อิสราเอล

เนทันยาฮูหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ

ในสถานการณ์ตึงเครียดของตะวันออกกลาง เนทันยาฮูหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อชั้นนำของสหรัฐฯ ซึ่งกลายเป็นไวรัลทันที เพราะการตอบโต้ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเสียงหัวเราะที่หลุดออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว

เนทันยาฮูหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ

เหตุการณ์เกิดขึ้นในการสัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ Fox News กับผู้ดำเนินรายการชื่อดัง ฌอน แฮนนิตี ที่ถามตรง ๆ ว่า "อิสราเอลเป็นฝ่ายดึงดูดหรือลากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าสู่ความขัดแย้งทางทหารหรือไม่?" เนทันยาฮูไม่ตอบแบบจริงจัง แต่กลับหัวเราะออกมาดัง ๆ ก่อนกล่าวว่า "นั่นมันไร้สาระสิ้นดี! โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เขาต้องทำในสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้องเพื่อประโยชน์ของอเมริกาเท่านั้น"

คำตอบนี้ไม่เพียงทำให้บรรยากาศในสตูดิโอผ่อนคลาย แต่ยังสะท้อนถึงมุมมองของเนทันยาฮูที่มองข่าวลือดังกล่าวเป็นเรื่องตลกขบขัน เขายังเน้นย้ำว่า ตนตระหนักดีถึงต้นทุนมหาศาลของสงคราม ไม่ว่าจะเป็นชีวิต ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ หรือผลกระทบระดับโลก แต่ในบางสถานการณ์ การตอบโต้อย่างเด็ดขาดคือหนทางเดียวในการปกป้องชาติจากภัยคุกคามร้ายแรง โดยเฉพาะจากอิหร่านที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจ

เนทันยาฮูหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ ยันชัด!

ก่อนหน้านี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า การโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นการดำเนินการแบบ "ป้องกันล่วงหน้า" (preemptive strike) เพราะสหรัฐฯ ได้รับทราบล่วงหน้าว่าอิสราเอลกำลังเตรียมเปิดปฏิบัติการ หากไม่ลงมือก่อน อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ใหญ่หลวงกว่านี้ รูบิโอชี้แจงว่าการตัดสินใจนี้มาจากการประเมินสถานการณ์ของรัฐบาลวอชิงตันเอง ไม่ใช่แรงกดดันจากภายนอก

พื้นหลังความขัดแย้งที่นำไปสู่เหตุการณ์นี้

ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ แต่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่อิสราเอลมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อการมีอยู่ของชาติ ล่าสุด สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ได้เข้ามามีบทบาทโดยการสนับสนุนอิสราเอลอย่างเปิดเผย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามในเวทีการเมืองสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าอิสราเอลกำลัง "ลาก" สหรัฐเข้าสู่สงครามที่ไม่จำเป็น

  • ไทม์ไลน์สำคัญ: สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านวันเสาร์ เพื่อป้องกันล่วงหน้า
  • อิสราเอลเตรียมปฏิบัติการตอบโต้ภัยคุกคาม
  • เนทันยาฮูให้สัมภาษณ์ Fox News ยืนยันทรัมป์ตัดสินใจเอง
  • รูบิโออธิบายเหตุผลเชิงกลยุทธ์

นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังใช้โอกาสนี้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ โดยยกย่องทรัมป์ว่าเป็นประธานาธิบดีที่เข้าใจปัญหาตะวันออกกลางดีที่สุดคนหนึ่ง การตอบโต้ข่าวลือ เนทันยาฮูหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ จึงไม่เพียงปัดเป่าความสงสัย แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำทั้งสองในฐานะผู้ตัดสินใจอิสระ

ผลกระทบและมุมมองจากนานาชาติ

เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดกระแสวิเคราะห์หลากหลายในสื่อโลก บางฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมยืนเคียงข้างอิสราเอลอย่างเต็มที่ ขณะที่บางประเทศในตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียและ UAE อาจแอบชื่นชอบเพราะเกลียดชังอิหร่านเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม กลุ่มชาติอาหรับบางส่วนและรัสเซีย จีน วิจารณ์ว่าอาจนำไปสู่สงครามใหญ่

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบหลักคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และค่าครองชีพ นักวิเคราะห์แนะนำให้รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จากมุมมองของผู้เขียน คำให้สัมภาษณ์ของเนทันยาฮูแสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดทางการเมือง เขาไม่เพียงป้องกันตัวเองจากข่าวลือ แต่ยังยกย่องพันธมิตรไปในตัว สร้างภาพลักษณ์บวกทั้งคู่ สงครามตะวันออกกลางยังคงเป็นปริศนา แต่สิ่งที่ชัดเจนคือผู้นำเหล่านี้รู้ดีว่าการตัดสินใจต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

CTA: คุณคิดอย่างไรกับ เนทันยาฮูหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง กดไลค์ แชร์ และ subscribe เพื่อรับข่าวอัพเดทสงครามตะวันออกกลางแบบเรียลไทม์!

ที่มา – เนทันยาฮูถึงกับหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ ยันทรัมป์ตัดสินใจเอง

“อนุทิน” เรียกถกมาตรการช่วยเหลือคนไทย คาดสงครามยืดเยื้อ

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุขึ้นทุกวัน ล่าสุด “อนุทิน” เรียกถกมาตรการช่วยเหลือคนไทย เพิ่มเติม หลังจากประเมินว่าสงครามนี้อาจยืดเยื้อไปอีกอย่างน้อย 4 สัปดาห์ รัฐบาลไทยไม่นิ่งนอนใจ เร่งติดตามและวางแผนช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

“อนุทิน” เรียกถกมาตรการช่วยเหลือคนไทย

วันที่ 3 มีนาคม 2569 เวลา 10.55 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คณะผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง เข้าร่วม เพื่อรับทราบพัฒนาการล่าสุดและความคืบหน้าในการดูแลช่วยเหลือคนไทย

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเชิญเอกอัครราชทูตที่เกี่ยวข้องกับการอพยพมาร่วมด้วย และมอบหมายให้อธิบดีกรมเอเชียใต้รายงานสถานการณ์

คาด “อนุทิน” เรียกถกมาตรการช่วยเหลือคนไทย ท่ามกลางสงครามยืดเยื้อ 4 สัปดาห์

นางอุรษา มงคลนาวิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา รายงานสถานการณ์ล่าสุดจากข้อมูลในพื้นที่และสื่อต่างประเทศ โดยประเมินว่าสถานการณ์น่าจะยืดเยื้อไปอีกอย่างน้อย 4 สัปดาห์ มีแนวโน้มที่สหรัฐอเมริกาจะยกระดับความขัดแย้ง โดยเฉพาะการโจมตีในอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอล ที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ทั่วประเทศ รวมถึงเป้าหมายทางพลเรือน

ในอิหร่าน หลังสูญเสียผู้นำสูงสุด ระบอบการปกครองได้แต่งตั้งผู้นำคนใหม่ภายในไม่กี่วัน ปัจจุบันอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านโดยคณะผู้นำรักษาการชั่วคราว (Interim Council) ขณะที่อิสราเอลโจมตีอิหร่าน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และขยายวงโจมตีไปยังเลบานอน ทางภาคกลางและเหนือของอิสราเอล

กระทรวงการต่างประเทศไทยได้จัดตั้งห้องวอร์รูม (War Room) ติดตามสถานการณ์จากสถานทูตในตะวันออกกลางตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจสอบข่าวสารและข้อมูลอย่างละเอียด

  • สถานการณ์การโจมตีหลัก: สหรัฐและอิสราเอลโจมตีกรุงเตหะรานอย่างต่อเนื่อง
  • ผลกระทบในอิหร่าน: โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย ระยะเปลี่ยนผ่านผู้นำ
  • การตอบโต้: ฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอล เลบานอนถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง
  • แนวโน้ม: ยืดเยื้อ 4 สัปดาห์ สหรัฐอาจยกระดับ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเร่งอพยพชาวอเมริกันออกจากพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าน่าจะมี escalation เพิ่ม รัฐบาลไทยจึงจับตาใกล้ชิด โดยเฉพาะคนไทยกว่า 10,000 คนที่ทำงานอยู่ในประเทศอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิสราเอล และเลบานอน

ผลกระทบต่อประเทศไทย สงครามครั้งนี้อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนไทย นอกจากนี้ การขนส่งสินค้าทางอ่าวเปอร์เซียที่เป็นเส้นทางสำคัญอาจหยุดชะงัก ส่งผลต่อเศรษฐกิจ

รัฐบาลได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น การอพยพฉุกเฉิน สายด่วนช่วยเหลือคนไทยต่างประเทศ (1100 หรือ 02-203-5000) การประสานงานกับสายการบินเพื่อเที่ยวบินพิเศษ และเงินช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ต้องกลับประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน ผู้ที่เดินทางไปตะวันออกกลางควรตรวจสอบประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศเป็นประจำ

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารอัปเดตล่าสุดจากเร และแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณมองสถานการณ์นี้อย่างไร รัฐบาลควรมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมบ้าง?

ที่มา – “อนุทิน” เรียกถกมาตรการช่วยเหลือคนไทยเพิ่มเติม คาดสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ 4 สัปดาห์

เตือนคนไทยในอิสราเอล หากได้ยินเสียงไซเรน ให้หลบภัยภายใน 1 นาที 30 วินาที

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียด โดยเฉพาะในอิสราเอลที่เผชิญภัยคุกคามจากกลุ่มติดอาวุธอย่างเฮซบอลเลาะห์จากเลบานอน ล่าสุด เตือนคนไทยในอิสราเอล หากได้ยินเสียงไซเรน ให้หลบภัยภายใน 1 นาที 30 วินาที กลายเป็นคำเตือนสำคัญจากสถานเอกอัครราชทูต ไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ เพื่อปกป้องชีวิตคนไทยกว่า 30,000 คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้

เตือนคนไทยในอิสราเอล หากได้ยินเสียงไซเรน ให้หลบภัยภายใน 1 นาที 30 วินาที

วันที่ 3 มีนาคม 2569 สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงเทลอาวีฟ ได้โพสต์ข้อความแจ้งเตือนอย่างเร่งด่วน ตามประกาศจาก HOME FRONT COMMAND เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 หลังจากกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ (HEZBOLLAH) เข้าร่วมการสู้รบในคืนก่อนหน้า ข้อความเตือนระบุชัดเจนว่า:

  • กรณีการยิงจากเลบานอน จะไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ดังนั้นต้องพร้อมตลอดเวลา
  • ไม่ว่าภัยคุกคามจะมาจากไหน วิธีป้องกันยังคงเดิม
  • หากได้ยินเสียงไซเรนดัง ในพื้นที่ ให้รีบเข้าที่หลบภัยภายใน 1 นาที 30 วินาที และรอคำสั่งจาก HOME FRONT COMMAND ว่าปลอดภัยแล้ว

ทำไมต้องหลบภัยภายใน 1 นาที 30 วินาที?

เวลา 90 วินาทีนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่สุด เพราะจรวดหรือขีปนาวุธจากเลบานอนสามารถทะลุเข้ามาถึงอิสราเอลได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนทางเหนืออย่างกาลิลีหรือใกล้เลบานอน คนไทยที่ทำงานในฟาร์ม โรงงาน หรือท่องเที่ยว ต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ทันที หากช้าไปแม้เสี้ยววินาที อาจสายเกินแก้

สถานเอกอัครราชทูตแนะนำให้ตรวจสอบที่หลบภัยใกล้ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นห้องปลอดภัยในบ้าน (Mamad) ห้องใต้ดิน หรือที่หลบภัยสาธารณะ (Miklat) และดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Home Front Command เพื่อรับแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ควรเตรียมกระเป๋าเผชิญภัยที่มีน้ำ อาหาร ยา และเอกสารสำคัญไว้พร้อม

สถานการณ์ปัจจุบันและคำแนะนำเพิ่มเติม

หลังจากเหตุการณ์โจมตีของฮามาสเมื่อ 7 ตุลาคม 2566 สถานการณ์อิสราเอล-เลบานอนยิ่งรุนแรงขึ้น เฮซบอลเลาะห์ยิงจรวดนับพันลูก สร้างความเสียหายและบาดเจ็บจำนวนมาก คนไทยหลายรายได้รับผลกระทบ โดยบางคนต้องอพยพฉุกเฉิน สถานทูตจึงย้ำให้คนไทยหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง อย่างชายแดนเหนือและใต้ และติดต่อสถานทูตหากต้องการความช่วยเหลือ

นอกจาก เตือนคนไทยในอิสราเอล หากได้ยินเสียงไซเรน ให้หลบภัยภายใน 1 นาที 30 วินาที แล้ว ยังมีเคล็ดลับอื่นๆ เช่น อย่าออกไปดูเหตุการณ์ หากไม่มีที่หลบภัยให้คุกเข่าหรือนอนคว่ำ ใช้มือป้องหัว และหลีกเลี่ยงหน้าต่างกระจก สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ควรถ่ายวีดิโอฝึกซ้อมการหลบภัยเพื่อสร้างความเคยชิน

ข้อมูลนี้ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก หากทุกคนปฏิบัติตาม สถานการณ์ที่เลวร้ายก็ยังควบคุมได้ ในฐานะชุมชนคนไทยในต่างแดน เราควรช่วยเหลือกัน ส่งต่อข้อมูลสำคัญนี้ให้เพื่อนๆ และญาติที่อยู่ในอิสราเอลทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

สุดท้าย ขอให้คนไทยทุกคนในอิสราเอลอยู่ปลอดภัย ติดตามข่าวสารจากสถานทูตอย่างใกล้ชิด และหากมีเหตุฉุกเฉิน โทร hotline สถานทูตที่ +972-54-882-0681 นะครับ

ที่มา – เตือนคนไทยในอิสราเอล หากได้ยินเสียงไซเรน ให้หลบภัยภายใน 1 นาที 30 วินาที

ฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามยุโรป

ฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆ

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง สร้างความฮือฮาในยุโรปด้วยการประกาศฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ในการสุนทรพจน์ที่ฐานทัพเรืออิลลองก์ แคว้นบริตตานี ใกล้เมืองแบรสต์ สิ่งนี้ถือเป็นการปรับยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ครั้งสำคัญที่สุดในรอบ 34 ปี ท่ามกลางสภาพแวดล้อมความมั่นคงที่ย่ำแย่จากสงครามยูเครนและภัยคุกคามจากรัสเซีย จีน

ฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆ

มาครงยืนยันว่าฝรั่งเศสต้องยกระดับขีดความสามารถนิวเคลียร์ โดยเพิ่มจำนวนหัวรบจากปัจจุบันราว 300 ลูก และจะปล่อยเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำใหม่ “The Invincible” ในปี 2579 (ค.ศ. 2036) ที่สำคัญ ฝรั่งเศสจะเลิกเปิดเผยจำนวนหัวรบจริงต่อสาธารณะ เพื่อป้องกันการคาดเดาของศัตรู นโยบายนี้ช่วยเสริม “force de frappe” หรือกองกำลังโจมตีนิวเคลียร์ทางอากาศของฝรั่งเศส ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่สมัยชาร์ลส์ เดอ โกลล์ เพื่อความเป็นอิสระจาก NATO

ขยายแนวคิดป้องปราม: 8 ชาติยุโรปเห็นชอบเข้าร่วม

ฝรั่งเศสชวนพันธมิตรยุโรปเข้าร่วม “ป้องปรามขั้นสูง” (advanced deterrence) โดย 8 ชาติยอมรับแล้ว ได้แก่

  • อังกฤษ
  • เยอรมนี
  • โปแลนด์
  • เนเธอร์แลนด์
  • เบลเยียม
  • กรีซ
  • สวีเดน
  • เดนมาร์ก

ชาติเหล่านี้จะร่วมฝึกซ้อมนิวเคลียร์ทางอากาศ และเป็นฐานทัพอากาศให้เครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ฝรั่งเศส การกระจายกำลังทั่วทวีปทำให้ศัตรูอย่างรัสเซียคำนวณยาก พันธมิตรยังช่วยพัฒนาระบบเตือนภัยอวกาศ ป้องกันอากาศยาน และขีปนาวุธไกล

ยุทธศาสตร์ 50 ปี: ยุคนิวเคลียร์ของยุโรป

มาครงคาดว่า 50 ปีข้างหน้าอาวุธนิวเคลียร์จะครองโลก การขยายนี้คล้าย nuclear sharing ของ NATO แต่ใช้คลังฝรั่งเศสเป็นหลัก ลดการพึ่งสหรัฐฯ ที่ไม่แน่นอนจากนโยบายอเมริกาเฟิร์ส ปัจจุบันฝรั่งเศสมีเรือดำน้ำ SNLE 4 ลำ Rafale 携带 ASMP-A และกำลังอัพเกรด M51.3 SLBM

นโยบายฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆอาจเปลี่ยนสมดุลยุโรป เยอรมนีที่ pacifist อาจลังเล โปแลนด์หนุนเพราะใกล้รัสเซีย รัสเซียประณามว่านำไปสู่ arms race แต่ฝรั่งเศสยืนยันเพื่อสันติภาพ

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ นี่คือก้าวสู่ “ยุโรปที่เข้มแข็ง” ด้วย nuclear autonomy ช่วยถ่วงดุล NATO และรับมือ hybrid threats จากรัสเซีย-จีน

การตัดสินใจนี้แสดงวิสัยทัศน์ของมาครงในการนำยุโรปสู่ยุคใหม่ คุณคิดว่ายุโรปควรมี nuclear deterrent ของตัวเองหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ แชร์บทความ และติดตามข่าวความมั่นคงเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – ฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆ

ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก USA นั่งในวอร์รูม

ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก USA นั่งในวอร์รูม เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสทั่วโลกในขณะนี้! ภาพดังกล่าวเผยให้เห็นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังบัญชาการปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่านอย่างดุเดือด เรียกได้ว่าเป็นภาพที่สะท้อนถึงความเด็ดขาดของผู้นำสหรัฐฯ ในสถานการณ์ตึงเครียดระดับโลก

ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก USA นั่งในวอร์รูม

วันที่ 3 มีนาคม 2569 ทำเนียบขาวได้โพสต์ภาพทางการผ่านบัญชี X (เดิมคือ Twitter) แสดงภาพประธานาธิบดีทรัมป์นั่งติดตามสถานการณ์ในห้องวอร์รูมลับสุดยอด สถานที่ที่ใช้บัญชาการปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” ซึ่งเป็นการโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วง ภาพนี้ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นทรัมป์ในลุคสุดคูลสวมหมวกแก๊ปสีขาวอักษร USA พร้อมเลข 45-47 สื่อถึงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 แต่ยังมีบุคคลสำคัญมาร่วมด้วย

ในห้องวอร์รูมนั้น มีนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ซูซี ไวลส์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว พล.อ.แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมที่แต่งตัวลำลองผิดปกติ และนายพีท เฮกเศธ รัฐมนตรีกลาโหม ทุกคนกำลังจับจ้องจอขนาดใหญ่ที่แสดงภาพยุทโธปกรณ์ในทะเลอาหรับทางใต้ของอิหร่าน พล.อ.เคนกำลังชี้ไปยังจุดสำคัญบนหน้าจอ ทำให้ภาพนี้ดูตึงเครียดและจริงจังมาก

ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก USA นั่งในวอร์รูม: รายละเอียดปฏิบัติการ

ปฏิบัติการ Operation Epic Fury นี้ กองกำลังสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 1,000 จุด โดยมุ่งเน้นระบบบัญชาการควบคุม ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ฐานยิงขีปนาวุธ และกองบัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่าปฏิบัติการนี้จะไม่ยืดเยื้อเป็น “สงครามไม่รู้จบ” แม้ยังไม่กำหนดกรอบเวลาชัดเจน

ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่เป้าหมายในอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และพลเรือนในอ่าวเปอร์เซีย สถานการณ์จึงยิ่งรุนแรง แต่ทรัมป์ดูมั่นใจในวอร์รูมนี้เต็มเปี่ยม

  • บุคคลสำคัญในภาพ:
  • โดนัลด์ ทรัมป์ – สวมหมวก USA 45-47 นั่งหัวโต๊ะ
  • มาร์โค รูบิโอ – รัฐมนตรีต่างประเทศ
  • ซูซี ไวลส์ – หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว สวมสมาร์ตวอตช์ (ทำเนียบขาวยืนยันว่าไม่มีไมค์หรือ GPS)
  • พล.อ.แดน เคน – ชุดลำลอง ชี้จอแผนที่
  • พีท เฮกเศธ – รัฐมนตรีกลาโหม จะชี้แจงสภาคองเกรส

ภาพนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสหรัฐฯ ว่าการนำสมาร์ตวอตช์เข้าห้องความมั่นคงสูงมีความเสี่ยง แต่ทำเนียบขาวชี้แจงว่าเป็นอุปกรณ์สุขภาพธรรมดา นอกจากนี้ รูบิโอและทีมจะไปชี้แจงต่อสภาคองเกรสในวันเดียวกัน

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงนโยบาย “America First” ของทรัมป์ที่เด็ดขาดต่อศัตรู โดยเฉพาะอิหร่านที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามใหญ่ ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก USA นั่งในวอร์รูม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ผู้นำเข้มแข็ง ท่ามกลางวิกฤตการณ์โลก

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าปฏิบัติการนี้ประสบความสำเร็จในการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่านจำนวนมาก สหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ขีปนาวุธนำวิถีและเครื่องบินรบล่องหน ทำให้อิหร่านเสียหายหนัก สื่ออย่าง BBC และ The Economist ติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับคนที่สนใจ geopolitics ภาพนี้คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก “USA” นั่งในวอร์รูม บัญชาการรบถล่มอิหร่าน

สหรัฐฯ เตือนพลเมือง ออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลางทันที

สหรัฐฯ เตือนพลเมือง ออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลางทันที หลังจากสถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดหนัก จากการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ลุกลามจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงสุด

สหรัฐฯ เตือนพลเมือง ออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลางทันที

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศไทยสหรัฐอเมริกา ได้ออกประกาศเตือนอย่างเร่งด่วน โดยเรียกร้องให้พลเมืองชาวอเมริกันที่พำนักอยู่ใน 12 ประเทศของตะวันออกกลาง เดินทางออกจากพื้นที่ดังกล่าวทันที สาเหตุหลักมาจากความรุนแรงที่ทวีขึ้น หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ทำให้เตหะรานตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่ประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง ซึ่งมีฐานทัพสหรัฐฯ กระจายอยู่

น.ส.โมนา นัมดาร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการกงสุล เป็นผู้ประกาศคำเตือนนี้ โดยระบุว่าพลเมืองอเมริกันควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว และรีบออกจากที่นั่นโดยเร็วที่สุด เนื่องจากสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดเดาไม่ได้

รายชื่อ 12 ประเทศที่สหรัฐฯ เตือนพลเมืองให้ออกจากทันที

ประเทศที่ถูกระบุในคำเตือน สหรัฐฯ เตือนพลเมือง ออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลางทันที ได้แก่:

  • บาห์เรน
  • อียิปต์
  • อิหร่าน
  • อิรัก
  • อิสราเอล
  • เขตเวสต์แบงก์และกาซา
  • จอร์แดน
  • คูเวต
  • เลบานอน
  • โอมาน
  • กาตาร์
  • ซาอุดีอาระเบีย
  • ซีเรีย
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • เยเมน

แม้รายชื่อจะเกิน 12 แต่คำเตือนครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดเหล่านี้ เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีฐานทัพ ทูตสถานกงสุล และพลเรือนอเมริกันจำนวนมาก โดยเฉพาะคูเวต บาห์เรน และดูไบในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ถูกโจมตีหนักจนมีทหารอเมริกันเสียชีวิตหลายนาย

สงครามครั้งนี้เริ่มต้นจากความขัดแย้งเก่าแก่ แต่ลุกลามหนักหลังอิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ด้วยการยิงขีปนาวุธไปยังฐานทัพในอิรัก คูเวต และซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้เกิดการปิดน่านฟ้า สนามบินหลายแห่ง และการประท้วงใหญ่ในหลายเมือง นอกจากนี้ กลุ่มติดอาวุธในเลบานอนและเยเมนยังเข้าร่วมโจมตี ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย

สำหรับพลเมืองสหรัฐฯ ที่ยังติดค้าง สถานทูตแนะนำให้ลงทะเบียนกับโปรแกรม STEP (Smart Traveler Enrollment Program) เพื่อรับแจ้งเตือนฉุกเฉิน และหลีกเลี่ยงพื้นที่ชายแดน สถานที่ราชการ และตลาดสาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีเที่ยวบินช่วยเหลือพิเศษจากรัฐบาลสหรัฐฯ จัดขึ้นจากหลายเมืองหลัก

ไม่เพียงชาวอเมริกันเท่านั้น ชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลางก็ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลกระทบอาจลามมาถึง โดยเฉพาะในประเทศที่มีฐานทัพอเมริกัน เช่น คูเวตและบาห์เรน ซึ่งไทยมีแรงงานไปทำงานจำนวนมาก ข้อมูลล่าสุดระบุว่ามีชาวไทยกว่า 300,000 คน ในภูมิภาคนี้

นอกจากนี้ สงครามยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 20% ภายในวันเดียว สายการบินหลายแห่งยกเลิกเที่ยวบิน และการขนส่งสินค้าทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าความขัดแย้งนี้อาจยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน หากไม่มีการเจรจาสันติภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ สหรัฐฯ เตือนพลเมือง ออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลางทันที นี้เป็นสัญญาณอันตรายที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังเข้าสู่ยุคสงครามเย็นรอบใหม่ ชาวไทยที่วางแผนเดินทางไปยังพื้นที่เหล่านี้ควรเลื่อนออกไปก่อน และเตรียมแผนสำรอง หากคุณมีญาติหรือเพื่อนในพื้นที่ แนะนำให้ติดต่อตรวจสอบความปลอดภัยทันที

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวต่างประเทศ ไทยรัฐ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – สหรัฐฯ เตือนพลเมือง ออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลางทันที

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม.

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศ เมื่อกองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ หรือ CENTCOM เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่ชื่อว่า “Epic Fury” ซึ่งมุ่งเป้าไปที่อิหร่าน โดยในช่วง 48 ชั่วโมงแรกมีการโจมตีเป้าหมายสำคัญมากกว่า 1,250 จุด สร้างความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของระบอบอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 01:15 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET) โดยกองทัพสหรัฐฯ ใช้ยุทโธปกรณ์ชั้นนำมากมาย เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1, เครื่องบินขับไล่ F-16, เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ และเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี เพื่อโจมตีเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามเร่งด่วน เป้าหมายหลัก ได้แก่ เรือรบและเรือดำน้ำของกองทัพเรืออิหร่าน ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ ฐานยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ กองบัญชาการร่วมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองบัญชาการกองทัพอากาศของ IRGC

การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อทำลายกลไกด้านความมั่นคงของระบอบการปกครองอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มพันธมิตรของอิหร่าน

อิสราเอลประเมินผู้เสียชีวิตนับพัน

เจ้าหน้าที่อิสราเอลเปิดเผยว่ามีสมาชิก IRGC เสียชีวิตมากกว่า 1,500 นายนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ข้อมูลนี้มาจากการประเมินเบื้องต้นหลังการโจมตีแบบสายฟ้าแลบ อย่างไรก็ตาม สมาคมเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ต่ำกว่าคือ 555 ศพในช่วงเช้าวันจันทร์ ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างในการนับจากฝ่ายต่างๆ

นอกจากนี้ ปฏิบัติการ Epic Fury ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในการโจมตีแบบแม่นยำ โดยใช้ขีปนาวุธนำวิถีและการบินเหนือศัตรู ทำให้ลดความเสี่ยงต่อกำลังพลฝ่ายตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในปฏิบัติการ

  • เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1: สำหรับโจมตีเป้าหมายขนาดใหญ่
  • เครื่องบินขับไล่ F-16: สนับสนุนการโจมตีทางอากาศ
  • เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์: ฐานปฏิบัติการเคลื่อนที่
  • เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี: โจมตีทะเลและชายฝั่ง
  • ยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่เปิดเผย: เพิ่มความลับในการรบ

การโจมตีจำนวนมากในเวลาอันสั้นเช่นนี้ สร้างความตกตะลึงให้กับนานาชาติ และอาจนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่านหรือพันธมิตรอย่างรัสเซียและจีน สถานการณ์ในตะวันออกกลางจึงยิ่งตึงเครียดมากขึ้น

จากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. แสดงถึงความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีและการประสานงานกับอิสราเอลที่ยอดเยี่ยม แต่ก็เสี่ยงต่อการขยายวงสงคราม ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอิหร่านอาจใช้สงคราม不对称 เช่น โจมตีทางไซเบอร์หรือผ่านกลุ่มตัวแทน

นอกจากนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ชัดเจน โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังข่าวนี้แพร่ออกไป ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม

สำหรับคนไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้值得ติดตาม เพราะอาจกระทบราคาน้ำมันและเสถียรภาพภูมิภาคเอเชีย

ติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขู่เผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน

อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขู่เผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดน้ำมันและการขนส่งทางทะเล เมื่อกองทัพอิหร่านออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวเพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล

อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขู่เผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 เว็บไซต์ Times of Israel รายงานว่า ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันดิบที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ช่องแคบแห่งนี้เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ และรองรับการขนส่งน้ำมันราว 20-30% ของปริมาณทั้งหมดทั่วโลก

IRGC ยังขู่ด้วยว่าจะ “เผาเรือลำใดก็ตามที่พยายามแล่นผ่าน” ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นรุนแรง หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และผู้นำระดับสูงอีกหลายสิบคนเสียชีวิต

ที่มาของความขัดแย้งและการขู่ปิดช่องแคบ

อิหร่านเคยขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซมาอย่างยาวนาน หากถูกสหรัฐฯ โจมตี แต่ในอดีตไม่เคยลงมือจริงจัง ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังการสูญเสียผู้นำระดับสูงสุด ทำให้อิหร่านประกาศ “ล้างแค้น” อย่างเด็ดขาด

ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 21 ไมล์ (ราว 33 กม.) แต่เป็นคอขวดสำคัญสำหรับน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิรัก และอื่นๆ หากปิดจริง จะกระทบการขนส่งน้ำมันทันที ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากอิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ”

  • ราคาน้ำมันพุ่ง**: คาดว่าราคาจะทะยานเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที ส่งผลต่อค่าครองชีพทั่วโลก
  • เศรษฐกิจโลกชะงัก**: ประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย จะเผชิญวิกฤตพลังงาน
  • การค้า海ทางหยุดชะงัก**: เรือสินค้าจำนวนมากต้องเลี่ยงเส้นทาง สิ้นเปลืองเวลาและต้นทุน
  • ความตึงเครียดทหารเพิ่ม**: สหรัฐฯ อาจส่งกองเรือรบเข้าป้องกัน สถานการณ์อาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า หากปิดนานเกิน 1 สัปดาห์ อาจทำให้ GDP โลกหดตัว 1-2% ในปีนี้ นอกจากนี้ บริษัทขนส่งน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Maersk และ Shell ได้สั่งหยุดเรือทั้งหมดในพื้นที่แล้ว

ประวัติศาสตร์และบทเรียนจากอดีต

ในปี 1980s ช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก เคยเกิด “สงครามเรือน้ำมัน” (Tanker War) ที่อิหร่านโจมตีเรือตะวันตก ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่าเพราะเทคโนโลยีขีปนาวุธของอิหร่านพัฒนาขึ้นมาก

สหรัฐฯ ได้เพิ่มกำลังทหารในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอ่าวเปอร์เซีย เพื่อเตรียมรับมือ ขณะที่นาโต้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ

สถานการณ์ยังคงน่าจับตา อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขู่เผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตพลังงานโลกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เตือนใจว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งผลกระทบ domino ไปทั่วโลกได้ง่ายๆ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ อย่าลืมติดตามอัปเดตล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขู่เผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน

สหรัฐฯ สั่งอพยพ สถานทูตในจอร์แดน จากภัยคุกคามปริศนา

สหรัฐฯ สั่งอพยพ สถานทูตในจอร์แดน จากภัยคุกคามปริศนา สร้างความตื่นตัวในภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อสถานทูตสหรัฐฯ ในจอร์แดนประกาศอพยพบุคลากรทั้งหมดชั่วคราว เนื่องจากภัยคุกคามที่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นจากเหตุการณ์ในคูเวตและการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน

สหรัฐฯ สั่งอพยพ สถานทูตในจอร์แดน จากภัยคุกคามปริศนา: รายละเอียดเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน ได้ดำเนินการอพยพบุคลากรทั้งหมดออกจากสถานที่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยอ้างถึง “ภัยคุกคาม” ที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังไม่ยืนยันตัวตนหรือลักษณะที่ชัดเจน ข้อมูลจากวิดีโอที่แพร่กระจายในกลุ่ม WhatsApp ของชาวจอร์แดน เผยให้เห็นเสียงประกาศเตือนภัยจากลำโพงของสถานทูต ทั้งภาษาอาหรับและอังกฤษ โดยมีข้อความว่า “ก้มตัวลง หาที่กำบัง และออกห่างจากหน้าต่าง รอคำแนะนำเพิ่มเติม” สร้างความตื่นตระหนกในพื้นที่ใกล้เคียง

ภัยคุกคามปริศนาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในคูเวต

การตัดสินใจ สหรัฐฯ สั่งอพยพ สถานทูตในจอร์แดน จากภัยคุกคามปริศนา เกิดขึ้นหลังจากรายงานข่าวว่าสถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวตถูกโจมตีในวันอาทิตย์และจันทร์ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทิ้งระเบิดของอิหร่านในพื้นที่นั้น แม้แหล่งข่าวยังไม่ยืนยันว่าสถานทูตเป็นเป้าหมายโดยตรง แต่ประกาศเตือนภัยจากสถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวตเมื่อวันจันทร์ระบุชัดเจนว่า “ยังคงมีภัยคุกคามจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน (UAV) เหนือน่านฟ้าคูเวต”

ในประกาศดังกล่าว สถานทูตแนะนำประชาชนและบุคลากรว่า “อย่ามาที่สถานทูต หาที่กำบังในชั้นล่างสุดของที่พัก อยู่ห่างจากหน้าต่าง และอย่าออกไปข้างนอก” ขณะที่บุคลากรของสถานทูตกำลังหลบภัยอยู่ นอกจากนี้ สถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวตยังยกเลิกการนัดหมายขอวีซ่าและบริการพลเมืองอเมริกันทั้งหมด จนกว่าจะมีประกาศใหม่ เนื่องจากความตึงเครียดในภูมิภาคที่กำลังดำเนินอยู่

  • เสียงประกาศเตือนภัยจากสถานทูตจอร์แดน: ก้มตัวลง หาที่กำบังทันที
  • เหตุโจมตีสถานทูตคูเวต: อาจเชื่อมโยงอิหร่านและขีปนาวุธ
  • ผลกระทบ: ยกเลิกบริการวีซ่าและอพยพบุคลากร
  • สถานการณ์ภูมิภาค: ความเสี่ยงจากโดรนและ UAV เพิ่มสูง

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความเปราะบางของสถานทูตสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ซึ่งมักตกเป็นเป้าของกลุ่มติดอาวุธหรือความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน พื้นหลังของสถานการณ์เริ่มจากความตึงเครียดที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะหลังการโจมตีของอิหร่านต่อเป้าหมายในภูมิภาค สหรัฐฯ จึงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องบุคลากรและพลเมืองอเมริกัน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ว่า ภัยคุกคามปริศนาอาจมาจากการสอดแนมทางไซเบอร์ การวางแผนโจมตีด้วยระเบิด หรือแม้แต่โดรนที่ไม่ได้รับการตรวจจับ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากในช่วงหลัง สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบจอร์แดนและคูเวต แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพในอิรัก ซีเรีย และเลบานอน ที่มีฐานทัพสหรัฐฯ กระจายอยู่

ในมุมมองของเรา สถานการณ์แบบนี้เตือนใจว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจลุกลามได้ทุกเมื่อ สหรัฐฯ ต้องเร่งเจรจาทางการทูตเพื่อลดความตึงเครียด หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปยังภูมิภาคนี้ ควรตรวจสอบประกาศเตือนภัยจากสถานทูตไทยและสหรัฐฯ อย่างสม่ำเสมอ

CTA: ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดจากเรา เพื่ออัปเดตสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณพบว่ามีประโยชน์!

ที่มา – สหรัฐฯ สั่งอพยพ สถานทูตในจอร์แดน จากภัยคุกคามปริศนา

Scroll to top