ข่าววันนี้

“เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570

“เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570

สถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านกำลังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ล่าสุด “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอปัว พร้อมเสนอแนะแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการน้ำผ่านโครงการ “เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570 เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืนและตรงจุดมากที่สุด

จากการลงพื้นที่จริง นายณัฐพงษ์พบว่าเสียงสะท้อนจากชาวบ้านมีความต้องการให้รัฐบาลทบทวนโครงการปรับปรุงฝายธงน้อยใหม่ เนื่องจากรูปแบบเดิมอาจยังไม่ตอบโจทย์การป้องกันน้ำท่วมอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเขามองว่าการที่รัฐบาลกำลังเตรียมงบประมาณปี 2570 เป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการปรับแผนงาน

ทำไมต้องปรับแบบ “เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570?

ปัญหาหลักที่พบคือโครงการเดิมอาจไม่ได้เน้นการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมอย่างแท้จริง นายณัฐพงษ์จึงได้เสนอแนวทางสำคัญดังนี้:

  • ขยายฝายให้เต็มลำน้ำ: เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บและระบายน้ำให้รองรับมวลน้ำได้ดียิ่งขึ้นในช่วงฤดูฝน
  • เน้นการชลประทานมากกว่าไฟฟ้า: จากข้อมูลหน้างานพบว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่เหมาะสมต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า ดังนั้นการเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่การชลประทานจะช่วยให้เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรง
  • ปรับรูปแบบให้ทันสมัย: การใช้เทคโนโลยีและการออกแบบทางวิศวกรรมที่ถูกต้องจะช่วยลดผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากได้ดีกว่าการก่อสร้างรูปแบบเดิม

นายณัฐพงษ์ยังเน้นย้ำว่า “เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570 ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของจังหวัดน่านให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ในระยะยาว เพราะหากรัฐบาลยอมรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่และปรับแบบให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศจริง เชื่อว่าปัญหาซ้ำซากจะลดลงได้อย่างแน่นอน

ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน การออกมาเสนอแนะในครั้งนี้ถือเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบและผลักดันให้งบประมาณแผ่นดินถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เราหวังว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอแนะนี้ไปพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อคืนความสุขและสร้างความปลอดภัยให้กับชาวน่านทุกคน

ที่มา – “เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570

เทศบาลเมืองน่าน ประกาศฉบับที่ 1 เตือนชุมชนที่มีความเสี่ยง เก็บของให้พ้นน้ำท่วม

สวัสดีครับพี่น้องชาวน่านทุกท่าน สถานการณ์น้ำในบ้านเราตอนนี้ต้องบอกว่าไม่น่าไว้วางใจเลยครับ ล่าสุดทาง เทศบาลเมืองน่าน ประกาศฉบับที่ 1 เตือนชุมชนที่มีความเสี่ยง เก็บของให้พ้นน้ำท่วม อย่างเร่งด่วน หลังจากมีรายงานฝนตกหนักสะสมในหลายพื้นที่ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำสายหลักเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เทศบาลเมืองน่าน ประกาศฉบับที่ 1 เตือนชุมชนที่มีความเสี่ยง เก็บของให้พ้นน้ำท่วม

จากสถานการณ์ฝนที่ตกหนักกว่า 200 มิลลิเมตรในพื้นที่อำเภอปัว อำเภอสันติสุข และอำเภอแม่จริม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำในลำน้ำน่านและลำน้ำสาขา ทำให้เทศบาลเมืองน่านต้องออกมาแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมพร้อมรับมือกับมวลน้ำที่กำลังไหลหลากลงมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะชุมชนที่เคยประสบอุทกภัยหนักในปี 2549 และปี 2567 ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษครับ

มาตรการรับมือเมื่อเทศบาลเมืองน่าน ประกาศฉบับที่ 1 เตือนชุมชนที่มีความเสี่ยง เก็บของให้พ้นน้ำท่วม

การเตรียมตัวให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ เพื่อลดความเสียหายต่อทรัพย์สินและรักษาความปลอดภัยของคนในครอบครัว ทางเทศบาลแนะนำให้ชาวบ้านดำเนินการดังนี้ครับ:

  • เร่งขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้า และทรัพย์สินมีค่าขึ้นที่สูงให้พ้นระดับน้ำ
  • ย้ายรถยนต์และยานพาหนะไปจอดในพื้นที่ที่เทศบาลจัดไว้ให้ หรือในพื้นที่สูงที่ปลอดภัย
  • เคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กเล็ก ไปยังศูนย์พักพิงหรือบ้านญาติในพื้นที่ปลอดภัยทันที
  • สำหรับผู้ที่เลือกจะอยู่ในบ้านต่อ ต้องเตรียมเสบียง อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค และอุปกรณ์ให้แสงสว่าง เช่น ไฟฉายหรือเทียน ให้เพียงพออย่างน้อย 3 วัน

นอกจากนี้ ขอให้ทุกคนเตรียมโทรศัพท์มือถือให้มีแบตเตอรี่เต็มพร้อมใช้งานตลอดเวลา เพราะทางเทศบาลอาจมีการตัดกระแสไฟฟ้าในบางพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของผู้พักอาศัยครับ

สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านทุกคนผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยนะครับ การตื่นตัวและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดจะช่วยลดความสูญเสียได้มากครับ ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารจากทางเทศบาลและหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่องนะครับ

ที่มา – เทศบาลเมืองน่าน ประกาศฉบับที่ 1 เตือนชุมชนที่มีความเสี่ยง เก็บของให้พ้นน้ำท่วม

นายกฯ สั่งด่วนช่วย น้ำท่วมน่าน กำชับอาหารต้องมีคุณภาพ

สถานการณ์วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในจังหวัดน่านจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้เกิดเหตุการณ์ นายกฯ สั่งด่วนช่วย น้ำท่วมน่าน กำชับอาหารต้องมีคุณภาพ เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด แม้นายกรัฐมนตรีจะอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ประเทศออสเตรเลีย แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของพี่น้องชาวไทยในพื้นที่ภาคเหนือ

นายกฯ สั่งด่วนช่วย น้ำท่วมน่าน กำชับอาหารต้องมีคุณภาพ

เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้มีความรุนแรงจนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยต้องแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทีมงานบูรณาการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำถึงมาตรฐานของศูนย์พักพิงและคุณภาพอาหารเป็นพิเศษ ท่านได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่าการจัดการต้องมีประสิทธิภาพ ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยในอดีต โดยมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เพื่อบัญชาการเหตุการณ์ด้วยตนเอง

มาตรการเร่งด่วนเมื่อเกิด น้ำท่วมน่าน

รัฐบาลได้ประกาศให้จังหวัดน่านเป็นพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณเยียวยาได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านส่วนกลาง โดยมีแนวทางการช่วยเหลือดังนี้:

  • การจัดตั้งศูนย์พักพิง: ดูแลความปลอดภัยและสุขอนามัยของประชาชนที่อพยพ
  • อาหารและสิ่งของบรรเทาทุกข์: นายกฯ กำชับว่าอาหารต้องมีคุณภาพเพียงพอและเหมาะสม
  • การเยียวยาหลังน้ำลด: เตรียมแผนซ่อมแซมบ้านเรือนและจ่ายเงินเยียวยาหากน้ำท่วมขังเกิน 3 วัน

ความห่วงใยที่นายกฯ ส่งตรงจากออสเตรเลียสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง การทำงานแบบบูรณาการร่วมกับกองทัพและส่วนท้องถิ่นจะช่วยให้สถานการณ์ น้ำท่วมน่าน ครั้งนี้คลี่คลายลงโดยเร็วที่สุด เราเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ทำงานอย่างเสียสละและพี่น้องชาวน่านทุกครอบครัวครับ

ที่มา – นายกฯ สั่งด่วนจากออสเตรเลีย ช่วย “น้ำท่วมน่าน” กำชับดูแลศูนย์พักพิง-อาหารต้องมีคุณภาพ

ปชน. ไม่หนุนฟ้อง ม.112 ปมคลิปเสียงโกง สว. “ภคมน” จี้ กกต. เร่งส่งผู้ถูกกล่าวหาให้ศาล

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ “ภคมน หนุนอนันต์” โฆษกพรรคประชาชน ออกมาแถลงจุดยืนที่ชัดเจนต่อกรณีที่มีข้อครหาเกี่ยวกับคดีโกง สว. โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง ปชน. ไม่หนุนฟ้อง ม.112 ปมคลิปเสียงโกง สว. “ภคมน” จี้ กกต. เร่งส่งผู้ถูกกล่าวหาให้ศาล ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

ปชน. ไม่หนุนฟ้อง ม.112 ปมคลิปเสียงโกง สว. “ภคมน” จี้ กกต. เร่งส่งผู้ถูกกล่าวหาให้ศาล

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยคุณภคมนได้อธิบายว่า ทางพรรคประชาชนไม่ได้ต้องการให้ประชาชนไปฟ้องร้องดำเนินคดีตามมาตรา 112 แต่อย่างใด แต่สิ่งที่พรรคต้องการสื่อสารคือความย้อนแย้งของการใช้กฎหมายในปัจจุบัน ซึ่งมักจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งทางการเมืองเสียมากกว่า การที่พรรคตั้งคำถามถึงมาตรฐานนั้น เป็นเพราะต้องการให้สังคมเห็นถึงระบบนิติสงครามที่บิดเบี้ยว

เหตุผลที่พรรคประชาชนคัดค้านการใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง

สำหรับประเด็นที่ว่า ทำไม ปชน. ไม่หนุนฟ้อง ม.112 ปมคลิปเสียงโกง สว. “ภคมน” จี้ กกต. เร่งส่งผู้ถูกกล่าวหาให้ศาล นั้น คุณภคมนได้ขยายความให้ชัดเจนขึ้นในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • กฎหมายมาตรา 112 เปิดช่องให้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษได้ง่ายเกินไป ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการนำไปใช้เป็นอาวุธทำลายฝ่ายตรงข้าม
  • มาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายมีความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเมื่อมีการนิ่งเฉยในกรณีที่ฝั่งอำนาจเดียวกันเป็นฝ่ายกระทำผิด
  • พรรคประชาชนยึดมั่นในหลักการที่ว่ากฎหมายต้องไม่ถูกนำมาใช้เพื่อการกลั่นแกล้ง หรือตัดสิทธิทางการเมืองของใครก็ตาม

ในส่วนของคลิปเสียงที่ปรากฏเป็นข่าวดัง ซึ่งมีการอ้างถึง “ข้างบน” นั้น ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่งในกระบวนการสรรหา สว. ซึ่งทางพรรคมองว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการตามกฎหมายได้แล้ว ดังนั้นการที่องค์กรอิสระอย่าง กกต. ยังคงประวิงเวลาอยู่นั้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในสายตาของประชาชน

ท้ายที่สุดแล้ว พรรคประชาชนยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่ กกต. ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการส่งผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิสูจน์ความจริง การปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีความคืบหน้าจะยิ่งกัดกินความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อองค์กรอิสระให้หมดไป หาก กกต. ต้องการกอบกู้ศรัทธากลับคืนมา การเร่งทำคดีนี้ให้เป็นบรรทัดฐานที่โปร่งใสคือสิ่งจำเป็นที่สุด ไม่ใช่การปล่อยให้กฎหมายบางมาตราถูกนำมาใช้อย่างไม่เป็นธรรมจนสังคมตั้งคำถามครับ

ที่มา – ปชน. ไม่หนุนฟ้อง ม.112 ปมคลิปเสียงโกง สว. “ภคมน” จี้ กกต. เร่งส่งผู้ถูกกล่าวหาให้ศาล

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อมีการประกาศว่าสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วมประจำปีลงอย่างกะทันหัน จากเดิมที่แผนการซ้อมรบรายการ Ulchi Freedom Shield (UFS) จะสิ้นสุดในวันที่ 27 สิงหาคม แต่กลับถูกร่นเวลาให้จบลงในวันที่ 21 สิงหาคมเท่านั้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากคำสั่งตรงจากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการลดความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี

เบื้องหลังการตัดสินใจที่น่าสนใจ

สาเหตุหลักที่ทำให้สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วมในครั้งนี้ มาจากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการชูประเด็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยทรัมป์มองว่าการซ้อมรบขนาดใหญ่อาจถูกตีความว่าเป็นท่าทีที่ไม่เป็นมิตร และอาจทำลายบรรยากาศการเจรจาที่เขากำลังพยายามรักษาไว้ ซึ่งในมุมมองของทรัมป์ การให้เกียรติซึ่งกันและกันเป็นกุญแจสำคัญสู่สันติภาพ

  • กองทัพเกาหลีใต้จำเป็นต้องปรับแผนปฏิบัติการใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายของสหรัฐฯ
  • เกาหลีเหนือยังคงแสดงท่าทีไม่พอใจ โดยระบุว่าการซ้อมรบคือภัยคุกคามและเป็นการเตรียมบุกประเทศ
  • ปัจจุบันสหรัฐฯ ยังคงมีกำลังทหารประจำการในเกาหลีใต้กว่า 28,500 นาย เพื่อรักษาความสงบ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าฝ่ายสหรัฐฯ และเกาหลีใต้จะยืนยันว่าการฝึกซ้อมเป็นการป้องกันประเทศตามปกติ แต่การที่สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วมก็สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของนโยบายส่วนบุคคลที่มีต่อความมั่นคงในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี

ในความเห็นของผม สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีถือเป็นหมากรุกกระดานใหญ่ที่ต้องอาศัยทั้งชั้นเชิงทางการทูตและความพร้อมทางทหาร การรักษาสมดุลระหว่างการรักษาความสัมพันธ์กับผู้นำเกาหลีเหนือและการปกป้องพันธมิตรในภูมิภาคไม่ใช่เรื่องง่าย หากการลดขนาดการซ้อมรบครั้งนี้สามารถนำไปสู่การเจรจาที่ยั่งยืนได้ ก็นับเป็นก้าวสำคัญ แต่หากเป็นเพียงภาพลวงตาทางการเมือง เราอาจต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงในอนาคต

ที่มา – สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด โวสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน

ปูตินพบ มิน อ่อง หล่าย กระชับสัมพันธ์รัสเซีย-เมียนมา

ปูตินพบ มิน อ่อง หล่าย กระชับสัมพันธ์รัสเซีย-เมียนมา

กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังจับตามองอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้เปิดทำเนียบต้อนรับ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อหารือถึงการเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางกระแสการกดดันจากชาติตะวันตก การพบปะครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้นขึ้น โดยเฉพาะในมิติของความมั่นคงและเศรษฐกิจที่รัสเซียพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ในการหารือครั้งสำคัญนี้ ปูตินพบ มิน อ่อง หล่าย กระชับสัมพันธ์รัสเซีย-เมียนมา เพื่อวางรากฐานความร่วมมือระยะยาว ทั้งในด้านการเมืองการปกครอง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ โดยประเด็นที่ถูกหยิบยกมาเป็นไฮไลท์คือเรื่องพลังงาน ซึ่งรัสเซียมีความเชี่ยวชาญและต้องการเข้าไปมีบทบาทสำคัญในเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การพัฒนาโรงกลั่นน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางเรือ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมียนมาให้ก้าวไปข้างหน้า

โอกาสทองของการกระชับมิตรภาพระดับยุทธศาสตร์

นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว ทั้งสองผู้นำยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือทางทหารและการฝึกซ้อมรบร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ปูตินพบ มิน อ่อง หล่าย กระชับสัมพันธ์รัสเซีย-เมียนมา นั้นไม่ใช่แค่การหารือฉาบฉวย แต่เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยรัสเซียยังคงสถานะการเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ให้กับเมียนมาต่อเนื่อง และยังขยายขอบเขตไปถึงด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และสาธารณสุขอีกด้วย

การพบกันครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 7 ของทั้งสองผู้นำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดทางนโยบายต่างประเทศ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ความร่วมมือด้านพลังงาน: การส่งเสริมการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโครงการพลังงานสะอาด
  • ความมั่นคงทางทหาร: การซ้อมรบร่วมและการสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์
  • การพัฒนาเศรษฐกิจ: การลงทุนในท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
  • การแลกเปลี่ยนทางสังคม: การส่งเสริมการท่องเที่ยวและสาธารณสุขระหว่างกัน

ในมุมมองของเรา นี่คือหมากเกมสำคัญที่เมียนมาพยายามใช้เป็นเกราะป้องกันทางอ้อมจากการถูกโดดเดี่ยวโดยโลกตะวันตก การจับมือกับมหาอำนาจอย่างรัสเซียอาจช่วยให้รัฐบาลทหารเมียนมามีอำนาจต่อรองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประชาคมโลกคงต้องเฝ้าดูต่อไปว่า การเดินเกมกระชับความสัมพันธ์ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปในทิศทางใด

ที่มา – ปูตินพบ “มิน อ่อง หล่าย” เดินหน้ากระชับสัมพันธ์ รัสเซียหนุนพลังงาน-ทหารเมียนมา

2 นายกฯ ออสเตรเลีย-ไทย แถลงข่าวร่วม ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน

2 นายกฯ ออสเตรเลีย-ไทย แถลงข่าวร่วม ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน

ถือเป็นข่าวใหญ่และก้าวสำคัญในเวทีโลก เมื่อนายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ร่วมกันแถลงข่าวหลังการหารือทวิภาคีเต็มคณะ ณ กรุงแคนเบอร์รา ซึ่งการเยือนครั้งนี้ถือว่ามีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเยือนระดับผู้นำในรอบ 14 ปี ที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นขึ้นไปอีกขั้น โดยทั้งคู่ได้ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน เพื่อสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งร่วมกันในอนาคต

รายละเอียดการหารือ: 2 นายกฯ ออสเตรเลีย-ไทย แถลงข่าวร่วม ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน

ในการพบปะกันครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาความท้าทายในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติของทั้งสองประเทศ เพื่อจัดการกับเครือข่ายยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการตั้งเป้าหมายในการยกระดับความมั่นคงในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกผ่านการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมทุกสองปีอีกด้วย

นอกเหนือจากเรื่องความมั่นคงแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสนับสนุนให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD อย่างเต็มตัว
  • การกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจเชิงลึก เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด
  • การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีผ่านความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพของออสเตรเลีย
  • การเสริมสร้างความเข้มแข็งในระดับอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

การที่ 2 นายกฯ ออสเตรเลีย-ไทย แถลงข่าวร่วม ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงมิตรภาพที่ดี แต่ยังเป็นการปูทางสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้าให้สมเกียรติและมีความหมายยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีไทยยังได้ชื่นชมความสัมพันธ์ที่อบอุ่นระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และขอบคุณออสเตรเลียที่พร้อมสนับสนุนไทยในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์

ในมุมมองส่วนตัว การยกระดับความสัมพันธ์ครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับประเทศไทย เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องการลงทุนและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีเท่านั้น แต่การจับมือกันแก้ปัญหาแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติยังเป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยเฝ้ารอคอย และหวังว่าความร่วมมือนี้จะสามารถลดปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

ที่มา – 2 นายกฯ ออสเตรเลีย-ไทย แถลงข่าวร่วม ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน

NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

เชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยว่าเมื่อขยะอวกาศหรือชิ้นส่วนจรวดตกลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? ล่าสุด องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเผยภาพหลักฐานชิ้นสำคัญ นั่นคือ NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากชิ้นส่วนจรวดล่องลอยอยู่ในอวกาศมานานกว่าหนึ่งปีเต็ม

NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

การบันทึกภาพในครั้งนี้ดำเนินการโดยยานสำรวจดวงจันทร์ Lunar Reconnaissance Orbiter (LRO) ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ที่มีความแม่นยำสูงมาก โดย NASA ได้นำภาพก่อนและหลังการชนมาเปรียบเทียบให้เห็นกันชัดๆ ทำให้เราได้เห็นสภาพพื้นผิวที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยชิ้นส่วนจรวด Falcon ได้พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยความเร็วสูงถึง 8,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว

เปิดรายละเอียดการปะทะและสภาพหลุมที่เกิดขึ้น

จากการวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์พบว่า แรงกระแทกจากการตกครั้งนี้ได้สร้างร่องรอยไว้ดังนี้:

  • ขนาดของหลุม: แรงกระแทกทำให้เกิดหลุมที่มีความกว้างประมาณ 18 เมตร และมีความลึกไม่ถึง 3 เมตร
  • ลักษณะร่องรอย: ปรากฏริ้วสีเข้มและสีสว่างแผ่ออกมาคล้ายรูปทรงปีกผีเสื้อ ซึ่งเกิดจากการที่วัสดุใต้พื้นผิวถูกขุดขึ้นมาและเหวี่ยงออกไปโดยรอบ

เหตุการณ์ NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จในการบันทึกภาพจากยาน LRO เท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญให้กับภาคเอกชนในการวางแผนภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต เพราะชิ้นส่วนเหล่านี้เคยใช้ในภารกิจส่งยานลงจอดพร้อมอุปกรณ์ทดลองและรถสำรวจขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจอวกาศโดยฝีมือมนุษย์

แม้ว่าการทิ้งชิ้นส่วนจรวดจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่การได้รับชมภาพถ่ายที่ชัดเจนเช่นนี้ช่วยให้เราเข้าใจพลศาสตร์ของพื้นผิวดวงจันทร์ได้ดียิ่งขึ้น ยาน LRO ซึ่งทำหน้าที่โคจรรอบดวงจันทร์มาตั้งแต่ปี 2009 ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการรวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการส่งนักบินอวกาศกลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งในภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เตือนให้เราเห็นว่าแม้แต่วัตถุที่สร้างโดยมนุษย์ก็สามารถทิ้งรอยเท้าไว้บนดวงจันทร์ได้ยาวนาน การศึกษาหลุมอุกกาบาตหรือรอยหลุมที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์แบบนี้ จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เรียนรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของดินและหินดวงจันทร์ได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขุดเจาะเอง นี่คือเสน่ห์ของการสำรวจอวกาศที่เต็มไปด้วยความบังเอิญและวิทยาศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นครับ

ที่มา – NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน

ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังวางแผนจะมีบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง คงเคยมีความกังวลใจไม่น้อยเกี่ยวกับปัญหาเรื่องสัญญาหรือความไม่เรียบร้อยของโครงการ วันนี้มีข่าวดีมาฝากสำหรับใครที่กำลังเจอปัญหาเดียวกัน เพราะล่าสุดมีการขยับตัวครั้งใหญ่จากภาครัฐที่เข้าช่วยเหลือผู้บริโภคจนสามารถ ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน ได้สำเร็จ ถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคอย่างเราไม่ได้ถูกทอดทิ้งครับ

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความใส่ใจของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ สคบ. เร่งรัดจัดการปัญหาความไม่เป็นธรรมในสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมักจะเป็นภาระก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนทำงาน โดยผลจากการไกล่เกลี่ยในครั้งนี้ครอบคลุมห้องชุดหลายรายการ ทั้งปัญหาสภาพห้องชำรุดและกรณีสินเชื่อไม่ผ่าน ซึ่งทางผู้ประกอบการต้องคืนเงินให้ผู้บริโภคตามสิทธิ์ที่มี

สรุปผลการดำเนินการของ สคบ. ที่ช่วยผู้บริโภค

สำหรับเคสที่ได้รับการแก้ไขจนได้ข้อยุติในครั้งนี้ ถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีมาก โดยแบ่งกรณีหลักๆ ได้ดังนี้:

  • กรณีห้องชุดชำรุด: ผู้ซื้อตรวจพบปัญหาน้ำรั่ว รอยร้าว และระบบน้ำอุ่นใช้งานไม่ได้ ทางโครงการยอมคืนเงินให้กว่า 7.7 ล้านบาท
  • กรณีสินเชื่อไม่ผ่าน: ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเดิมหรือการโอนสิทธิ์ ผู้ซื้อที่กู้ไม่ผ่านก็มีสิทธิ์ได้รับเงินคืน ซึ่ง สคบ. สามารถเจรจาจนคืนเงินรวมกันไปหลายแสนบาท

การ ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าหากเรามีหลักฐานที่ครบถ้วน การเจรจาไกล่เกลี่ยโดย สคบ. เป็นช่องทางที่ทรงพลังมาก เพราะไม่ต้องเสียเวลาฟ้องร้องให้ยืดเยื้อ เพียงแค่เตรียมสัญญา ใบเสร็จ และภาพถ่ายความเสียหายให้พร้อม ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นเยอะครับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่กำลังมองหาโครงการใหม่ หรืออยู่ในระหว่างการดำเนินการ อย่าลืมตรวจสอบสัญญาให้เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา หากพบความไม่เป็นธรรม ให้รีบติดต่อ ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน ผ่านช่องทางสายด่วน 1166 หรือแอป OCPB Connect ได้ทันที

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า การซื้ออสังหาริมทรัพย์คือการตัดสินใจครั้งใหญ่ อย่าปล่อยให้ความผิดพลาดของโครงการมาเป็นภาระที่คุณต้องแบกรับไว้เพียงฝ่ายเดียว สิทธิ์ของคุณมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ครับ หากใครเจอปัญหา อย่าเงียบหายไป ร้องเรียนเถอะครับเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับปรุงและรับผิดชอบ เพื่อมาตรฐานที่ดีของวงการอสังหาฯ ไทยในอนาคต

ที่มา – ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน ปมห้องชุดชำรุด-กู้ไม่ผ่าน

Scroll to top