การขนส่งน้ํามัน

ทรัมป์เชื่อ สงครามอิหร่าน “จะไม่ปะทุขึ้นอีกระลอก”

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาเป็นที่จับตามองไปทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมากล่าวถึงความมั่นใจว่า ทรัมป์เชื่อ สงครามอิหร่าน “จะไม่ปะทุขึ้นอีกระลอก” แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ปะทะกันทางทหารในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็ตาม ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

มุมมองจากผู้นำ: ทรัมป์เชื่อ สงครามอิหร่าน “จะไม่ปะทุขึ้นอีกระลอก”

ในการแถลงข่าวล่าสุดที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ทรัมป์ได้แสดงทัศนะที่ค่อนข้างผ่อนคลายลง แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเพิ่งขู่ว่าจะตอบโต้ทางทหารอย่างรุนแรงหากอิหร่านยังไม่หยุดการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยเขาระบุชัดเจนว่าเหตุการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น

เหตุผลที่ทรัมป์เชื่อ สงครามอิหร่าน “จะไม่ปะทุขึ้นอีกระลอก”

  • การตอบโต้ที่เด็ดขาด: สหรัฐฯ เน้นย้ำว่าหากถูกโจมตี จะมีการสวนกลับที่รุนแรงกว่าเดิมถึง 10 เท่า เพื่อสร้างความเกรงขาม
  • ความมั่นคงทางพลังงาน: ทรัมป์ให้ความสำคัญกับการรักษาเส้นทางขนส่งน้ำมันให้ราบรื่น โดยมองว่าสถานการณ์นี้จะคลี่คลายลงโดยเร็ว
  • ไม่ใช่การทำสงครามยาว: รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการให้เกิดความขัดแย้งในระยะยาวเหมือนในอดีต

อย่างไรก็ตาม แม้ ทรัมป์เชื่อ สงครามอิหร่าน “จะไม่ปะทุขึ้นอีกระลอก” แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความเปราะบางสูง การใช้ภาษาที่ค่อนข้างดุดันเพื่อตอบโต้กันไปมาถือเป็นกลยุทธ์ที่ทั้งสองฝ่ายนำมาใช้เพื่อรักษาฐานอำนาจและอิทธิพลในระดับภูมิภาค

สำหรับผู้อ่านที่สนใจด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก นี่คือบทเรียนสำคัญว่าคำพูดจากผู้นำมหาอำนาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและตลาดการเงินทันที ดังนั้นการติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกยุคปัจจุบัน

ที่มา – ทรัมป์เชื่อ สงครามอิหร่าน “จะไม่ปะทุขึ้นอีกระลอก”

เฮลิคอปเตอร์บริษัท อารามโก ตกดับ 14 ศพ กลางซาอุฯ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวสะเทือนใจจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีโศกนาฏกรรม เฮลิคอปเตอร์บริษัท อารามโก ตกดับ 14 ศพ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย เมื่อเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งได้ประสบอุบัติเหตุตกบริเวณเมืองราส ตานูรา บนชายฝั่งตะวันออกของประเทศ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้คนในพื้นที่

โศกนาฏกรรม เฮลิคอปเตอร์บริษัท อารามโก ตกดับ 14 ศพ

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยได้รับรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตทันทีจากเหตุ เฮลิคอปเตอร์บริษัท อารามโก ตกดับ 14 ศพ เบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าสาเหตุของเครื่องยนต์ขัดข้องหรือสภาพอากาศมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงแล้ว

เบื้องหลังและการดำเนินงานของ Aramco ในช่วงเวลาที่วิกฤต

  • การขนส่งน้ำมันที่เร่งรีบในตะวันออกกลาง
  • สถานการณ์พลังงานโลกที่มีความผันผวนสูง
  • ความปลอดภัยในการเดินทางของบุคลากรภายในบริษัท

บริษัท อารามโก ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในอุตสาหกรรมพลังงานโลก เพิ่งจะกลับมาเปิดดำเนินการสถานีขนถ่ายน้ำมันที่ราส ตานูราอีกครั้งหลังจากต้องหยุดชะงักไปนานถึง 4 เดือนเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค การสูญเสียบุคลากรพร้อมกัน 14 ชีวิตในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงความเสี่ยงที่แฝงอยู่เบื้องหลังการทำงานในพื้นที่อุตสาหกรรมหนัก แม้ว่าเราจะเห็นเพียงตัวเลขของผลผลิตน้ำมัน แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นประกอบไปด้วยแรงงานที่ต้องเผชิญกับอันตรายรอบด้านอยู่เสมอ

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสีย และคาดหวังว่าการสอบสวนเหตุการณ์ในครั้งนี้จะโปร่งใส เพื่อหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้ซ้ำรอยเดิม เพราะไม่ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจจะมหาศาลเพียงใด คุณค่าของชีวิตมนุษย์ย่อมสำคัญที่สุดเสมอ

ที่มา – เฮลิคอปเตอร์บริษัท “อารามโก” ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของซาอุฯ ตกดับ 14 ศพ

ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะข่าวดีที่น่าจับตามองในสัปดาห์นี้คือ ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้คนทั่วโลกหลังจากที่ต้องเผชิญกับความกังวลเรื่องราคาพลังงานพุ่งสูงมานานหลายเดือน

สถานการณ์ ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการปรับตัวลงมาต่ำกว่าระดับ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจัยหลักมาจากการที่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มคลี่คลายลง เรือบรรทุกน้ำมันสามารถกลับมาสัญจรได้อีกครั้ง แม้จำนวนเที่ยวเรือจะยังไม่เทียบเท่าระดับปกติก่อนเกิดความขัดแย้ง แต่ตลาดก็ตอบรับในเชิงบวกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน

ผลกระทบเมื่อ ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

การที่ราคาพลังงานเริ่มขยับลงถือเป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมในวงกว้าง แน่นอนว่าการที่ ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ จะช่วยลดต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้า สิ่งนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ราคาน้ำมันจะดูมั่นคงขึ้น แต่เรายังคงต้องจับตามองปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ต่อไป ดังนี้:

  • ท่าทีของอิหร่านเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
  • ประสิทธิภาพในการเร่งผลิตน้ำมันเพื่อเติมเต็มส่วนต่างที่หายไป
  • ความผันผวนของตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อมูลค่าหุ้น AI

ในมุมมองนักลงทุน แม้ตัวเลขราคาน้ำมันจะน่าอุ่นใจ แต่ความกังวลในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เคยร้อนแรงยังคงเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ดัชนี Nasdaq ที่ยังคงเผชิญแรงเทขายต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูง การลงทุนในช่วงนี้จึงต้องอาศัยกลยุทธ์ที่เน้นความรอบคอบและวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอย่างหนักแน่น

หากถามว่าสถานการณ์นี้จะส่งผลต่อความคุ้มค่าในการใช้จ่ายของเราอย่างไร คำตอบคือเราอาจเริ่มเห็นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่กระทบจากค่าขนส่งเริ่มปรับตัวเข้าสู่สมดุลมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ ถือเป็นโอกาสที่ดีให้เราได้วางแผนการเงินและตรวจสอบสถานะการลงทุนในพอร์ตของตัวเองให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกที่กำลังปรับตัวครับ

ที่มา – ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

“เอกนัฏ” ส่งทีมสุดซอย ร้อง DSI สอบคลังน้ำมัน

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการพลังงานไทยกันครับ เมื่อ“เอกนัฏ” ส่งทีมสุดซอย ร้อง DSI สอบคลังน้ำมัน ปมใบขนส่งน้ำมันผิดปกติ 166 ฉบับ ซึ่งเป็นข่าวที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวนและมีปัญหาการขาดแคลนไปก่อนหน้านี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทีมสุดซอย” นำทีมฝ่ายกฎหมายไปยื่นร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อตรวจสอบเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือที่ผิดปกติถึง 166 ฉบับ ในเดือนมีนาคม 2569

“เอกนัฏ” ส่งทีมสุดซอย ร้อง DSI สอบคลังน้ำมัน ปมใบขนส่งน้ำมันผิดปกติ 166 ฉบับ

ใบกำกับการขนส่งเหล่านี้มาจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 6 ราย ซึ่งไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เอกสารเหล่านี้เป็นใบขนส่งทางเรือจากคลังน้ำมันในจังหวัดระยองและชลบุรี ไปยังสุราษฎร์ธานี ชุมพร และสงขลา แต่พบว่าข้อมูลไม่ครบถ้วน เช่น ขาดวันที่ออกใบ ขาดหมายเลขซีลเรือ หรือไม่ระบุชื่อเรือต้นทาง

8 รายละเอียดสำคัญที่ใบกำกับการขนส่งน้ำมันต้องมี

ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ใบกำกับการขนส่งต้องมีข้อมูลครบ 8 ข้อ ดังนี้

  • ชื่อผู้ค้าน้ำมันที่จ่ายและสถานที่จ่ายต้นทาง
  • วันที่ออกและเลขที่ใบกำกับการขนส่ง
  • ชื่อผู้รับและสถานที่ส่งมอบปลายทาง
  • ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่ง
  • เลขทะเบียนพาหนะ (สำหรับเรือคือชื่อเรือ)
  • วันที่ออกเดินทางจากสถานที่จ่ายต้นทาง
  • ชนิดและปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนส่ง
  • หมายเลขประจำตรา (SEAL) หรือรหัส ELECTRONIC SEAL

ทีมสุดซอยพบความผิดปกติในหลายใบ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤต โดยบางใบมีการขนส่งนานผิดปกติ 2-3 วัน DSI จะพิจารณารับเป็นคดีพิเศษตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษวันที่ 9 เมษายน 2569 และขยายผลไปยังคลังน้ำมันสุราษฎร์ธานีที่กำลังสืบสวนอยู่ รวมถึงเรือขนส่ง 8 เจ้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน 60 ล้านลิตรที่ล่องหน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพลังงานอาจไม่ได้กำกับคลังน้ำมัน 6 แห่งอย่างเข้มข้น แต่ตอนนี้มีการตรวจสอบใบขนส่งที่ผู้ซื้อ-ผู้ขายต้องเก็บไว้ 60 วัน หากพบพิรุธจะเรียกตรวจได้ทันที การร้องทุกข์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปพลังงานตามนโยบายรัฐมนตรีเอกนัฏ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบประชาชนและเรียกคืนเงินกองทุนน้ำมันที่เสียหาย

DSI โดย พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดี และทีม จะเรียกคลังน้ำมันมาสอบปากคำในฐานะพยานก่อน ตรวจสอบว่ามีการปลอมแปลงหรือเชื่อมโยงกับกลุ่มไอโม่งหรือไม่ คดีทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง (โยงเสี่ยตือคอสโม่) ก็รับเป็นคดีพิเศษแล้ว ส่วนเรือ 8 เจ้า สอบแล้ว 6 เจ้า เหลือ 2 ที่นัดไม่ได้เพราะไปต่างประเทศ คำให้การส่วนใหญ่กล่าวถึงร่องมรสุม แต่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานน้ำมันอย่างเข้มงวด ตั้งแต่โรงกลั่น คลัง ไปจนสถานีบริการ เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอยในอนาคต การตรวจสอบใบขนส่งช่วยติดตามการเคลื่อนไหวได้ชัดเจน หาก DSI ขยายผลได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้อุตสาหกรรมพลังงานโปร่งใสยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกักตุนน้ำมันส่งผลกระทบประชาชนอย่างไรบ้าง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญด้านพลังงานไทยครับ!

ที่มา – “เอกนัฏ” ส่งทีมสุดซอย ร้อง DSI สอบคลังน้ำมัน ปมใบขนส่งน้ำมันผิดปกติ 166 ฉบับ

โรงกลั่น APAC ทยอยลดกำลังการผลิต บางแห่งหยุดเครื่องชั่วคราว

ในสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โรงกลั่น APAC ทยอยลดกำลังการผลิต บางแห่งถึงขั้นหยุดเดินเครื่องชั่วคราว กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความกังวลให้กับอุตสาหกรรมพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สาเหตุหลักมาจากวิกฤตขาดแคลนน้ำมันดิบอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

โรงกลั่น APAC ทยอยลดกำลังการผลิต บางแห่งถึงขั้นหยุดเดินเครื่องชั่วคราว

รายงานเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 เผยว่า โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซีย กำลังเผชิญปัญหาหนักหน่วงจนต้องปรับลดกำลังการผลิตลงอย่างเห็นได้ชัด บางแห่งเช่น Prefchem ในมาเลเซีย ได้ประกาศปิดหน่วยกลั่นหลักไปแล้ว ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง ExxonMobil และ SRC ในสิงคโปร์ ลดกำลังการผลิตเหลือเพียง 50-60% ของกำลังการผลิตปกติ

สาเหตุสำคัญคือ การนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักกว่า 65-70% ถูกขัดขวางจากการระงับเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าทั้งในด้านการส่งมอบน้ำมันสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีไปยังตลาดทั่วภูมิภาค ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดสะดุด

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานใน APAC

โรงกลั่น APAC ทยอยลดกำลังการผลิต บางแห่งถึงขั้นหยุดเดินเครื่องชั่วคราว ไม่เพียงส่งผลต่อผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในตลาดเอเชีย ผู้บริโภคอาจเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นและการขาดแคลนในบางพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาน้ำมัน เช่น การขนส่ง การผลิต และปิโตรเคมี

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกปรับตัวตามหลักธุรกิจ โดยพิจารณาปัจจัยต้นทุนและความเสี่ยง ทำให้เกิดการลดกำลังการผลิตในหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม ที่เริ่มมีสัญญาณคล้ายกัน

ปตท. ยืนหยัดเดินเครื่องผลิตปกติ

แตกต่างจากเพื่อนบ้าน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังคงเดินเครื่องโรงกลั่นตามปกติ เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย ปตท. ได้วางแผนล่วงหน้าโดยจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางปริมาณ 2 ล้านบาร์เรล ซึ่งกำลังขนส่งด้วยเรือ Serifos และใกล้ถึงไทยแล้ว แม้จะต้องเผชิญราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงถึง 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

กลยุทธ์จัดหาวัตถุดิบของปตท.

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตลาดโลกที่ตึงตัว ปตท. ยอมรับความเสี่ยงขาดทุนระยะสั้นราว 500-1,000 ล้านบาท หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง แต่ประเด็นสำคัญคือการรับประกัน供給พลังงานให้ประชาชนและอุตสาหกรรมไทยไม่สะดุด สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับประเทศชาติเหนือผลกำไรระยะสั้น

นอกจากนี้ ปตท. ยังมีแผนสำรองในการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น เช่น รัสเซียและแอฟริกา เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต การดำเนินงานที่มั่นคงนี้ช่วยให้ไทยหลีกเลี่ยงวิกฤตพลังงานที่เพื่อนบ้านกำลังเผชิญ

อนาคตของอุตสาหกรรมโรงกลั่นใน APAC

สถานการณ์โรงกลั่น APAC ทยอยลดกำลังการผลิต บางแห่งถึงขั้นหยุดเดินเครื่องชั่วคราว อาจยืดเยื้อหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่คลี่คลาย ผู้ประกอบการควรเร่งหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกและลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน ในขณะที่ไทยภายใต้การนำของปตท. กำลังแสดงให้เห็นถึงแบบอย่างที่ดี

ความมั่นคงทางพลังงานคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ หากปราศจากมัน เศรษฐกิจจะสะดุดได้ง่าย ดังนั้น การติดตามสถานการณ์โลกและวางแผนเชิงรุกจึงเป็นสิ่งจำเป็น

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารพลังงานเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – โรงกลั่น APAC ทยอยลดกำลังการผลิต บางแห่งถึงขั้นหยุดเดินเครื่องชั่วคราว

UKMTO ของอังกฤษ เตือนเรือสินค้าหลังสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

UKMTO ของอังกฤษ เตือนเรือสินค้าหลังสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนัก เมื่อหน่วยงานประสานงานด้านการเดินเรือของอังกฤษออกคำแนะนำด่วนให้เรือสินค้าทุกประเภทที่กำลังจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันและสินค้าทั่วโลก

UKMTO ของอังกฤษ เตือนเรือสินค้าหลังสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 สำนักงานปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ซึ่งอยู่ภายใต้กองทัพเรืออังกฤษ ได้ออกประกาศคำเตือนล่าสุด โดยระบุว่าตั้งแต่เวลา 14:00 น. UTC (เท่ากับ 21:00 น. ตามเวลาไทย) มีการบังคับใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงทางทะเลที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อท่าเรือและชายฝั่งอิหร่านทั้งหมด

มาตรการนี้ตรงกับที่กองทัพสหรัฐฯ ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเริ่มปิดล้อมเส้นทางจราจรทางน้ำเข้า-ออกท่าเรืออิหร่านตั้งแต่เวลา 10:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ เป็นต้นไป ทำให้เรือสินค้าทั่วโลกต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ขอบเขตของมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

UKMTO ชี้แจงว่าพื้นที่จำกัดครอบคลุมตลอดแนวอ่าวเปอร์เซีย อ่าวโอมาน และทะเลอาหรับทางตะวันออกของช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงชายฝั่งอิหร่านทั้งหมด ท่าเรือ สถานีขนถ่ายน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทุกแห่ง มาตรการนี้ใช้กับเรือทุกลำไม่ว่าจะชักธงชาติใด หากมีการติดต่อกับท่าเรือหรือสิ่งอำนวยความสะดวกชายฝั่งของอิหร่าน

  • เรือของประเทศที่เป็นกลางที่จอดอยู่ในท่าเรืออิหร่านตอนนี้ ได้รับอนุญาตให้ออกเดินทางในระยะเวลาผ่อนปรนจำกัด
  • เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังจุดหมายอื่นที่ไม่ใช่อิหร่าน ยังไม่ถูกขัดขวาง แต่เรืออาจเจอกำลังทหาร การสื่อสารสั่งการ หรือการตรวจค้น
  • UKMTO กำลังจัดทำแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมสำหรับเรือสินค้าในเร็วๆ นี้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการค้าโลก

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันกว่า 20% ของโลก หาก UKMTO ของอังกฤษ เตือนเรือสินค้าหลังสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่านแล้วเกิดผลกระทบยืดเยื้อ ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าขนส่ง ค่าน้ำมัน และเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยที่พึ่งพาเส้นทางนี้

จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะในยุคที่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง ทำให้เกิดการตอบโต้ทางทหารเช่นนี้ สถานการณ์อาจลุกลามได้ทุกเมื่อ เรือสินค้าควรติดต่อ UKMTO หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

นอกจากนี้ บริษัทขนส่งทางเรือควรเตรียมแผนสำรอง เช่น เปลี่ยนเส้นทางรอบๆ ทะเลอาหรับ หรือเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย onboard เพื่อลดความเสี่ยง

สำหรับเราที่ติดตามข่าว สถานการณ์แบบนี้เตือนใจว่า ความขัดแย้ง geopolitical สามารถกระทบชีวิตประจำวันของเราทุกคนได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่แพงขึ้น หรือสินค้าที่ขาดแคลน

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณคิดว่ามีประโยชน์ เพื่อให้คนอื่นได้เตรียมตัวรับมือกับผลกระทบที่อาจตามมา

ที่มา – UKMTO ของอังกฤษ เตือนเรือสินค้าหลังสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลัง “เคลียร์พื้นที่” ช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลัง “เคลียร์พื้นที่” ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความฮือฮาไปทั่วโลก โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินการนี้เพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่คำว่า “เคลียร์พื้นที่” ยังคงเป็นปริศนาที่ทำให้หลายคนตั้งคำถาม

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลัง “เคลียร์พื้นที่” ช่องแคบฮอร์มุซ

ในโพสต์ดังกล่าว ทรัมป์เขียนว่า “ขณะนี้เรากำลังเริ่มกระบวนการเคลียร์พื้นที่ในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเป็นการช่วยเหลือประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส เยอรมนี และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย ช่างน่าเหลือเชื่อที่พวกเขาไม่มีความกล้าหรือความมุ่งมั่นที่จะทำงานนี้ด้วยตนเอง” คำพูดนี้มาพร้อมกับบริบทที่ตึงเครียด เพราะในเวลาเดียวกัน ผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเจรจาที่ปากีสถาน ซึ่งสถานี IRIB ของอิหร่านยืนยันว่าการพูดคุยได้เริ่มขึ้นแล้ว

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก คิดเป็น 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมด ปัจจุบันมีเรือผ่านเพียงไม่กี่ลำ เนื่องจากข้อตกลงหยุดยิงล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำหนดให้เปิดช่องแคบนี้ แต่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ทรัมป์ยังเสริมว่า เรือบรรทุกน้ำมันว่างเปล่าจากหลายประเทศกำลังมุ่งหน้ามายังสหรัฐฯ เพื่อบรรทุกน้ำมันกลับไป

ความหมายของ “เคลียร์พื้นที่” ช่องแคบฮอร์มุซ คืออะไร?

หลายคนสงสัยว่าการ “เคลียร์พื้นที่” ที่ทรัมป์พูดถึงหมายถึงอะไร อาจเป็นการลาดตระเวน กวาดล้างภัยคุกคาม หรือเตรียมการทางทหารเพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ? ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ แต่จากบริบท มันชี้ให้เห็นถึงบทบาทนำของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

ช่องแคบฮอร์มุซมีความยาว 33 กิโลเมตร กว้างสุด 96 กิโลเมตร เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อิหร่านควบคุมฝั่งหนึ่ง หากปิดกั้นจะกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีนและญี่ปุ่น

  • ขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก
  • จุดเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ
  • ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน
  • การเจรจาล่าสุดที่ปากีสถาน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

หากสหรัฐฯ สำเร็จในการเคลียร์พื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจลดลง ส่งผลดีต่อผู้บริโภคทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันกว่า 80% สำหรับไทย นี่คือโอกาสในการฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิด แต่ก็ต้องจับตาความเสี่ยงสงครามที่อาจลุกลาม

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังวิจารณ์ประเทศอื่นๆ ที่ไม่ช่วยเหลือ แสดงถึงสไตล์การนำที่ตรงไปตรงมาแบบทรัมป์ ซึ่งอาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเสริมภาพลักษณ์ก่อนเลือกตั้ง

สถานการณ์นี้ยังคงพัฒนาอยู่ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าการเจรจาที่ปากีสถานอาจนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ หากสหรัฐฯ สามารถพิสูจน์การเคลียร์พื้นที่ได้จริง

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ คุณคิดว่าการเคลียร์พื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซจะสำเร็จหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลัง “เคลียร์พื้นที่” ช่องแคบฮอร์มุซ

ดีเอสไอ แกะรอย กักตุนน้ำมัน ใช้เรือ 11 ลำผิดปกติ

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวร้อนๆ เกี่ยวกับ ดีเอสไอ แกะรอย กักตุนน้ำมัน ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในวงการพลังงานไทยเลยทีเดียว จากกรณีที่ราคาน้ำมันผันผวนหนัก โดยเฉพาะหลังจาก กบน. มีมติลดชดเชย ทำให้ราคาน้ำมันขึ้น 6 บาทต่อลิตรในวันเดียว DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่รอช้า รีบลงพื้นที่สืบสวน จนเจอหลักฐานชัดๆ ว่ามีการกักตุนน้ำมันจำนวนมหาศาล!

ดีเอสไอ แกะรอย กักตุนน้ำมัน พบความผิดปกติชัดเจน

ล่าสุด DSI แกะรอยเจอแล้ว “ไอ้โม่ง” หรือกลุ่มบุคคลที่กักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยใช้เรือถึง 11 ลำ วิ่งผิดปกติตลอดเดือนมีนาคม 2569 รวม 24 เที่ยวเรือ ขนน้ำมันไปกว่า 60 ล้านลิตร กลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี พฤติกรรมเหล่านี้เข้าข่ายประวิงเวลา ชะลอการขนส่ง และปฏิเสธจำหน่าย เพื่อรอราคาขึ้นนั่นเอง ปกติเรือจากกรุงเทพฯ หรือแหลมฉบัง ไปสุราษฎร์ฯ ใช้เวลาแค่ 35-40 ชั่วโมง แต่เที่ยวเหล่านี้ล่าช้ากว่าปกติ 24-72 ชั่วโมงเลยทีเดียว!

ดีเอสไอ แกะรอย กักตุนน้ำมัน ผ่านเรือ 11 ลำวิ่งผิดเส้นทาง

รายละเอียดที่น่าสนใจคือ เรือทั้ง 11 ลำเป็นเรือไทยทั้งหมด เริ่มจากรับน้ำมันที่โรงกลั่นในกรุงเทพฯ แหลมฉบัง ศรีราชา มาบตาพุด แล้วมุ่งหน้าลงใต้ แต่ระหว่างทางกลับมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น ลอยตัวนิ่งๆ ในน่านน้ำ หรือเบี่ยงเส้นทาง โดยเฉพาะช่วง 20-25 มี.ค. ก่อนราคาน้ำมันขึ้นในวันที่ 26 มี.ค. ชื่อบริษัทเจ้าของเรือยังอยู่ระหว่างขยายผล แต่เบื้องต้นพบว่าปริมาณน้ำมันต้นทาง-ปลายทางไม่ตรงกัน ศรชล. เคยตั้งข้อสังเกตว่าน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ตอนนี้ขยายเป็น 60 ล้านลิตรแล้ว

  • เรือ 11 ลำ วิ่ง 24 เที่ยว ในเดือนมี.ค.
  • น้ำมันเกี่ยวข้อง 60 ล้านลิตร
  • ล่าช้ากว่าปกติ 24-72 ชม. ต่อเที่ยว
  • เส้นทางผิดปกติ กลางทะเลสุราษฎร์ธานี
  • เข้าข่ายมาตรา 7, 10 กฎหมายค้าน้ำมัน

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติอื่นๆ เช่น คลังน้ำมันใหญ่ในสุราษฎร์ธานี ปทุมธานี ระยอง สมุทรสาคร ใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงผิดปกติ โดยเฉพาะหลังราคาขึ้น วันที่ 26-27 มี.ค. เดิมใช้ไม่เกิน 500 kW แต่พุ่งไป 1,600 kW! เพราะการสูบฉีดน้ำมันต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ แสดงว่ามีการเคลื่อนไหวน้ำมันหนัก แต่ไม่ยอมปล่อยขาย

背景กรณีและการขยายผลคดี

ทุกอย่างเริ่มจากบอร์ด กคพ. รับคดีพิเศษ เกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายค้าน้ำมัน จากความขัดแย้งตะวันออกกลาง แต่จริงๆ แล้วเป็นขบวนการซับซ้อน ส่งผลกระทบประชาชนหนัก ตำรวจ สตช. ร่วม DSI กรมธุรกิจพลังงาน พาณิชย์จังหวัด บุกตรวจโรงกลั่นย่อย คลังน้ำมัน 3 จังหวัด เมื่อ 8 เม.ย. จะตรวจใบขนส่ง ใบกำกับการเดินเรือ เปรียบเทียบตัวเลขทุกจุด เพื่อหาจุดรั่วไหล

หากพิสูจน์ได้ จะเข้าข่าย พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ มาตรา 25(5)(12) ประกอบ 30,31 โทษหนักแน่! การ ดีเอสไอ แกะรอย กักตุนน้ำมัน ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับปัญหาน้ำมันแพงที่กระทบประชาชน

ในมุมมองผม การกักตุนแบบนี้ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่ทำลายเศรษฐกิจฐานราก เพราะราคาน้ำมันขึ้น ผู้ใช้รถใช้เรือเดือดร้อนหมด คุณลองคิดดูสิ 60 ล้านลิตร ถ้าปล่อยขายปกติ จะช่วยลดภาระประชาชนได้แค่ไหน

เราควรติดตามคดีนี้ใกล้ชิด และสนับสนุนหน่วยงานรัฐให้คลี่คลายเร็วๆ หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม แชร์ในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ด้วยกัน!

ที่มา – ดีเอสไอ แกะรอยเจอแล้ว “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ใช้เรือ 11 ลำวิ่งผิดปกติ เร่งขยายผล

พบ 4 โรงกลั่นน้ำมันย่อยและคลังกักตุนน้ำมัน

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวนแบบนี้ ข่าวการพบ 4 โรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน อาจเข้าข่ายกักตุนน้ำมันยิ่งทำให้หลายคนกังวลใจ เพราะมันกระทบตรงถึงกระเป๋าตังค์ของเราเลยนะครับ ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2567 ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง DSI ตำรวจ กรมการค้าภายใน และกรมธุรกิจพลังงาน ได้แถลงผลปฏิบัติการตรวจสอบ 4 จุดใหญ่ในจังหวัดระยอง ปทุมธานี สมุทรสาคร และขอนแก่น พบความผิดปกติหลายอย่างที่เข้าข่ายกักตุนน้ำมันชัดเจน

พบ 4 โรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน อาจเข้าข่ายกักตุนน้ำมัน

ปฏิบัติการนี้มาจากคำสั่งนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้ตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยใช้ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานและหน่วยงานอื่นๆ ผลที่ได้คือพบพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงทำให้เกิดขาดแคลนน้ำมัน เช่น รถบรรทุกน้ำมันรับของจากคลังแต่ไม่ส่งปั๊ม หรือคลังใช้ไฟฟ้าผิดปกติช่วงราคาน้ำมันขึ้น พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เล่าว่าตรวจรถ 11,067 คัน พบ 1 เคสในอุดรธานีที่รถ 10 คันกักน้ำมัน 400,000 ลิตร แถมปั๊มแจ้งไม่มีของแต่จริงๆ มีรถส่ง ในระยองก็เจอคลังเก่าที่เคยเป็นปั๊ม ใช้ไฟพุ่งสูงผิดปกติ

รายละเอียดความผิดปกติในแต่ละพื้นที่

มาดูกันทีละจุดครับ ในระยอง พบโรงกลั่นขนาดย่อยที่เป็นผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 แต่ไม่จดทะเบียนครบถ้วน มีจำหน่ายน้ำมันทดแทนอุตสาหกรรมเกินกำหนด ยังรับจ้างขนส่งโดยไม่จดทะเบียนอีก ส่วนสมุทรสาคร โรงกลั่นเล็กผลิตดีเซล มีปั๊มในตัวแต่ไม่ขออนุญาต ถังเก็บเปลี่ยนวัตถุประสงค์ไม่แจ้ง เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างน้ำมันส่งแล็บตรวจด้วย ปทุมธานี คลังใช้ไฟฟ้าสูงผิดปกติช่วง 9-10 มี.ค. และ 26 มี.ค. ที่ราคาขึ้น ขอนแก่นก็เกี่ยวข้องกับรถเบี่ยงทาง

  • กวดขันการประวิงขนส่งทางทะเลจากโรงกลั่นกรุงเทพ แหลมฉบัง มาบตาพุด ไปคลังใหญ่
  • เข้มงวดคลังใหญ่ปฏิเสธขายให้ปั๊มปลายทาง
  • ปราบการขนน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI บอกว่าทุกกรณีอาจผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการฯ รวมถึงห้ามทำให้ราคาผันผวนโดยจงใจ จะเสนอบอร์ดคดีพิเศษพิจารณา นายวุฒิทัต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ย้ำโทษหนัก เช่น จำคุก 6 เดือน-2 ปี ปรับ 50,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นกับมาตรา

จากข้อมูลทั้งหมด จะขยายผลต่อ ตรวจคลัง 92 แห่ง รถทุกคัน และปั๊มทุกแห่ง เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ประชาชนอย่างเราต้องช่วยแจ้งเบาะแสด้วยนะครับ

ในมุมผมคิดว่าการกักตุนน้ำมันแบบนี้ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่ทำลายความเชื่อมั่นระบบพลังงานของประเทศ ส่งผลให้ราคาพุ่ง ประชาชนเดือดร้อน ลองนึกภาพปั๊มแห้งเหือดตอนเราต้องการใช้รถด่วนๆ สิครับ เจ้าหน้าที่ทำดีมากที่เร่งมือ หวังว่าจะจับตัวการใหญ่ได้หมด

คุณเคยเจอปั๊มน้ำมันขาดแคลนบ้างไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ทราบ เพื่อเฝ้าระวังกันนะครับ!

ที่มา – พบ 4 โรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน อาจเข้าข่ายกักตุนน้ำมัน

Scroll to top