ข่าวในกระแส

ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน

ผอ.พรรคประชาธิปัตย์-กรรมการบริหาร-โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงยัน “เฉลิมชัย” ลาออกเพราะปัญหาสุขภาพ ปัดขัดแย้ง “เดชอิศม์” ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน พร้อมจัดทัพลุยเลือกตั้งใหญ่

วันที่ 13 กันยายน 2568 นางสาวเจนจิรา รัตนเพียร โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายธนิตพล ไชยนันทน์ ผู้อำนวยการพรรค และนายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด กรรมการบริหารพรรค แถลงข่าวกรณีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค

นางสาวเจนจิรา กล่าวว่านายเฉลิมชัย ยื่นใบลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเรียบร้อยแล้ว โดยมอบให้นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ประธาน สส.และรองหัวหน้าพรรคดำเนินการปฏิบัติหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคแทนตามข้อบังคับพรรค โดยให้เหตุผลในการลาออกว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ เกรงว่าจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ โดยพรรคจะดำเนินการตามระเบียบต่อไปว่าจะต้องมีการจัดประชุมใหญ่เลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ขึ้นมาภายใน 60 วัน

นางสาวเจนจิรา ยืนยันว่าไม่ได้มีความขัดแย้งภายในระหว่างหัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรค เนื่องจากเป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว เร็ว ๆ นี้ก็มีการไปรับประทานข้าวด้วยกัน ตนเองอยู่ในเหตุการณ์ก็เห็นว่าเป็นปกติอยู่ ไม่น่าจะใช่สาเหตุในการลาออกจากหัวหน้าพรรค ส่วนการนัดประชุมเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ยังไม่มีการนัด เพราะเป็นเหตุกะทันหัน ไม่มีใครทราบว่านายเฉลิมชัยได้ไปยื่นใบลาออกแล้ว

เมื่อถามว่า การลาออกของนายเฉลิมชัย ไม่ได้พูดคุยกับใครใช่หรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่าเป็นจังหวะที่มีการตั้งรัฐบาล เป็นวิกฤตทางการเมืองของประเทศหลังจากที่เกิดเรื่อง เป็นช่วงที่พวกเราเหมือนเบา ๆ ลง เนื่องจากเรื่องจบหมดแล้วก็ไม่ได้พูดคุยกัน ตนเองและพรรคก็มาดูเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนตกลงกันไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งภายใน 4 เดือน เราจึงมีการเตรียมการเลือกตั้งจนกระทั่งเมื่อวานนี้ทราบข่าวจากเอกสาร จึงยังไม่ได้มีการพูดคุยกันกับนายเฉลิมชัย

ส่วนกรณีที่หัวเรือใหญ่ออกจะสร้างแรงกระเพื่อมให้ภายในพรรคหรือไม่ และจะเตรียมการเลือกตั้งทันภายใน 4 เดือนหรือไม่ นายธนิตพล ยืนยันว่า ทัน เราเลือกตั้งหัวหน้าพรรคกันมาหลายคนแล้ว จึงเป็นเรื่องปกติ พรรคเตรียมความพร้อมไว้พอสมควร การลาออกของนายเฉลิมชัยเป็นเรื่องปกติ เมื่อถามว่าเสียใจหรือไม่ก็นิดหนึ่ง หมดกำลังใจหรือไม่ ไม่มี เพราะถือว่าทุกคนยึดพรรคเป็นหลัก คนที่จะมาบริหารงานต่อก็จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าเป็นการลาออกเพื่อล้างไพ่หรือไม่ นางสาวเจนจิรา กล่าวว่าจากการที่ได้ถามท่าน ท่านเล่าให้ฟังตามตรงว่าท่านมีปัญหาด้านสุขภาพจริง ๆ เกรงว่าพอใกล้เลือกตั้งจะทำหน้าที่ได้ไม่เต็มความสามารถ จึงตัดสินใจลาออกก่อนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ตามกระแสโซเชียลมีเดียบอกว่าหักล้างไพ่เลือดเก่าอาจจะกลับมาและเรียกศรัทธาได้นั้น ไม่ว่าเลือดเก่าเลือดใหม่ พรรคประชาธิปัตย์มีความสามารถเป็นเรื่องดีที่คนเก่า ๆ เข้ามาช่วยฟื้นฟูนำทัพ หรือดำเนินการก้าวหน้าไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว

ทั้งนี้กรณีคนที่ลาออกไปแล้วจะมาชิงหัวหน้าพรรค สามารถเข้ามาได้เลยหรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่า หากจะกลับเข้ามาต้องทำตามกระบวนการ ต้องสมัครสมาชิกพรรค เมื่อเป็นสมาชิกพรรคก็มีสิทธิ์ทุกอย่าง ส่วนจะติดเงื่อนไขในการเป็นสมาชิก 5 ปี ตามข้อบังคับพรรคหรือไม่ ตอนนี้เหลือ 2 ปีแล้ว ตามข้อบังคับพรรค กำหนดเงื่อนไขไว้ 2 ข้อ ได้แก่ 1. ผู้สมัครกรรมการบริหารพรรคต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ 2. ต้องเป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 2 ปีติดต่อกัน โดยเงื่อนไขนี้ สามารถลงมติยกเว้นได้เหมือนกับกรณีของนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และนางสาววทันยา บุนนาค อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะมีการกำหนดวันเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ในเร็ววันนี้

ขณะนี้มีคนมองไปถึงชื่อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช ถือเป็นตัวเลือกที่ดีใช่หรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่าเป็นหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ เพราะเรารอให้มีการประชุมใหญ่ซึ่งจะต้องมีการจัดใน 60 วัน หลังจากนั้นหากมีใครเสนอชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก็ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นเรื่องของที่ประชุมตอบแทนไม่ได้

นายธนิตพล ยอมรับว่ากังวล สส.ไหลออกใกล้เลือกตั้ง ซึ่งเป็นทุกสมัย ทุกพรรคมี สส.ไหลออกช่วงใกล้เลือกตั้ง ส่วนกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มีการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ยึดอุดมการณ์จะไม่มีวันตาย และขอให้นายชวน หลีกภัย กลับมานั้น นายเทพไทไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว การวิเคราะห์ของนายเทพไทเป็นการวิเคราะห์ของคนนอก

“แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อยากให้กำลังใจสมาชิกทุกคน รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาในอนาคต จะร่วมกันยึดในอุดมการณ์เดิม และเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป โดยไม่ต้องกังวล”

ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน

ความเคลื่อนไหวล่าสุด: ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน จริงหรือไม่?

สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นที่จับตามอง หลังจากที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างกะทันหัน ท่ามกลางกระแสข่าวลือต่างๆ นานา ผู้นำพรรคหลายคนได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าการลาออกเป็นเหตุผลด้านสุขภาพ และปฏิเสธความขัดแย้งภายในพรรค แต่สิ่งที่หลายคนให้ความสนใจคือความเป็นไปได้ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี อาจจะกลับคืนสู่พรรคอีกครั้ง เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากทางพรรค ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

การลาออกของนายเฉลิมชัยและการที่ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน ส่งผลกระทบต่อพรรคอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของกำลังใจของสมาชิกพรรค หรือการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง อย่างไรก็ตาม ทางพรรคยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป และจะมีการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ภายใน 60 วัน

การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ และอาจจะนำมาซึ่งความหวังใหม่ๆ ให้กับพรรค แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสามัคคีภายในพรรค หรือการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา – ประชาธิปัตย์ อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน ยัน “เฉลิมชัย” ลาออกปัดขัดแย้ง “เดชอิศม์”

เช็กเลย! คนละครึ่งอนุทิน เงื่อนไขล่าสุด สิทธิที่ต้องรู้

เช็กเงื่อนไขใหม่ “คนละครึ่งอนุทิน” ได้เท่าไร เพิ่มสิทธิให้ “กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้” เป็นรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนออก 40% คาดได้ใช้เร็วสุด ในเดือนตุลาคม 2568 นี้

หลังจากที่มีกระแสข่าว รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำโครงการ “คนละครึ่ง” มาปัดฝุ่นใช้อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ทำให้สังคมต่างให้ความสนใจและจับตากันเป็นจำนวนมากว่า “คนละครึ่งอนุทิน” ในเวอร์ชั่นที่มีการอัปเกรด หรือมีชื่อเรียกว่า “คนละครึ่งพลัส” จะมีเงื่อนไขหรือรูปแบบอะไร ที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง

ทั้งนี้ ทางด้าน “กระทรวงการคลัง” ได้ออกมายืนยันแล้วว่า มีความพร้อมที่จะทำโครงการคนละครึ่งได้ทันที หากมีนโยบายออกมาชัดเจน เพราะขณะนี้มีความพร้อมทั้งในส่วนระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน โดยคาดการณ์ว่าเริ่มใช้ได้เร็วสุดในเดือนตุลาคม 2568 นี้

อัปเดตโครงการ คนละครึ่ง 2568 คาดได้เร็วสุด ต.ค. นี้

สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความเร็วในการแถลงนโยบายจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ด้วย หากแถลงนโยบายแล้วสามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งจะจบ 30 กันยายนนี้ หากหลังจากนั้นจะต้องไปใช้งบประมาณปี 2569

ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ตอบคำถามไว้ว่า “โครงการคนละครึ่งจะได้ใช้เร็วสุดเมื่อไรนั้น คิดว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์ หลังจากมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ระยะเวลาจะตามที่ปลัดกระทรวงการคลังได้พูดไว้”

เช็กเงื่อนไขใหม่ “คนละครึ่งอนุทิน” ได้เท่าไร

ก่อนหน้านี้ “คนละครึ่ง” คือโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ 50% โดยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ

แต่สำหรับ “คนละครึ่งอนุทิน” เวอร์ชันใหม่ที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอ และนายกฯ อนุทิน ไฟเขียว คือการเพิ่มสิทธิพิเศษให้ผู้เสียภาษีเงินได้ ดังนี้

  • กลุ่มคนทั่วไป (นอกระบบภาษี) : รัฐช่วย 50% ประชาชนออก 50%
  • กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้ : รัฐช่วย 60% ประชาชนออก 40%

โดย นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่ จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคนในอัตรา 50:50 แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีจะได้รับการสนับสนุนในอัตราที่สูงกว่า อาจอยู่ที่ 60:40

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิมากกว่า คือผู้ที่อยู่ในระบบภาษี หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เสียภาษีจริงกับรัฐเท่านั้น โดยเงื่อนไขการใช้จ่ายเบื้องต้นจะไม่แตกต่างจากโครงการเดิมมากนัก แต่อาจมีลูกเล่นใหม่เพิ่มเติมให้น่าสนใจมากขึ้น ส่วนวงเงินการใช้จ่ายต่อวันและวงเงินรวมของโครงการยังไม่ได้ข้อสรุป

เมื่อถามเรื่อง การเพิ่มวงเงินต่อวัน จาก 150 บาท เป็น 200 ได้หรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยได้ตอยคำถามไว้ว่า “ต้องแลกกัน หากวงเงินเพิ่มขึ้น สิทธิก็จะลดลง หรืออาจจะต้องหางบประมาณมาเพิ่ม จะต้องดูอีกที”

วิธีลงทะเบียนใช้สิทธิ “คนละครึ่งอนุทิน” ปี 2568

สำหรับโครงการคนละครึ่ง ที่ผ่านมา จะเปิดให้ประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ตามวันและเวลาที่กำหนด

เมื่อลงทะเบียนผ่านแล้ว ให้ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน ดังนี้

  • ประชาชน ติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อใช้จ่าย
  • ร้านค้า ติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อรับชำระเงินจากการขายสินค้า
  • ประชาชนจะต้องใช้จ่ายเงิน ภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ตนได้รับ SMS แจ้งรับสิทธิหรือวันที่เปิดให้เริ่มใช้จ่ายตามโครงการ
  • ภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ ตามเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ โดยในรอบก่อนคือ 50% ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน
  • ไม่หักสิทธิ หากใช้ไม่หมดในแต่ละวัน โดยระบบจะคืนสิทธิที่ไม่ได้ใช้เข้ายอดรวมของผู้ได้รับสิทธิ และจะคำนวณสิทธิใหม่ในเวลา 06.00 น. ของทุกวัน
  • ใช้สิทธิได้ที่ร้านค้าที่ร่วมโครงการฯ เท่านั้น
  • สามารถใช้สิทธิ “คนละครึ่ง” ได้เวลา 06.00-23.00 น. ไม่สามารถใช้สิทธินอกเวลาดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งอนุทิน ปี 2568 นั้น มีการเพื่มเติมเงื่อนไขใหม่สำหรับ “กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้” ซึ่งยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป

จับตาดูรายละเอียดโครงการ “คนละครึ่งอนุทิน” ให้ดี เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลมอบให้ หากมีข่าวสารอัปเดตเพิ่มเติม เราจะรีบมาแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ที่มา – เช็กเงื่อนไข “คนละครึ่งอนุทิน” ได้เท่าไร เปิดขั้นตอนลงทะเบียนใช้สิทธิ

เปิดประวัติ “ศศิธร กิตติธรกุล” ว่าที่ รมช.มหาดไทย

เจาะลึกประวัติ “ศศิธร กิตติธรกุล” ลูกสาว “โกหงวน” ผู้มีญาติเป็น สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ตัวเต็งว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในครม.อนุทิน 1

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 มีรายงานว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับการยืนยันแล้วว่าเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยมีการอัปเดตว่า น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ประวัติ ศศิธร กิตติธรกุล

สำหรับ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล มีชื่อเล่นว่า ก้อย เป็นบุตรสาวของ นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ หรือ “โกหงวน” และเป็นญาติของ นายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย คนกระบี่มักเรียกเธอว่า นายกก้อย เพราะเคยดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ส่วนการศึกษา จบปริญญาตรีที่ Louisiana State University ในสาขา B.S. International Trade and Finance ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ University of La Verne ในสาขา MBA. In Supply Chain Management ที่สหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเขตพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เคยดำรงตำแหน่งอดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรรมการวิทยาเขตผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่ และกรรมการในจังหวัดกระบี่ อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งเลขานุการนายกสมาคมแม่บ้านองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ รวมถึงเป็นคณะทำงานอีกหลายคณะ เช่น คณะทำงานติดตามประเมินการประกอบกิจการและวิถีชีวิตของประชาชนระดับจังหวัด เพื่อศึกษามาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรค คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคจังหวัดกระบี่ (ศปก.ก.กบ.) และคณะทำงานการควบคุมกำกับการดำเนินงาน Big Cleaning Week จังหวัดกระบี่

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน ชื่อของ ศศิธร กิตติธรกุล ก็ได้ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

เส้นทางการเมืองที่น่าจับตาของ ศศิธร กิตติธรกุล

การก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล ถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของเธอ ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมา ทั้งในด้านการบริหาร การท่องเที่ยว และการทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชน ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่าเธอจะสามารถนำความรู้ความสามารถมาพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงมหาดไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การที่ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ยังเป็นที่น่าจับตามองว่าเธอจะสามารถนำแนวคิดและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการได้อย่างไร เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

การเข้ารับตำแหน่งของ น.ส.ศศิธร ไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จส่วนตัว แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้พิสูจน์ศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการบริหารประเทศ

ศศิธร กิตติธรกุล จะสามารถนำพาความเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้ามาสู่กระทรวงมหาดไทยและประเทศไทยได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – ประวัติ “ศศิธร กิตติธรกุล” ว่าที่ รมช.มหาดไทย ในครม.อนุทิน 1

อนุชาโพสต์ภาพ อภิสิทธิ์ เขตวัฒนา ปชป.

“อนุชา บูรพชัยศรี” โพสต์ภาพรวมศิษย์เก่าพรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์” ร่วมเฟรมอดีต สส. และผู้สมัคร เขตวัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมบรรยายสั้นๆ ว่า “กลับมาเจอกัน” ภาพนี้สร้างความสนใจในแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 นายอนุชา บูรพชัยศรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้โพสต์ภาพที่ระลึกร่วมกับบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายท่าน ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสามารถ มะลูลีม สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ นายยุพ นานา อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ ร.ต.อ. พงศกร ขวัญเมือง อดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมข้อความสั้นๆ ที่ระบุว่า “กลับมาเจอกันในงานพื้นที่ที่เคยเป็น สส. เขตกันมาก่อน”

การปรากฏตัวของอดีต สส. และอดีตผู้สมัคร สส. เขตวัฒนา-คลองเตย พรรคประชาธิปัตย์ ในงานเดียวกันนี้ ทำให้เกิดคำถามถึงนัยยะทางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากบุคคลเหล่านี้เคยมีบทบาทสำคัญในการทำงานการเมืองในพื้นที่ดังกล่าว แม้ว่ายังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีบุคคลใดบ้างที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงาน แต่การรวมตัวของบุคคลเหล่านี้ก็เป็นที่จับตามอง

การกลับมารวมตัวกันของอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับพื้นที่เขตวัฒนานี้ สร้างความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง หลายคนตั้งคำถามว่าการรวมตัวนี้มีความหมายทางการเมืองหรือไม่ และจะส่งผลต่อการเมืองในอนาคตอย่างไรอนุชาโพสต์ภาพ อภิสิทธิ์ เขตวัฒนา ปชป.

การโพสต์ภาพดังกล่าวของนายอนุชา บูรพชัยศรี ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก หลายคนต่างวิเคราะห์ถึงความหมายและนัยยะที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่การเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

การที่อดีตผู้สมัคร สส. และอดีต สส. เขตวัฒนา มารวมตัวกันอีกครั้ง ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือความร่วมมือทางการเมืองเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการรวมตัวครั้งนี้

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบุคคลที่ปรากฏในภาพ:

  • นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
  • นายอนุชา บูรพชัยศรี: สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ
  • นายสามารถ มะลูลีม: สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ
  • นายยุพ นานา: อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
  • ร.ต.อ. พงศกร ขวัญเมือง: อดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์

ทำไมการรวมตัวของคนเขตวัฒนาครั้งนี้ถึงสำคัญ?

การรวมตัวของบุคคลเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจาก:

  • พวกเขามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำงานการเมืองในพื้นที่เขตวัฒนา
  • พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนในพื้นที่
  • พวกเขาสามารถรวมตัวกันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

อนาคตของการเมืองในเขตวัฒนาจะเป็นอย่างไรต่อไป เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่แน่นอนคือการรวมตัวของอดีต สส. และผู้สมัคร สส. ในครั้งนี้ได้สร้างความสนใจและกระตุ้นให้เกิดการวิเคราะห์ทางการเมืองอย่างกว้างขวาง

การที่นายอนุชา บูรพชัยศรี โพสต์ภาพนี้อาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างทางการเมือง หรืออาจเป็นเพียงการรวมตัวของเพื่อนร่วมงานเก่าแก่ แต่ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้สร้างความตื่นตัวและกระตุ้นให้ประชาชนหันมาสนใจการเมืองมากขึ้น

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการรวมตัวของบุคคลเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ก็เป็นได้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าการรวมตัวครั้งนี้จะนำไปสู่สิ่งใด

ที่มา – “อนุชา” โพสต์ภาพ อภิสิทธิ์-อดีตสส.-ผู้สมัคร เขตวัฒนา ปชป. บอกกลับมาเจอกัน

ด่วน! เฉลิมชัย ลาออกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการการเมือง! นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว โดยให้เหตุผลเรื่องปัญหาสุขภาพ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ สร้างความตกตะลึงให้กับสมาชิกพรรคและผู้ติดตามข่าวการเมืองอย่างใกล้ชิด

เฉลิมชัย ลาออกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 เวลา 14.45 น. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง โดยในหนังสือลาออกได้ระบุถึงเหตุผลด้านสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และอาจส่งผลเสียต่อพรรคได้

ใจความในหนังสือลาออกระบุว่า:

“เรียน นายทะเบียนพรรคการเมือง ข้าพเจ้า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เลขที่ 41303344 ขณะนี้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งอาจทำให้พรรคเกิดความเสียหาย จึงขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2568 และขอมอบให้นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รักษาการแทนหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์”

หลังจากนั้น ในเวลา 17.00 น. ของวันเดียวกัน นายเกรียงไกร พารดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีหนังสือด่วนที่สุดส่งถึงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และให้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กกต. แจ้งพรรคประชาธิปัตย์ ดำเนินการตามกฎหมาย

หนังสือจาก กกต. ระบุว่า การลาออกจากตำแหน่งของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงตามมาตรา 38 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์จะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายใน 15 วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ ใครจะเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ และพรรคจะมีการปรับตัวอย่างไรต่อไป ท่ามกลางความท้าทายทางการเมืองที่เข้มข้นในปัจจุบัน คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างไร

การลาออกของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน จากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สร้างความสั่นสะเทือนให้กับแวดวงการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนำมาซึ่งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางของพรรคในอนาคต แม้ว่าเหตุผลหลักจะเป็นเรื่องปัญหาสุขภาพ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ภายในพรรค และแรงกดดันทางการเมืองอื่นๆ อาจเป็นปัจจัยร่วมด้วย การเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องเผชิญ และต้องจับตาดูว่าพรรคจะสามารถปรับตัวและรักษาบทบาทในเวทีการเมืองไทยต่อไปได้อย่างไร

ที่มา – “เฉลิมชัย” ยื่นลาออกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว อ้างเหตุสุขภาพ

คนละครึ่งอนุทิน: สิทธิพิเศษผู้เสียภาษี ใช้ผ่านเป๋าตัง

อัปเดตโครงการ “คนละครึ่งอนุทิน” ปรับเงื่อนไข เพิ่มสิทธิพิเศษให้ผู้เสียภาษี รัฐช่วย 60% ประชาชนออก 40% ใช้งานผ่านแอปฯ เป๋าตัง 

เรียกว่าเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการ “คนละครึ่ง” หรือ “คนละครึ่งอนุทิน” ที่มีกระแสข่าวว่า รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มาปัดฝุ่นใช้อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อาจจะมีการปรับเงื่อนไขการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับปัจจุบัน 

โดยเวอร์ชันใหม่ที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอ และนายกฯ อนุทิน ไฟเขียว คือการเพิ่มสิทธิพิเศษให้ผู้เสียภาษีเงินได้

  • กลุ่มคนทั่วไป (นอกระบบภาษี) : รัฐช่วย 50% ประชาชนออก 50%
  • กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้ : รัฐช่วย 60% ประชาชนออก 40%

คนละครึ่งอนุทิน

เงื่อนไขคนละครึ่งอนุทิน อัปเกรด หรือ คนละครึ่งพลัส

ก่อนหน้านี้ ข้อมูลจาก นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคนในอัตรา 50:50 แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีจะได้รับการสนับสนุนในอัตราที่สูงกว่า อาจอยู่ที่ 60:40

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิมากกว่า คือผู้ที่อยู่ในระบบภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เสียภาษีจริงกับรัฐเท่านั้น โดยเงื่อนไขการใช้จ่ายเบื้องต้นจะไม่แตกต่างจากโครงการเดิมมากนัก แต่อาจมีลูกเล่นใหม่เพิ่มเติมให้น่าสนใจมากขึ้น ส่วนวงเงินการใช้จ่ายต่อวันและวงเงินรวมของโครงการยังไม่ได้ข้อสรุป

อย่างไรก็ตาม คาดว่า โครงการ “คนละครึ่งอนุทิน” นี้ จะสามารถเริ่มใช้ได้ในช่วงเดือน ต.ค.นี้ ผ่านแอปฯ เป๋าตัง แต่ต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง

ซึ่งหากใครเชื่อว่า ตัวเองอาจจะได้มีส่วนร่วมในโครงการ “คนละครึ่ง” สามารถติดตั้งแอปฯ เป๋าตัง และลงทะเบียนเตรียมไว้ก่อนได้ เพราะหากสุดท้ายแล้ว ไม่เข้าเงื่อนไขของโครงการ ก็ยังสามารถใช้แอปฯ เป๋าตัง ในบริการอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสลากดิจิทัล, การซื้อขายหุ้นกู้, การซื้อสินเชื่อและประกัน, การตรวจเครดิตบูโร, การเติมเงิน M-Pass และ Easy Pass, การใช้บริการด้านสุขภาพ ฯลฯ

วิธีติดตั้ง และลงทะเบียน แอปฯ เป๋าตัง

1. เปิดแอปฯ APP Store หรือ Google Play หรือ Play Store รองรับโทรศัพท์ที่ใช้ Android 9.0 ขึ้นไป หรือ iPhone ที่มี iOS 15.0 ขึ้นไป

2. พิมพ์ค้นหา “เป๋าตัง” ในช่องค้นหา

3. เลือก “GET” หรือ เลือก “ติดตั้ง”

4. เมื่อติดตั้งเสร็จ เปิดแอปฯ เป๋าตัง

5. ให้ความยินยอมจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน

6. เตรียมบัตรประชาชน

7. ถ่ายรูปหน้าบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตน

8. ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัส OTP

9. ใส่รหัส OTP 6 หลัก ที่ได้รับจากโทรศัพท์มือถือ

10. กรอกข้อมูล บัตรประชาชน

11. เลือกวิธีการ ยืนยันตัวตน

กรณียืนยันตัวตนด้วยบัญชี Krungthai NEXT

1. เข้าสู่ Krungthai NEXT

2. ระบุรหัส PIN Krungthai NEXT

3. กดปุ่มดำเนินการบนแอปฯ เป๋าตัง

4. กรอกรหัส OTP* (OTP จะถูกส่งไปที่เบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับ Krungthai NEXT)

5. ตั้งค่ารหัส PIN

6. ยืนยันรหัส PIN

ทั้งนี้ ลูกค้าต้องใช้บัญชี Krungthai NEXT ที่มีหมายเลขบัตรประชาชนเดียวกับแอปฯเป๋าตัง

กรณียืนยันตัวตนด้วย การสแกนใบหน้า

1. เตรียมสแกนใบหน้า

2. สแกนใบหน้า (สามารถข้ามได้ หากโทรศัพท์ไม่มีกล้อง/ชำรุด)

3. ตั้งค่ารหัส PIN

4. ยืนยันรหัส PIN

5. เปิดการใช้งานระบบสแกนใบหน้า หรือ สแกนลายนิ้วมือ

6. ยอมรับ เงื่อนไขการใช้งานแอปฯ เป๋าตัง (ผู้ขอใช้บริการต้องยอมรับเท่านั้น)

7. แสดงหน้าจอเฉพาะความยินยอมที่ผู้ใช้งานไม่เคยตอบ (การตอบคือการให้ความยินยอมหรือไม่ให้ความยินยอมก็ได้)

8. ขณะระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้งาน จะพบข้อความบนการ์ดว่า “กำลังตรวจสอบข้อมูล”

9. หากลงทะเบียนสำเร็จ จะแสดงการ์ด wallet ดังภาพ เพื่อให้สมัครใช้บริการ

การปรับปรุงเงื่อนไขและเพิ่มสิทธิพิเศษสำหรับผู้เสียภาษีในโครงการ คนละครึ่งอนุทิน ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจในการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน หากคุณเป็นผู้เสียภาษี อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรับสิทธิพิเศษนี้ในช่วงเดือนตุลาคมนี้

ที่มา – “คนละครึ่งอนุทิน” ปรับเงื่อนไข เพิ่มสิทธิพิเศษให้ผู้เสียภาษี ใช้งานผ่านแอปฯ เป๋าตัง

กกต. พร้อม! จัดออกเสียงประชามติ-เลือกตั้งใหญ่

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันความพร้อมในการจัดออกเสียงประชามติ-เลือกตั้งใหญ่ก็พร้อม หลังพรรคการเมืองส่งสัญญาณเตรียมจัดประชามติครั้งแรกในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ว่า จากการประชุมของ 3 พรรคการเมืองหลักที่มีมติเร่งส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำประชามติภายในเดือนมกราคมนั้น ทางสำนักงาน กกต. ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมประชุมแล้ว และขอยืนยันว่าสำนักงานมีความพร้อมในการดำเนินการ ไม่ได้มีข้อติดขัดใดๆ ทั้งสิ้น

กกต. พร้อม! จัดออกเสียงประชามติ-เลือกตั้งใหญ่

เมื่อถูกถามถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. หากมีการยุบสภาในช่วงเวลาใกล้เคียง นายแสวงกล่าวว่า ต้องพิจารณาแผนประชามติของฝ่ายการเมืองก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นแผนดังกล่าว จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ แต่โดยหลักการแล้ว รัฐบาลจะต้องปรึกษาหารือกับ กกต. ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะประกาศวันยุบสภา

“ตอนนี้เรายังไม่เห็นอะไรเลย แล้วจะให้พูดไปก่อนคงไม่ได้ แต่ถ้าในเรื่องของความพร้อม เราก็บอกว่าเราพร้อม” นายแสวงกล่าว

เมื่อถามว่าต้องกำหนดวันยุบสภาไว้ก่อนหรือไม่ นายแสวงตอบว่า ไม่สามารถตอบแทนผู้อื่นได้ แต่ในส่วนของ กกต. นั้นมีความพร้อมสำหรับการออกเสียงประชามติ-เลือกตั้งใหญ่ก็พร้อม

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการจัดการเลือกตั้ง

แม้ว่า กกต. จะยืนยันความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและโปร่งใส ปัจจัยเหล่านี้รวมถึง:

  • ความชัดเจนของกฎหมายและระเบียบการเลือกตั้ง
  • การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการเลือกตั้ง
  • การรณรงค์หาเสียงที่เป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม
  • การรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีในการจัดการเลือกตั้งก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการเลือกตั้งได้ เช่น การใช้ระบบลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออนไลน์ การใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ และการเผยแพร่ผลการเลือกตั้งอย่างรวดเร็วและถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีในการเลือกตั้งก็ต้องมาพร้อมกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการป้องกันการทุจริต เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้นสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับการออกเสียงประชามติ-เลือกตั้งใหญ่ก็พร้อมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ กกต. เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมมือกันเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

การเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรมเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การที่ กกต. ยืนยันความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งจึงเป็นสัญญาณที่ดี แต่การที่จะทำให้การเลือกตั้งประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ตั้งแต่พรรคการเมือง ผู้สมัคร ประชาชน และสื่อมวลชน

ที่มา – กกต. ไม่ติดขัด พร้อมจัดออกเสียงประชามติ-เลือกตั้งใหญ่ก็พร้อม

“อนุทิน” ยันยังไม่มีสั่งเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องการเปิดด่านชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยังไม่มีการสั่งการใดๆ เกี่ยวกับการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ และทุกอย่างยังอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลชุดเดิม ท่านย้ำว่าการตัดสินใจในเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยเป็นหลัก

เรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง หลายฝ่ายแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อาจแฝงตัวเข้ามา

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงข้อกังวลของสังคมที่มีต่อการผ่อนปรนการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ต้องเรียนว่าในช่วงเวลานี้นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจอะไร ซึ่งแนวทางของท่านนายกรัฐมนตรี ได้พูดไปแล้วในวันที่รับพระบรมราชโองการ คือการใช้แนวทางสันติวิธีและจะไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางเซ็นติเมตรเดียว ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดมาโดยตลอด ซึ่งในการที่จะเปิด-ปิดด่าน เป็นกรณีที่วิพากษ์วิจารณ์กัน ตนก็ต้องยืนยันว่าการที่จะเปิด-ปิด จะต้องเป็นประโยชน์กับคนไทยในชาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชาติใดหรือประเทศที่ 3

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ดังนั้นแนวทางที่จะดำเนินการเปิด-ปิดด่าน ต้องพิจารณาอันดับแรก คือต้องดูความจริงใจของกัมพูชาก่อนว่ามีความจริงใจในการถอนกองกำลังจริงหรือไม่ ตนมั่นใจว่าทีมเจรจาจะต้องไปพูดคุยเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทยมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีการเปิดพื้นที่ที่มีผลกระทบน้อย แต่ก็เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงไม่สบายใจ ดังนั้นสิ่งที่กองทัพจะต้องดู คือความจริงใจของกัมพูชาและการพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งในฝั่งประชาชนผู้อยู่อาศัยและในฝั่งของผู้ที่ค้าขาย เพื่อให้ได้ข้อยุติที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าทันทีที่ท่านนายกรัฐมนตรีรับตำแหน่งก็จะได้มีการหารือในเรื่องนี้

“อนุทิน” ยันยังไม่มีสั่งการเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ท่าทีของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการพิจารณาประเด็นที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การตัดสินใจใดๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ และที่สำคัญที่สุดคือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

“เท่าที่ตนทราบไม่ได้อยู่ดี ๆ จะไปเปิดด่านได้เลย เพราะต้องมีการบรรลุข้อตกลงอะไรอีกเยอะแยะ ซึ่งต้องรอคณะรัฐบาลของตนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการก่อน ตนยังไม่สามารถไปสั่งการหรือให้นโยบายอะไรได้ พร้อมย้ำว่าขณะนี้ทุกอย่างเข้าใจกันอยู่แล้ว” นายอนุทินกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุดเรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา แต่รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการค้าชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา มีการเจรจาและหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางในการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่งสินค้า

อย่างไรก็ตาม การเปิดด่านชายแดนจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย และการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ยังคงเป็นมาตรการที่เข้มงวด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป การตัดสินใจเรื่องการเปิดด่านชายแดนจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกภาคส่วน และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนคนไทย

การที่นายกฯ อนุทิน ยืนยันว่ายังไม่มีการสั่งการเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความรอบคอบและผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก การพิจารณาเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา จึงต้องมีการประเมินสถานการณ์อย่างถี่ถ้วน และคำนึงถึงความเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ที่มา – “อนุทิน” ยัน ยังไม่มีสั่งการเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้รัฐบาลชุดเดิม

ศุภจี ลาออกจากกรรมการ SCGP KBANK เตรียมร่วมครม.

ข่าวใหญ่ในวงการธุรกิจและการเมือง! คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการในบริษัท SCGP และ KBANK อย่างเป็นทางการ เพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมคณะรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ข่าวนี้สร้างความฮือฮาและเป็นที่จับตามองอย่างมากในแวดวงต่างๆ

ศุภจี ลาออกจากกรรมการ SCGP KBANK เตรียมร่วมครม.

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ได้แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการและกรรมการชุดย่อยของ SCGP เนื่องจากมีภารกิจอื่นที่สำคัญกว่า โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

การลาออกของคุณศุภจี จาก SCGP ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เนื่องจากคุณศุภจี มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจ

ในวันเดียวกัน นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง เลขานุการบริษัท ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ก็ได้เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่นกันว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ กรรมการอิสระ ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคาร และทุกตำแหน่งในธนาคาร โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

การลาออกจาก KBANK ของคุณศุภจี และคุณอรรถพล ถือเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารของธนาคารครั้งสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางและนโยบายของธนาคารในอนาคต

เหตุผลเบื้องหลังการลาออก

เหตุผลหลักของการลาออกครั้งนี้ มาจากการที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ทาบทามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในชีวิตการทำงานของคุณศุภจี

  • การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ: การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตการทำงานของนางศุภจี
  • ความท้าทายใหม่: ตำแหน่งรัฐมนตรีฯ มาพร้อมกับความรับผิดชอบและความท้าทายใหม่ๆ ที่ต้องเผชิญ
  • การอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ: การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ

การได้รับทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความสามารถและประสบการณ์ของคุณศุภจี จากผู้บริหารระดับสูงของประเทศ การเข้ารับตำแหน่งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำความรู้ความสามารถมาพัฒนาประเทศชาติ

การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการใน SCGP และ KBANK เพื่อเข้าร่วมคณะรัฐมนตรี ถือเป็นการเสียสละครั้งใหญ่ของคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ในฐานะที่เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงในภาคเอกชน คุณศุภจี ย่อมมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความต้องการของภาคธุรกิจ และสามารถนำความรู้ความเข้าใจนี้มาใช้ในการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการค้าและการลงทุนของประเทศได้เป็นอย่างดี

การมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่มีประสบการณ์และความสามารถอย่างคุณศุภจี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงการปรับตัวของวงการธุรกิจและการเมืองไทย เราจะได้เห็นบทบาทใหม่ของคุณศุภจีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน

ที่มา – SCGP – KBANK ประกาศ “ศุภจี” ลาออกจากกรรมการ เตรียมร่วมครม.อนุทิน 1

Scroll to top