ่งแวดล้อมด้วย มัน win-win สุดๆ ไปเลย!

อย่างไรก็ตาม ต้องรอสรุปจากที่ประชุมคลังก่อน แต่เชื่อว่าดีลนี้จะออกมาแจ่มแน่นอน เพื่อนๆ ผู้ประกอบการขนส่งล่ะครับ พร้อมเปลี่ยนรถเป็น EV กันยัง? นโยบายนี้เป็นโอกาสทองเลยนะ ช่วยลดภาระหนี้และต้นทุนระยะยาวได้จริง หากคุณมีประสบการณ์ใช้ EV หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนรถ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน หรือติดตามอัปเดตข่าว EV และนโยบายรัฐเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – “คมนาคม” อัดฉีด 2 หมื่นล้าน หนุนขนส่ง 7 กลุ่มเปลี่ยนรถ EV ชูช่วยเงินดาวน์-ภาษี 0%

สิริพงศ์ ลั่น ไม่ย้ายหมอชิต 2 เชื่อมบางซื่อ

เฮเลยสำหรับสายเดินทางด้วยรถทัวร์! สิริพงศ์ ลั่น ไม่ย้ายหมอชิต 2 แล้วนะครับ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคมอย่างนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2 ไปไหน แต่มุ่งพัฒนาการเชื่อมต่อให้ดีขึ้นแทน โดยเฉพาะการลิงก์กับสถานีกลางบางซื่อแบบไร้รอยต่อ ทำให้ผู้โดยสารเปลี่ยนจากรถบัสไปรถไฟได้ง่ายๆ สะดวกสุดๆ

สิริพงศ์ ลั่น ไม่ย้ายหมอชิต 2

หลังจากมอบนโยบายให้บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่ายังไม่มีแผนย้ายสถานีหมอชิต 2 ออกจากที่เดิม แต่สั่งให้ศึกษาการเชื่อมระบบรางอย่างละเอียด เช่น สร้างทางเดินคนเดินเชื่อมรถไฟฟ้ารางเบาหรือแทรม หรือขยายอาคารสถานีเพิ่ม ทุกอย่างรอผลศึกษาก่อน คาดเริ่มดำเนินการปีงบ 2571 นโยบายหลักคือทำให้ระบบขนส่งทางล้อกับทางรางเป็นหนึ่งเดียว ผู้โดยสารลงรถทัวร์แล้วต่อรถไฟได้ทันที หรือจากรถไฟมาต่อบัสได้ลื่นไหล ไม่ต้องลุ้นย้ายสถานีใหม่ทั้งหมด แต่ปรับปรุงพื้นที่เดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สูตรเชื่อม “บางซื่อ” ไร้รอยต่อ

ไฮไลต์สำคัญคือการสร้างระบบเชื่อมต่อจาก บขส. ไปสถานีกลางบางซื่อให้สมบูรณ์แบบ ผู้โดยสารไม่ต้องเดินลากกระเป๋าไกลๆ อีกต่อไป นี่คือก้าวสำคัญที่ตอบโจทย์คนกรุงและต่างจังหวัดที่เดินทางบ่อยๆ ลดเวลา ลดความเหนื่อยล้า เพิ่มความสุขในการเดินทาง

นอกจากนี้ ยังมอบนโยบายยกระดับรถโดยสารและบริการ โดยศึกษาการเปลี่ยนรถเก่า 157 คันเป็นรถ EV หรือรถพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนน้ำมันระยะยาว พิจารณาเส้นทาง สถานีชาร์จ และความคุ้มทุนก่อน สำหรับโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ถ้าบขส. สนใจต้องคุยกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) แล้วเสนอกระทรวงการคลัง ครอบคลุมรถโดยสาร รถบรรทุก แท็กซี่ มินิบัส จยย.สาธารณะ และตุ๊กตุ๊ก เพื่อผลักดันรถสะอาด ลดมลพิษ

เปิดทางเอกชน-จัดระเบียบรถตู้

สั่ง บขส. ศึกษเส้นทางที่ไม่ต้องการเดินเอง แล้วเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาแข่งขันโปร่งใส เพราะมีเอกชนหลายรายสนใจ ทบทวนผู้ประกอบการเดิม ถ้าหมดอายุใบอนุญาตแต่ไม่พัฒนา คุณภาพบริการ ก็อาจปรับใหม่ แต่ไม่ยกเลิกใคร ยกระดับบริการทั้งระบบ

ยังมีแผนจัดระเบียบรถตู้และมินิบัสให้มาอยู่พื้นที่เดียวกับ บขส. จัดการง่ายขึ้น แก้ปัญหาเก็บค่าโดยสารเกิน กับ ขบ. และ บขส. กำหนดราคามาตรฐาน ติดป้ายชัด ออกใบเสร็จทุกเที่ยว ให้ประชาชนตรวจสอบได้

  • ไม่ย้ายหมอชิต 2: พัฒนาเชื่อมรางแทน
  • อุดหนุนคนจน: งบ 60 ล้านบาท/ปี จากปี 2571
  • รถ EV 157 คัน: ลดต้นทุน ลดมลพิษ
  • เปิดเอกชน: ประมูลเส้นทางโปร่งใส
  • แก้ขาดทุน บขส.: บุกขนพัสดุ รายได้ 200 ล้าน/ปี + งบรัฐอุดหนุน

ปัญหาขาดทุน บขส. ปีละ 140 ล้าน ส่วนหนึ่งจากอุดหนุนค่าโดยสารกลุ่มเปราะบางกว่า 60 ล้านบาท/ปี นายสิริพงศ์ จะหางบรัฐมาช่วยปี 2571 เป็นต้น เพราะเป็นบริการสาธารณะสำคัญ ขณะที่ บขส. มีแผนบุกขนส่งพัสดุ รายได้เกิน 200 ล้านบาท/ปี เป็นช่องทางหารายได้ใหม่

นโยบายเหล่านี้แสดงวิสัยทัศน์ชัดเจนในการยกระดับการขนส่งสาธารณะให้ทันสมัย ยั่งยืน ลดภาระประชาชน โดยเฉพาะคนรายได้น้อย สุดยอดเลยครับ! ถ้าประสบความสำเร็จ การเดินทางในไทยจะสะดวกขึ้นมาก คุณล่ะพร้อมใช้บริการใหม่ๆ เหล่านี้ไหม? แชร์ประสบการณ์เดินทางของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวสารการขนส่งล่าสุดนะครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” ลั่น ไม่ย้ายหมอชิต 2 เปิดสูตรเชื่อม “บางซื่อ” ไร้รอยต่อ-จ่อควัก 60 ล้านอุดหนุนคนจน

“สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพงและค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูง รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ฝ่ายค้านวิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุด “สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า โดยยืนยันว่าเงินก้อนนี้จะส่งตรงถึงมือชาวบ้านจริงๆ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่ใช่เอาไปสร้างถนนแบบในอดีต

“สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์โต้แย้งฝ่ายค้านที่กล่าวหาว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นเพียง “ตีเช็คเปล่า” โดยนายสิริพงศ์ชี้แจงว่า แตกต่างจากโครงการกู้เงินในยุคก่อนหน้าที่มักนำเงินไปใช้กับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ถนนหรือสะพาน ซึ่งเงินไม่ค่อยถึงมือประชาชนโดยตรง

สำหรับ พ.ร.ก.ล่าสุดนี้ เงินทั้งหมดจะถูกส่งตรงถึงประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทันที โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 2 แสนล้านบาทแรก สำหรับเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน และอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น การช่วยเหลือดอกเบี้ยสำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบคนละครึ่ง ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าระยะยาวให้กับประชาชน

ทำไมต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินด่วน

นายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายค้านอาจไม่คุ้นเคยกับรูปแบบการช่วยเหลือแบบตรงไปตรงมาเช่นนี้ ซึ่งต่างจากอดีตที่เงินกู้มักถูกใช้กับโครงการขนาดใหญ่ แต่ครั้งนี้รัฐบาลมั่นใจว่าเข้าเงื่อนไขเร่งด่วน เนื่องจากงบกลางปีปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากราคาน้ำมันและพลังงานที่สูงขึ้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งดำเนินการก่อนที่งบประมาณปี 2568 จะออกมา

นอกจากนี้ ยังมีการตอบโต้กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความเร่งด่วนของ พ.ร.ก. โดยยืนยันว่าฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลได้ตรวจสอบแล้วว่าครบถ้วนตามเงื่อนไขทุกประการ

รายละเอียดโครงการที่เงินจะถึงมือประชาชน

  • ไทยช่วยไทยพลัส (2 แสนล้านบาทแรก): โครงการนี้จะช่วยเหลือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยอาจเป็นเงินสดหรือบัตรช่วยเหลือเพื่อลดค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถยนต์ ส่งตรงเข้าบัญชีประชาชน ลดภาระค่าครองชีพทันที
  • เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด (2 แสนล้านบาทหลัง): สนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน (โซลาร์รูฟท็อป) รัฐช่วยดอกเบี้ย 50% ประชาชนช่วยอีก 50% ช่วยให้บ้านเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าไฟฟ้าต่อเดือนหลายร้อยบาท สอดคล้องกับนโยบายพลังงานยั่งยืน

โครงการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยคาดว่าจะสร้างการจ้างงานในภาคพลังงานหมุนเวียนนับหมื่นตำแหน่ง

จากประสบการณ์ในอดีต การกู้เงินเพื่อโครงสร้างพื้นฐานมักใช้เวลานานและเงินรั่วไหล แต่รูปแบบใหม่นี้เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เงินเข้าบัญชีตรง ประชาชนได้ประโยชน์จริง “สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า อย่างชัดเจน

ในมุมมองของผู้เขียน การช่วยเหลือแบบนี้เป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลที่หันมาโฟกัสประชาชนเป็นศูนย์กลาง แทนการลงทุนโครงสร้างที่อาจล่าช้า คุณล่ะคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือเพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า แจงเงินถึงมือชาวบ้านผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส”

โฆษกรัฐบาล ป้องนายกฯ ไม่ได้เลี่ยงตอบกระทู้สดสภาฯ

โฆษกรัฐบาล ป้องนายกฯ ไม่ได้เลี่ยงตอบกระทู้สดสภาฯ เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงวิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีไม่เข้าร่วมตอบคำถามในสภาผู้แทนราษฎร แต่ทางโฆษกรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่ใช่การเลี่ยงตอบ แต่เกิดจากภารกิจที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และได้มอบหมายให้รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบไปชี้แจงแทน เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุด

โฆษกรัฐบาล ป้องนายกฯ ไม่ได้เลี่ยงตอบกระทู้สดสภาฯ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อชี้แจงกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ไปตอบกระทู้สดสภาฯ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยยืนยันว่าระบบการถามกระทู้สดของสภาผู้แทนราษฎร จะแจ้งหัวข้อให้คณะรัฐมนตรีทราบในเช้าวันพฤหัสบดีเท่านั้น ไม่มีใครทราบประเด็นล่วงหน้า ทำให้บางครั้งไม่สามารถปรับภารกิจได้ทัน หากเป็นกระทู้ที่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี สามารถมอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไปตอบแทนได้ตามระเบียบ

ในกรณีนี้ กระทู้สดเกี่ยวกับ “โครงการแลนด์บริดจ์” ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่เชื่อมโยงการขนส่งทางบก ทางราง และทางทะเล จากฝั่งอันดามันไปยังอ่าวไทย เพื่อลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไปตอบแทน เนื่องจากกระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ

เหตุผลที่รัฐมนตรีคมนาคมมอบหมายต่อ

อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ ติดภารกิจเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขนส่งทางราง ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเป็นวาระสำคัญมาก หลังจากพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อ 27 มีนาคม 2569 การประชุมนี้ถูกนัดไว้ล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ และมีมติสำคัญหลายประการ เช่น

  • มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในการใช้บริการขนส่งทางราง
  • รักษาสิทธิผู้โดยสารให้ครบถ้วน
  • เร่งรัดออกกฎหมายเพื่อระบบตั๋วร่วม (Common Ticketing) ให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด

ดังนั้น รองนายกฯ พิพัฒน์ จึงมอบหมายให้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไปชี้แจงต่อสภาแทน ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมเพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ส่วนนายกรัฐมนตรีเอง ในวันนั้นมีภารกิจแน่นเอี๊ยดตั้งแต่เช้า ไม่ว่าจะเป็นการประชุมคณะกรรมการตำรวจ การประชุมทีมเศรษฐกิจ และเป็นประธานแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ทุจริตสวมตัวตน แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย หลังเสร็จสิ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ท่านก็รีบไปร่วมประชุมสภาต่อทันที

ทำไมการมอบหมายจึงเป็นทางเลือกที่ดี?

โฆษกรัฐบาล ย้ำว่านายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติ สนับสนุนการตรวจสอบของสภาเต็มที่ การมอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไปตอบ ไม่ใช่การเลี่ยง แต่เพื่อให้ข้อมูลละเอียดและแม่นยำที่สุด เพราะผู้รับผิดชอบหลักจะรู้ลึกถึงโครงการ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เป็นฮับการขนส่งอาเซียน ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา และสร้างงานให้คนไทยนับหมื่นตำแหน่ง

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการทำงานเป็นทีมของรัฐบาล ที่แบ่งปันภาระหน้าที่ให้เหมาะสมกับผู้เชี่ยวชาญ หากนายกฯ ไปตอบทุกเรื่อง อาจไม่ครอบคลุมเท่ารัฐมนตรีที่ดูแลโดยตรง ในยุคที่การเมืองไทยมีความเข้มข้น การชี้แจงแบบนี้ช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความโปร่งใส

สำหรับประชาชนที่ติดตามข่าวการเมือง เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่ารัฐบาลยังคงเคารพกระบวนการสภา แม้จะมีภารกิจมากมายก็ตาม โครงการแลนด์บริดจ์เอง กำลังเป็นที่จับตามองจากนักลงทุนต่างชาติ เพราะจะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไทยให้ทัดเทียมโลก

มุมมองผู้เขียน: การชี้แจงของโฆษกรัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพ หากทุกฝ่ายเข้าใจบริบทแบบนี้ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้นมาก คุณคิดว่านี่เป็นการเลี่ยงหรือไม่? หรือเป็นการบริหารจัดการที่ดี? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ป้องนายกฯ ไม่ได้เลี่ยงตอบกระทู้สดสภาฯ แจงติดภารกิจ มอบรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงชี้แจงแทน

กางสูตรค่ารถไฟฟ้า 40-60 บาท ดีเดย์ 1 ม.ค. 70

รัฐบาลไทยกำลังเร่งผลักดันนโยบายสำคัญที่ประชาชนรอคอย นั่นคือ กางสูตรค่ารถไฟฟ้า 40-60 บาท ดีเดย์ 1 ม.ค. 70 เพื่อลดค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกการเดินทาง โดยยืนยันว่าจะไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ พร้อมเปิดโอกาสให้เอกชนเช่ารางรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่ง นโยบายนี้มาจากการสั่งการของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ลงพื้นที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) เพื่อมอบนโยบายเร่งด่วน

กางสูตรค่ารถไฟฟ้า 40-60 บาท ดีเดย์ 1 ม.ค. 70

นโยบาย กางสูตรค่ารถไฟฟ้า 40-60 บาท ดีเดย์ 1 ม.ค. 70 เป็นส่วนหนึ่งของแผนลดค่าครองชีพ โดยจะปรับโครงสร้างค่าโดยสารแบบเหมาจ่าย (บุฟเฟต์) ตามระยะทาง เพื่อให้ประชาชนเดินทางสะดวกและประหยัดมากขึ้น ปัจจุบันโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วงใช้ค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวันแล้ว และประสบความสำเร็จ ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจนไม่ต้องใช้เงินชดเชย ขณะที่แผนใหญ่จะขยายไปทุกเส้นทาง หลังจากดำเนินการ Single Ownership หรือการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียวให้เสร็จสิ้น

ขั้นตอนสำคัญคือการเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทาน 2 ราย โดยเปลี่ยนรูปแบบสัญญาจาก PPP Net Cost เป็น PPP Gross Cost รัฐรับความเสี่ยงรายได้ กำหนดราคาค่าโดยสารเอง และจ้างเอกชนเดินรถซ่อมบำรุง โดยไม่ใช้งบซื้อคืนสัมปทาน ไม่กู้เงิน ไม่กระทบหนี้สาธารณะ แผนจะเสนอบอร์ดนโยบายขนส่งทางราง 30 เม.ย. 2569 แล้วส่งครม. ตั้งบอร์ดลดค่าครองชีพภายใน พ.ค. 2569

รายละเอียดสูตรค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่

  • เดินทางไม่เกิน 10 สถานีต่อเที่ยว: เหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน (ไม่จำกัดรอบ)
  • เดินทางเกิน 10 สถานีต่อเที่ยว: เหมาจ่าย 60 บาทตลอดวัน (ไม่จำกัดรอบ)
  • หมายเหตุ: หากเดินทางใกล้และค่าโดยสารจริงต่ำกว่า 40 บาท จ่ายตามระยะจริง

สูตรนี้จะปรับขึ้นปีละ 5 บาท เป็นเวลา 6 ปี สูงสุด 90 บาท และเปิดรับฟังความเห็นประชาชน ก.ย. 2569 นอกจากนี้ ยังกำชับให้ค่าโดยสารเหมาะสมกับค่าครองชีพ สะดวก ปลอดภัย ไม่เป็นภาระรัฐ

ไอเดียเอกชนเช่าราง รฟท. นำร่อง ก.ค. 2569

อีกไฮไลต์คือการเปิดสล็อตให้เอกชนเช่าราง รฟท. ลงทุนขบวนรถเอง วิ่งเส้นทางว่าง ไม่กระทบบริการเดิม เพิ่มทางเลือกขนส่งผู้โดยสารและสินค้า รฟท. จัด Network Statement ภายใน ก.ค. 2569 กำหนดสล็อตว่าง หากผู้สนใจรายเดียวทำสัญญาทันที หากหลายรายคัดเลือกเพื่อความเป็นธรรม นำร่องเส้นทางคู่ใหม่ เช่น สายเหนือ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ 322 กม. และสายอีสาน บ้านไผ่-นครพนม 355 กม. ช่วยลดภาระงบรัฐ สอดคล้องแผนฟื้นฟู รฟท.

นอกจากนี้ กรมรางเร่งเบิกจ่ายงบ 2569 ให้ทัน เปิดทางลงทุน PPP-TFF โครงการใหญ่ไม่สะดุด ปรับลดรายจ่ายไม่จำเป็น เร่ง Quick Win เช่น รถไฟทางคู่ สร้าง ICD ลาดกระบัง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ รถไฟความเร็วสูง เชื่อมโยงเพื่อนบ้าน พัฒนาสถานีให้เข้ากันชุมชน ใช้พลังงานสะอาด ลด PM2.5 ส่งเสริมดิจิทัล โปร่งใส

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีขร. ย้ำความปลอดภัยและค่าโดยสารเป็นธรรม นโยบายนี้จะยกระดับระบบรางไทยให้ทันสมัย ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

นโยบายนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์รัฐบาลที่คำนึงถึงประชาชน ลดภาระค่าเดินทางกระตุ้นเศรษฐกิจ เปิดเอกชนร่วมลงทุนโดยไม่เพิ่มหนี้ หากคุณกำลังวางแผนเดินทางด้วยรถไฟฟ้า อย่าลืมติดตามความคืบหน้า และแสดงความเห็นเพื่อนโยบายสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ที่มา – กางสูตรค่ารถไฟฟ้า 40-60 บาท ดีเดย์ 1 ม.ค. 70 ยันไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ ผุดไอเดียเอกชนเช่ารางรถไฟ

Scroll to top