สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน

ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังวางแผนจะมีบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง คงเคยมีความกังวลใจไม่น้อยเกี่ยวกับปัญหาเรื่องสัญญาหรือความไม่เรียบร้อยของโครงการ วันนี้มีข่าวดีมาฝากสำหรับใครที่กำลังเจอปัญหาเดียวกัน เพราะล่าสุดมีการขยับตัวครั้งใหญ่จากภาครัฐที่เข้าช่วยเหลือผู้บริโภคจนสามารถ ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน ได้สำเร็จ ถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคอย่างเราไม่ได้ถูกทอดทิ้งครับ

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความใส่ใจของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ สคบ. เร่งรัดจัดการปัญหาความไม่เป็นธรรมในสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมักจะเป็นภาระก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนทำงาน โดยผลจากการไกล่เกลี่ยในครั้งนี้ครอบคลุมห้องชุดหลายรายการ ทั้งปัญหาสภาพห้องชำรุดและกรณีสินเชื่อไม่ผ่าน ซึ่งทางผู้ประกอบการต้องคืนเงินให้ผู้บริโภคตามสิทธิ์ที่มี

สรุปผลการดำเนินการของ สคบ. ที่ช่วยผู้บริโภค

สำหรับเคสที่ได้รับการแก้ไขจนได้ข้อยุติในครั้งนี้ ถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีมาก โดยแบ่งกรณีหลักๆ ได้ดังนี้:

  • กรณีห้องชุดชำรุด: ผู้ซื้อตรวจพบปัญหาน้ำรั่ว รอยร้าว และระบบน้ำอุ่นใช้งานไม่ได้ ทางโครงการยอมคืนเงินให้กว่า 7.7 ล้านบาท
  • กรณีสินเชื่อไม่ผ่าน: ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเดิมหรือการโอนสิทธิ์ ผู้ซื้อที่กู้ไม่ผ่านก็มีสิทธิ์ได้รับเงินคืน ซึ่ง สคบ. สามารถเจรจาจนคืนเงินรวมกันไปหลายแสนบาท

การ ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าหากเรามีหลักฐานที่ครบถ้วน การเจรจาไกล่เกลี่ยโดย สคบ. เป็นช่องทางที่ทรงพลังมาก เพราะไม่ต้องเสียเวลาฟ้องร้องให้ยืดเยื้อ เพียงแค่เตรียมสัญญา ใบเสร็จ และภาพถ่ายความเสียหายให้พร้อม ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นเยอะครับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่กำลังมองหาโครงการใหม่ หรืออยู่ในระหว่างการดำเนินการ อย่าลืมตรวจสอบสัญญาให้เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา หากพบความไม่เป็นธรรม ให้รีบติดต่อ ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน ผ่านช่องทางสายด่วน 1166 หรือแอป OCPB Connect ได้ทันที

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า การซื้ออสังหาริมทรัพย์คือการตัดสินใจครั้งใหญ่ อย่าปล่อยให้ความผิดพลาดของโครงการมาเป็นภาระที่คุณต้องแบกรับไว้เพียงฝ่ายเดียว สิทธิ์ของคุณมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ครับ หากใครเจอปัญหา อย่าเงียบหายไป ร้องเรียนเถอะครับเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับปรุงและรับผิดชอบ เพื่อมาตรฐานที่ดีของวงการอสังหาฯ ไทยในอนาคต

ที่มา – ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน ปมห้องชุดชำรุด-กู้ไม่ผ่าน

ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ

ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ เพื่อเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดของสินค้าผิดกฎหมายที่กำลังทำลายสุขภาพของเด็กและเยาวชนไทย โดยการปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของภาครัฐในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

จากการลงพื้นที่ตรวจค้นรวม 5 จุดในย่านคลองถม เจ้าหน้าที่สามารถยึดบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยา และอุปกรณ์เสริมได้มากกว่า 20,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งสินค้าเหล่านี้ถูกเตรียมกระจายไปยังตลาดหน้าร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ โดย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ปฏิบัติการ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ ในครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะภาครัฐจะเดินหน้าไล่ล่าผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง

อันตรายและโทษหนักจากการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ามีโทษรุนแรงตามกฎหมาย โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท ซึ่งในคดีการ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้กำชับชัดเจนว่ากฎหมายห้ามเปรียบเทียบปรับเพื่อระงับคดีเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดกลับมาทำซ้ำ

ในมุมมองด้านสาธารณสุข บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าปลอดภัยอย่างที่หลายคนเข้าใจ ข้อมูลจาก สคบ. ยืนยันว่าสารพิษในบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อปอดและระบบทางเดินหายใจของเยาวชนอย่างรุนแรง ดังนี้:

  • นิโคตินในระดับสูง: บุหรี่ไฟฟ้า 1 แท่งอาจมีนิโคตินเทียบเท่าบุหรี่มวนถึง 20 มวน
  • ละอองขนาดเล็ก: อนุภาคเล็กกว่า PM 2.5 ทำให้สารเคมีซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย
  • สารก่อมะเร็งและโลหะหนัก: การสูดดมส่งผลต่อการพัฒนาการของสมองเด็กและวัยรุ่นในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมบุตรหลาน หากพบเห็นการลักลอบจำหน่าย สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือสายด่วนตำรวจ 1599 เพื่อช่วยกันปกป้องสังคมจากภัยเงียบนี้

การปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า ภาครัฐเอาจริงกับการกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าให้หมดไปจากประเทศไทย เพื่ออนาคตที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกหลานเราในระยะยาว

ที่มา – “ศุภมาส” เอาจริง สคบ. ผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึด 2 หมื่นชิ้น ฟันโทษหนัก

โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเบี้ยวเงิน

โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาและได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามในโลกออนไลน์ สำหรับการทำงานแบบฉับไวของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ภายใต้การนำของ คุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ล่าสุดได้โชว์ผลงาน โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส จนผู้เสียหายได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็วเกินคาด

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีผู้ปกครองท่านหนึ่งซื้อคอร์สเรียนว่ายน้ำให้ลูก แต่ต่อมาโรงเรียนกลับปิดตัวลงและปฏิเสธการคืนเงินโดยอ้างเหตุผลว่าคอร์สหมดอายุ ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างชัดเจน ผู้เสียหายจึงตัดสินใจร้องเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ของ สคบ. และได้รับความช่วยเหลือทันที

เหตุผลที่การทำงานครั้งนี้ถูกพูดถึงว่า โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส ได้อย่างไร?

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการประสานงานที่รวดเร็วของเจ้าหน้าที่ โดยมีการลงพื้นที่เจรจากับผู้ประกอบการโดยตรง ส่งผลให้เงื่อนไขการคืนเงินที่เดิมควรใช้เวลาถึง 60-120 วัน ถูกลดเหลือเพียง 15 วันเท่านั้น ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร้องเรียนเป็นอย่างมาก

  • ความรวดเร็ว: เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับและดำเนินเรื่องภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง
  • การเอาใจใส่: มีการลงพื้นที่จริงเพื่อกดดันและเจรจากับทางธุรกิจ
  • ประสิทธิภาพ: เปลี่ยนจากข้ออ้างที่ว่าคอร์สหมดอายุให้กลายเป็นความรับผิดชอบที่ต้องคืนเงิน

หลายคนมองว่าเหตุการณ์ โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส ในครั้งนี้ คือตัวอย่างที่ดีของการทำงานยุคใหม่ที่เน้นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุให้เร็วที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชน

หากใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาถูกเอารัดเอาเปรียบจากร้านค้าหรือธุรกิจต่างๆ อย่าปล่อยให้เรื่องผ่านไปเฉยๆ ครับ เพราะสิทธิของผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญ การร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้เราได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรแจ้งสายด่วน สคบ. 1166 ได้ทันทีครับ

ที่มา – โซเชียลชม “สคบ.” เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส

ศุภมาส ลุยคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เล็งใช้ ฟ้องคดีแบบกลุ่ม ช่วยผู้เสียหายออนไลน์

ศุภมาส ลุยคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เล็งใช้ ฟ้องคดีแบบกลุ่ม ช่วยผู้เสียหายออนไลน์

ยุคนี้การช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติของชีวิตเราไปแล้ว แต่ในขณะที่ความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น ปัญหาอย่างสินค้าไม่ตรงปก สินค้าไม่มีคุณภาพ หรือการถูกโกงก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ล่าสุดทางคุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ศุภมาส ลุยคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เล็งใช้ ฟ้องคดีแบบกลุ่ม ช่วยผู้เสียหายออนไลน์ เพื่อจัดระเบียบและสร้างความยุติธรรมให้กับผู้บริโภคอย่างจริงจังครับ

แนวคิดใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภคยุคดิจิทัล

ที่ผ่านมาหลายคนอาจเคยเจอประสบการณ์ซื้อของแล้วเจอเรื่องปวดหัว แต่พอกลับไปเรียกร้องกับทางแพลตฟอร์ม กลับกลายเป็นเรื่องยากและโยนความรับผิดชอบกันไปมา ซึ่งทางคุณศุภมาสเน้นย้ำเลยว่า “หมดยุคปัดความรับผิดชอบ” แล้วครับ โดย สคบ. กำลังผลักดันแนวคิด หลักความรับผิดชอบร่วม (Shared Responsibility) ให้แพลตฟอร์มดิจิทัลต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ระงับ และเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ซื้อเพียงลำพัง

นอกเหนือจากการควบคุมการทำงานของแพลตฟอร์มแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือการเตรียมนำ ฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action) มาใช้ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายในกรณีเดียวกันสามารถรวมตัวกันฟ้องร้องได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือภาระที่หนักหน่วงเหมือนการฟ้องคดีรายบุคคล

  • สร้างความเชื่อมั่นในระบบตลาดออนไลน์ไทย
  • เพิ่มอำนาจต่อรองให้กับผู้บริโภครายย่อย
  • บังคับให้แพลตฟอร์มต้องคัดกรองร้านค้าให้มีคุณภาพมากขึ้น

นโยบาย ศุภมาส ลุยคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เล็งใช้ ฟ้องคดีแบบกลุ่ม ช่วยผู้เสียหายออนไลน์ นี้ ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อทำลายภาคธุรกิจนะครับ แต่เป็นการสร้างสมดุลให้เศรษฐกิจดิจิทัลเดินหน้าได้อย่างโปร่งใสและยั่งยืน การมีกติกาที่ชัดเจนจะช่วยให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเกิดความสบายใจมากขึ้น หากแพลตฟอร์มไหนทำตามมาตรฐานที่กำหนด ก็ถือเป็นการการันตีความน่าเชื่อถือไปในตัว

ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าติดตามมากครับ เพราะหากมีการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเหล่านี้อย่างเคร่งครัด เชื่อว่าสังคมออนไลน์ไทยจะกลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและน่าซื้อขายมากขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับเพื่อนๆ ที่เคยเจอปัญหาจากการสั่งของออนไลน์ บอกเลยว่างานนี้มีหวังครับ!

ที่มา – “ศุภมาส” ลุยคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เล็งใช้ “ฟ้องคดีแบบกลุ่ม” ช่วยผู้เสียหายออนไลน์

“ประเดิมชัย” เกาะติดปมรถยนต์ไฟฟ้า สคบ. พร้อมฟ้องแทนฟรี

ในยุคที่กระแสการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังมาแรง แต่ปัญหาการใช้งานกลับตามมาเป็นเงาตามตัว ล่าสุดประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจคือกรณี “ประเดิมชัย” เกาะติดปมรถยนต์ไฟฟ้า ลั่น สคบ. พร้อมฟ้องแทนผู้บริโภคทุกราย ไม่ต้องเสียเงินเอง ซึ่งถือเป็นการเอาจริงเอาจังของรัฐบาลเพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภคไทยให้ได้รับความเป็นธรรมสูงสุด

“ประเดิมชัย” เกาะติดปมรถยนต์ไฟฟ้า ลั่น สคบ. พร้อมฟ้องแทนผู้บริโภคทุกราย ไม่ต้องเสียเงินเอง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีผู้บริโภคจำนวนมากร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าผ่านสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สูงถึง 683 ราย ทำให้นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องลงมาติดตามความคืบหน้าด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เสียหายจะได้รับความยุติธรรมโดยไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความฟ้องร้องเอง

รายละเอียดการช่วยเหลือจาก สคบ. และการ “ประเดิมชัย” เกาะติดปมรถยนต์ไฟฟ้า

สคบ. ได้จัดเตรียมกระบวนการยุติธรรมที่รัดกุม โดยมีการดำเนินงานดังนี้:

  • ตรวจสอบพยานหลักฐานรายกรณีอย่างละเอียด เพื่อให้คำร้องมีน้ำหนักเพียงพอในการฟ้องคดี
  • ประสานพนักงานอัยการร่วมหารือข้อกฎหมายให้มีความรอบคอบ
  • ดำเนินคดีแทนผู้บริโภคโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตามอำนาจของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

รัฐบาลยืนยันว่าการติดตามเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญ หากค่ายรถยนต์ใดมีปัญหา สคบ. จะจัดการให้ถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคต้องตกเป็นเหยื่อของการซื้อสินค้าที่ไม่มีคุณภาพอีกต่อไป

คำแนะนำสำหรับผู้เสียหายที่ต้องการร้องเรียน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมดังนี้:

  1. สัญญาซื้อขายรถยนต์เล่มจริงและสำเนา
  2. หลักฐานการชำระเงินทุกงวด
  3. ประวัติการนำรถเข้าเช็คระยะหรือซ่อมบำรุง
  4. เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่พบ

สามารถติดต่อร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166, แอปพลิเคชัน OCPB Connect หรือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ สคบ. การที่รัฐบาลเข้ามาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังสะท้อนให้เห็นว่าเสียงของผู้บริโภคมีค่า และเราไม่ควรปล่อยให้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ผู้ใช้งานต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง หากคุณประสบปัญหา อย่าลังเลที่จะใช้สิทธิตามกฎหมาย เพราะความยุติธรรมรอคุณอยู่

ที่มา – “ประเดิมชัย” เกาะติดปมรถยนต์ไฟฟ้า ลั่น สคบ. พร้อมฟ้องแทนผู้บริโภคทุกราย ไม่ต้องเสียเงินเอง

ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง

ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง

วงการยานยนต์บ้านเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผู้บริโภคต้องรับมือกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะสาวกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และผู้ที่วางแผนจะซื้อรถมือสอง ล่าสุดมีข่าวดีครั้งใหญ่เมื่อนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเผยถึงการเปิดตัวสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นคัมภีร์ช่วยชีวิต นั่นคือ ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง เพื่อที่จะช่วยปิดช่องโหว่ปัญหาชำรุด ถูกลอยแพ และปัญหาราคาดิ่ง เพื่อให้คนไทยซื้อรถได้อย่างมั่นใจในราคาที่เป็นธรรม

ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับ ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง ในครั้งนี้?

จากสถิติที่น่าสนใจพบว่ามีการร้องเรียนจากผู้ใช้งานรถ EV สูงถึง 1,300 ราย ปัญหาที่พบเจอส่วนใหญ่หนีไม่พ้นเรื่องรถมีอาการชำรุดแต่ศูนย์รับมือไม่ทัน หรือมีการปิดตัวของศูนย์บริการจนเหมือนถูกลอยแพ รวมถึงราคาขายต่อที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ สคบ. จึงไม่นิ่งนอนใจและพัฒนา E-book เล่มนี้ออกมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันผู้บริโภค หากใครที่กำลังเล็งรถใหม่หรือมองหารถไฟฟ้าคันแรก คู่มือนี้จะกลายเป็นเพื่อนคู่ใจที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ภายใน ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง เล่มนี้ ได้รวบรวมเนื้อหาสำคัญไว้มากมายเพื่อให้ผู้บริโภคได้ตรวจสอบสิทธิ์ของตัวเองก่อนจ่ายเงิน ดังนี้:

  • EV Hub: แหล่งรวมข้อมูลสเปกและสมรรถนะรถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงทุกค่ายให้เปรียบเทียบกันแบบชัดเจน
  • มาตรฐานฉลากรถยนต์: บังคับผู้ประกอบการเปิดเผยข้อมูลทางเทคนิค แบตเตอรี่ และระยะการวิ่งจริง เพื่อป้องกันการโฆษณาเกินจริง
  • แนวทางสำหรับรถมือสอง: ป้องกันการย้อมแมวด้วยประวัติรถที่ผ่านการคัดกรอง ข้อมูลรถยนต์และรถ EV ใช้แล้วที่โปร่งใส

นอกจากนี้ สคบ. ยังกำชับเข้มงวดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้ทุกโชว์รูมปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบการหมกเม็ดข้อมูลหรือไม่ติดฉลากให้ชัดเจน จะมีโทษหนักทั้งจำและปรับ เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ตลาดรถยนต์เมืองไทยมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะซื้อรถใหม่หรืออยากเช็กแนวทางคุ้มครองตัวเอง สามารถเข้าไปดาวน์โหลดคู่มือฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) www.ocpb.go.th หรือจะโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วน 1166 ก็ได้เช่นกันครับ การมีข้อมูลที่ถูกต้องอยู่ในมือ ถือเป็นอำนาจต่อรองสำคัญที่สุดสำหรับผู้ซื้อในยุคดิจิทัล อย่าลืมไปโหลดเก็บไว้ศึกษาเพื่อผลประโยชน์ของตัวท่านเองนะครับ

ที่มา – ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง ปิดช่องโหว่ ชำรุด-ลอยแพ-ราคาดิ่ง

เร่งปราบคลินิกเถื่อน สั่งแพทย์โฆษณาโชว์ใบอนุญาต

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยเห็นรีวิวเสริมความงามเต็มหน้าฟีดโซเชียลกันใช่ไหมครับ แต่ท่ามกลางโปรโมชั่นสุดคุ้ม เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนที่กำลังถือเข็มฉีดโบท็อกซ์อยู่นั้นคือ ‘หมอตัวจริง’? ล่าสุดรัฐบาลได้ขยับตัวครั้งใหญ่เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคนแล้วครับ กับกฎเหล็กที่เร่งปราบคลินิกเถื่อน สั่งแพทย์โฆษณาเสริมความงามต้องแสดง ชื่อ–นามสกุล-เลขที่ใบอนุญาต เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของการแอบอ้าง

สถานการณ์ปัจจุบัน: เร่งปราบคลินิกเถื่อน สั่งแพทย์โฆษณาเสริมความงามต้องแสดง ชื่อ–นามสกุล-เลขที่ใบอนุญาต

แพทยสภาได้ประกาศข้อกำหนดใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยระบุชัดเจนว่าแพทย์ท่านใดที่ต้องการโฆษณาบริการเสริมความงาม ไม่ว่าจะเป็นการฉีดฟิลเลอร์ ร้อยไหม หรือทำเลเซอร์ จะต้องแสดงชื่อ-นามสกุลจริง พร้อมเลขใบอนุญาตให้ชัดเจน หากใครมีชื่อเล่นที่ใช้เรียกในวงการ ก็ต้องเขียนชื่อจริงคู่กันด้วยขนาดตัวอักษรและสีที่มองเห็นชัดเจนครับ

ทำไมเราต้องตรวจสอบให้ดีก่อนทำสวย?

สาเหตุที่ต้องมีมาตรการเร่งปราบคลินิกเถื่อน สั่งแพทย์โฆษณาเสริมความงามต้องแสดง ชื่อ–นามสกุล-เลขที่ใบอนุญาต ก็เพราะที่ผ่านมาเราพบมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นหมอจำนวนมาก ซึ่งการทำหัตถการกับคนที่ไม่ใช่แพทย์นั้นอันตรายถึงชีวิตครับ สิ่งที่อยากให้เพื่อนๆ เช็คก่อนจิ้มหน้าตัวเอง มีดังนี้:

  • ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการเป็นแพทย์ที่มีชื่อในฐานข้อมูลแพทยสภาจริงหรือไม่
  • สถานที่ให้บริการต้องเป็นคลินิกที่ขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย มีเลขที่ใบอนุญาตสถานพยาบาลติดไว้หน้าคลินิก
  • ไม่ควรหลงเชื่อรีวิวที่ดูราคาถูกเกินจริง หรือไม่มีการระบุตัวตนแพทย์ที่ชัดเจน

รัฐบาลร่วมกับ สคบ. และตำรวจ กำลังเดินหน้าตรวจสอบธุรกิจกลุ่มนี้อย่างเข้มงวดครับ หากใครพบเบาะแสคลินิกเถื่อนหรือหมอปลอม สามารถแจ้งสคบ.ได้ทันทีผ่านแอพฯ OCPB Connect หรือโทรสายด่วน 1166 เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้สังคมความงามไทยปลอดภัยขึ้น

สุดท้ายนี้ ฝากไว้ว่าความสวยเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความปลอดภัยสำคัญกว่าเสมอครับ อย่าลืมตรวจสอบทุกครั้งก่อนเข้ารับบริการ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินที่เราจ่ายไปแลกมาด้วยมาตรฐานการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ไม่ใช่หมอกระเป๋าที่แอบอ้างครับ

ที่มา – เร่งปราบคลินิกเถื่อน สั่งแพทย์โฆษณาเสริมความงามต้องแสดง ชื่อ–นามสกุล-เลขที่ใบอนุญาต

ศุภมาส ใช้แนวทาง Lemon Law ส่ง สคบ. ตรวจสอบโชว์รูมรถยนต์ไฟฟ้า

ในยุคที่กระแสรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV กำลังมาแรงแบบสุดๆ หลายคนคงกำลังมองหารถคันใหม่เพื่อตอบโจทย์การใช้งานและประหยัดค่าพลังงาน แต่ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าจับตามอง เมื่อ ศุภมาส ใช้แนวทาง Lemon Law ส่ง สคบ. ตรวจสอบโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคชาวไทยทุกคนครับ

ศุภมาส ใช้แนวทาง Lemon Law ส่ง สคบ. ตรวจสอบโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ

การเคลื่อนไหวของรัฐบาลครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นสินค้ามูลค่าสูง การที่เราจะตัดสินใจจ่ายเงินก้อนโตซื้อรถสักคัน เราควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและโปร่งใส โดยคุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ สคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบโชว์รูมทั่วประเทศ เพื่อดูว่ามีการแสดงฉลากและรายละเอียดทางเทคนิคที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ตรวจสอบเข้มงวด เมื่อ ศุภมาส ใช้แนวทาง Lemon Law ส่ง สคบ. ตรวจสอบโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะนอกจากมาตรฐานความปลอดภัยแล้ว ข้อมูลเรื่องสมรรถนะแบตเตอรี่และเงื่อนไขการรับประกันคือสิ่งที่เราต้องรู้ก่อนควักกระเป๋าจ่าย สคบ. จึงต้องเอาจริงเอาจังในการลงพื้นที่ โดยเริ่มจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อนจะขยายผลไปทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขายทุกที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

สิทธิประโยชน์หลักที่ผู้บริโภคจะได้รับจากการตรวจสอบครั้งนี้ ได้แก่:

  • การเปิดเผยข้อมูลระยะการรับประกันแบตเตอรี่อย่างชัดเจน
  • ความโปร่งใสของข้อมูลสมรรถนะตัวรถยนต์ไฟฟ้า
  • มาตรฐานการโฆษณาที่ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
  • ความมั่นใจว่ารถยนต์ที่ซื้อมีมาตรฐานถูกต้องจากหน่วยงานรัฐ

ในระหว่างที่รอกฎหมาย Lemon Law ฉบับเต็มมีผลบังคับใช้แบบสมบูรณ์ รัฐบาลก็ไม่รอช้าที่จะนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ เพื่อคุ้มครองเราทุกคนให้ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อสินค้ามูลค่าสูงเช่นนี้ หากใครพบเห็นโชว์รูมที่ไม่แสดงฉลาก หรือให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน สามารถร้องเรียนได้ทันทีผ่านสายด่วน สคบ. 1166 หรือแอปพลิเคชัน OCPB Connect

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากให้เพื่อนๆ ทุกคนตรวจสอบเอกสารและข้อมูลรถยนต์ไฟฟ้าก่อนตัดสินใจจองหรือซื้อทุกครั้ง โดยเฉพาะเงื่อนไขการประกันแบตเตอรี่ เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของรถ EV และถ้าหากเราพบความไม่เป็นธรรม อย่าลังเลที่จะใช้สิทธิ์ของตัวเองในการร้องเรียน เพราะการที่ทุกคนช่วยกันตรวจสอบ จะทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนครับ

ที่มา – “ศุภมาส” ใช้แนวทาง Lemon Law ส่ง สคบ. ตรวจสอบโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ

ตัดวงจรหมอเถื่อน สั่งเอาผิดคนแอบอ้างฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

ตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

ในปัจจุบัน ธุรกิจคลินิกความงามได้รับความนิยมอย่างมาก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการแพร่ระบาดของ ตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ให้กับผู้บริโภคที่หลงเชื่อ ล่าสุดนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ยกระดับการควบคุมเข้มงวด โดยสั่งการให้ สคบ. เดินหน้าจับกุมผู้ที่แอบอ้างเป็นแพทย์มาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ภัยเงียบจากการ ตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

เหตุการณ์ล่าสุดที่พบผู้แอบอ้างเป็นแพทย์เพียงแค่วุฒิ ม.6 หรือ ปวช. แต่กล้าเปิดบ้านรับฉีดสารเสริมความงาม ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญให้ประชาชนต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะการฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์จำเป็นต้องอาศัยความรู้ด้านกายวิภาคอย่างละเอียด หากพลาดเพียงนิดเดียวอาจเกิดอาการใบหน้าเสียโฉมถาวร หรือร้ายแรงถึงขั้นติดเชื้อและเสียชีวิตได้ ดังนั้น การตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์ จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

หากคุณกำลังวางแผนจะเสริมความงาม ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้เพื่อให้ปลอดภัยที่สุด:

  • ตรวจสอบรายชื่อแพทย์ผ่านเว็บไซต์แพทยสภา (https://checkmd.tmc.or.th/v3) ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
  • ตรวจสอบสถานที่ให้บริการว่าเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่
  • อย่าหลงเชื่อโฆษณาที่ราคาถูกเกินจริงผ่านทางโซเชียลมีเดีย
  • สังเกตความสะอาดและอุปกรณ์ของคลินิกว่าได้มาตรฐานหรือไม่

ทั้งนี้ หากพบการแอบอ้างหรือได้รับความเสียหายจากบริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้ไปหลอกลวงผู้อื่นต่อได้อีก ความสวยความงามเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความปลอดภัยของชีวิตและใบหน้านั้นสำคัญกว่าครับ ก่อนโอนเงินควรคิดให้รอบคอบและเลือกสถานพยาบาลที่ไว้ใจได้เท่านั้น

ที่มา – ตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

Scroll to top