คณะกรรมการการเลือกตั้ง

กกต. พร้อม! จัดออกเสียงประชามติ-เลือกตั้งใหญ่

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันความพร้อมในการจัดออกเสียงประชามติ-เลือกตั้งใหญ่ก็พร้อม หลังพรรคการเมืองส่งสัญญาณเตรียมจัดประชามติครั้งแรกในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ว่า จากการประชุมของ 3 พรรคการเมืองหลักที่มีมติเร่งส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำประชามติภายในเดือนมกราคมนั้น ทางสำนักงาน กกต. ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมประชุมแล้ว และขอยืนยันว่าสำนักงานมีความพร้อมในการดำเนินการ ไม่ได้มีข้อติดขัดใดๆ ทั้งสิ้น

กกต. พร้อม! จัดออกเสียงประชามติ-เลือกตั้งใหญ่

เมื่อถูกถามถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. หากมีการยุบสภาในช่วงเวลาใกล้เคียง นายแสวงกล่าวว่า ต้องพิจารณาแผนประชามติของฝ่ายการเมืองก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นแผนดังกล่าว จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ แต่โดยหลักการแล้ว รัฐบาลจะต้องปรึกษาหารือกับ กกต. ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะประกาศวันยุบสภา

“ตอนนี้เรายังไม่เห็นอะไรเลย แล้วจะให้พูดไปก่อนคงไม่ได้ แต่ถ้าในเรื่องของความพร้อม เราก็บอกว่าเราพร้อม” นายแสวงกล่าว

เมื่อถามว่าต้องกำหนดวันยุบสภาไว้ก่อนหรือไม่ นายแสวงตอบว่า ไม่สามารถตอบแทนผู้อื่นได้ แต่ในส่วนของ กกต. นั้นมีความพร้อมสำหรับการออกเสียงประชามติ-เลือกตั้งใหญ่ก็พร้อม

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการจัดการเลือกตั้ง

แม้ว่า กกต. จะยืนยันความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและโปร่งใส ปัจจัยเหล่านี้รวมถึง:

  • ความชัดเจนของกฎหมายและระเบียบการเลือกตั้ง
  • การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการเลือกตั้ง
  • การรณรงค์หาเสียงที่เป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม
  • การรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีในการจัดการเลือกตั้งก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการเลือกตั้งได้ เช่น การใช้ระบบลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออนไลน์ การใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ และการเผยแพร่ผลการเลือกตั้งอย่างรวดเร็วและถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีในการเลือกตั้งก็ต้องมาพร้อมกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการป้องกันการทุจริต เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้นสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับการออกเสียงประชามติ-เลือกตั้งใหญ่ก็พร้อมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ กกต. เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมมือกันเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

การเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรมเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การที่ กกต. ยืนยันความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งจึงเป็นสัญญาณที่ดี แต่การที่จะทำให้การเลือกตั้งประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ตั้งแต่พรรคการเมือง ผู้สมัคร ประชาชน และสื่อมวลชน

ที่มา – กกต. ไม่ติดขัด พร้อมจัดออกเสียงประชามติ-เลือกตั้งใหญ่ก็พร้อม

“แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย? ยังไม่เข้าเกณฑ์

จากกรณีที่มีคำถามเกี่ยวกับสถานะของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หลังจากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุด เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยระบุว่าขณะนี้ นางสาวแพทองธาร ยังไม่เข้าเกณฑ์ที่จะหลุดจากตำแหน่ง “แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือไม่นั้น ยังต้องรอการพิจารณาและชี้ขาดจากศาลฎีกาฯ และคณะกรรมการบริหารพรรค

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมานั้น ยังไม่ถือเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคโดยอัตโนมัติ เนื่องจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นกรรมการบริหารพรรค และต้องเป็นสมาชิกพรรคก่อน การพ้นจากตำแหน่งนั้นมีอยู่สองกรณีหลักๆ คือ คณะกรรมการจริยธรรมพรรคมีมติให้ขับออกจากตำแหน่ง หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้พ้นจากสมาชิกพรรค

อย่างไรก็ตาม นายแสวงย้ำว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นแตกต่างจากคำพิพากษาของศาลฎีกา ดังนั้น ในปัจจุบันจึงยังไม่มีเหตุผลทางกฎหมายที่เพียงพอที่จะทำให้ นางสาวแพทองธาร ต้องพ้นจากตำแหน่ง“แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

“แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย? ยังไม่เข้าเกณฑ์

นอกจากนี้ เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงประเด็นการพ้นจากกรรมการบริหารพรรคว่า เป็นเรื่องที่คณะกรรมการบริหารพรรคจะต้องพิจารณาและมีมติว่าจะให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่ ซึ่ง กกต. จะไม่เข้าไปก้าวก่ายในเรื่องนี้ สำหรับเรื่องสมาชิกพรรคนั้นก็เป็นไปตามผลของกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาออกมา

เมื่อถูกถามถึงบทบาทของนายทะเบียนพรรคการเมืองในการตรวจสอบข้อบังคับของพรรค นายแสวงกล่าวว่า กกต. จะดูเพียงข้อบังคับพรรค แต่กิจกรรมของพรรคการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่พรรคต้องดำเนินการเอง โดย กกต. จะตรวจสอบเพียงว่าพรรคได้ดำเนินการตามกฎหมายและข้อบังคับพรรคหรือไม่

ปัจจัยที่ส่งผลต่อสถานะ “แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

โดยสรุปแล้ว การที่“แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่

  • มติของคณะกรรมการจริยธรรมพรรค
  • คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
  • มติของคณะกรรมการบริหารพรรค

ตราบใดที่ยังไม่มีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเกิดขึ้น สถานะของ นางสาวแพทองธาร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็จะยังคงเดิม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีพัฒนาการใดๆ เกิดขึ้นอีกหรือไม่

ถึงแม้ว่าในขณะนี้ นางสาวแพทองธาร จะยังไม่เข้าข่ายที่จะหลุดจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่สถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปในแวดวงการเมืองไทยอย่างถูกต้องและรอบด้าน

ที่มา – “แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ต้องให้ ศาลฎีกาฯ ชี้ขาด แต่ตอนนี้ยังไม่เข้าเกณฑ์

ราชกิจจาฯ ประกาศ “พรรคไทยศรีวิไลย์” สิ้นสภาพ!

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง “พรรคไทยศรีวิไลย์” สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง อย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเป็นทางการ เรื่อง พรรคไทยศรีวิไลย์ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ซึ่งส่งผลให้พรรคดังกล่าวไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในนามพรรคได้อีกต่อไป

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2561 นายทะเบียนพรรคการเมือง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกประกาศรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคไทยศรีวิไลย์ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

แต่ล่าสุด นายณรงค์ศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา รองหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ รักษาการหัวหน้าพรรค ได้แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกพรรคไทยศรีวิไลย์ ตามข้อบังคับพรรค ข้อ 113 ทำให้พรรค พรรคไทยศรีวิไลย์ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงประกาศให้ พรรคไทยศรีวิไลย์สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (7) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อย่างเป็นทางการ

ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

พรรคไทยศรีวิไลย์ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

สำหรับรายละเอียดในประกาศราชกิจจานุเบกษา ระบุถึงขั้นตอนและเหตุผลในการสิ้นสภาพของพรรคไทยศรีวิไลย์อย่างชัดเจน โดยสรุปได้ดังนี้:

  • พรรคไทยศรีวิไลย์ได้แจ้งความจำนงในการเลิกพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง
  • คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกพรรค
  • การเลิกพรรคเป็นไปตามข้อบังคับของพรรคเอง

การสิ้นสภาพของพรรคไทยศรีวิไลย์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย ถึงแม้ว่าพรรคไทยศรีวิไลย์จะไม่ใช่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ แต่การสิ้นสภาพของพรรคก็แสดงให้เห็นถึงพลวัตและความไม่แน่นอนในวงการการเมือง

ผลกระทบและความเป็นไปได้ในอนาคต

การสิ้นสภาพ ความเป็นพรรคการเมืองของ พรรคไทยศรีวิไลย์ อาจส่งผลกระทบต่อ:

  • สมาชิกพรรค: สมาชิกพรรคจะต้องหาพรรคการเมืองใหม่สังกัด หากต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อไป
  • ผู้สนับสนุนพรรค: ผู้สนับสนุนพรรคจะต้องตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองอื่นหรือไม่
  • ภาพรวมทางการเมือง: การแข่งขันทางการเมืองอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เนื่องจากการหายไปของพรรคไทยศรีวิไลย์

อย่างไรก็ตาม การสิ้นสภาพของพรรคการเมืองไม่ได้หมายความว่าอุดมการณ์หรือนโยบายของพรรคจะหายไป อาจมีกลุ่มการเมืองอื่นนำเอาแนวคิดเหล่านั้นไปสานต่อ หรืออาจมีการรวมตัวกันใหม่ในอนาคต ดังนั้น การติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การสิ้นสภาพของ พรรคไทยศรีวิไลย์ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง เป็นเครื่องเตือนใจว่า การสร้างและรักษาพรรคการเมืองให้เข้มแข็งและยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พรรคการเมืองจะต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อที่จะสามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว

ที่มา – ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ “พรรคไทยศรีวิไลย์” สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

“บิ๊กเกรียง” โต้คดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ

พลเอกเกรียงไกร ตอบกลับคนพาดพิง รัฐประหารร้อยครั้ง ไม่เท่ากับฮั้ว สว. ชี้ เป็นกระบวนการตามกฎหมาย ลั่นไม่ขายชาติ ขายแผ่นดินแน่นอน เหมือนคดีที่ถูกศาลวินิจฉัยไปแล้ว

วันที่ 2 กันยายน 2568 พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ให้สัมภาษณ์ในรายการออนไลน์รัฐสภา “เปิดทุกมุมมอง สไตล์ สว. รั้วของชาติ สู่รั้วรัฐสภา” เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ถึงกรณีที่มีฝ่ายการเมืองออกมาพาดพิงว่า “การรัฐประหารร้อยครั้ง ไม่เท่ากับการฮั้วเลือก สว. เพียงครั้งเดียว” โดยระบุว่า ความจริงตนไม่อยากพูดถึงเรื่องการเมือง แต่คดีฮั้ว สว. อยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบสวนไต่สวน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่ขายชาติขายแผ่นดินแน่นอน เพราะการขายชาติขายแผ่นดิน มีเรื่องให้ศาลวินิจฉัยไปแล้ว

ทั้งนี้ พลเอกเกรียงไกร เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2506 ปัจจุบันอายุ 61 ปี ที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 22 (ตท.22) และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 33 (จปร.33) เริ่มรับราชการครั้งแรกที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 25 (ร.25 พัน 3) ค่ายวิภาวดีรังสิต จ.สุราษฎร์ธานี

พล.อ.เกรียงไกร มีการทำงานที่สำคัญ ชีวิตราชการเติบโตอยู่ในกองทัพภาคที่ 4 มาตลอด ก่อนจะขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อ 1 ต.ค.2563 โดยรับภารกิจใหญ่ดับไฟใต้ รวมถึงการปราบปรามยาเสพติด และเคยได้รับการแต่งตั้งจากนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2566 และได้ลงสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ในกลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง โดยได้รับเลือกมาเป็นลำดับที่ 1 และได้รับการเสนอชื่อจากกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สว.สายสีน้ำเงิน” ให้เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง

“บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย

จากกรณีที่มีการกล่าวถึงเรื่อง “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย พลเอกเกรียงไกรได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการต่างๆ เป็นไปตามกฎหมาย และตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายชาติขายแผ่นดิน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับคดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการฮั้ว สว. กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวนของ กกต. ซึ่งพลเอกเกรียงไกรได้ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ พลเอกเกรียงไกรยังได้กล่าวถึงประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ได้รับมอบหมายในช่วงที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 อีกด้วย

การออกมาตอบโต้ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพลเอกเกรียงไกรในการปกป้องชื่อเสียงของตนเอง และยืนยันความบริสุทธิ์ใจต่อสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ

เรื่องนี้ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม และต้องติดตามต่อไปว่าผลการสอบสวนของ กกต. จะออกมาในทิศทางใด และจะมีผลกระทบต่อสถานะของพลเอกเกรียงไกรในวุฒิสภาอย่างไรบ้าง

การที่พลเอกเกรียงไกรออกมาโต้ตอบเรื่อง “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังจากผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในบ้านเมือง

ประเด็นการ “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย นั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และรักษาไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม การออกมาให้ข้อมูลของพลเอกเกรียงไกรในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูลอีกด้านหนึ่ง และสามารถนำไปประกอบการพิจารณาได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

การที่สังคมให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ในปัจจุบันเรื่องราวของ “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย ยังเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง และหลายฝ่ายกำลังจับตาดูความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด

ที่มา – “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย

กกต. เตือน! เลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย

กกต. ย้ำเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย กำหนดวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2568 นี้ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิและหากต้องการเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อ สามารถดำเนินการได้ถึง 3 กันยายนนี้เท่านั้น

กกต. เตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย เพิ่มถอนชื่อได้ถึง 3 ก.ย.

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แจ้งเตือนถึงการเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยกำหนดวันเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีสิทธิ

เพื่อความสะดวก ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถตรวจสอบรายชื่อของตนเองได้จากบัญชีรายชื่อที่ปิดประกาศ ณ หน่วยเลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียง หรือจากหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย (https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/engelection/) หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote

หากท่านไม่พบชื่อของตนเอง หรือพบว่ามีชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนบ้านของท่าน หรือมีชื่อผู้ที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งปรากฏอยู่ ท่านสามารถยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อได้ ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 3 กันยายน 2568 โดยมีขั้นตอนดังนี้

วิธีการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อในการเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย

  1. การยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อ: หากท่านมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแต่ไม่ปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้นำสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน (หรือบัตรอื่นๆ ที่ทางราชการออกให้) ไปยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่หน่วยเลือกตั้งนั้นตั้งอยู่ในเขตรับผิดชอบ
  2. การยื่นคำร้องขอถอนชื่อ: หากท่านพบว่ามีชื่อผู้ที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อ หรือพบว่ามีชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนบ้านของท่าน (โดยที่บุคคลนั้นไม่ได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของท่าน) ให้ยื่นคำร้องขอถอนชื่อบุคคลดังกล่าวต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่หน่วยเลือกตั้งนั้นตั้งอยู่ในเขตรับผิดชอบ

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วยพื้นที่:

  • อำเภอแม่จัน (เฉพาะตำบลจันจว้าและตำบลจันจว้าใต้)
  • อำเภอเชียงแสน
  • อำเภอดอยหลวง
  • อำเภอเชียงของ (เฉพาะตำบลครึ่ง ตำบลศรีดอนชัย ตำบลริมโขง ตำบลเวียง ตำบลสถาน และตำบลห้วยซ้อ)
  • อำเภอเวียงแก่น

การเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย ครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น ขอเชิญชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกท่านออกมาใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

อย่าลืม! หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง

ดังนั้น อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของท่านและดำเนินการขอเพิ่มหรือถอนชื่อหากจำเป็น เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

ที่มา – กกต. เตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย เพิ่มถอนชื่อได้ถึง 3 ก.ย.

Scroll to top