คณะกรรมการการเลือกตั้ง

กกต. แจงข่าวปลอม! ไม่ได้อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกโรงชี้แจงข่าวปลอมที่แพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ ยืนยันว่า กกต. ไม่เคยอนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ตามที่มีการกล่าวอ้าง พร้อมทั้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลเท็จดังกล่าว

กกต. ยืนยัน ไม่ได้อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2

ตามที่มีคลิปและข้อความเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า กกต. มีมติเห็นชอบและอนุมัติงบประมาณจำนวน 40,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนั้น

ทางสำนักงาน กกต. ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง และคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เคยมีการพิจารณาหรือมีมติใดๆ เกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีการส่งเรื่องดังกล่าวมาให้ กกต. พิจารณาแต่อย่างใด

ข่าวปลอมคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ระบาด

ดังนั้น ข่าวที่อ้างว่า กกต. เห็นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” จึงเป็นข่าวปลอมที่สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ทางสำนักงาน กกต. กำลังดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาตัวผู้ที่สร้างและเผยแพร่ข่าวปลอมดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทาง กกต. ขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมและอย่าส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ควรตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์สำนักงาน กกต. หรือสอบถามผ่านสายด่วน 1444 เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง

การเผยแพร่ข่าวปลอมถือเป็นความผิดทางกฎหมาย และอาจสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นได้ ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม และเป็นการร่วมมือกันสร้างสังคมที่น่าเชื่อถือและมีความรับผิดชอบ

การออกมาปฏิเสธข่าวปลอมอย่างรวดเร็วของ กกต. ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะช่วยลดความสับสนและป้องกันไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การตื่นตัวและตรวจสอบข่าวสารก่อนเชื่อหรือแชร์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าข่าวเรื่องโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะไม่เป็นความจริง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ การที่รัฐบาลมีมาตรการที่เหมาะสมและตรงจุด จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้

ที่มา – กกต. แจงไม่จริง อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จำนวน 40,000 ล้านบาท

ประธาน กกต. ลั่น! จัดการเลือกตั้ง สส. และประชามติ

ประธาน กกต. ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ

“ณรงค์” ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ ด้าน กกต. ออกประกาศแนวทางจัดเลือกตั้งใน 7 จังหวัดสู้รบ อำนวยความสะดวกคนในศูนย์อพยพขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชุมคณะกรรมการอำนวยการประจำศูนย์อำนวยการและประสานงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติ โดยมี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุม และมีผู้แทนจากหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ

นายณรงค์ กล่าวว่า การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติครั้งนี้ เป็นภารกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกเสียงประชามติวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ประเทศไทย กกต. และพนักงาน กกต. ไม่สามารถจัดทำประชามติและเลือกตั้งออกมาให้สมบูรณ์แบบได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ตนมั่นใจว่าด้วยความทุ่มเทการทำงานและการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งของทุกคน จะทำให้การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ความเสียสละและความตั้งใจ ทุ่มเท ร่วมกันของทุกคน และถือเป็นความสำเร็จของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ขอให้พลังความร่วมมือครั้งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยมั่นคงและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนสืบไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกประกาศเรื่อง แนวทางดำเนินการการจัดการเลือกตั้ง สส. ในเขตเลือกตั้งที่มีสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีสาระสำคัญกำหนดให้ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งในจังหวัดจันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระแก้ว สุรินทร์ และอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ดังนี้

  1. การปิดประกาศ หรือระเบียบตามที่กฎหมายกำหนดเมื่อได้ปิดประกาศ ณ ที่เลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่ที่ประชาชนสะดวกในการตรวจสอบแล้ว ให้ดำเนินการประกาศในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใดที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก หากไม่สามารถปิดประกาศ ณ ที่เลือกตั้งหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่ที่ประชาชนสะดวกในการตรวจสอบได้ ให้ถือว่าการประกาศในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใด เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
  2. กรณีจัดส่งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในทะเบียนบ้านพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ไปยังเจ้าบ้านในเบื้องต้น ให้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด หากไม่สามารถจัดส่งได้ ให้รายงานให้ กกต. ทราบและให้เก็บรักษาเอกสารดังกล่าวไว้ในที่ปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะสิ้นสุดลง แล้วจึงจัดส่งเอกสารดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
  3. จัดให้มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในศูนย์อพยพลงทะเบียน ขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง ภายในระยะเวลาตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กำหนดวัน และเวลายื่นคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง โดยขอความร่วมมือให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้งที่มีความปลอดภัยและอยู่ใกล้เคียงกับเขตเลือกตั้งที่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบ และในวันออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งให้ประสานหน่วยงานของรัฐ จัดพาหนะรับส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้งดังกล่าวด้วย
  4. การจัดหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งที่อยู่ในเขตเลือกตั้ง หากยังมีสถานการณ์ความไม่สงบ ให้ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง พิจารณาเปลี่ยนแปลงเขตของหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้ง ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งสามารถเดินทางได้สะดวกและปลอดภัย โดยหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งดังกล่าวต้องอยู่ในเขตเลือกตั้ง ตามมาตรา 30 วรรคสาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  5. ภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง ให้ประสานนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น จัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือผู้มีสิทธิเลือกตั้งในศูนย์อพยพที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งลงทะเบียนแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย.

กกต. มุ่งมั่น การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ให้โปร่งใส

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กกต. ได้ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความไม่สงบ การดำเนินการต่างๆ จึงมุ่งเน้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย

การเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและก้าวหน้า

ดังนั้น การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนทุกคนจะได้ร่วมกันแสดงพลังและกำหนดอนาคตของประเทศไปด้วยกัน

การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายและความมุ่งมั่นตั้งใจของ กกต. ในการที่จะทำให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ประธาน กกต. ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ

ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569: ยอดทะลุ 4 แสน!

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้ง! ใครที่มีธุระสำคัญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อย่าลืมใช้สิทธิลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 กันนะครับ ตอนนี้ยอดผู้ลงทะเบียนพุ่งสูงถึง 4 แสนรายในเวลาเพียง 4 วันเท่านั้น! มาอัปเดตข่าวสารและวิธีการลงทะเบียนกัน

ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569: ยอด 4 วัน พุ่ง 4 แสนราย!

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาสรุปตัวเลขผู้ที่ได้ทำการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 ทั้งในเขต นอกเขต และนอกราชอาณาจักร ในช่วง 4 วันแรกของการเปิดลงทะเบียน (20-23 ธันวาคม 2568) พบว่ามีผู้ลงทะเบียนแล้วถึง 403,182 คน! แบ่งเป็น:

  • ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง: 565 คน
  • ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง: 369,463 คน
  • ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร: 33,154 คน

ทำไมต้องลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569?

สำหรับใครที่มีเหตุจำเป็น ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 เป็นทางออกที่ดีที่สุด! ไม่ว่าคุณจะมีธุระสำคัญ เดินทาง หรือทำงานนอกพื้นที่ ก็ยังสามารถใช้สิทธิของตัวเองได้

ขั้นตอนการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569

การลงทะเบียนนั้นง่ายมาก เพียงแค่เข้าไปที่เว็บไซต์ของ กกต. หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote แล้วกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนยืนยันด้วยนะครับ

ช่องทางการลงทะเบียน:

  • เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
  • แอปพลิเคชัน Smart Vote

เอกสารที่ต้องเตรียม:

  • บัตรประชาชน
  • ข้อมูลที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน

อย่าลืม! หมดเขต 5 มกราคม 2569

สิ่งสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ การเปิดให้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 จะสิ้นสุดในวันที่ 5 มกราคม 2569 เท่านั้น! ใครที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน รีบดำเนินการด่วนเลยนะครับ อย่าปล่อยให้เสียสิทธิอันสำคัญนี้ไป

หลังจากปิดรับลงทะเบียน กกต. จะทำการสรุปรายชื่อผู้ลงทะเบียนทั้งหมด และนำไปจัดทำเป็นทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อนำไปติดประกาศ ณ สถานที่เลือกตั้งกลางต่อไป ดังนั้น อย่าลืมไปตรวจสอบรายชื่อของตัวเองด้วยนะครับ

การเลือกตั้งเป็นสิทธิและหน้าที่ของทุกคน อย่าลืมออกมาใช้สิทธิของท่านเพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศนะครับ

ที่มา – ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 ยอด 4 วัน พุ่ง 4 แสนราย ย้ำหมดเขต 5 ม.ค. 69

กกต. ยันพร้อม! เลือกตั้ง สส. และประชามติ

กกต. ยันเตรียมพร้อมเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ “ณรงค์” ชวนใช้สิทธิได้คนดีมาบริหารประเทศ ยัน กกต.พร้อมออกกฎระเบียบรองรับเรียบร้อย

วันที่ 23 ธ.ค.2568 เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. พร้อมด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมทั้งนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และรองเลขาธิการ กกต. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม มีวาระสำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมรับสมัครและการจัดการเลือกตั้ง รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เอกสารคู่มือจัดทำประชามติ

นายณรงค์ กล่าวเปิดประชุมว่า ตลอดเวลาเกือบ 1 เดือน กกต.ประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมเลือกตั้งทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ พยายามออกกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อรองรับการเลือกตั้ง ซึ่งคิดว่าคณะกรรมการมีความพร้อมในการเลือกตั้ง และขอประชาสัมพันธ์ ทั้งเรื่องการเลือกตั้ง การทำประชามติ ประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิต่าง ๆ เพื่อเราจะได้ผู้แทนที่ดีเข้ามาบริหารประเทศ

สำหรับการรับสมัคร สส. แบบแบ่งเขต จะรับสมัคร 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 – 31 ธ.ค. ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง และรับสมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ และส่งบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง วันที่ 28 – 31 ธ.ค. รวม 4 วัน ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ

วันเดียวกัน สำนักงาน กกต. ได้จัดประชุมทำความเข้าใจ รวมถึงซักซ้อมการทำงานให้สื่อมวลชน ในการรับสมัครรับเลือกตั้ง สส. ทั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ซึ่งจะเริ่มรับสมัครในวันที่ 27 – 31 ธ.ค. 2568 รวมถึงบรรยายให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมาย การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง กระบวนการและขั้นตอนการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง กระบวนการรับสมัคร สส. แบบแบ่งเขต และการสนับสนุนข้อมูลและสื่อประชาสัมพันธ์ในการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติ พร้อมพาสื่อมวลชนแต่ละสำนัก ดูสถานที่จริง เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนในช่วงบ่าย สำนักงาน กกต.ก็จะชี้แจงการเลือกตั้ง สส. ให้กับสื่อมวลชน

กกต. ยันเตรียมพร้อมเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีบทบาทสำคัญในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่

ทำไมการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติถึงสำคัญ?

  • การเลือกตั้ง สส.: เป็นกระบวนการที่ประชาชนเลือกตัวแทนของตนเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจในการออกกฎหมายและควบคุมการบริหารประเทศ การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมจะทำให้ได้ผู้แทนที่มาจากเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง
  • การออกเสียงประชามติ: เป็นการให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการตัดสินใจในประเด็นสำคัญของประเทศ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เสียงของประชาชนถูกรับฟังและนำไปพิจารณาในการตัดสินใจของรัฐบาล

การที่ กกต. เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย การที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิของตนในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ คือการแสดงพลังของประชาชนในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ดังนั้น การที่ กกต. เน้นย้ำถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยกำลังเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มแข็ง การที่ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการใช้สิทธิของตน และออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนไม่เพียงแต่เป็นสิทธิ แต่ยังเป็นหน้าที่ที่สำคัญในการสร้างสังคมที่ดีและประเทศที่เข้มแข็ง มาร่วมกันใช้สิทธิใช้เสียงของเราเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทยกันเถอะ!

ที่มา – “กกต.” ยันเตรียมพร้อมเลือกตั้ง สส. – ออกเสียงประชามติ “ณรงค์” ชวนใช้สิทธิได้คนดีมาบริหารประเทศ

กกต. ประกาศวันออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. 69

กกต. ออกประกาศวันออกเสียงประชามติ วันเดียวกับวันเลือกตั้ง ยันต้องไปใช้สิทธิ 8 ก.พ. 69 เท่านั้น เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการออกเสียงประชามติครั้งสำคัญที่กำลังจะมาถึง

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กำหนดให้ วันออกเสียงประชามติ ตรงกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ใหม่เป็นการทั่วไป นั่นคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดให้นายกรัฐมนตรีหารือร่วมกับ กกต. ในการกำหนดวันออกเสียงประชามติ

สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวระบุว่า หากการเลือกตั้ง สส. ใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการออกเสียงประชามติ สามารถกำหนดให้ วันออกเสียงประชามติ และวันเลือกตั้งเป็นวันเดียวกันได้ เพื่อความสะดวกและประหยัดงบประมาณ กกต. จึงได้ออกระเบียบรองรับการดำเนินการดังกล่าว ขณะนี้ระเบียบดังกล่าวกำลังรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้

กกต. ประกาศวันออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. 69

สำนักงาน กกต. ยืนยันว่า การออกเสียงประชามติครั้งนี้จะไม่มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้า เนื่องจาก พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ กำหนดให้การออกเสียงประชามติกระทำในวันเดียวกันทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน จะมีการเปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ดังนั้น ประชาชนที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดหนึ่ง แต่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในอีกจังหวัดหนึ่ง สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตได้ โดยไม่ต้องเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาของตนเอง

รายละเอียดการลงทะเบียนออกเสียงประชามติ

กกต. จะประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตให้ประชาชนทราบต่อไป เมื่อระเบียบ กกต. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ คาดว่าระยะเวลาในการเปิดระบบให้ลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขต จะใกล้เคียงหรือคาบเกี่ยวกับการลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตและนอกราชอาณาจักรสำหรับการเลือกตั้ง สส.

  • ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งของคุณได้ที่เว็บไซต์ของ กกต.
  • เตรียมหลักฐานที่จำเป็นสำหรับการลงทะเบียน เช่น บัตรประชาชน
  • ติดตามข่าวสารและประกาศจาก กกต. อย่างใกล้ชิด

การออกเสียงประชามติเป็นสิทธิและหน้าที่ของประชาชนทุกคน อย่าลืมไปใช้สิทธิของท่านใน วันออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศ

การที่ กกต. กำหนดให้วันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. นั้น ถือเป็นแนวทางที่ช่วยประหยัดงบประมาณและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการออกเสียงประชามติ และออกมาใช้สิทธิของตนเองอย่างเต็มที่

ที่มา – กกต. ออกประกาศวันออกเสียงประชามติ วันเดียวกับวันเลือกตั้ง ยันต้องไปใช้สิทธิ 8 ก.พ. 69 เท่านั้น

ครม.เคาะ! ถามประชามติ “เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่”

นายกฯ เผย ครม.นัดพิเศษ เคาะส่งคำถามประชามติของ ครม. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่ง กกต. หวังทำได้พร้อมวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ไม่อยากให้เสียบประมาณ 4,000 ล้านโดยใช่เหตุ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณาคำถามประชามติที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีกลับให้ ครม. เลือกเพียงคำถามเดียว จากนั้นเวลา 11.42 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบให้เสนอคำถามประชามติของคณะรัฐมนตรี โดยจะส่งกลับไปยัง กกต. เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนอย่างถูกต้องไม่ให้มีการถูกตีความในภายหลัง

ส่วนที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าหากที่ประชุมรัฐสภาเลือกคำถามของพรรคภูมิใจไทยก็จบตั้งแต่แรกนั้น นายอนุทิน ระบุว่า คำถามก็คล้ายๆ กันเพียงแต่ทำอย่างไรให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หากไม่ถูกต้องจะต้องมาตีความ เมื่อประชาชนลงมติไปแล้วเดี๋ยวจะต้องมาลงประชามติใหม่ มันก็ไม่ใช่ที่ เรามีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการให้ถูกต้อง มีการรับรองของทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กรณีคำถามประชามติให้ยกเลิก MOU 2543 และ 2544 พรรคภูมิใจไทยจะนำมาเป็นนโยบายหาเสียงหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ก็เป็นไปได้ ทางพรรคมีความชัดเจนในเรื่องนี้ เมื่อถามอีกว่าการทำประชามตินี้จะพร้อมกับวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ตรงนี้อยู่ที่ กกต. แต่ถ้าในส่วนของ ครม. ก็อยากให้ทำในวันเดียวกัน เพราะมีเหตุผลเรื่องความสะดวกและการใช้งบประมาณ หากระยะเวลาห่างกันแค่สัปดาห์เดียวจากที่ตนฟังมาใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท ก็เป็นการเสียบประมาณโดยใช่เหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำถามของคณะรัฐมนตรี คือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่วนคำถามของรัฐสภาที่ส่งมายัง ครม. คือ “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ได้ข้อสรุปที่สำคัญเกี่ยวกับการทำประชามติเพื่อถามความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย ครม. ได้เคาะคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติ และส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คำถามประชามติที่ ครม. เห็นชอบคือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ประเด็นสำคัญของการทำประชามติครั้งนี้คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ การที่ ครม. เร่งดำเนินการในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ทำไมต้องถามว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?

การถามความเห็นของประชาชนว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะเป็นการยืนยันว่ามีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และเปิดทางให้มีการดำเนินการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

นอกจากนี้ การทำประชามติยังเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง หากไม่มีการถามความเห็นของประชาชนก่อน อาจมีข้อโต้แย้งว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การทำประชามติจึงเป็นการสร้างความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

การที่นายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นว่าต้องการให้การทำประชามติเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็เป็นเพราะต้องการประหยัดงบประมาณและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน การทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง และทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิในการออกเสียงประชามติได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำประชามติยังคงต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กกต. จะต้องตรวจสอบคำถามประชามติให้ถูกต้อง และดำเนินการจัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการทำประชามติสะท้อนความเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง

สรุปแล้ว การที่ ครม. เคาะคำถามประชามติ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทำประชามติจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะเป็นการเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืน มาร่วมกันแสดงพลังและกำหนดอนาคตของประเทศด้วยเสียงของเรา

ที่มา – เคาะคำถามประชามติของ ครม. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่ง กกต.

อนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน.

“นายกฯ อนุทิน” เรียกถก ครม.นัดพิเศษ เคาะคำถามประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ หลัง กกต. ตีกลับมาให้เลือกมาเพียงคำถามเดียว เหตุ กกต. ไม่มีอำนาจในการเลือก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ครั้งที่ 3/2568 ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีวาระสำคัญเพียงเรื่องเดียว คือ กรณีคำถามประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ได้มีมติส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 คำถามคือ 1. “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ซึ่งเป็นมติที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม และ 2. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งเป็นไปตามที่ ครม.กำหนด และเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ มีรายงานว่า กกต. ได้มีหนังสือตอบกลับมาที่ ครม. ว่า กกต. ไม่มีอำนาจในการเลือกคำถามประชามติ ครม. ต้องมีมติเลือกเพียงคำถามเดียว แล้วส่งมาให้ กกต. ดำเนินการ ซึ่งในการประชุม ครม.นัดพิเศษ จะหารือกันเพื่อเลือกคำถามเดียว.

อนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน.

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีแบบนัดพิเศษเพื่อพิจารณาเรื่องอนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน. แสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนและความสำคัญของประเด็นนี้

ทำไมต้องเคาะคำถามประชามติใหม่?

การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีกลับคำถามประชามติที่ ครม. เสนอมานั้น เป็นเพราะ กกต. มองว่าไม่มีอำนาจในการเลือกคำถาม ดังนั้น ครม. จึงต้องเป็นผู้พิจารณาและเลือกคำถามเดียวที่จะใช้ในการทำประชามติเสียก่อน ซึ่งกระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคำถามที่ใช้ในการทำประชามติจะมีผลต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางของประเทศในอนาคต

การประชุม ครม. นัดพิเศษในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการตัดสินใจว่าคำถามใดจะถูกนำไปใช้ในการทำประชามติ ซึ่งผลของการทำประชามติก็จะนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร การพิจารณาเรื่องอนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน. จึงเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ข้อเสนอคำถามประชามติ 2 คำถามที่ ครม. เสนอไปนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และเหตุใด ครม. จึงต้องเลือกเพียงคำถามเดียว ประชาชนควรทำความเข้าใจเนื้อหา รายละเอียด และความแตกต่างของคำถามทั้งสอง เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงประชามติที่จะมีขึ้นในอนาคต

ความโปร่งใสและความเข้าใจของประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุน การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนี้จะช่วยสร้างความชอบธรรมและความยั่งยืนให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน. อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของทุกคน ดังนั้น การติดตามข่าวสารและการทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคน มาร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนกันเถอะ

ที่มา – “อนุทิน” เรียกถก ครม.นัดพิเศษ เคาะคำถามประชามติ รธน. หลัง กกต. ตีกลับ ให้เลือกแค่ 1

กกต.เตือน! ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

กกต. ยืนยันความพร้อมจัดทำประชามติ ควบคู่ไปกับการลงคะแนนเลือกตั้งทั่วประเทศ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เตือนพรรคการเมืองว่าสามารถหาเสียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนเวทีประชามติต้องห้ามการหาเสียง หากไม่ระมัดระวังอาจเสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดทำประชามติว่า รัฐบาลได้ส่งหนังสือมายัง กกต. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม เรื่องการขอให้ กกต. จัดทำประชามติ ตามมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ 2564 โดยมีรายละเอียดสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ เหตุผลความจำเป็น สาระสำคัญของเรื่องที่จะทำประชามติ และงบประมาณตามกฎหมายที่กำหนด เพื่อให้ กกต. เตรียมเอกสารที่จะส่งให้กับประชาชน

ทั้งนี้ กระบวนการประชามติยังไม่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ 100% และต้องรออีก 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศวันออกเสียงประชามติ ซึ่งคาดว่าจะตรงกับวันเลือกตั้งที่ 8 กุมภาพันธ์ กกต. ได้ให้ข้อมูลกับรัฐบาลไปแล้วว่าสามารถจัดประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งได้ กกต. มีความพร้อม แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล

เลขาธิการ กกต. ยังได้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งและการรณรงค์การออกเสียงประชามติ การหาเสียงคือการที่พรรคการเมืองหาคะแนนนิยมเพื่อให้ประชาชนเลือกผู้สมัครหรือพรรคของตนเอง แต่การทำประชามติคือการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของประเด็นที่จะทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หน่วยงานที่ให้ กกต. จัดทำประชามติ ได้ส่งข้อมูลมาเพื่อให้ กกต. เผยแพร่ให้กับประชาชนตามมาตรา 15 และจะมีการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

นายแสวง กล่าวย้ำว่า การหาเสียงเป็นการเสนอแนวทางและนโยบายของพรรค แต่เวทีประชามติคือเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของประเด็นที่จะทำประชามติ ไม่ใช่เวทีหาเสียง ข้อมูลที่ส่งมาตามมาตรา 15 ต้องเป็นกลาง และ กกต. จะต้องจัดเวทีแสดงความคิดเห็นให้มีความทัดเทียมกันทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้สมัคร สส. หรือตัวแทนพรรคการเมืองสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ นายแสวงอธิบายว่าข้อมูลที่รัฐบาลส่งมา หรือข้อมูลที่สภาจัดทำ จะต้องไม่ชี้นำ แต่จะต้องให้ข้อมูลที่เป็นกลางเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของประเด็นประชามติ ตามมาตรา 15 ในขณะที่การให้ข้อมูลกับประชาชน ฝ่ายที่เห็นชอบก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นด้วย ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวไปในอีกทางหนึ่ง

ดังนั้น ในส่วนของการทำประชามติ จะมี 2 ส่วน คือ ส่วนของข้อมูลและส่วนของความคิดเห็น ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติสากล ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัคร สส. สามารถนำประเด็นประชามติไปใช้ในการหาเสียงได้ แต่หากเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติ กสทช. จะดูแลสื่อของรัฐและสื่อเอกชนให้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน และสำนักงาน กกต. จะทำความเข้าใจเรื่องนี้กับสื่อมวลชนและประชาชนไปพร้อมกัน

เมื่อถามว่า ในเวทีปราศรัยหาเสียง พรรคการเมืองสามารถบอกได้หรือไม่ว่าประชาชนควรจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการทำประชามติ นายแสวง กล่าวว่า พรรคสามารถบอกได้ว่านโยบายของพรรคเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่าเป็นการหาเสียง แต่ในเวทีประชามติ ผู้ที่พูดจะต้องไม่ใช่พรรคการเมือง แต่เป็นตัวแทนของฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นประชามติ

หากพรรคการเมืองต้องการแสดงความคิดเห็นในเวทีประชามติ จะต้องลงทะเบียนเป็นฝ่ายเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้น การหาเสียงของพรรคจึงทำได้เพียงการเสนอว่า พรรคมีนโยบายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ หากล้ำเส้นก็จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

“ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องระมัดระวัง และต้องพิจารณาว่าขณะที่พูด กำลังอยู่ในเวทีกรอบกฎหมายเลือกตั้ง หรืออยู่ในเวทีกรอบการทำประชามติ” นายแสวง กล่าวย้ำ

เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงกรณี ครม. เตรียมหารือเรื่องคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติว่า กกต. ขอเวลาพิจารณารายละเอียดในหนังสือที่ ครม. ส่งมาก่อน แต่โดยหลักกฎหมายแล้ว อำนาจในการกำหนดคำถามเป็นของหน่วยงานที่ส่งเรื่องมาให้ทำประชามติ ไม่ใช่ กกต.

ส่วนงบประมาณในการจัดทำประชามติ หากไม่รวมกับการจัดการเลือกตั้ง จะใช้งบประมาณใกล้เคียงกับการเลือกตั้ง เนื่องจากมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 53 ล้านคน หากแยกกันทำจะต้องใช้งบประมาณประมาณหมื่นล้านบาท แต่หากจัดพร้อมกัน จะใช้งบประมาณประมาณ 8 พันล้านบาท

กกต.เตือน! ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

สิ่งที่ผู้สมัคร สส. ต้องระวังเกี่ยวกับการแสดงความเห็นต่อประชามติ

จากคำเตือนของ กกต. นี้ ผู้สมัคร สส. และพรรคการเมืองควรระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเข้าข่ายชี้นำประชาชนและผิดกฎหมายเลือกตั้ง การทำความเข้าใจข้อกำหนดและขอบเขตที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – กกต.เตือนผู้สมัคร สส. ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

กลุ่มเฉลิมชัย ซบกล้าธรรมพรุ่งนี้! ยศสิงห์มาด้วย

“ก๊วนเฉลิมชัย” เตรียมเปิดตัวเข้าร่วมพรรคกล้าธรรม (กธ.) อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ พร้อมด้วยนายยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในขณะที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง ขอเว้นวรรคทางการเมืองและส่งบุตรชายลงสมัครแทน

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตา โดยพรรคกล้าธรรมเตรียมเปิดตัวอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) จากกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย ซึ่งนำโดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในปี 2569 ที่จะมาถึงนี้

รายชื่อผู้ที่จะเข้าร่วมพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย:

  • นายประมวล พงศ์ถาวราเดช อดีต สส.ประจวบคีรีขันธ์
  • นายจักรพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ อดีต สส.ประจวบคีรีขันธ์
  • นายชาตรี หล้าพรหม อดีต สส.สกลนคร
  • นายวุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต สส.อุบลราชธานี
  • น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต สส.พัทลุง
  • ว่าที่ร้อยโท ยุทธการ รัตนมาศ อดีต สส.นครศรีธรรมราช
  • พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ อดีต สส.สงขลา
  • นายยูนัยดี วาบา อดีต สส.ปัตตานี
  • นายฐิตินัย ตั้งบูรพากิจ สจ. ประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยตนเอง

ในส่วนของนายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.สงขลา เขต 5 จะไม่ลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่จะส่งนายวงศ์วชิระ ขาวทอง บุตรชาย ลงสมัครแทน นอกจากนี้ น.ส.สุภาพร กำเนิดผล ภรรยาของนายเดชอิศม์ อดีต สส.สงขลา เขต 6 ก็จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเช่นกัน โดยจะส่งผู้สมัครคนอื่นลงแทน ส่วนนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง บุตรชายอีกคนของนายเดชอิศม์ ยังคงสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา พลังประชารัฐ (พปชร.) และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และนายสันต์ แซ่ตั้ง อดีต สส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับนายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แกนนำกลุ่มชลบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะเปิดตัวเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมในวันที่ 16 ธันวาคม พร้อมกับ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จะมาร่วมงานด้วย

เหตุผลสำคัญในการเข้าร่วมพรรคกล้าธรรมของนายชัยวัฒน์คือเรื่องของพื้นที่เขตในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและไม่ทับซ้อนกับนายอิทธิ ศิริลัทธยากร

กลุ่มเฉลิมชัย กับก้าวต่อไปทางการเมือง

การเปิดตัวใหญ่ของผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในวันที่ 2 ธันวาคม และเลื่อนมาเป็นวันที่ 22 ธันวาคม ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวพร้อมกันภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัครและมีการจับเบอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้การย้ายเข้ากลุ่มเฉลิมชัยครั้งนี้ เป็นที่น่าจับตามอง

ทำไมการเข้าร่วมพรรคกล้าธรรมของกลุ่มเฉลิมชัยจึงน่าสนใจ?

การตัดสินใจของ กลุ่มเฉลิมชัย ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเลือกตั้งที่จะมาถึง การที่อดีต สส. และ สจ. ที่มีประสบการณ์มารวมตัวกัน จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคกล้าธรรม และเพิ่มโอกาสในการได้รับเลือกตั้งมากขึ้น นอกจากนี้ การที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เว้นวรรคและส่งบุตรชายลงสมัครแทน ก็เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

การตัดสินใจของ กลุ่มเฉลิมชัย ในการเข้าร่วมพรรคกล้าธรรม สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและนำเสนอนโยบายใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน การเลือกตั้งครั้งหน้าจึงเป็นโอกาสสำคัญที่พรรคกล้าธรรมจะได้พิสูจน์ตัวเอง และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารประเทศ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด และจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคต การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้ผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ที่มา – กลุ่มเฉลิมชัย เข้าซบกล้าธรรมพรุ่งนี้ “ยศสิงห์” มาด้วย ส่วน “เดชอิศม์” ขอเว้นวรรค

Scroll to top