คณะกรรมการการเลือกตั้ง

บวรศักดิ์หารือ กกต. ถามไทม์ไลน์เลือกตั้ง

“บวรศักดิ์” นำทีมหารือ กกต. ถามความชัดเจนไทม์ไลน์จัดเลือกตั้ง และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เผยเตรียมนำเรื่องการทำประชามติเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. พรุ่งนี้ พร้อมย้ำชัดหากสิ่งใดไม่สามารถดำเนินการต่อได้ รัฐบาลชุดนี้จะไม่ฝืนทำอย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 09.43 น. ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และนางณัฐฏ์จารี อนันต์ศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เข้าหารือร่วมกับ กกต. นำโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. การหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีรักษาการ ภายหลังจากการมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการต่างๆ ที่ต้องใช้งบประมาณตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องขออนุญาตจาก กกต. นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงระยะเวลาที่เหมาะสมในการจัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

บวรศักดิ์หารือ กกต. ถามไทม์ไลน์เลือกตั้ง

นายบวรศักดิ์ ได้กล่าวกับสื่อมวลชนก่อนที่จะเริ่มการหารือว่า ประเด็นเรื่องวันเลือกตั้งที่ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่าอาจจะเป็นวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น จำเป็นต้องสอบถามความชัดเจนจาก กกต. โดยตรง เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการกำหนดวันเลือกตั้งที่แน่นอน ดังนั้น การหารือในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนจากผู้มีอำนาจโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดการทำประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงข้อกฎหมายและข้อจำกัดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส

คำถามประชามติ และอำนาจของ กกต.

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่างคำถามประชามติที่ ครม. เป็นผู้เสนอ กับคำถามที่รัฐสภาเสนอผ่าน ครม. นายบวรศักดิ์ ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดในทันที โดยกล่าวว่าเรื่องนี้จะมีการหารือกันในที่ประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้ สำหรับประเด็นเรื่องระยะเวลาที่เหลืออยู่ในการจัดการประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งนั้น นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า จะต้องหารือกับ กกต. อย่างละเอียดอีกครั้ง แต่โดยส่วนตัวแล้ว เขาเห็นว่ายังมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถดำเนินการได้ทัน

นอกจากประเด็นเรื่องการเลือกตั้งและการทำประชามติแล้ว นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงโครงการคนละครึ่งเฟส 2 ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลได้เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ และคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจก็ได้มีการหารือกันในประเด็นนี้แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่าการอนุมัติโครงการดังกล่าวอาจเป็นการหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง นายบวรศักดิ์ จึงกล่าวว่าจำเป็นต้องสอบถามความเห็นจาก กกต. ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ หาก กกต. เห็นว่าไม่สามารถทำได้ รัฐบาลก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามและจะไม่ฝืนดำเนินการใดๆ ที่อาจขัดต่อกฎหมาย

การหารือระหว่างรัฐบาลเเละ กกต. ครั้งนี้เเสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการทำงานร่วมกับองค์กรอิสระอย่าง กกต. เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ การเปิดโอกาสให้ กกต. ได้เเสดงความคิดเห็นเเละให้คำเเนะนำ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินงานได้อย่างรอบคอบเเละหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

  • โครงการคนละครึ่งเฟส 2: ยังคงต้องรอความชัดเจนจาก กกต.
  • วันเลือกตั้ง: กกต. จะเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน
  • ประชามติ: อยู่ระหว่างการพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดพร้อมกับการเลือกตั้ง

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการหารือร่วมกับ กกต. ในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเเละการทำประชามตินั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทย การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการเเสดงความคิดเห็นเเละให้ข้อเสนอเเนะ จะช่วยให้การตัดสินใจต่างๆ เป็นไปอย่างรอบด้านเเละเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

โดยสรุปเเล้ว การหารือระหว่างนายบวรศักดิ์เเละ กกต. ในครั้งนี้ เป็นการหารือที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างความชัดเจนเเละความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเเละการทำประชามติ รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของ กกต. เเละปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเเละยุติธรรม

การหารือนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยอย่างเเท้จริง เเละพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อให้การเลือกตั้งดำเนินไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม เเละได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

ที่มา – “บวรศักดิ์” หารือ กกต. ถามความชัดเจนไทม์ไลน์จัดเลือกตั้ง เผยชงคำถามประชามติเข้า ครม. พรุ่งนี้

อำนาจเจริญเดือด! “สมหญิง” แฉ “สุขสมรวย”

ส่อเดือด บ้านใหญ่เมืองอำนาจเจริญ “สมหญิง บัวบุตร” โพสต์คลิป “สุขสมรวย วันทนียกุล” ปรี่หากลางสนามบิน ด้าน “เจ๊รวย” แจงอีกมุม แค่เดินเข้าไปหา ถามแก่ปานนี้แล้ว ทำไมต้องสร้างศัตรูให้ลูกหลาน หลังถูกฟ้องไม่หยุด

วันที่ 14 ธันวาคม 2568 นางสมหญิง บัวบุตร อดีต สส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ปรากฏภาพ นางสุขสมรวย วันทนียกุล อดีต สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย ที่เดินเข้าไปหา ว่า “เคยเห็นแต่นางร้ายในละคร เพิ่งเคยเห็น นางร้ายในสภาฯ นักการเมือง ผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงโด่งดังจังหวัดอำนาจเจริญ อวดอิทธิพล บารมี ข่มขู่ประชาชน สุดยอดจริงๆ”

ต่อมานางสุขสมรวย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงข้อเท็จจริง ว่า ขออธิบายในมุมของ “ผู้ถูกกระทำ” ด้วยความตรงไปตรงมา ตามที่มีการเผยแพร่คลิปและข้อความจากเฟซบุ๊ก “สมหญิง บัวบุตร” จนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม ขอใช้พื้นที่นี้ชี้แจงข้อเท็จจริงในมุมของ สุขสมรวย อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลครบถ้วนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ผลการเลือกตั้ง ปี 2566 นางสุขสมรวย ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในนาม พรรคภูมิใจไทย นางสมหญิง ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในนาม พรรคเพื่อไทย

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นางสมหญิง แพ้ นางสุขสมรวย เกือบ 20,000 คะแนน

หลังการเลือกตั้ง นางสมหญิง ได้ยื่นร้องเรียนนางสุขสมรวย ต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในหลายประเด็น เกือบ 20 เรื่อง กระบวนการตรวจสอบของ กกต. นางสุขสมรวยได้เข้าชี้แจงต่อ กกต. ด้วยข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อมูลที่เป็นความจริงครบถ้วนทุกประเด็น กกต. ใช้ระยะเวลาไต่สวน นานกว่า 1 ปี ก่อนมีข้อสรุปว่า

ทุกเรื่องที่ถูกร้องเรียน ไม่เป็นความจริง และมีคำสั่งยุติเรื่องทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แม้ กกต. จะมีคำวินิจฉัยยุติแล้ว แต่นางสมหญิงยังคงนำเรื่องเดิมที่เคยถูกยุติ ไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอีกครั้ง

เหตุการณ์ตามคลิปที่ถูกเผยแพร่ เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 17.12 น. ณ สนามบินอุบลราชธานี

ขณะนั้นนางสุขสมรวยยืนรอรับกระเป๋า และพบนางสมหญิงเดินเข้ามา ด้วยความค้างคาใจจากการกระทำที่ผ่านมา จึงยืนรอและเข้าไปสอบถาม ด้วยคำพูดตรงไปตรงมา ว่า “ทำไมถึงร้องเรียนไม่หยุด จะยุบสภาอยู่แล้ว ก็มาลงแข่งกันใหม่ แก่แล้ว จะสร้างศัตรูให้ลูกหลานทำไม

แพ้เกือบ 20,000 คะแนน ยังร้องไม่หยุด” นางสมหญิงตอบกลับว่า “เป็นสิทธิ์”

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้จากคลิป ไม่มีการสัมผัสตัว ไม่มีการทำร้ายร่างกาย ไม่มีการข่มขู่คุกคาม มีประชาชนเดินผ่านไปมาเป็นปกติ

หากมีการข่มขู่หรือทำร้ายจริง เหตุใดจึงไม่มีการขอความช่วยเหลือจากผู้คนในขณะนั้น และหากมีคำข่มขู่จริง ก็สามารถนำคลิปเสียงหรือหลักฐานมาเปิดเผยได้

จุดยืนของ “สุขสมรวย” สุขสมรวยเป็นคนพูดตรง พูดคำไหน คำนั้น พูดจริง และทำจริง

การเดินเข้าไปสอบถาม ไม่ใช่การหาเรื่อง ไม่ใช่การคุกคาม และไม่ใช่ความรุนแรง แต่เป็นการถามตรง ๆ ในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่ #ถามในสิ่งที่คุณกำลังทำ

จากคลิปเห็นได้ชัดว่า ไม่มีการแตะต้อง ไม่มีการข่มขู่ มีเพียงความตรงไปตรงมา ของคนที่ไม่อ้อมค้อม ไม่เสแสร้ง นี่คือสไตล์ของคนจริง ไม่โกหก ไม่ทำตัวเป็นเหยื่อเพื่อเรียกกระแส หากมั่นใจว่าตนเองถูกต้อง ก็ต้องกล้าตอบคำถาม และขอยืนยันอีกครั้งว่า หาก นางสุขสมรวย พบ นางสมหญิง ที่ใด ก็จะถามด้วยความตรงไปตรงมาเช่นเดิม เพราะความจริง ไม่เคยเปลี่ยน

ล่าสุด นางสมหญิง โพสต์คลิปบนเฟซบุ๊กอีกครั้งว่า “ภาพนี้ให้ดูจาก ภาษากาย กิริยา ท่าทาง ผู้มากด้วย อิทธิพล บารมี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 68 เวลา ประมาณ 17.15 น. ณ สนามบิน อุบลราชธานี รู้ทั้งรู้ยืนดักรอชัดๆ ไม่ได้หวังผลทางการเมืองค่ะถูกกระทำจริงๆ ตามภาพ”

อำนาจเจริญเดือด “สมหญิง” โพสต์คลิปแฉ “สุขสมรวย” แจง แค่ไปถามหลังถูกฟ้องไม่หยุด

จากกรณี อำนาจเจริญเดือด “สมหญิง” โพสต์คลิปแฉ “สุขสมรวย” แจง แค่ไปถามหลังถูกฟ้องไม่หยุด ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคมออนไลน์ คลิปดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองสองท่าน จนกลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง

ทำไมเรื่อง “อำนาจเจริญเดือด “สมหญิง” โพสต์คลิปแฉ “สุขสมรวย” แจง แค่ไปถามหลังถูกฟ้องไม่หยุด” ถึงเป็นที่สนใจ?

ความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองมักเป็นที่สนใจของประชาชน เนื่องจากมีผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของการเมืองโดยรวม กรณี อำนาจเจริญเดือด “สมหญิง” โพสต์คลิปแฉ “สุขสมรวย” แจง แค่ไปถามหลังถูกฟ้องไม่หยุด ก็เช่นกัน การที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในที่สาธารณะและมีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เรื่องราวดังกล่าวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการฟ้องร้องและการตอบโต้กันระหว่างนักการเมือง ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและธรรมาภิบาลในการเมือง

สถานการณ์ อำนาจเจริญเดือด “สมหญิง” โพสต์คลิปแฉ “สุขสมรวย” แจง แค่ไปถามหลังถูกฟ้องไม่หยุด สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมือง และความสำคัญของการรักษามารยาทและจริยธรรมของนักการเมือง การกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ

ในท้ายที่สุด การที่ประชาชนได้รับข้อมูลครบถ้วนและเป็นธรรม จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองได้อย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – อำนาจเจริญเดือด “สมหญิง” โพสต์คลิปแฉ “สุขสมรวย” แจง แค่ไปถามหลังถูกฟ้องไม่หยุด

โสภณมอง“ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” จริงหรือ?

“โสภณ ซารัมย์” มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจ “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” หากประชาชนชายแดนยังคงต้องอพยพอยู่เนื่องจากปัญหาความไม่สงบ ชี้ประเด็นสำคัญคือการจัดการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้ดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคอีสาน ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ต้องจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่เนื่องจากสถานการณ์การปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ จึงเกิดคำถามว่าจะส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งหรือไม่

นายโสภณ กล่าวว่า หากสถานการณ์ยังไม่สงบเรียบร้อย ประเด็นนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของ กกต. ที่จะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากประชาชนยังคงต้องอพยพออกจากพื้นที่ การจัดการเลือกตั้งก็อาจ “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” เนื่องจากตามหลักการแล้ว การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ

เมื่อถูกถามถึงการเตรียมความพร้อมในการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา นายโสภณ ตอบว่า พรรคไม่มีปัญหาในการดูแลประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนเรื่องกำหนดการเลือกตั้งนั้นยังไม่สามารถระบุได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. เป็นหลัก

โสภณมอง “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” จริงหรือ?

จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้งตามกำหนดเดิม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความพร้อมของพรรคการเมืองในการหาเสียง แต่อยู่ที่ความปลอดภัยและความสะดวกของประชาชนในการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป การที่ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กกต. จะตัดสินใจอย่างไร?

ความคาดหวังจึงอยู่ที่การพิจารณาอย่างรอบคอบของ กกต. ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชน และความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ

การตัดสินใจของ กกต. จะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นสามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง แม้ว่านายโสภณจะมองว่า “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจอยู่ที่ กกต.

สถานการณ์ชายแดนที่ยังไม่คลี่คลายกลายเป็นความท้าทายสำคัญที่ กกต. ต้องเผชิญ การจัดการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

นอกจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยแล้ว กกต. ยังต้องพิจารณาถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนและการใช้สิทธิเลือกตั้ง และการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์จะมีความท้าทาย แต่การเลือกตั้งยังคงเป็นกลไกสำคัญในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เสียงของประชาชนได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการรับฟังข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “โสภณ” มองไม่น่าจัดเลือกตั้งได้ เหตุคนชายแดนยังอพยพอยู่ ชี้หน้าที่ กกต. ดูความเหมาะสม

รัฐบาลมีอำนาจเต็ม: นัด กกต. ถกเลือกตั้ง

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร หลายคนอาจสงสัยว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน และการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีทิศทางอย่างไร บทความนี้จะมาสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของรัฐบาลรักษาการ และการเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เว้นอนุมัติโครงการใหม่-แต่งตั้งโยกย้าย นัด กกต. 15 ธ.ค. ถกเลือกตั้ง

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะไม่มีการประชุม ครม. นัดพิเศษ แต่จะเป็นการประชุม ครม. ตามปกติในวันที่ 16 ธันวาคม

นายบวรศักดิ์ ยังได้อธิบายถึงแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลรักษาการ โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลยังมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศ ยกเว้น 2 ข้อห้ามสำคัญ คือ ห้ามทำโครงการใหม่ที่ผูกพัน ครม. ชุดใหม่ และห้ามนำทรัพยากรของรัฐไปใช้เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง

ประเด็นสำคัญที่ต้องหารือกับ กกต. เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

นอกจากข้อห้ามข้างต้น รัฐบาลรักษาการยังมีเรื่องที่ต้องหารือกับ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ได้แก่

  • โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2: จะสามารถอนุมัติให้ดำเนินการได้หรือไม่ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • การประชุม ครม. สัญจรที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา: สามารถจัดได้หรือไม่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของหาดใหญ่
  • การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ: ต้องขออนุมัติจาก กกต.
  • การใช้งบประมาณ งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น: ต้องขออนุมัติจาก กกต.

ทั้งนี้ รัฐบาลจะนัดประชุมกับ กกต. ในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือถึงเรื่องการเลือกตั้งและการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การจัดทำคำถามประชามติ

นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการจัดทำคำถามประชามติ ซึ่งจะมี 2 ข้อ คือ

  1. คำถามว่าเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  2. ครม. สามารถถามเองได้ว่าเห็นชอบหรือยกเลิก MOU ปีไหน หรือไม่

นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวว่าการกำหนดวันเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องเป็น 60 วันเป๊ะ หากมีความจำเป็นด้วยเหตุผลเรื่องงบประมาณ ครม. สามารถกำหนดวันใหม่ได้

สรุปอำนาจรัฐบาลรักษาการกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

โดยสรุปแล้ว รัฐบาลรักษาการยังมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศ แต่มีข้อจำกัดบางประการที่ต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม การหารือกับ กกต. ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้รัฐบาลและ กกต. สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งที่เรียบร้อย

การเมืองไทยในขณะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนของเราได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เว้นอนุมัติโครงการใหม่-แต่งตั้งโยกย้าย นัด กกต. 15 ธ.ค. ถกเลือกตั้ง

กกต.ไฟเขียว! ช่วยน้ำท่วม โฆษณาตัวเองได้

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อนุญาตให้นักการเมืองและพรรคการเมืองสามารถบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้ โดยสามารถโฆษณาตัวเองได้ว่าเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ

กกต. ไฟเขียว นักการเมือง-พรรคการเมือง บริจาคเงิน สิ่งของ ช่วยน้ำท่วมโฆษณาตัวเองได้

นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงว่า นักการเมืองและพรรคการเมืองสามารถบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติได้โดยไม่จำกัดจำนวน แต่จำกัดวงเงินบริจาคไม่เกิน 300,000 บาทต่อวัน นอกจากนี้ ยังสามารถบริจาคสิ่งของ เช่น ข้าวสาร และสามารถโฆษณาได้ว่าเป็น สส. ในพื้นที่นั้นๆ

ในการประชุมชี้แจงการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติ นายเกรียงไกรกล่าวถึงระเบียบ กกต. ว่าด้วยจำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการให้ตามประเพณีหรือเมื่อมีเหตุอันสมควรและการยื่นคัดค้านเกี่ยวกับการบันทึกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำหนดว่า การให้ในแต่ละโอกาสตามประเพณี เช่น งานศพ งานบุญ งานขึ้นบ้านใหม่ พรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สามารถบริจาคได้ไม่เกิน 3,000 บาท

บริจาคช่วยน้ำท่วม โฆษณาตัวเองได้

สำหรับกรณีภัยพิบัติ นายเกรียงไกรกล่าวว่า ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สามารถบริจาคได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อครั้ง ส่วนพรรคการเมืองสามารถบริจาคได้ไม่เกิน 3,000,000 บาทต่อครั้ง หากบริจาคเกินกว่าที่กำหนด กกต. จะกันยอดเงินส่วนที่เกินไปไว้ใช้สำหรับการเลือกตั้งครั้งถัดไป เพื่อป้องกันการได้เปรียบเสียเปรียบ

“กกต. ไม่ได้ปิดกั้นการบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม สส. สามารถบริจาคได้เต็มที่ภายใต้วงเงินที่กำหนด ถือเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน พรรคไหน ใครมีศักยภาพก็ไปดูแลประชาชนในพื้นที่ของตัวเองได้ และหาก สส. จะบริจาคข้าวสาร หรือสิ่งของก็สามารถโฆษณาได้ว่าเป็น สส. ในพื้นที่นี้ เป็นพรรคการเมืองนี้ได้ จะติดสติ๊กเกอร์ของบริจาคได้เต็มที่” นายเกรียงไกรกล่าว

นายเกรียงไกรยังกล่าวถึงความแตกต่างจากกรณีการเลือกตั้งท้องถิ่นว่า หากอยู่ในช่วง 180 วันก่อนครบวาระ นักการเมืองท้องถิ่นจะบริจาคหรือทำอะไรก็อาจมีความเสี่ยง แต่สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถทำได้ตามมาตรา 65 โดยสามารถอนุมัติงบประมาณใหม่เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้มีการกล่าวถึงชื่อนายกฯ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เป็นการชี้นำ ซึ่งอาจนำไปสู่การผิดกฎหมายได้

เมื่อถามถึงการตรวจสอบและป้องกันการบริจาคเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดผ่านญาติหรือนอมินี นายเกรียงไกรกล่าวว่า เดิมทีเข้าใจว่านักการเมืองสามารถบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อเหตุการณ์ แต่ในความเป็นจริงคือ สามารถบริจาคได้หลายครั้งในเหตุการณ์ภัยพิบัติเดียวกัน แต่การบริจาคแต่ละครั้งจะต้องไม่เกิน 300,000 บาท ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องให้ผู้อื่นไปบริจาคแทน

สรุปคือ ภายใต้มติกกต. นักการเมืองและพรรคการเมืองสามารถบริจาคเงินและสิ่งของช่วยน้ำท่วมโฆษณาตัวเองได้ โดยสามารถบริจาควันละ 300,000 บาทได้เรื่อยๆ เพราะภัยพิบัติไม่ได้เกิดขึ้นเพียงวันเดียว

การที่ กกต. อนุญาตให้นักการเมืองและพรรคการเมืองบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมพร้อมทั้งโฆษณาตัวเองได้นั้น เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความพร้อมสามารถเข้ามาช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันการได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง และให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – กกต. ไฟเขียว นักการเมือง-พรรคการเมือง บริจาคเงิน สิ่งของ ช่วยน้ำท่วมโฆษณาตัวเองได้

วุฒิสภาเร่ง กกต. เลือก ประธาน กกต. คนใหม่

“เลขาธิการวุฒิสภา” ทำหนังสือถึง เลขาธิการ กกต. ให้ประชุมเพื่อคัดเลือกประธาน กกต. คนใหม่ หลัง 2 บุคคลที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว

วันที่ 7 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางปิยฉัตร สุพานิชไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภาได้ส่งหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องการเลือกประธาน กกต. คนใหม่ โดยให้เหตุผลว่า วุฒิสภาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 2 คนเป็นที่เรียบร้อย ได้แก่

1. นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ แทน นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ และ 2. นายณรงค์ รัศมี แทน ศาสตราจารย์สนิท หิรัญบัพพาสมัย กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ

โดยสำนักเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว ได้ดำเนินการลาออกจากตำแหน่งต่าง ๆ หรือแสดงหลักฐานการรับรองว่าไม่ดำรงตำแหน่งหรือประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนด ภายใน 3 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่มีประกาศวุฒิสภา เรื่อง กำหนดเวลาให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบวิชาชีพ

ในการนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ขอเรียนให้ทราบว่า บัดนี้ บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวข้างต้นได้แสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาว่าได้ลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบวิชาชีพ ภายในระยะเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น จึงขอให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้พิจารณาดำเนินการจัดให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 13 ประกอบมาตรา 12 วรรคเจ็ด แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน จำนวน ๒ คนดังกล่าวข้างต้น กล่าวคือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ และ นายณรงค์ รัศมี ประชุมร่วมกับกรรมการการเลือกตั้งซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่ง เพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 12 วรรคเก้า แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ต่อไป

วุฒิสภา บี้ กกต. ให้ประชุมเลือก ประธาน กกต. คนใหม่

การดำเนินการดังกล่าวของวุฒิสภา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเร่งรัดกระบวนการสรรหาและแต่งตั้ง ประธาน กกต. คนใหม่ เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ใกล้จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

ความสำคัญของการมี ประธาน กกต.

การมีประธาน กกต. ที่มีความสามารถและเป็นกลาง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการจัดการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและโปร่งใส ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การที่วุฒิสภาเร่งรัดให้ กกต. ดำเนินการเลือกประธานคนใหม่ จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

กระบวนการคัดเลือกและแต่งตั้งประธาน กกต. คนใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและโปร่งใส เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุดมาดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ การเร่งรัดกระบวนการจึงต้องควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานและความถูกต้องตามกฎหมาย

การที่วุฒิสภาให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามกฎหมายและระยะเวลาที่กำหนด แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อการทำหน้าที่ในการตรวจสอบและควบคุมการทำงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการเลือก ประธาน กกต. คนใหม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้เข้าใจถึงกระบวนการและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งในอนาคตเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

การมีประธาน กกต. คนใหม่ ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ จะเป็นการส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งหลักการประชาธิปไตยของประเทศ

ที่มา – วุฒิสภา บี้ กกต. ให้ประชุมเลือก ประธาน คนใหม่ หลังเห็นชอบบุคคลแทนตำแหน่งที่ครบวาระเสร็จสิ้นแล้ว

ด่วน! ส่งหนังสือหารือ กกต. ทำประชามติ ยกเลิก MOU

เรื่องด่วนที่สุด! เลขาฯ นายกฯ ส่งหนังสือถึง กกต. เพื่อหารือแนวทางการทำประชามติและการยกเลิก MOU 43 และ 44 ในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ที่จะถึงนี้ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0403(กน)/10969 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เรื่องขอเข้าพบหารือคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเรียนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื้อหาในหนังสือระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีความประสงค์จะนำคณะเข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญคือการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU43) และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU44)

โดยกำหนดวันที่จะเข้าพบหารือคือในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เวลา 09.00น. ถึง 11.00น. ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง การหารือในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือการที่รัฐบาลต้องการหารือเรื่องการทำประชามติและการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาถึงข้อกฎหมายและผลกระทบต่างๆ อย่างรอบคอบ การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถึงขั้นทำหนังสือด่วนที่สุดเพื่อขอเข้าพบ กกต. แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็ว

ทำไมต้องส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่?

หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงต้องการหารือเรื่องเหล่านี้ในเวลานี้ และการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้ การยกเลิก MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่นี้ จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาต่างๆ อย่างเร่งด่วน แต่ก็ต้องจับตาดูต่อไปว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง

เรื่องนี้ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ หลายคนมองว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจมีวาระซ่อนเร้น และอาจเป็นการใช้ประเด็นเหล่านี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอื่นๆ ที่สำคัญกว่า ในขณะที่บางคนก็เห็นว่ารัฐบาลมีสิทธิที่จะหารือในเรื่องเหล่านี้ และการตัดสินใจใดๆ ก็ควรเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ท้ายที่สุดแล้ว การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่ เป็นเรื่องที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด และควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในอนาคต

ที่มา – ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

“บวรศักดิ์” เล็งเลือกตั้ง 29 มี.ค. 2569 พร้อมแก้ รธน.

“บวรศักดิ์” วางปฏิทิน กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นรัฐสภาให้ผ่านแก้รัฐธรรมนูญ วาระ 3 ไม่เกินวันที่ 20 ธ.ค.นี้ แนะรัฐสภา – รัฐบาลประสานเวลาให้ดี

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. แก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระแรก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า พร้อมนำข้อมูลการอภิปรายจากสมาชิกรัฐสภาส่งให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญในอนาคต ทั้งนี้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอำนาจรัฐสภา แต่การทำประชามติ ตาม พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ กำหนดให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อหารือกับ กกต. กำหนดวันลงประชามติ และคำถามประชามติ จึงขอนำเสนอไทม์ไลน์ใน 2 กรณีคือ 1. กรณีที่ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ฉบับปัจจุบันยังมีผลบังคับใช้ ตามข้อตกลงเอ็มโอเอที่ให้ยุบสภาใน 4 เดือน จะครบกำหนดยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 2569 ทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในกรณียุบสภา ต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน วันที่เหมาะสมจะเลือกตั้งที่สุดคือ วันที่ 29 มี.ค. 2569 ที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและเอ็มโอเอ

วาระ 3 ต้องโหวตไม่เกิน 20 ธ.ค.68

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเมื่อมีการทำประชามติมาเกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติฉบับปัจจุบัน กำหนดให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงวันออกเสียงประชามติ ในระหว่าง 90-120 วัน นับแต่วันที่แจ้งต่อประธานรัฐสภา เมื่อรัฐบาลต้องการประหยัดงบประมาณให้ออกเสียงประชามติไปพร้อมกับวันเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค. 2569 นั้น ดังนั้นกรอบเวลา 90 วัน คือวันที่ 30 ธ.ค. 2568 จะเป็นวันที่นายกฯ และ กกต. ประกาศให้ทำประชามติ หมายความว่า การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ควรไม่เกินวันที่ 15-20 ธ.ค. 2568 เผื่อระยะเวลาทิ้งไว้ 10 วัน ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกฯ และ กกต. และหารือกำหนดวันทำประชามติที่จะเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้งคือ วันที่ 29 มี.ค. 2569 จึงต้องขอความกรุณารัฐสภาลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 วันที่ 15-20 ธ.ค. 2568

ไทม์ไลน์ที่2 ลงมติวาระสาม ม.ค.69

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ส่วนไทม์ไลน์กรณีที่ 2 ที่ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ฉบับใหม่ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้ว และมีประกาศบังคับใช้ จะทำให้รัฐสภามีเวลาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมากขึ้นคือ หากยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 2569 และเลือกตั้งวันที่ 29 มี.ค. 2569 แต่กรอบเวลาการประกาศวันทำประชามติจะลดจาก 90 วัน เหลือ 60 วัน ดังนั้น วันสุดท้ายที่จะประกาศวันทำประชามติคือ วันที่ 29 ม.ค. 2569 หากเป็นเช่นนี้ รัฐสภาต้องลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ในช่วงวันที่ 15-19 ม.ค. 2569 และ เว้นเวลาไว้ 10 วัน เพื่อให้ประธานรัฐสภาจัดทำร่างตลอดจนคำอธิบายสาระสำคัญของร่าง เพื่อให้รัฐบาลสามารถหารือกับ กกต. ได้ ไทม์ไลน์ดังกล่าวเป็นไปตามเอ็มโอเอ และ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา รัฐบาลไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่ต้องมีการประสานงานกันในหลายเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ จึงได้เสนอไทม์ไลน์ที่รัฐบาลมองว่าควรจะเป็นเช่นนั้น

“บวรศักดิ์” วางปฏิทิน เลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นผ่านแก้รธน. วาระ 3 ไม่เกิน 20 ธ.ค.นี้

จากข่าวการวางปฏิทินการเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ของ “บวรศักดิ์” นั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ การกำหนดเส้นตายสำหรับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการประชามติมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมตัวและดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

ทำไมต้องเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569?

การกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 มีความเชื่อมโยงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการตามกฎหมาย การที่นายบวรศักดิ์ได้เสนอไทม์ไลน์ที่ชัดเจนออกมานั้น เป็นการช่วยให้รัฐสภาและรัฐบาลสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของกำหนดการ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของหลายฝ่าย การกำหนดเส้นตายสำหรับการพิจารณาในวาระต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ การที่รัฐสภาสามารถลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามกำหนด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ การจัดการประชามติเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เป็นกระบวนการที่สำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การที่รัฐบาลกำหนดวันประชามติให้สอดคล้องกับวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 จะช่วยประหยัดงบประมาณและเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนในการออกไปใช้สิทธิของตน

เพื่อให้การเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและติดตามกระบวนการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมประชาธิปไตย

ที่มา – “บวรศักดิ์” วางปฏิทิน เลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นผ่านแก้รธน. วาระ 3 ไม่เกิน 20 ธ.ค.นี้

“กาโม่ อาชวิน” ลาออกเพื่อไทย เหตุผลคืออะไร?

ข่าวใหญ่ในวงการการเมืองวันนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “กาโม่ อาชวิน” ลาออกเพื่อไทย ทำเอาหลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมลูกชายของคุณวัน อยู่บำรุง ถึงตัดสินใจโบกมือลาพรรคเพื่อไทยไปแบบนี้ วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงสาเหตุและการวิเคราะห์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กันครับ

“กาโม่ อาชวิน” ลาออกเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 นายอาชวิน อยู่บำรุง หรือที่รู้จักกันในชื่อ กาโม่ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากนายอาชวินเป็นทายาททางการเมืองของตระกูล “อยู่บำรุง” ที่มีความผูกพันกับพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน

นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช นายทะเบียนพรรคเพื่อไทย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายอาชวินได้ดำเนินการยื่นเรื่องลาออกกับทาง กกต. โดยตรง ซึ่งกระบวนการอาจใช้เวลา 2-3 วันเพื่อให้ กกต. ดำเนินการถอนชื่อออกจากระบบสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการ

เหตุผลเบื้องลึกของการลาออก

คำถามสำคัญคืออะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้นายอาชวินตัดสินใจ “กาโม่ อาชวิน” ลาออกเพื่อไทย? จากคำกล่าวของนายอาชวินเอง เขาให้เหตุผลว่า “ผมคิดว่าไม่เป็นที่ต้องการที่นี่แล้ว และคงไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ ในอนาคตที่จะถึง” คำพูดนี้บ่งบอกถึงความรู้สึกน้อยใจหรือความไม่พอใจบางอย่างภายในพรรคที่อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจครั้งนี้

นอกจากนี้ นายอาชวินยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกการตัดสินใจของตนได้หารือกับ นายวัน อยู่บำรุง ผู้เป็นบิดาอยู่เสมอ ซึ่งหมายความว่าการลาออกครั้งนี้ได้รับการเห็นชอบจากคุณวันแล้ว การที่อดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย (ปัจจุบันเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ) ให้การสนับสนุนการตัดสินใจของลูกชาย ยิ่งทำให้เรื่องนี้มีความน่าสนใจและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

อนาคตทางการเมืองของ “กาโม่” จะเป็นอย่างไร? นี่คือคำถามที่หลายคนกำลังจับตามอง แม้ว่านายอาชวินจะยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมพรรคการเมืองใดในอนาคต แต่การลาออกจากพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเอง ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร เชื่อว่าประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่สั่งสมมาจะทำให้เขาสามารถก้าวต่อไปในเส้นทางการเมืองได้อย่างมั่นคง

การ “กาโม่ อาชวิน” ลาออกเพื่อไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวการลาออกจากสมาชิกพรรคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญอยู่ การสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพอย่างนายอาชวิน ถือเป็นความสูญเสียที่พรรคต้องพิจารณาและหาวิธีแก้ไขต่อไป

การลาออกของ “กาโม่ อาชวิน” ในครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางการเมืองของเขาและอาจส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยไม่มากก็น้อย คงต้องติดตามกันต่อไปว่าเขาจะหันหน้าไปทางไหน และพรรคเพื่อไทยจะปรับตัวอย่างไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

มุมมองส่วนตัว ผมเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของกาโม่ อาชวิน เป็นการตัดสินใจที่ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก เพราะเป็นการเดินออกจาก Comfort Zone และก้าวไปสู่สิ่งที่ไม่แน่นอน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองสิ่งใหม่ๆ และอาจจะพบเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเองมากกว่าเดิมก็ได้

ที่มา – “กาโม่ อาชวิน” ลาออกเพื่อไทย เผยคงไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ ในอนาคตที่จะถึง

Scroll to top