อิสราเอล

อิหร่านเผย 7 ผบ.กองทัพถูกสังหาร ลั่นศัตรูไม่ปลอดภัย

อิหร่านเผย 7 ผบ.กองทัพ ถูกสังหาร ลั่นศัตรูจะไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในบ้าน เป็นข่าวร้อนที่สะเทือนวงการการเมืองระหว่างประเทศในช่วงนี้ เมื่อสื่ออิหร่านรายงานว่าผู้บัญชาการกองทัพระดับสูง 7 นายเสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา กองทัพอิหร่านไม่ยอมแพ้ แต่กลับประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้อย่างดุเดือด

อิหร่านเผย 7 ผบ.กองทัพ ถูกสังหาร ลั่นศัตรูจะไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในบ้าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่รุนแรงระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ซึ่งยืดเยื้อมานานหลายปี โดยเฉพาะหลังจากอิสราเอลโจมตีฐานทัพและสิ่งปลูกสร้างสำคัญของอิหร่าน รวมถึงการสนับสนุนจากสหรัฐฯ สำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) ที่ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้ยืนยันรายชื่อผู้บัญชาการที่เสียชีวิตทั้ง 7 นายเป็นครั้งแรก

รายชื่อผู้บัญชาการกองทัพอิหร่านที่เสียชีวิต

  • พลจัตวา โมฮัมหมัด ชีราซี หัวหน้าสำนักงานผู้บัญชาการทหารสูงสุด
  • พลจัตวา ซาเลห์ อาซาดี รองหัวหน้าฝ่ายข่าวกรอง ของเสนาธิการทหารร่วม
  • พลอากาศโท โมห์เซน ดาเรห์บากี รองหัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุงและสนับสนุน ของกองทัพ
  • พลจัตวา อัคบาร์ เอบราฮิมซาเดห์ รองหัวหน้าสำนักงานผู้บัญชาการทหารสูงสุด
  • พลจัตวา โกลามเรซา เรซาเอียน หัวหน้าสำนักงานข่าวกรองของ “ฟาราจา” (Faraja) หรือ กองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ
  • พลจัตวา บาห์ราม ฮอสเซนี มอตลัก หัวหน้าแผนกวางแผนและปฏิบัติการ รองฝ่ายปฏิบัติการคณะเสนาธิการทหารร่วม
  • พลจัตวา ฮัสซัน-อาลี ทาจิก หัวหน้าแผนกส่งกำลังบำรุง ของเสนาธิการทหารร่วม

การสูญเสียบุคลากรระดับสูงเหล่านี้ถือเป็นการโจมตีที่เจ็บปวดอย่างยิ่งสำหรับอิหร่าน แต่แทนที่จะทำให้อ่อนแอ กลับจุดประกายความเด็ดเดี่ยวมากขึ้น กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์ระบุว่า “การสูญเสียผู้นำสูงสุดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอื่นๆ เมื่อเร็วๆ นี้ ไม่ได้ทำให้ (อิหร่าน) สั่นคลอน แต่กลับทำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” และย้ำว่าจะต่อสู้ต่อไป “จนกว่าศัตรูจะพ่ายแพ้”

IRGC ยังเตือนอย่างน่าขนลุกว่า “ศัตรูควรรับรู้ไว้ว่า วันเวลาที่มีความสุขของพวกเขาหมดลงแล้ว และพวกเขาจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไปไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก แม้แต่ในบ้านของตัวเองก็ตาม” คำขู่ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงการตอบโต้ที่อาจรุนแรงในอนาคต เช่น การโจมตีแบบกองโจร การใช้อาวุธขีปนาวุธ หรือแม้แต่การแทรกซึมผ่านกลุ่มพันธมิตรอย่างฮูธีในเยเมนหรือฮิซบุลลาห์ในเลบานอน

บริบทความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ

ความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าจากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่อิสราเอลมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของชาติ อิสราเอลเคยโจมตีนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์อิหร่านหลายครั้ง และล่าสุดมีการโจมตีฐานทัพที่เกี่ยวข้องกับ IRGC สหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องเพราะสนับสนุนอิสราเอลและกังวลเรื่องการแพร่ขยายนิวเคลียร์ในตะวันออกกลาง การโจมตีครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจนำไปสู่สงครามเปิดเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ อิหร่านยังมีเครือข่าย “แกนแห่งความต้านทาน” ที่ครอบคลุมหลายประเทศ ทำให้ศัตรูต้องระวังตัวตลอดเวลา ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอิหร่านอาจตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะกระทบราคาน้ำมันโลกอย่างหนัก

สถานการณ์นี้ทำให้ประชาคมโลกต้องจับตา โดยเฉพาะนาโต้และจีนที่อาจเข้าแทรกแซง ในมุมมองของผู้เขียน อิหร่านเผย 7 ผบ.กองทัพ ถูกสังหาร ลั่นศัตรูจะไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในบ้าน ไม่ใช่แค่ข่าว แต่เป็นสัญญาณของสงครามเย็นรอบใหม่ที่อาจลุกลามได้ทุกเมื่อ

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศล่าสุด!

ที่มา – อิหร่านเผย 7 ผบ.กองทัพ ถูกสังหาร ลั่นศัตรูจะไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในบ้าน

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ เหตุการณ์รุนแรงล่าสุดในตะวันออกกลางที่กำลังเป็นที่จับตามองของโลก กรุงเบรุตถูกโจมตีทางอากาศหลายระลอก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตพุ่งสูงและบาดเจ็บจำนวนมาก

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 เกิดเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เลบานอนอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ตลอดทั้งวัน การโจมตีนี้มุ่งเป้าไปที่ฐานที่มั่นและสถานที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มติดอาวุธชาวชีอะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน รวมถึงอาจมีบุคคลระดับสูงของกลุ่มอิสลามิก ญิฮาด ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ

สาเหตุหลักมาจากการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดชุดเล็กเข้าไปในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลก่อนหน้านี้ ทำให้อิสราเอลตัดสินใจตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารที่กว้างขวางกว่ามาก โดยโจมตีทั้งในเลบานอนตอนใต้และชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานที่มั่นของฮิซบอลเลาะห์มานานหลายสิบปี

ผลกระทบจากการโจมตีของอิสราเอล

เจ้าหน้าที่อิสราเอลยืนยันว่าการโจมตีเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันตัวเองและหยุดยั้งภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้าย ด้านเลบานอนรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิม 31 ศพ พุ่งเป็น 52 ศพ และมีผู้บาดเจ็บถึง 154 ราย ตามประกาศของหน่วยจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ

  • ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นพลเรือนในชานเมืองเบรุต
  • โครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งถูกทำลาย รวมถึงอาคารที่พักอาศัย
  • มีรายงานการช่วยเหลือทางการแพทย์ที่ล้นมือ
  • กลุ่มฮิซบอลเลาะห์สัญญาจะตอบโต้อย่างรุนแรง

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ปะทุขึ้น ในอดีตทั้งสองฝ่ายเคยปะทะกันหนักหน่วงในสงครามเลบานอนปี 2006 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพัน สถานการณ์ปัจจุบันอาจนำไปสู่การลุกลามที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงบทบาทของอิหร่านที่สนับสนุนฮิซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง

บริบทประวัติศาสตร์และสถานการณ์ล่าสุด

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่เหตุการณ์ฮามาสบุกอิสราเอลเมื่อตุลาคม 2566 ฮิซบอลเลาะห์ได้เข้าร่วมสนับสนุนพันธมิตรปาเลสไตน์ โดยยิงจรวดข้ามพรมแดนเป็นระยะๆ ทำให้อิสราเอลต้องตอบโต้เพื่อรักษาความมั่นคง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าอิสราเอลใช้เครื่องบินรบ F-35 และขีปนาวุธนำวิถีที่แม่นยำ เพื่อลดผลกระทบต่อพลเรือน แต่ภาพถ่ายดาวเทียมและวิดีโอจากพื้นดินแสดงให้เห็นความเสียหายอย่างกว้างขวาง สหประชาชาติและสหภาพยุโรปเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเลบานอนที่กำลังย่ำแย่อยู่แล้ว รวมถึงราคาน้ำมันโลกที่อาจผันผวนหากความขัดแย้งลุกลาม

สำหรับชาวไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้เตือนใจถึงความเปราะบางของสันติภาพในตะวันออกกลาง ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการ

ที่มา – อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ

จีนประกาศ หนุนอิหร่านปกป้องอธิปไตย จวกสหรัฐฯ-อิสราเอลจงใจยั่วยุ

จีนประกาศ หนุนอิหร่านปกป้องอธิปไตย จวกสหรัฐฯ-อิสราเอลจงใจยั่วยุ เป็นหัวข้อข่าวร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่สถานการณ์ตึงเครียดกำลังลุกลาม รัฐบาลจีนแสดงจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนอิหร่านให้ปกป้องสิทธิของตนเอง ขณะเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์การกระทำของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอย่างรุนแรง

จีนประกาศ หนุนอิหร่านปกป้องอธิปไตย จวกสหรัฐฯ-อิสราเอลจงใจยั่วยุ

ตามรายงานจากสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งรัฐ (CCTV) ของจีน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โดยจีนยืนยันการสนับสนุนอิหร่านในการป้องกันตนเองจาการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ท่ามกลางสงครามที่กำลังแพร่กระจายในตะวันออกกลาง

นายหวัง อี้ เน้นย้ำถึงมิตรภาพอันยาวนานระหว่างจีนกับอิหร่าน โดยจีนสนับสนุนอิหร่านในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง บูรณภาพดินแดน และศักดิ์ศรีแห่งชาติ รวมถึงสิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบธรรมของอิหร่าน นอกจากนี้ จีนยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิสราเอลหยุดปฏิบัติการทางทหารทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งและป้องกันไม่ให้ลุกลามไปทั่วภูมิภาค

จีนวิจารณ์สหรัฐฯ-อิสราเอลละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ

ในบทสนทนากับนายบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน นายหวัง อี้ กล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกำลังละเมิดวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยจงใจยั่วยุให้เกิดสงครามกับอิหร่าน จีนพร้อมแสดงบทบาทสร้างสรรค์ผ่านเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อยึดถือความยุติธรรม ส่งเสริมสันติภาพ และหยุดยั้งสงคราม

นอกจากนี้ นายหวังยังสนทนากับนายฌอง-โนเอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศของฝรั่งเศส โดยเตือนถึงความเสี่ยงที่โลกจะถอยหลังเข้าสู่ยุค “กฎแห่งป่า” ซึ่งผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่รอด นายหวังย้ำว่าประเทศมหาอำนาจไม่สามารถโจมตีประเทศอื่นตามอำเภอใจโดยอาศัยความเหนือทางทหารได้ และประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่านต้องแก้ไขด้วยวิธีทางการเมืองและการทูต

บริบทสถานการณ์ตะวันออกกลางและบทบาทของจีน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส รวมถึงการแทรกแซงของสหรัฐฯ จีนในฐานะมหาอำนาจที่กำลังขึ้น กำลังแสดงบทบาทผู้นำในการเรียกร้องสันติภาพ โดยเฉพาะหลังจากที่จีนเคยไกล่เกลี่ยข้อตกลงระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านได้สำเร็จ การประกาศสนับสนุนอิหร่านครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายต่างประเทศของจีนที่เน้นการไม่แทรกแซง แต่ปกป้องหลักการอธิปไตยของชาติ

  • จีนสนับสนุนอิหร่านปกป้องตนเองจากโจมตี
  • วิจารณ์สหรัฐฯ-อิสราเอลยั่วยุสงคราม
  • เรียกร้องหยุดยิงและแก้ปัญหาด้วยการทูต
  • พร้อมมีบทบาทในสหประชาชาติ

การเคลื่อนไหวของจีนอาจส่งผลต่อสมดุลอำนาจในภูมิภาค โดยเฉพาะด้านพลังงานและเส้นทางการค้า จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่จากอิหร่าน จึงมีผลประโยชน์โดยตรงในการรักษาความมั่นคง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การประกาศของจีนช่วยลดความเสี่ยงของสงครามใหญ่ แต่ก็อาจทำให้เกิดการแบ่งขั้วอำนาจระหว่างจีน-รัสเซีย กับสหรัฐฯ-อิสราเอลมากขึ้น ผู้ติดตามสถานการณ์ควรจับตาการประชุมสหประชาชาติครั้งต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของจีนในครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ!

ที่มา – จีนประกาศ หนุนอิหร่านปกป้องอธิปไตย จวกสหรัฐฯ-อิสราเอลจงใจยั่วยุ

ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา” หลังโดรนอิหร่านโจมตี

ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา” หลังโดรนอิหร่านโจมตีไฟไหม้ เป็นข่าวร้อนที่สะเทือนวงการพลังงานโลก สร้างความกังวลให้กับตลาดน้ำมันทั่วโลกท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น

บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบียอย่างอารัมโก (Aramco) ได้สั่งปิดโรงกลั่นน้ำมันราส ทานูรา (Ras Tanura) ชั่วคราว หลังจากถูกโจมตีด้วยโดรนจากอิหร่านจนเกิดเพลิงไหม้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568 ตามรายงานจากเว็บไซต์ Times of Israel โดยอ้างแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา” หลังโดรนอิหร่านโจมตีไฟไหม้

ก่อนหน้านี้ โฆษกกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียยืนยันว่า มีโดรน 2 ลำมุ่งเป้าโจมตีโรงกลั่นราส ทานูรา ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาระเบียและติดอันดับต้น ๆ ของโลก แม้ระบบป้องกันจะสกัดกั้นได้ แต่ซากโดรนที่ตกลงมาก็ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในวงจำกัด โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

วิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงภาพเปลวไฟและควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นฟ้า สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเน็ตทั่วโลก ขณะที่แหล่งข่าวจาก AFP ระบุว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และโรงกลั่นถูกปิดเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย

รายละเอียดโรงกลั่นราส ทานูรา

โรงกลั่นราส ทานูรา ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย มีกำลังการผลิตสูงถึง 550,000 บาร์เรลต่อวัน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย การปิดชั่วคราวครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก

  • กำลังการผลิต: 550,000 บาร์เรล/วัน
  • ตำแหน่ง: ชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย
  • บทบาท: สถานีส่งออกน้ำมันหลัก
  • เหตุการณ์: โดรนอิหร่าน 2 ลำ ถูกสกัดแต่ซากตกก่อเพลิงไหม้

ผลกระทบจากเหตุการณ์ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามตัวแทนระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันเบรนท์อาจปรับตัวเพิ่มอีก 5-7% หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยที่ต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีวิดีโอและภาพถ่ายจากเหตุการณ์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว บ่งชี้ถึงความเสี่ยงของโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาค การโจมตีด้วยโดรนกลายเป็นอาวุธใหม่ที่ยากต่อการป้องกัน สร้างความท้าทายให้กับระบบรักษาความปลอดภัย

สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ตึงเครียด

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและซาอุดีอาระเบียยืดเยื้อมานาน โดยมีประเด็นฮูตีในเยเมนและกลุ่มตัวแทนอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การป้องกันโรงกลั่นน้ำมันต้องเสริมด้วยเทคโนโลยี AI และโดรนตรวจจับ เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา” หลังโดรนอิหร่านโจมตีไฟไหม้ ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก แนะนำให้นักลงทุนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาหนักโซนพลังงานทางเลือก หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองคลิกติดตามที่นี่ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา” หลังโดรนอิหร่านโจมตีไฟไหม้

สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างความกังวลให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก ล่าสุด สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยเฉพาะหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนานๆ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก แม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน แต่ก็อาจไม่ทันการณ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อทะยาน และกระทบหลายภาคส่วน

สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) วิเคราะห์ว่า แม้กลุ่ม OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย จะประชุมออนไลน์เมื่อ 1 มี.ค. 2569 และมีมติเพิ่มผลิตน้ำมันดิบ 206,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เม.ย. แต่ปริมาณนี้อาจไม่พอชดเชยน้ำมันที่หายไป สถานการณ์นี้คือ Negative Supply Shock ที่จะทำให้ต้นทุนพุ่งสูง

สัญญาณอันตรายที่ 1: ราคาน้ำมันพุ่งดันเงินเฟ้อ

ราคาน้ำมันดิบทะยานจะกระทบราคาสินค้าพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าไฟฟ้า ส่งผลให้เงินเฟ้อไทยเร่งตัว ต้นทุนการผลิตสินค้าทุกประเภทสูงขึ้น ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงกว่าเดิม

สัญญาณอันตรายที่ 2: นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางหดตัว

นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง มักมาไทยพักผ่อนและรักษาพยาบาล จะลดลงจากข้อจำกัดเดินทางและความปลอดภัย กระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งปี โดยเฉพาะไตรมาสแรก

สัญญาณอันตรายที่ 3: รายได้แรงงานไทยกว่า 77,000 คนหายวับ

แรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยงกว่า 77,000 คน ต้องอพยพกลับ ส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง ภาครัฐต้องหางานใหม่ให้เพิ่มภาระ

สัญญาณอันตรายที่ 4: ค่าเงินบาทผันผวนหนัก

ความตึงเครียดทำให้ทุนต่างชาติไหลออก ค่าเงินบาทแกว่งตัวรุนแรง ส่งผลต่อผู้ส่งออกและนำเข้าในการบริหารความเสี่ยง

สัญญาณอันตรายที่ 5: การลงทุนต่างชาติชะลอตัว

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้โครงการ FDI ถูกเลื่อน กระทบการเติบโตเศรษฐกิจไทยระยะยาว ภาคครัวเรือนยังชะลอซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย

  • ราคาน้ำมันพุ่ง → เงินเฟ้อสูง
  • ท่องเที่ยวลด → รายได้อุตสาหกรรมหาย
  • แรงงานกลับ → เงินส่งกลับน้อย
  • บาทผันผวน → ธุรกิจเสี่ยง
  • ลงทุนชะงัก → เศรษฐกิจโตช้า

สถานการณ์นี้หากยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญวิกฤตใหญ่ ผู้ประกอบการควรเตรียมรับมือด้วยการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน ลดต้นทุน และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เขียน สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ นี้เป็นสัญญาณเตือนที่เราควรจริงจัง รัฐบาลต้องมีมาตรการรับมือด่วน เช่น กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ สนับสนุน SME และส่งเสริมการท่องเที่ยวจากแหล่งอื่นๆ เพื่อลดผลกระทบ ติดตามอัปเดตข่าวเศรษฐกิจและแนวทางรับมือเพิ่มเติมในบล็อกของเรา!

ที่มา – สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

คูเวตเผยเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ตกหลายลำ ลูกเรือรอดชีวิตทั้งหมด

คูเวตเผยเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ตกหลายลำ ลูกเรือรอดชีวิตทั้งหมด เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียลและสื่อต่างประเทศ เมื่อกระทรวงกลาโหมคูเวตออกแถลงการณ์ยืนยันเหตุการณ์เครื่องบินทหารของสหรัฐอเมริกาประสบอุบัติเหตุตกหลายลำในพื้นที่คูเวต เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ลูกเรือทุกคนรอดชีวิตและอาการคงที่ ทำให้หลายคนโล่งใจกับข่าวดีนี้ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

คูเวตเผยเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ตกหลายลำ ลูกเรือรอดชีวิตทั้งหมด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยมีวิดีโอจากโซเชียลมีเดียแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว แสดงภาพเครื่องบินขับไล่ตกในคูเวต นักบินสามารถดีดตัวออกจากเครื่องได้ทันพร้อมกางร่มชูชีพลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย สื่ออย่าง CNN ได้ตรวจสอบพิกัดและยืนยันความถูกต้องของคลิปดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นห่างจากฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลม ของสหรัฐฯ เพียง 10 กิโลเมตร

พ.อ.ซาอิด อัล-อัตวาน โฆษกกระทรวงกลาโหมคูเวต เปิดเผยว่า หน่วยกู้ภัยรีบเข้าปฏิบัติการทันทีหลังเกิดเหตุ ลูกเรือทั้งหมดถูกอพยพไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพ และอาการของทุกคนอยู่ในภาวะคงที่ ไม่มีผู้เสียชีวิต โฆษกยังแจ้งว่าคูเวตกำลังประสานงานใกล้ชิดกับหน่วยงานสหรัฐฯ เพื่อสอบสวนสาเหตุ

รายละเอียดเครื่องบินและสถานที่เกิดเหตุ

จากภาพวิดีโอ เครื่องบินรบสองเครื่องยนต์นี้สันนิษฐานว่าเป็นรุ่น F-15E หรือ F/A-18 ซึ่งคูเวตเองก็มีใช้งานเช่นกัน ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่มีรายงานควันลอยขึ้นใกล้สถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวต ผู้เห็นเหตุการณ์เห็นรถดับเพลิงและรถพยาบาลเข้าจัดการ

  • เครื่องบินตกห่างฐานทัพสหรัฐฯ 10 กม.
  • นักบินดีดตัวรอดชีวิต กางร่มชูชีพ
  • ลูกเรือทั้งหมดอาการคงที่ ไม่มีเสียชีวิต
  • คูเวตประสานงานกับสหรัฐฯ ทันที
  • คลิปวิดีโอแพร่ในโซเชียลและ CNN

สถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวตเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ เนื่องจากภัยคุกคามจากขีปนาวุธและโดรน โดยเฉพาะในช่วงการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย เจ้าหน้าที่สถานทูตกำลังหลบภัยในที่ปลอดภัย

ผลกระทบและการตอบสนองจากนานาชาติ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ ทำให้หลายฝ่ายจับตาการเคลื่อนไหวทางทหารในภูมิภาค สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเพิ่มเติมว่ามีควันพวยพุ่งใกล้สถานทูต ขณะที่ CENTCOM และกระทรวงต่างประเทศคูเวตถูกติดต่อขอข้อมูลแล้ว CNN และ AFP ส่งผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตาม

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารวิเคราะห์ว่า อุบัติเหตุนี้อาจเกิดจากปัญหาทางเทคนิคหรือสภาพอากาศ แต่ต้องรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการ สถานการณ์ในคูเวตยังคงตึงเครียด ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

เหตุการณ์ คูเวตเผยเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ตกหลายลำ ลูกเรือรอดชีวิตทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ขัดแย้ง แม้ลูกเรือจะรอด แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความปลอดภัยทางอากาศ

ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดและวิเคราะห์สถานการณ์ตะวันออกกลางได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – คูเวตเผยเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ตกหลายลำ ลูกเรือรอดชีวิตทั้งหมด

ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวัง 24 ชม.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนักมากแบบนี้ เรามีข่าวดีจากกองทัพไทยมาบอกกันนะครับ ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์ 24 ชม. พร้อมแผนอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงทันทีที่รัฐบาลไฟเขียว ฟังดูแล้วอุ่นใจใช่ไหมล่ะ? วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลแบบละเอียด พร้อมวิเคราะห์ว่ามันหมายถึงอะไรสำหรับพวกเราชาวไทยทั้งในและต่างประเทศ

ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์ 24 ชม.

ตามที่ พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้แถลงเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ครับ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า ไทยเป็นกลาง ในความขัดแย้งตะวันออกกลางตามนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งปกป้องผลประโยชน์ชาติสูงสุด กองทัพได้รับมอบหมายจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศไทย (กต.) ขับเคลื่อนแผนรับมือวิกฤตเต็มรูปแบบ

คำสั่งสำคัญคือ เฝ้าระวังสถานการณ์และผลกระทบต่อความมั่นคงไทยตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีหลับมีนอนเลยครับ! มีการบูรณาการกับเหล่าทัพ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่นๆ เตรียมกำลังพล เครื่องบิน อากาศยานให้พร้อม อพยพคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัยทันทีที่มีคำสั่งจากรัฐบาล โฆษกยังย้ำว่า “กองทัพไทยพร้อมดูแลความปลอดภัยให้กับคนไทยในพื้นที่เสี่ยงภัยจากความขัดแย้ง และขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในแผนการปฏิบัติงานที่มีการซักซ้อมและประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในทุกภาคส่วน”

ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง ช่วยปกป้องอะไรบ้าง?

จุดยืนไทยเป็นกลางนี่แหละครับที่เป็นหลักการ外交ของเรามานาน ช่วยให้ไทยไม่ถูกดึงเข้าไปพัวพันความขัดแย้งใหญ่ๆ แต่ยังคงช่วยเหลือมนุษยธรรมได้ โดยเฉพาะคนไทยที่กำลังอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น อิสราเอล ปาเลสไตน์ อิหร่าน หรือชาติใกล้เคียง สถานการณ์ตอนนี้ร้อนระอุจากความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล-ฮามาส และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ กองทัพไทยจึงต้องเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจลามมาถึง เช่น น้ำมันแพง เศรษฐกิจสะดุด หรือภัยคุกคามความมั่นคง

นอกจากนี้ ยังมีการประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง เพื่อให้แผนอพยพมีประสิทธิภาพสูงสุด กองทัพซ้อมแผนอพยพมาหลายรอบแล้วนะครับ ตั้งแต่เหตุการณ์ยูเครนไปจนถึงตะวันออกกลางรอบก่อนๆ

แผนอพยพคนไทย: พร้อมรบจริงจังแค่ไหน?

  • เฝ้าระวัง 24 ชม.: หน่วยข่าวกรองติดตามสถานการณ์เรียลไทม์ รายงานนายกฯ และ ผบ.ทสส. ทันที
  • ประสานงานหลายหน่วย: กองทัพ + กต. + สภาความมั่นคง + สายการบินไทย
  • กำลังพลและยานพาหนะ: เครื่องบินทิ้งระเบิด C-130, เครื่องบินโดยสารทหาร พร้อมเจ้าหน้าที่กงสุลคอยช่วยเหลือ
  • จุดรับอพยพ: สนามบินนานาชาติใกล้เคียง หรือฐานทัพพันธมิตรที่เป็นกลาง
  • การดูแลหลังกลับ: กักตัวตรวจสุขภาพ สวัสดิการชั่วคราวจากรัฐ

เห็นมั้ยครับ ครบวงจรขนาดนี้ มั่นใจได้เลยว่าคนไทยไม่ทิ้งกัน!

คำแนะนำประชาชน: อย่าตกเป็นเหยื่อ Fake News

โฆษกเตือนชัดๆ ครับ ท่ามกลางข่าวลือข่าวลวงเต็มโซเชียล ประชาชนควรรับฟังจากแหล่งข่าวรัฐอย่างเดียว เช่น เว็บกองทัพไทย, เพจทางการ กต., ช่อง 7 HD หรือ Thai PBS หลีกเลี่ยงข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนก กองทัพจะอัปเดตข้อมูลสำคัญผ่านช่องทางหลักต่อเนื่อง

  • ตรวจสอบแหล่งข่าวก่อนแชร์
  • โทรสายด่วน กต. 02-203-5000 หากอยู่ต่างประเทศ
  • ลงทะเบียน Thai Egac app เพื่อรับแจ้งเตือน
  • เตรียมเอกสารสำคัญ พาสปอร์ต เงินสด เสบียงฉุกเฉิน
  • ติดตามสถานการณ์จาก RTG channels เท่านั้น

การทำแบบนี้จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยและไม่เสียหายจากข้อมูลเท็จครับ

สรุปแล้ว ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์ 24 ชม. ถือเป็นสัญญาณดีที่แสดงถึงความพร้อมของชาติเรา ในมุมผมคิดว่านโยบายเป็นกลางนี่แหละที่ทำให้ไทยอยู่รอดมาได้นานขนาดนี้ โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อไปกับสงครามของคนอื่น แต่ยังช่วยเหลือพี่น้องได้เต็มที่ อุ่นใจจริงๆ ครับ

คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? มีคนรู้จักอยู่ในตะวันออกกลางมั้ย? มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันด้านล่างเลยนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย จะได้เตรียมตัวทัน!

ที่มา – ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์ 24 ชม. พร้อมอพยพคนไทยทันทีที่รัฐบาลสั่งการ

ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

ในสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจ ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” กลายเป็นประเด็นสำคัญที่คนไทยทุกคนต้องติดตาม เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในประเทศ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดมาตรการที่ สมช. หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ออกมาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ได้เปิดเผยหลังการประชุมเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ว่า ที่ประชุมได้ยกระดับการคุมเข้มความปลอดภัยทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้ฝ่ายข่าวกรองและตำรวจเฝ้าระวังสถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่ขัดแย้งกันอย่าง สหรัฐอเมริกา อิหร่าน และอิสราเอล รวมถึงประเทศที่เกี่ยวข้องอื่นๆ นอกจากนี้ ยังสั่งจับตาการเคลื่อนไหวของบุคคลที่เข้า-ออกประเทศไทย เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงหรือความไม่สงบที่อาจลุกลามมาถึงไทย

มาตรการหลักที่ สมช. ออกไว้

มาตรการที่ออกมานี้ครอบคลุมหลายมิติ เพื่อให้ครอบคลุมทุกความเสี่ยง ดังนี้

  • เฝ้าระวังสถานทูต: เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรอบสถานทูตสหรัฐฯ อิหร่าน อิสราเอล และพื้นที่ใกล้เคียง
  • ติดตามบุคคลต้องสงสัย: ตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายขัดแย้ง
  • ควบคุมสื่อสังคมออนไลน์: ติดตามข่าวปลอมหรือเนื้อหาที่บิดเบือนเพื่อสร้างความแตกแยกในสังคมไทย
  • ป้องกันภัยไซเบอร์: ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตรวจสอบการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจตามมาจากสงคราม
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: มอบหมายกระทรวงพลังงานและพาณิชย์ประเมินผลต่อราคาน้ำมันและการส่งออก

เลขาฯ สมช. ย้ำว่าฝ่ายตำรวจได้เตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว และประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตปกติได้ โดยเฉพาะย่านท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างถนนข้าวสาร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

เหตุผลเบื้องหลังมาตรการเข้มงวด

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการโจมตีทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไทยในฐานะประเทศที่เป็นกลางแต่มีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากทุกชาติ ไทยเคยประสบปัญหาจากเหตุการณ์คล้ายๆ กันในอดีต เช่น การประท้วงหน้าสถานทูต ดังนั้น การที่ ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” จึงเป็นการป้องกันล่วงหน้าเพื่อรักษาความสงบสุข

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังหารือถึงการใช้สื่อโซเชียลที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่น โดยจะมีการตรวจสอบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความขัดแย้งภายในประเทศ ส่วนด้านเศรษฐกิจ คาดว่าราคาน้ำมันอาจผันผวน ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน

คำแนะนำสำหรับประชาชน

ในช่วงนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมที่อาจเสี่ยงต่อความขัดแย้ง ตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และรายงานข้อมูลน่าสงสัยให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที การเฝ้าระวังนี้ไม่ใช่เพื่อจำกัดเสรีภาพ แต่เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

สุดท้าย ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการปกป้องชาติ ถ้าคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย! ติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

อิหร่านลั่น “จะไม่เจรจากับสหรัฐฯ” ชี้ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานก่อน

อิหร่านลั่น “จะไม่เจรจากับสหรัฐฯ” ชี้ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานก่อน หลังจากมีรายงานข่าวว่าอิหร่านพยายามติดต่อสหรัฐฯ ผ่านตัวกลางเพื่อกลับมาเจรจาใหม่ แต่เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดของอิหร่าน อาลี ลาริจานี ได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจน โดยโพสต์ข้อความบนเว็บไซต์ X ระบุว่าอิหร่านจะไม่ยอมเจรจา และยืนยันว่ากองกำลังอิหร่านไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มรุกราน

อิหร่านลั่น “จะไม่เจรจากับสหรัฐฯ” ชี้ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานก่อน

ลาริจานี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน วิจารณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่าทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางตกอยู่ในความโกลาหลด้วยนโยบายที่ผิดพลาด เขากล่าวว่า ทรัมป์กำลังกังวลเรื่องการสูญเสียทหารอเมริกันเพิ่มเติม และเปลี่ยนสโลแกน “อเมริกามาก่อน” เป็น “อิสราเอลมาก่อน” โดยเสียสละผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เพื่ออิสราเอล

บทบาทสำคัญของอาลี ลาริจานี ในระบบการเมืองอิหร่าน

อาลี ลาริจานี เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด (SNSC) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในฐานะอดีตประธานรัฐสภาและคนสนิทของคาเมเนอี เขามีหน้าที่รอบด้าน เช่น การเจรจานิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ในภูมิภาค และจัดการผู้ประท้วงภายในประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มี.ค. เขาแถลงผ่านทีวีชาติว่าจะตั้ง “สภาผู้นำชั่วคราว” เพื่อบริหารประเทศ พร้อมประณามสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พยายามทำลายความเป็นปึกแผ่นของอิหร่าน

นอกจากนี้ ลาริจานียังขู่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากฉวยโอกาสเคลื่อนไหว โดยในเหตุการณ์ล่าสุด พลเอกอับดุลราฮิม มูซาวี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็เสียชีวิตด้วย ลาริจานีเป็นนักการทูตที่เชื่อมโยงกลุ่มการเมืองขั้วต่างๆ ได้ดี เขาเพิ่งไปโอมานเพื่อเตรียมเจรจานิวเคลียร์ทางอ้อมกับสหรัฐฯ ท่ามกลางการเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

  • นโยบายนิวเคลียร์: ลาริจานีมองว่าปัญหานี้แก้ไขได้ หากสหรัฐฯ กังวลเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ แต่ปฏิเสธข้อเสนอยุโรปว่าเป็นการเอาไข่มุกแลกลูกอม
  • การคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ: ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งคว่ำบาตรฐานปราบปรามผู้ประท้วงรุนแรง
  • พันธมิตร: เดินทางรัสเซียพบปูติน และผลักดันข้อตกลง 25 ปีกับจีน

ลาริจานีเกิดที่นาจาฟ อิรัก ในตระกูลผู้นำศาสนา จบปริญญาเอกปรัชญา พี่น้องอยู่ในตำแหน่งสูง แม้ถูกตัดสิทธิ์ลงสมัครประธานาธิบดีเนื่องจากประเด็นครอบครัว แต่บทบาทเขาในช่วงสุญญากาศอำนาจหลังคาเมเนอีกำลังถูกจับตา

ผลกระทบต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง

การประกาศของลาริจานี อิหร่านลั่น “จะไม่เจรจากับสหรัฐฯ” ชี้ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานก่อน สะท้อนจุดยืนแข็งกร้าวของอิหร่านท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเหตุโจมตีล่าสุดที่คร่าชีวิตผู้นำทหารอิหร่าน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่อิหร่านยืนกรานเช่นนี้ อาจทำให้การเจรจานิวเคลียร์หยุดชะงัก และเปิดทางให้พันธมิตรอย่างรัสเซีย จีน เข้ามามีบทบาทมากขึ้น สหรัฐฯ ต้องพิจารณานโยบายใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่

ท้ายที่สุด สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังห่างไกลจากจุดจบ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด และแบ่งปันความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – อิหร่านลั่น “จะไม่เจรจากับสหรัฐฯ” ชี้ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานก่อน

Scroll to top