คณะกรรมการการเลือกตั้ง

“เรืองไกร” ยื่นฟ้อง กกต. ระงับประชามติ 8 ก.พ.

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ ดราม่าร้อนแรงสุดๆ เมื่อ“เรืองไกร” ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง ขอมีคำสั่ง ระงับการทำประชามติ 8 ก.พ.นี้ เพื่อให้ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่คนไทยหลายคนจับตา เพราะเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 2569 และอนาคตรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“เรืองไกร” ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง ขอมีคำสั่ง ระงับการทำประชามติ 8 ก.พ.นี้

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 น. ที่ศาลปกครองกลาง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ทันที และสั่งให้ กกต. ส่งเรื่องกลับไปยังรัฐสภาเพื่อแก้ไขมติให้ตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ผ่านทางคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นอกจากนี้ ยังมีคำขอให้ศาลออกมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว โดยสั่งระงับการจัดทำประชามติทั่วประเทศในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หากดำเนินการต่อไปโดยไม่ถูกต้อง

เหตุผลหลักที่ “เรืองไกร” ยื่นฟ้อง กกต.

นายเรืองไกร อธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน โดยอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งกำหนดว่ารัฐสภาต้องลงมติเห็นชอบในการตั้งคำถามประชามติ โดยใช้คำว่า “เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” แต่จากเอกสารมติรัฐสภา ตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ด่วนที่สุด ที่ สผ 0014/13808 ลงวันที่ 12 ธ.ค. 2568 พบว่ารัฐสภาใช้คำว่า “เห็นด้วย” แทน “เห็นชอบ” และคำถามที่ใช้ตามญัตติด่วนของนายชูศักดิ์ ศิรินิล คือ “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

ดังนั้น มติรัฐสภาและคำถามประชามติของ กกต. จึงไม่ตรงตามคำวินิจฉัยศาล ทำให้การแจ้งให้ประชาชนไปลงคะแนนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นายเรืองไกร จึงอ้างว่าตนได้รับความเดือดร้อนและขอให้ศาลสั่งตามที่ร้อง

  • ปัญหาคำถามไม่ตรง: “เห็นชอบ” vs “เห็นด้วย” – สร้างความคลุมเครือ
  • ขั้นตอนไม่ถูกต้อง: กกต. ดำเนินการโดยไม่มีอำนาจเต็ม
  • ผลกระทบ: อาจทำให้ประชามติล้มเหลว สิ้นเปลืองงบประมาณ

กรณีนี้สะท้อนปัญหาการร่างกฎหมายและขั้นตอนการเมืองที่ต้องเคร่งครัด โดยเฉพาะในยุคที่ประชาชนให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ประชามติครั้งนี้เป็นขั้นตอนแรกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรองรับการเลือกตั้ง 2569 หากถูกระงับ อาจทำให้กระบวนการล่าช้า ส่งผลต่อตารางเลือกตั้ง

背景และความสำคัญของประชามติ 8 ก.พ.

ประชามติครั้งนี้เกิดจากกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2568 เพื่อให้มีฉบับใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เป็นตัวกำหนดกรอบชัดเจน แต่การใช้คำไม่ตรงกันกลายเป็นจุดถ่วง หากศาลรับคำร้องและสั่งระงับ จะเป็นการย้อนกลับไปแก้ไขที่รัฐสภาใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเมืองมองว่า เรื่องนี้เป็นการตรวจสอบถ่วงทางกฎหมาย (judicial review) ที่สำคัญ ช่วยให้การเมืองไทยเดินหน้าอย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่เร่งรีบเพื่อผลประโยชน์บางกลุ่ม

ในมุมมองของผู้เขียน การยื่นฟ้องครั้งนี้ของนายเรืองไกร แสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษากฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่การเมืองไทยต้องการมากในตอนนี้ หากไม่แก้ไขจุดบกพร่องเล็กๆ อย่างคำศัพท์ อาจนำไปสู่ข้อพิพาทใหญ่ในอนาคต สุดท้ายแล้ว ประชาชนคือผู้ตัดสินใจ แต่ต้องเป็นกระบวนการที่ถูกต้อง 100%

คุณคิดอย่างไรกับกรณี “เรืองไกร” ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง ขอมีคำสั่ง ระงับการทำประชามติ 8 ก.พ.นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตคดีจากศาลปกครองได้ที่นี่!

ที่มา – “เรืองไกร” ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง ขอมีคำสั่ง ระงับการทำประชามติ 8 ก.พ.นี้

กกต. ออกแถลงการณ์ ส่งกำลังใจให้ กปน. หลังวิจารณ์

ในช่วงที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและออกเสียงประชามติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ออกแถลงการณ์ ส่งกำลังใจให้ กปน. หลังจากที่การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนและสื่อต่างๆ ว่ามีความวุ่นวาย บกพร่อง และบางส่วนกล่าวหาว่าอาจมีทุจริต กกต. ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อชื่นชมและให้กำลังใจแก่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ

กกต. ออกแถลงการณ์ ส่งกำลังใจให้ กปน. หลังเลือกตั้งล่วงหน้าถูกวิจารณ์

กกต. ออกแถลงการณ์ ส่งกำลังใจให้ กปน.

แถลงการณ์ของกกต. เน้นย้ำถึงบริบทที่เกิดขึ้นหลังพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 โดยกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปและวันออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันเดียวกัน การเลือกตั้งล่วงหน้ามีผู้ใช้สิทธิ์จำนวนมาก แต่กลับถูกวิจารณ์ว่าการจัดการไม่เรียบร้อย กปน. ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และจิตอาสาประชาชนในพื้นที่กว่า 20,000 คนทั่วประเทศ ต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาล กกต. เข้าใจดีว่าพวกเขาอาจรู้สึกท้อแท้ แต่ยืนยันว่าทุกคนทำหน้าที่เต็มที่เพื่อความสุจริตและเที่ยงธรรม

กกต. ชื่นชมความเสียสละของกปน. และผู้ปฏิบัติงานที่ช่วยจัดการเลือกตั้งให้สำเร็จลุล่วงท่ามกลางความคาดหวังสูงจากประชาชน แถลงการณ์ยังระบุว่าการปฏิบัติงานอาจมีข้อบกพร่องบ้างตามปกติ แต่ย้ำชัดเจนว่าจะไม่มีการสนับสนุนหรือส่งเสริมการทุจริตเด็ดขาด โดยเฉพาะในวันเลือกตั้งหลักที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะมีผู้ปฏิบัติงานรวมกว่า 1,500,000 คนทั่วประเทศ

แถลงการณ์กกต. ส่งกำลังใจกปน. เลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์

สาเหตุวิจารณ์เลือกตั้งล่วงหน้าและการตอบโต้ของกกต.

การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 1 ก.พ. 2569 เจอปัญหาหลายอย่าง เช่น คิวยาว เอกสารไม่พร้อม และข้อกล่าวหาบางหน่วยว่ามีการทุจริต ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียและสื่อหลัก กกต. ออกแถลงการณ์ ส่งกำลังใจให้ กปน. เพื่อย้ำว่าพวกเขาเป็นจิตอาสาที่มีส่วนร่วมสำคัญในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย แม้จะมีข้อผิดพลาด แต่โดยรวมคือความทุ่มเทที่ควรได้รับการยกย่อง

ย้ำวัน 8 ก.พ. 2569 จะสุจริต โปร่งใส 100%

กกต. มั่นใจว่าวันเลือกตั้งจริงและประชามติ 8 ก.พ. จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริต และโปร่งใส โดยขอขอบคุณกปน. จากวันล่วงหน้าและส่งกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเตรียมพร้อม พวกเขาย้ำว่าพลังความร่วมมือของประชาชนคือหัวใจของประชาธิปไตยไทย

  • ชื่นชมกปน. และจิตอาสา: ทุ่มเท เสียสละ แรงกายแรงใจ
  • รับทราบข้อบกพร่อง: อาจเกิดได้ แต่ไม่ใช่ทุจริต
  • มั่นใจวันหลัก: 1.5 ล้านคนปฏิบัติงาน สุจริตโปร่งใส
  • ส่งกำลังใจ: เพื่อแผ่นดินและประชาธิปไตย

การออกแถลงการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของกกต. ในการรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง แม้จะถูกวิจารณ์ แต่ก็เป็นโอกาสในการปรับปรุงเพื่อวันสำคัญ 8 ก.พ. ที่จะกำหนดอนาคตประเทศไทย

ความเห็นส่วนตัว: การส่งกำลังใจเช่นนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะกปน. คือฮีโร่เงียบที่ทำให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป หวังว่าทุกคนจะร่วมมือกันทำให้เลือกตั้งครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดี

CTA: อย่าลืมไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเสียงของเราจะดังก้องทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – กกต. ออกแถลงการณ์ ส่งกำลังใจให้ กปน. หลังเลือกตั้งล่วงหน้าถูกวิจารณ์ ย้ำ 8 ก.พ. สุจริต โปร่งใส

“ภราดร” ยัน ภูมิใจไทย ไม่มีดีลเก้าอี้ล่วงหน้า

“ภราดร” ยัน ภูมิใจไทย ไม่มีดีลเก้าอี้ล่วงหน้า กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสนใจในแวดวงการเมืองไทยช่วงใกล้วันเลือกตั้ง เมื่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร ส.ส. เขตอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนถึงการคาดหวังที่นั่ง ส.ส. ของพรรค และปฏิเสธข่าวลือเรื่องการดีลแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีล่วงหน้า ข่าวนี้ไม่เพียงยืนยันจุดยืนของพรรคภูมิใจไทย แต่ยังสะท้อนมุมมองของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ต่างตั้งเป้าไว้สูง รอประชาชนตัดสินใจในวันสำคัญ 8 กุมภาพันธ์ 2569

“ภราดร” ยัน ภูมิใจไทย ไม่มีดีลเก้าอี้ล่วงหน้า

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าพรรคอาจได้ ส.ส. กว่า 200 ที่นั่ง โดยย้ำว่าทุกพรรคต่างคาดหวังสูง เช่น พรรคกล้าธรรม (กธ.) ตั้งเป้า 80-90 ที่นั่ง พรรคประชาชน (ปชน.) ล่าสุดบอกว่าอาจได้ถึง 300 ที่นั่ง หากรวมกันก็เกือบ 700-800 ที่นั่ง แต่สุดท้ายแล้ว ผลจริงอยู่ที่ประชาชนจะโหวตให้พรรคไหนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในวันที่ 8 ก.พ.

นายภราดร ยังชี้แจงเรื่องโพลของพรรคว่า ตนอยู่ในพื้นที่ ไม่ทราบรายละเอียด แต่เน้นย้ำว่าต้องรอผลเลือกตั้งจริง ส่วนกระแสข่าวการดีลเก้าอี้รัฐมนตรีล่วงหน้า เขาปฏิเสธทันทีว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มี รอให้ผลเลือกตั้งออกมาก่อน และดูว่าประชาชนไว้วางใจพรรคใด เมื่อถามถึงสถานการณ์ในพื้นที่ เขาหยอกล้อด้วยอารมณ์ขันว่า “มีแต่โคกกระสุน ติดล้อยาง รั่วไปหมดแล้ว” ทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย

ฝากข้อคิดถึง กกต. เรื่องความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า

นายภราดร ยังฝากถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับความผิดพลาดในการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 ก.พ. โดยขอให้ตรวจสอบหากมีบกพร่องจริง และหามาตรการแก้ไข เพราะเรื่องนี้ละเอียดอ่อน อาจทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจในกระบวนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ เขาเชื่อว่ากกต. จะระมัดระวังมากขึ้นเพื่อความโปร่งใส

ประเด็นเยียวยาน้ำท่วม: อนุมัติครบก่อนยุบสภา ไม่ใช่ล่าช้า

อีกประเด็นสำคัญที่นายภราดร ชี้แจงคือ เรื่องเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าล่าช้า โดยยืนยันว่า ครม. อนุมัติเงินทั้งหมดก่อนยุบสภาแล้ว เช่น เงิน 9,000 บาท 2 รอบ รวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท และเงินขั้นบันไดในภาคกลาง เหนือตอนล่าง และใต้บางส่วน

  • รอบที่ 1: เงิน 9,000 บาท อนุมัติครบ
  • รอบเพิ่มเติม: จากการลงทะเบียนใหม่ ทำให้ขาดเงิน 2.1 พันล้านบาท
  • สถานะล่าสุด: ครม. อนุมัติเพิ่ม แต่กกต. ไม่ให้ใช้หลังยุบสภา กำลังเสนอมติใหม่

นายภราดร อธิบายว่า หลังจ่ายเงินไปแล้ว มีประชาชนลงทะเบียนเพิ่ม ทำให้วงเงินไม่พอ จึงขอเพิ่ม 2 พันกว่าล้านบาท แต่ติดขั้นตอนขออนุญาตกกต. ในช่วงยุบสภา ล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมเสนอใหม่ ครม. จะมีมติใหม่และส่งกกต. อีกครั้ง โครงการนี้ไม่ใช่ใหม่ แต่เป็นการขอเพิ่มเพื่อชดเชยให้ครบถ้วน หากกกต. อนุมัติ ปภ. และจังหวัดพร้อมจ่ายทันที สำนักงบประมาณก็พร้อม ยืนยันครม. ไม่ได้ช้า เพียงแต่มีอุปสรรคช่วงเปลี่ยนผ่าน

ประเด็นนี้ถูกนำไปปราศรัยโดยพรรคอื่น แต่นายภราดร ย้ำว่าทุกอย่างเรียบร้อยก่อนยุบสภา เพียงรอสัญญาณจากกกต. ซึ่งจะช่วยเยียวยาประชาชนผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วมได้ทันท่วงที

วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองใกล้เลือกตั้ง

จากคำสัมภาษณ์ของนายภราดร สะท้อนภาพรวมการเมืองไทยที่ทุกพรรคกำลังลุ้นผลเลือกตั้งอย่างเมามันส์ พรรคภูมิใจไทยภายใต้นายอนุทิน ยังคงเป็นพรรคใหญ่ที่มีฐานเสียงมั่นคง โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคกลาง ข่าว “ภราดร” ยัน ภูมิใจไทย ไม่มีดีลเก้าอี้ล่วงหน้า นี้ ช่วยเสริมภาพลักษณ์โปร่งใส ไม่รีบร้อนดีลก่อนผลออก ซึ่งอาจเป็นจุดขายสำคัญต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการความซื่อสัตย์

นอกจากนี้ เรื่องเยียวยาน้ำท่วมยังเป็นบททดสอบว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันบริหารจัดการภัยพิบัติได้ดีแค่ไหน แม้จะมีอุปสรรคจากกกต. แต่การแก้ไขอย่างรวดเร็วแสดงถึงความรับผิดชอบ หากคุณกำลังติดตามข่าวการเลือกตั้ง 2569 อย่าลืมตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งและออกมาใช้สิทธิในวัน 8 ก.พ. เพื่อกำหนดอนาคตประเทศ

Insight สุดท้าย: การที่พรรคการเมืองยึดหลักรอผลประชาชนตัดสิน แสดงถึงหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่ดีลใต้ดิน คุณคิดว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้ตามเป้า 200+ ที่นั่งหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์บทความนี้เพื่อแจ้งเตือนเพื่อนๆ ให้ติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “ภราดร” ยัน ภูมิใจไทย ไม่มีดีลเก้าอี้ล่วงหน้า ทุกพรรคตั้งเป้าไว้สูง สุดท้ายตัดสินกันวันที่ 8 ก.พ.

กกต. สั่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อตผิดพลาดเลือกตั้ง

กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งใหญ่และประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กำลังจะมาถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้มีมติสำคัญในการประชุมล่าสุด เพื่อเร่งรัดการตรวจสอบข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า และปัญหาการเบิกเงินจำนวนมหาศาลจากนิติบุคคล ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า

ในการประชุม กกต. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.30 น. สำนักงาน กกต. ได้สรุปรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้าให้ที่ประชุมทราบ โดยมีแนวทางแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในการเลือกตั้งใหญ่และการออกเสียงประชามติที่กำลังจะมีขึ้นในวันอาทิตย์หน้า นอกจากนี้ ยังมีการรายงานข้อมูลการเบิกเงินผิดปกติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งสำนักงาน กกต. กำลังตรวจสอบมูลเหตุและความเชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง โดย กกต. กำชับให้ฝ่ายสืบสวนเร่งดำเนินการโดยด่วน

ปัญหาความผิดพลาดในการเลือกตั้งล่วงหน้า

ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้ามีหลายประการ เช่น การปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ไม่ปิดเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครบางเบอร์ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงข้อผิดพลาดอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้สมัคร นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้ส่งข้อความในกลุ่มไลน์สำนักงาน กกต. ถึงเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยระบุว่าข่าวที่นำเสนอทำให้สำนักงานและตัวเขาเองเสียหายอย่างมาก และเรื่องนี้ “คงไม่จบลงง่ายๆ” จึงสั่งการให้ กกต. จังหวัดที่เกี่ยวข้องรายงานชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็ว พร้อมให้สำนักประชาสัมพันธ์ถอดเทปกรณีต่างๆ เพื่อติดตามและรายงานต่อ กกต.

การตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองและเบิกเงินบิ๊กล็อต

ที่ประชุม กกต. ยังไม่ได้พิจารณาข้อสังเกตจากคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของ 51 พรรคการเมืองที่ใช้เงินพรรคในการโฆษณาหาเสียง ส.ส. โดยจะนำเข้าประชุมวันที่ 3 กุมภาพันธ์ต่อไป สำหรับการเบิกเงินบิ๊กล็อตนั้น กกต. มองว่าอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง จึงสั่งเร่งตรวจสอบข้อมูลจาก ธปท. เพื่อหาความเชื่อมโยง

  • สรุปรายงานปัญหาเลือกตั้งล่วงหน้าและแนวทางแก้ไข
  • ตรวจสอบข้อมูลเบิกเงินผิดปกติจากนิติบุคคล
  • กำชับฝ่ายสืบสวนเร่งดำเนินการ
  • สั่ง กกต. จังหวัดรายงานชี้แจงความผิดพลาด
  • ถอดเทปข่าวเพื่อติดตามทุกประเด็น

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของ กกต. ในการรักษาความโปร่งใสและเป็นธรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยไทย การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และปัญหาที่เกิดขึ้นหากไม่แก้ไขทันที อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการเลือกตั้งหลัก

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองมองว่า การสั่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อตจะช่วยป้องกันการฟอกเงินหรือการทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปัญหาคงตัวในอดีต โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลจากธนาคารช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วขึ้น กกต. จึงต้องใช้โอกาสนี้แสดงศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

สำหรับประชาชนที่สนใจติดตาม สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ กกต. อย่างเป็นทางการ เพื่อให้เข้าใจกระบวนการเลือกตั้งมากขึ้น และอย่าลืมไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งใหญ่และประชามติ เพื่อเสียงของเราจะดังและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของ กกต. ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามทุจริต หากดำเนินการได้ผล จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างมาก

ที่มา – กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า

ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบ กปน.

ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบสวน-สั่งปลด กปน. ให้ข้อมูลเท็จวันเลือกตั้งล่วงหน้า เป็นประเด็นร้อนที่พรรคประชาชนกำลังเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง หลังจากเกิดปัญหามากมายในวันเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ยังอาจบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด

ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบสวน-สั่งปลด กปน. ให้ข้อมูลเท็จวันเลือกตั้งล่วงหน้า

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 พรรคประชาชนได้เตรียมยื่นหนังสือด่วนที่สุดถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นในที่เลือกตั้งกลางนอกเขตและในเขตทั่วประเทศ ปัญหาเหล่านี้ถูกเปิดโปงจากสื่อและประชาชนที่ไปใช้สิทธิ ทำให้เกิดคำถามใหญ่ถึงความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

ปัญหาหลักที่ปชน. ชี้ให้ กกต. สอบสวน

  • กรณีที่ 1: กรรมการประจำที่เลือกตั้งกลางนอกเขต ไม่กรอกข้อมูลจังหวัด เขตเลือกตั้ง หรือรหัสเขตลงในซองบัตรเลือกตั้ง (แบบ ส.ส.5/2) อย่างถูกต้อง เช่น ที่โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม จ.สมุทรปราการ หน่วยของผู้มีสิทธิจาก จ.เพชรบูรณ์ กลับกรอกรหัส 57 แทน 67 ซึ่งผิดระเบียบ กกต. ข้อ 200 ส่งผลให้บัตรเลือกตั้งอาจถูกนับผิดเขต สับสนหมายเลขผู้สมัคร และบิดเบือนเจตจำนงประชาชน อาจเข้าข่ายเลือกตั้งไม่สุจริต
  • กรณีที่ 2: ที่เลือกตั้งกลางหลายแห่งใน จ.ชลบุรี เช่น หน่วยวัดพันเสด็จนอก ศาลากลางจังหวัด อาคารโดมโรงเรียนเมืองพัทยา 7 และโรงเรียนสิทธิสุนทร อ.สัตหีบ ไม่มีประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. แบ่งเขต (แบบ ส.ส.4/14) โดยเฉพาะนางทิพา ปวีณาเสถียร พรรคประชาชน หมายเลข 8 เขต 1 จ.ลำปาง ที่แย่กว่านั้น เมื่อผู้มาเลือกตั้งทวงถาม เจ้าหน้าที่กลับให้ข้อมูลเท็จว่า ผู้สมัครนี้ถูกศาลฎีกาถอนสิทธิ ซึ่งไม่เป็นความจริง

ปัญหาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการ ประธาน กปน. และผู้ช่วย ซึ่งอาจเป็นการทุจริต จงใจละเลย หรือปฏิบัติมิชอบ พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้ กกต. เร่งตรวจสอบทั่วประเทศ หากพบผิดให้สั่งปลดทันทีตามอำนาจที่มี พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในวันเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2568

นอกจากนี้ พรรคยังขู่หากไม่จัดการ จะร้องทุกข์ดำเนินคดีตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 23, พ.ร.ป.กกต. 2560 มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ฝ่ายกฎหมายพรรคจะยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการเช้าวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เวลา 08:46 น.

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งที่ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม หากปล่อยไว้ อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตย การที่ปชน. ออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้ ถือเป็นการปกป้องสิทธิประชาชนอย่างแท้จริง ผู้สนใจควรติดตามผลการยื่นหนังสือครั้งนี้ เพราะจะเป็นตัวชี้วัดว่า กกต. จะรับมือปัญหาอย่างจริงจังแค่ไหน

ในมุมมองของเรา การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นด่านทดสอบแรก หากมีปัญหาขนาดนี้ วันเลือกตั้งจริงต้องเข้มงวดยิ่งขึ้น ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมได้โดยรายงานปัญหาผ่านช่องทาง กกต. หรือพรรคที่สนับสนุน เพื่อให้การเลือกตั้งปีนี้เป็นไปด้วยดี

ติดตามข่าวการเมืองและการเลือกตั้งเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบสวน-สั่งปลด กปน. ให้ข้อมูลเท็จวันเลือกตั้งล่วงหน้า

“อนุทิน” ขอรอ “ศักดิ์ดา” แจงคลิปหลุด ไม่กลัวเสียฐานเสียง

ช่วงใกล้เลือกตั้ง สส. ทุกพรรคต่างลุ้นระทึก โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่กำลังมาแรงในหลายพื้นที่ ล่าสุดมีดราม่าคลิปเสียงหลุดของ “ศักดิ์ดา” วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย แต่ “อนุทิน” ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคกลับชิลล์สุดๆ บอกขอรอให้เจ้าตัวแจงเอง และยืนยันชัดว่า “อนุทิน” ขอรอ “ศักดิ์ดา” แจงเองคลิปเสียงหลุด ไม่กลัวกระทบฐานเสียงภูมิใจไทย วันนี้เรามาเจาะลึกเรื่องนี้กันแบบเป็นกันเองเลยนะ

“อนุทิน” ขอรอ “ศักดิ์ดา” แจงเองคลิปเสียงหลุด ไม่กลัวกระทบฐานเสียงภูมิใจไทย

เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 1 ก.พ. 2569 เวลา 18.00 น. ที่ตลาดสามโคก จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นพื้นที่แข่งขันดุเดือดของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงความมั่นใจในการเลือกตั้งท้องถิ่นนี้ โดยบอกว่าทุกพื้นที่ล้วนดุเดือด แต่พรรคคาดหวังทั้งปทุมธานีและทั่วประเทศ

พอถามถึงคลิปเสียงที่คล้ายเสียงนายศักดิ์ดา สนทนากับนักการเมืองท้องถิ่นกาญจนบุรี เนื้อหาเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง พูดถึงพรรคสีน้ำเงิน (น่าจะภูมิใจไทย) ที่มีโอกาสตั้งรัฐบาลได้แบบไม่วุ่นวาย สีส้มตั้งแล้วอาจมีปฏิวัติ สีแดงอาจไม่ได้ตั้งเพราะนายใหญ่ติดคุก อนุทินตอบแบบนิ่งๆ ว่า “มีคนส่งมาให้ฟังแล้ว มันย้อนแย้งในตัว รอเจ้าของคลิปชี้แจงเอง ไม่รู้จริงหรือปลอม มีคนบอกว่าตนใจดำ ก็ยังงงอยู่” เขาบอกว่าจะถามศักดิ์ดาตอนเจอ แต่ตอนนี้ศักดายังหาเสียงสัปดาห์สุดท้าย พรรคต้อง “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้” ตามสไตล์ภูมิใจไทย

คลิปเสียงหลุด “ศักดิ์ดา” มีอะไรน่าสนใจ

คลิปนี้กลายเป็นประเด็นร้อนทันที เพราะเนื้อหาดูเหมือนคาดเดาการเมืองหลังเลือกตั้ง พรรคสีน้ำเงินถูกมองว่ามีลุ้นตั้งรัฐบาลใหญ่ สีส้มเสี่ยงรัฐประหาร สีแดงอ่อนแอจากผู้นำติดคดี แต่หลายคนตั้งคำถามว่าคลิปนี้จริงหรือตัดต่อ? อนุทินเลือกไม่เล่นตามเกม แต่รอให้ศักดาแจงเอง แสดงถึงความเป็นมืออาชีพของพรรคที่ไม่สาดโคลนตอบโต้

  • เนื้อหาคลิปย้อนแย้ง: พูดถึงสถานการณ์รัฐบาลอนาคตแบบไม่ชัดเจน
  • อนุทินไม่ตื่นตระหนก: บอกพรรคยืนหยัดเรื่องนโยบาย ไม่พาดพิงใคร
  • ช่วงสัปดาห์สุดท้าย: คาดมีโจมตีเพิ่ม แต่ภูมิต้านทานคือประชาชน

อนุทินมั่นใจฐานเสียงพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 ติดกระแสตา

แม้เลือกตั้งล่วงหน้าจะมีปัญหา แต่ อนุทินไม่กังวล เพราะเป็นเรื่องกกต. และประชาชนเข้าใจดี พรรคจับเบอร์ 37 ซึ่งดังมาก “ไม่เคยมีใครถามเบอร์อะไร ทุกคนบอกเบอร์ 37 ทันที” เคยกังวลแต่ตอนนี้หายแล้ว เรื่องซื้อเสียงหรือสาดโคลน ก็เป็นเรื่องปกติของคนแพ้ “ทุกคนพยายามป้ายสี แต่พรรคเราพูดแต่สิ่งที่ทำได้จริงให้ประชาชน”

นี่แสดงให้เห็นกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยที่เน้นนโยบายเป็นหลัก เช่น การแก้ปัญหายาเสพติด สุขภาพ การเกษตร ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ในปทุมธานีซึ่งแข่งขันสูง พรรคยังมั่นใจเพราะฐานเสียงเหนียวแน่น อนุทินย้ำว่าไม่กลัวคะแนนหลุด เพราะคนจำพรรคและเบอร์ได้หมด

การเมืองไทยช่วงนี้ตึงเครียด คลิปหลุดแบบนี้มักถูกใช้โจมตี แต่พรรคภูมิใจไทยเลือกทางสายกลาง ไม่ออกอาการตื่นตระหนก สะท้อนความเป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง หากเทียบกับพรรคอื่นที่อาจตอบโต้รุนแรง ก็ดูแตกต่างชัดเจน

นอกจากนี้ อนุทินยังพูดถึงสัปดาห์ปล่อยของสุดท้าย ว่าจะมีดราม่าเพิ่ม แต่พรรคไม่หวั่น เพราะยึดหลักพูดเรื่องประชาชน ไม่วิจารณ์คู่แข่ง นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ฐานเสียงเหนียวแน่น โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างปทุมธานี

จากประสบการณ์เลือกตั้งครั้งก่อน พรรคภูมิใจไทยเติบโตเร็วเพราะนโยบายจับต้องได้ เช่น กัญชาเสรี การดูแลผู้ป่วยโควิด ทำให้ได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นมาก ครั้งนี้แม้มีคลิปหลุด แต่ดูท่าไม่กระทบ เพราะอนุทินจัดการได้เนียนๆ

สรุปแล้ว “อนุทิน” ขอรอ “ศักดิ์ดา” แจงเองคลิปเสียงหลุด ไม่กลัวกระทบฐานเสียงภูมิใจไทย คือทัศนคติที่ทำให้พรรคดูน่าเชื่อถือ คุณคิดว่าคลิปนี้จะส่งผลจริงไหม? หรือพรรคภูมิใจไทยจะกวาดที่นั่งเพิ่ม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะ แล้วอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้!

ที่มา – “อนุทิน” ขอรอ “ศักดิ์ดา” แจงเองคลิปเสียงหลุด ไม่กลัวกระทบฐานเสียงภูมิใจไทย

กกต. ไฟเขียว องค์กรต่างประเทศ ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ

วันนี้เรามีข่าวสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เมื่อกกต. ไฟเขียว องค์กรต่างประเทศ ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติในหลายจังหวัดทั่วประเทศ นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงถึงความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยของไทยเลยนะครับ

กกต. ไฟเขียว องค์กรต่างประเทศ ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้อนุมัติให้ผู้แทนจากต่างประเทศและองค์กรนานาชาติเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ และการออกเสียงประชามติที่กำหนดจัดในวันเดียวกัน คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ข่าวนี้ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม เวลา 14.30 น. โดยสำนักงาน กกต. ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับกระบวนการเลือกตั้งของเรา

เริ่มจากสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย ส่งผู้แทนมา 3 คน เพื่อสังเกตการณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ส่งผู้แทนถึง 15 คน ครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ นนทบุรี บุรีรัมย์ พะเยา และพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีมูลนิธิอันเฟรล (Asian Network for Free Elections: ANFREL) ซึ่งเป็นองค์กรชื่อดังด้านการเลือกตั้งในเอเชีย ส่งผู้แทน 25 คน เข้าสังเกตการณ์ทั้งวันเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. 2569 และวันหลัก 8 ก.พ. 2569 ในพื้นที่ถึง 32 จังหวัด

จังหวัดที่องค์กรต่างประเทศจะสังเกตการณ์

สำหรับ ANFREL จะครอบคลุมจังหวัดหลักๆ ดังนี้:

  • กรุงเทพมหานคร
  • ขอนแก่น
  • ฉะเชิงเทรา
  • ชลบุรี
  • ชุมพร
  • เชียงราย
  • เชียงใหม่
  • นครนายก
  • นครราชสีมา
  • นครศรีธรรมราช
  • นครสวรรค์
  • นนทบุรี
  • บุรีรัมย์
  • ปทุมธานี
  • ปัตตานี
  • พะเยา
  • พัทลุง
  • พิษณุโลก
  • มหาสารคาม
  • ระยอง
  • ราชบุรี
  • ลำพูน
  • ศรีสะเกษ
  • สงขลา
  • สมุทรปราการ
  • สมุทรสงคราม
  • สมุทรสาคร
  • สุราษฎร์ธานี
  • หนองคาย
  • พระนครศรีอยุธยา
  • อุดรธานี
  • อุบลราชธานี

การที่กกต. ไฟเขียว องค์กรต่างประเทศ ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานสากลที่ไทยยึดถือ สำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดแต่ละแห่งจะอำนวยความสะดวกให้ผู้สังเกตการณ์เหล่านี้อย่างเต็มที่ ตามกฎหมายที่กำหนด เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม

ทำไมการมีผู้สังเกตการณ์ต่างชาติจึงสำคัญ? เพราะพวกเขาจะช่วยตรวจสอบกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การลงคะแนนล่วงหน้า การนับคะแนน ไปจนถึงการประกาศผล ช่วยลดข้อกังวลเรื่องการทุจริต และเพิ่มความมั่นใจให้ประชาชนและนานาชาติ หากไม่มีปัญหาใหญ่ ก็จะเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศไทยในเวทีโลก

นอกจากนี้ ยังช่วยให้เราเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีจากต่างประเทศ เช่น จากแคนาดาและอังกฤษที่ระบบเลือกตั้งเข้มแข็ง หรือจาก ANFREL ที่มีประสบการณ์ในภูมิภาคเอเชียหลายประเทศ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องภายใน แต่เป็นโอกาสแสดงศักยภาพของไทยด้วย

ในมุมมองของผม การตัดสินใจของ กกต. ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพการเลือกตั้งไทยให้เทียบเท่านานาชาติ หากคุณกำลังสนใจข่าวการเมืองหรืออยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ลองติดตามบล็อกนี้ต่อไปนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อช่วยกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง

สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งที่โปร่งใสจะนำไปสู่ผู้นำที่แท้จริงของประชาชน หวังว่าทุกคนจะไปใช้สิทธิ์กันเยอะๆ ในวันที่ 8 ก.พ. นี้!

ที่มา – กกต. ไฟเขียว องค์กรต่างประเทศ ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ

ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง 2569 เสียสิทธิอะไรบ้าง?

เลือกตั้ง 2569 ใกล้เข้ามาแล้ว! ใครที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุผล อาจเสียสิทธิหลายอย่างที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน! มาดูกันว่า ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง 2569 จะเสียสิทธิอะไรบ้าง และจะมีผลกระทบต่อคุณอย่างไร

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นหน้าที่สำคัญของคนไทยทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง การไปใช้สิทธิเลือกตั้งคือการแสดงออกถึงพลังของประชาชนในการเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา แต่หากคุณไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ ก็ควรแจ้งเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ตามกฎหมาย เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง

ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง 2569 จะเสียสิทธิอะไรบ้าง

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่ได้แจ้งเหตุผลอันสมควร จะทำให้เสียสิทธิทางการเมืองหลายประการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคุณได้

ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง 2569 จะเสียสิทธิอะไรบ้าง? สรุปได้ดังนี้:

  • สิทธิในการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง สส.
  • สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส., สว., สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
  • สิทธิในการสมัครรับเลือกเป็นกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน
  • ห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
  • ห้ามดำรงตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น รองผู้บริหารท้องถิ่น, เลขานุการ/ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น
  • สิทธิในการเข้าชื่อร้องขอ เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

จะเห็นได้ว่าการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งส่งผลกระทบต่อสิทธิทางการเมืองหลายด้าน และอาจทำให้คุณพลาดโอกาสในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

แล้วต้องทำอย่างไรถ้าไม่สามารถไปเลือกตั้งได้?

หากคุณไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่กำหนดได้ คุณสามารถแจ้งเหตุผลที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยสามารถแจ้งเหตุผลได้ทางออนไลน์ หรือยื่นเอกสารด้วยตนเองที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือที่สำนักงานเขต สำหรับกรุงเทพมหานคร

เหตุผลที่สามารถแจ้งได้ เช่น เดินทางไปต่างประเทศ, เจ็บป่วย, พิการ หรือทุพพลภาพ, อยู่ในสถานที่ห่างไกลคมนาคม หรือมีเหตุสุดวิสัยอื่น ๆ

การแจ้งเหตุผลที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ จะช่วยรักษาสิทธิทางการเมืองของคุณ และทำให้คุณสามารถกลับมาใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ข้อควรจำ: สิทธิที่ถูกจำกัดจะกลับคืนมาเมื่อท่านไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งถัดไป ดังนั้นอย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งต่อไปเพื่อรักษาสิทธิของท่าน!

อย่ามองข้ามความสำคัญของการเลือกตั้ง เพราะทุกเสียงของคุณมีความหมายต่ออนาคตของประเทศ เลือกตั้งครั้งหน้าอย่าลืมไปใช้สิทธิกันนะครับ

ที่มา – ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง 2569 จะเสียสิทธิอะไรบ้าง อาจจะสูญเสียสิทธิถึง 6 อย่าง

ทรัพย์สินประธาน กกต. คนใหม่เกือบร้อยล้าน หนี้ 90 บาท

ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. คนใหม่และคู่สมรส มีทรัพย์สินเกือบร้อยล้าน มีหนี้บัตรเครดิต 90 บาท รวยอู้ฟู่ 85 ล้านบาท! ภรรยาถือครองที่ดิน 9 แปลง แถมหนี้บัตรเครดิตน้อยนิดแค่ 90 บาทเท่านั้น

ทรัพย์สินอู้ฟู่! ประธาน กกต. คนใหม่และคู่สมรส มีทรัพย์สินเกือบร้อยล้าน มีหนี้บัตรเครดิต 90 บาท

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. คนใหม่และคู่สมรส มีทรัพย์สินเกือบร้อยล้าน มีหนี้บัตรเครดิต 90 บาท กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 โดยนายณรงค์และนางชรินทร์ภัสร์ คู่สมรส แจ้งว่ามีทรัพย์สินรวมกันทั้งสิ้น 85,099,109 บาท และมีหนี้สินรวม 4,430,244 บาท

รายละเอียดทรัพย์สินของประธาน กกต. คนใหม่

นายณรงค์มีทรัพย์สินส่วนตัว 22,282,074 บาท ประกอบไปด้วย:

  • เงินฝากในบัญชีธนาคาร 6 บัญชี รวมมูลค่า 10,163,217 บาท
  • เงินลงทุนในกองทุนเปิดต่างๆ มูลค่า 4,541,356 บาท
  • ที่ดิน 6 แปลงในย่านหนองจอก กรุงเทพฯ และอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี รวมมูลค่า 3.25 ล้านบาท
  • โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 2.75 ล้านบาท
  • ยานพาหนะมูลค่า 5 แสนบาท
  • สิทธิและสัมปทานมูลค่า 7 แสนบาท
  • ทรัพย์สินอื่นๆ มูลค่า 377,500 บาท

ที่น่าสนใจคือนายณรงค์ไม่มีหนี้สินเลย

สำหรับรายได้ต่อปีของนายณรงค์อยู่ที่ 2,256,480 บาท ซึ่งมาจากเงินเดือน 966,480 บาท เงินประจำตำแหน่ง 510,000 บาท เงินค่ารับรองเหมาจ่ายรายเดือน 510,000 บาท ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 50,000 บาท เงินปันผลจากการถือครองหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 20,000 บาท และกำไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 200,000 บาท โดยมีรายจ่ายต่อปีรวม 560,000 บาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 360,000 บาท และค่าอุปการะมารดา 200,000 บาท

ทรัพย์สินของคู่สมรส

ด้านนางชรินทร์ภัสร์ คู่สมรส มีทรัพย์สินรวม 62,817,034 บาท ประกอบด้วย:

  • เงินฝาก 13 บัญชี รวม 2,702,954 บาท
  • เงินลงทุนในสหกรณ์ออมทรัพย์และสลากออมสินดิจิทัล 2,591,900 บาท
  • ที่ดิน 9 แปลง ในจังหวัดร้อยเอ็ด นครนายก ปทุมธานี และเขตบางกะปิ รวม 47,228,500 บาท
  • โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 8.96 ล้านบาท
  • ยานพาหนะ 600,000 บาท
  • ทรัพย์สินอื่น 733,680 บาท

นางชรินทร์ภัสร์มีหนี้สินเป็นเงินกู้ธนาคารกรุงไทย 4,430,154 บาท และหนี้บัตรเครดิตเพียง 90 บาทเท่านั้น! มีรายได้ต่อปี 425,984 บาท แบ่งเป็นเงินเดือน 423,925 บาท และดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 2,059 บาท มีรายจ่ายต่อปีรวม 378,016 บาท เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 120,000 บาท, ค่าผ่อนห้องชุด 203,400 บาท และค่าเบี้ยประกันชีวิต 54,616 บาท

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมีทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจ เช่น นาฬิกา Rolex 2 เรือน มูลค่ารวม 800,000 บาท, สร้อยคอทองคำ 2 เส้น มูลค่า 80,000 บาท, พระเลี่ยมทอง 5 องค์ มูลค่า 30,000 บาท, ทับทิม 2 เม็ด มูลค่า 60,000 บาท, นิล 1 เม็ด มูลค่า 15,000 บาท และปืนสั้น 2 กระบอก มูลค่า 66,180 บาท

การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงฐานะทางการเงินที่มั่นคงของ ประธาน กกต. คนใหม่และคู่สมรส มีทรัพย์สินเกือบร้อยล้าน มีหนี้บัตรเครดิต 90 บาท แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นกลาง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

ที่มา – ประธาน กกต. คนใหม่และคู่สมรส มีทรัพย์สินเกือบร้อยล้าน มีหนี้บัตรเครดิต 90 บาท

Scroll to top