งบประมาณปี 2569

“สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

“สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ โดยได้เดินทางไปดูการดำเนินงานโครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรและกำลังคนของกรมเจ้าท่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันความตั้งใจจริงของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบัน “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำให้ไหลผ่านคลองอู่ตะเภาได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ลดจุดตื้นเขินที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่เศรษฐกิจและบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนชาวสงขลาได้

แผนงานระยะยาวเพื่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ นายสรรเพชญยังได้กล่าวถึงแผนการพัฒนาในระยะยาว โดยมีการวางแผนงบประมาณปี 2570 เพื่อสานต่อโครงการสำคัญอีก 3 โครงการ ดังนี้:

  • โครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา: เน้นการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มสูงขึ้น
  • โครงการขุดลอกคลอง ร.1: พัฒนาร่องชายฝั่งทะเลเพื่อเสริมระบบระบายน้ำให้ครอบคลุมทุกจุดเสี่ยง
  • โครงการขุดลอกคลอง ร.3: ขยายขีดความสามารถการไหลเวียนของน้ำ เพื่อสนับสนุนทั้งภาคการเกษตรและการสัญจรทางน้ำ

ด้วยงบประมาณกว่า 28 ล้านบาทต่อโครงการ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสียหายจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นหากไม่เตรียมการป้องกันไว้ก่อน สิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าการที่ “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา เป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากช่วยระบายน้ำแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินเรือของชาวประมงพื้นบ้านอีกด้วย

ในฐานะประชาชน เราต่างหวังว่าการดำเนินงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ของกรมเจ้าท่า จะช่วยให้โครงการเหล่านี้สำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้ การเตรียมพร้อมก่อนที่ปัญหาจะมาถึง คือหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการภาครัฐที่ยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าความมุ่งมั่นของนายสรรเพชญในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสงขลาได้อย่างแท้จริง การที่ “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

สมคิด ยันไม่ล้ม 30 รักษาทุกโรค พร้อมปกป้องสิทธิประชาชน

เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักโครงการที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยอย่างโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่วันนี้กลายเป็นจุดยืนสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการออกมาเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชน โดยคุณสมคิด เชื้อคง ได้ออกมาให้คำมั่นสัญญาชัดเจนว่า เรื่องการล้มโครงการนี้เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน และเราต้องร่วมกันรักษามาตรฐานให้ประชาชนได้รับสิทธิการรักษาที่เท่าเทียมตลอดไป

สมคิด ยันไม่ล้ม 30 รักษาทุกโรค เดินหน้าพัฒนาระบบสุขภาพ

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการลดทอนสิทธิหรือการร่วมจ่ายในโครงการนี้ ซึ่งคุณสมคิดได้ออกมาชี้แจงว่า แนวคิดที่จะล้มหรือปรับเปลี่ยนให้แย่ลงนั้นเป็นเรื่องที่สวนทางกับเจตนารมณ์ที่ประเทศเราได้สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ปัจจุบันโครงการนี้ก้าวไกลไปสู่ความทันสมัยในรูปแบบ 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำและทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างไร้รอยต่อ

ทำไมเราต้องปกป้องสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค?

การตั้งคำถามเรื่องการให้ประชาชนร่วมจ่ายนั้น คุณสมคิดมองว่าอาจเป็นการบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องตระหนักดังนี้:

  • การลดความเหลื่อมล้ำ: โครงการนี้คือเครื่องมือสำคัญที่ทำลายกำแพงระหว่างคนรวยกับคนจนในการเข้าถึงหมอ
  • หัวใจของระบบสาธารณสุข: หากมีการเปลี่ยนแปลงจนประชาชนแบกรับภาระเพิ่มขึ้น อาจกลายเป็นการย้อนกลับไปสู่ยุคที่ทุกคนกลัวการเจ็บป่วยจนไร้หนทางแก้ไข
  • ความมั่นคงทางสุขภาพ: รัฐบาลมีงบประมาณรองรับและพร้อมจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นแทนที่จะตัดลดงบประมาณ

ในมุมมองของคุณสมคิด โครงการนี้ไม่ได้มองแค่เรื่องตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่คือการยืนยันว่าคนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับความดูแลโดยไม่มีคำว่า ‘คนไข้อนาถา’ อีกต่อไป การที่เรามีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คอยดูแลค่าใช้จ่ายในโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น โรคไต หรือการป้องกันดูแลผู้ป่วย HIV คือหลักฐานชัดเจนว่าประเทศไทยมาไกลมากแล้ว และเราต้องไม่ถอยหลังลงคลองเพียงเพราะข้ออ้างเรื่องงบประมาณที่ขาดแคลน ทั้งที่จริงแล้วมันคือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตของคนในชาติ

บทสรุปของเรื่องนี้ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยรวมถึงบุคคลสำคัญอย่างคุณสมคิด จะไม่ยอมให้การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายใดๆ มาพรากเอาสิทธิขั้นพื้นฐานนี้ไปจากมือประชาชน และเราหวังว่าในอนาคต ระบบนี้จะถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อเป็นรากฐานความมั่นคงให้กับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหนหรือมีฐานะอย่างไรก็ตาม

ที่มา – “สมคิด” ยันไม่ล้ม 30 รักษาทุกโรค ลั่นมาไกลแล้ว เพื่อไทยพร้อมปกป้องสิทธิประชาชนรักษาอย่างเท่าเทียม

“มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท

“มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท

กลายเป็นประเด็นร้อนในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เมื่อ “มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท โดยได้ออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานรัฐ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ว่ามีการบริหารจัดการงบประมาณที่เหมาะสมหรือไม่

เจาะลึกงบประมาณ สกมช. ที่สวนทางกับความเป็นจริง

จากการตรวจสอบรายละเอียดงบประมาณพบว่า สกมช. มีการปรับลดงบประมาณในภาพรวมลงถึง 20% แต่สิ่งที่น่าตกใจคือการที่งบบุคลากรกลับพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัวภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี จาก 69 ล้านบาทในปี 2568 ทะยานสู่ 129 ล้านบาทในปี 2570 ซึ่งในขณะเดียวกัน แผนงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กลับถูกตัดงบลงกว่า 30% สร้างคำถามว่าภารกิจหลักด้านความมั่นคงไซเบอร์ของประเทศกำลังถูกละเลยหรือไม่

ในส่วนของประเด็น “มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท นั้น พบว่ามีความย้อนแย้งที่ชัดเจนในการจัดซื้อระบบคลาวด์ภาครัฐ โดยข้อมูลที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • DGA ตั้งงบประมาณจัดซื้อคลาวด์และ VPN รวมกว่า 106.7 ล้านบาท
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดโครงการจัดซื้อคลาวด์มูลค่าสูงถึง 4,980 ล้านบาท
  • การดำเนินงานทั้งสองส่วนอยู่ในแผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลเดียวกัน สร้างข้อสงสัยเรื่องความซ้ำซ้อน

บทเรียนเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ

ความกังวลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงตัวเลขมหาศาลกว่า 5 พันล้านบาทเท่านั้น แต่รวมถึงความชัดเจนของบทบาทระหว่างหน่วยงานกลางอย่าง DGA และกระทรวงดีอี ว่ามีขอบเขตการทำงานอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดการใช้งบประมาณซ้ำซ้อนจนสิ้นเปลืองภาษีของประชาชน “มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนหน่วยงานรัฐให้กลับมาทบทวนดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ให้วัดผลได้จริงเชิงคุณภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การนับจำนวนหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูว่าคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นอย่างไร และบทสรุปของงบประมาณก้อนนี้จะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลที่มีความมั่นคงปลอดภัยอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับความซ้ำซ้อนครับ

ที่มา – “มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท

เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เมื่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญผ่านการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยย้ำชัดถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจว่า รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความสมดุล เพื่อเยียวยาประชาชนและรักษาขีดความสามารถของประเทศไปพร้อมๆ กับการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

ทำไมต้องเร่งโอนงบประมาณในช่วงวิกฤตความเสี่ยง?

ในสภาวะที่มีวิกฤตซ้อนวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาพลังงานจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความท้าทายจากภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลมองคือการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ให้เป็นงบกลางสำรองฉุกเฉินจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มีเม็ดเงินพร้อมใช้ในการรับมือกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การปรับสมดุลทางการคลัง: ไม่ใช่การใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย แต่คือการดึงงบจากส่วนที่เกินความจำเป็นมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ส่งผลกระทบต่อปากท้อง
  • การเยียวยาประชาชน: เน้นกระจายความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจและต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น
  • รักษาความเชื่อมั่น: ผลงานของรัฐบาลได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับโลกอย่าง มูดี้ส์ ที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและบริหารจัดการตามวินัยการคลังได้ดีเยี่ยม

หากเราดูตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าการลงทุนภาครัฐมีตัวเลขที่โดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะในไตรมาสล่าสุดที่โตกว่า 10% ซึ่ง เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยค้ำจุนให้เศรษฐกิจไทยก้าวผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ไปได้ด้วยดี ไม่เพียงแค่พึ่งพาการส่งออก แต่ยังกระตุ้นแรงขับเคลื่อนจากภายในประเทศอย่างเป็นระบบ

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามการทำงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ล้วนมาจากภาษีของทุกคน การที่ภาครัฐออกมาแสดงความโปร่งใสและชี้แจงถึงที่มาที่ไปของงบประมาณถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนและนักลงทุน ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานและการฟื้นตัวที่ยั่งยืนในอนาคต

สรุปแล้ว การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและมองการณ์ไกล หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบกลางได้ตามแผนที่วางไว้ เราก็น่าจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้แน่นอน

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ เน้นสร้างสมดุล เยียวยาประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่รักษาวินัยการคลัง

“ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

“ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงสถานะทางการคลังของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 วงเงินกว่า 10,328 ล้านบาท ซึ่งเธอมองว่านี่คือสัญญาณเตือนชั้นดีว่ารัฐบาลกำลังอยู่ในภาวะ “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน จนทำให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินเกิดอาการสะดุดและเสียจังหวะอย่างหนัก

เบื้องหลังการโอนงบ: วิกฤตคลังหรือการจัดสรรใหม่?

การเกลี่ยงบประมาณในยามจำเป็นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้กลับต่างออกไป ศิริกัญญาชี้ให้เห็นว่าการเร่งรีบดึงงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นการหาเงินมาพยุงภาระหนี้สินที่รัฐบาลค้างจ่ายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ค่ารถไฟฟ้าสายสีส้ม หรือค่าโง่คลองด่าน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารงานที่ขาดการวางแผนล่วงหน้า

ผลกระทบที่ตามมาจากการกระทำของรัฐบาลครั้งนี้มีหลายประการ ได้แก่:

  • ระบบราชการเกิดความระแวง: หน่วยงานต่างๆ ชะลอการเบิกจ่ายเพราะเกรงว่าจะถูกดึงงบกลางคัน
  • การลงทุนหยุดชะงัก: โครงการลงทุนที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถูกระงับเพื่อโยกงบไปใช้ในส่วนอื่น
  • ขาดความโปร่งใสและประสิทธิภาพ: งบประมาณที่ดึงออกมาเกือบ 93% เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาวะที่ “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน ในครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดลำดับความสำคัญ รัฐบาลเลือกที่จะตัดงบโครงการก่อสร้างที่อาจเป็นประโยชน์ แทนที่จะตรวจสอบงบประมาณขององค์กรอิสระหรือศาลที่ไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่บาทเดียว

บทสรุป: ถึงเวลาทบทวนการบริหารการคลัง

ศิริกัญญายังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า หากรัฐบาลเป็นบริษัทเอกชน คงถูกวิจารณ์ว่ามีการบริหารจัดการที่แย่และขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง การดึงงบมาได้เพียง 10,000 ล้าน ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับภาระหนี้ก้อนโต 140,000 ล้านบาทนั้น ถือเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุและได้ไม่คุ้มเสีย

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะมีมาตรการอื่นใดที่จะเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ทางการคลังโดยไม่เบียดบังการลงทุนของภาครัฐจนชะงักงันเช่นนี้อีก การบริหารประเทศในสภาวะวิกฤตต้องการความชัดเจนและการจัดลำดับความสำคัญที่ถูกต้อง ไม่ใช่การวิ่งหาเงินมาปิดช่องโหว่ไปวันๆ ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนประเทศต้องอาศัยวิสัยทัศน์และการวางแผนการคลังที่ยั่งยืนมากกว่าการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าครับ

ที่มา – “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 หวังแก้วิกฤตประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์บ้านเมืองกันหน่อยครับ กับประเด็นร้อนที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันเพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อเร็วๆ นี้นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอเข้าสภาฯ สำหรับนายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างทันท่วงทีครับ

นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ

เหตุผลหลักที่รัฐบาลต้องเสนอเรื่องนี้เข้าสภาฯ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวนสูง ทำให้งบกลางที่ตั้งไว้เดิมอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือ ทั้งนี้ นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ เพื่อย้ายงบจากรายการที่ยังไม่ได้ใช้หรือสามารถชะลอได้ มาไว้ในงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉินนั่นเองครับ

รายละเอียดการโอนงบประมาณในคราวนี้

การโอนงบในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตัดงบที่จำเป็นนะครับ แต่เป็นการดึงงบจากรายการที่ยังไม่มีโครงการผูกพัน หรือโครงการที่ล่าช้ากว่ากำหนด เช่น:

  • ค่าใช้จ่ายในการจัดสัมมนาหรือฝึกอบรมที่ยังไม่เกิดขึ้น
  • รายจ่ายลงทุนที่ยังไม่สามารถประกวดราคาได้
  • รายการงบประมาณที่หน่วยงานเห็นว่าสามารถชะลอไว้ก่อนได้โดยไม่เสียหาย

รัฐบาลยืนยันว่าการดำเนินการนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินถูกนำไปใช้ในจุดที่วิกฤตต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

หากเรามองในมุมของความคล่องตัว ต้องยอมรับว่าการมีเม็ดเงินสำรองไว้ในมือช่วยให้รัฐบาลบริหารงานได้ง่ายขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ภัยพิบัติ หรือวิกฤตเศรษฐกิจที่คาดไม่ถึง การที่ นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยเดินต่อไปได้ครับ

สุดท้ายนี้ เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะนำงบประมาณที่โอนมานี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร เพื่อให้เงินภาษีของเราเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดความเดือดร้อนในยามวิกฤตให้ได้มากที่สุดครับ

ที่มา – นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ

“ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน ประกาศเตรียมส่งทีมขุนพล 30 คน เข้าอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2570 งานนี้บอกเลยว่าดุเดือดเผ็ดร้อนแน่นอน

“ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70

การปะทะฝีปากเรื่องงบประมาณครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่ความโปร่งใสและการจัดสรรงบประมาณที่ฝ่ายค้านมองว่า “ฝีแตก” หรือแผลเรื้อรังที่รัฐบาลพยายามปกปิด “ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70 ด้วยการท้าทายให้ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานหากพบการทุจริตจริง ไม่ใช่แค่การออกมาสาดโคลนใส่รัฐบาลเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือตีกินไปวันๆ ซึ่งนายธนกรย้ำชัดว่าหากมีหลักฐานชัดเจนก็ควรดำเนินการตามกฎหมาย แทนที่จะพูดลอยๆ ให้ประชาชนสับสน

มุมมองจากฟากฝั่งรัฐบาลต่อการอภิปรายงบประมาณ

ทางรัฐบาลเองมองว่า การอภิปรายงบประมาณเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยหากทำด้วยหลักการและเหตุผล แต่สิ่งที่น่ากังวลคือวิธีการที่ฝ่ายค้านใช้ในการโจมตีรัฐบาล นายธนกรย้ำว่าบทบาทของรัฐบาลปัจจุบันภายใต้นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล คือการเป็น “หมอ” ที่เข้ามาผ่าตัดรักษาแผลทางเศรษฐกิจที่สะสมมานาน ไม่ใช่การปิดบังแผลตามที่ฝ่ายค้านกล่าวอ้าง

  • รัฐบาลยืนยันว่าการใช้งบประมาณเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศ
  • ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของไทยจาก IMD ปรับตัวดีขึ้น 4 อันดับ
  • ความเชื่อมั่นจากสถาบัน S&P ยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ความพยายามของ “ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70 ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าสมรภูมิในสภาฯ ครั้งหน้าจะต้องเป็นเรื่องของการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มาหักล้างกัน ไม่ใช่เพียงแค่การใช้กลยุทธ์ด้อยค่าฝ่ายตรงข้ามผ่านสื่อ เพราะท้ายที่สุดแล้วประชาชนคือผู้ตัดสินว่าใครกันแน่ที่ตั้งใจทำงานเพื่อชาติอย่างแท้จริง การที่ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเป็นเรื่องดี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง ไม่ใช่การพูดเพียงครึ่งเดียวเพื่อหวังคะแนนนิยม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองนั้นๆ เองเสียมากกว่า

ในมุมมองของผู้ติดตามการเมือง การที่ทั้งสองฝ่ายออกมาเผชิญหน้ากันเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการตรวจสอบการทำงานรัฐบาล หากทุกอย่างดำเนินไปบนฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ประเทศชาติย่อมได้รับประโยชน์สูงสุด แต่หากยังคงเป็นเพียงการสาดโคลนใส่กัน เราก็คงต้องรอติดตามดูว่าสุดท้ายแล้ว 30 ขุนพลของฝั่งค้านจะมีข้อมูลเด็ดอะไรมาเปิดโปง หรือจะเป็นเพียงแค่การแสดงละครการเมืองที่ซ้ำซากจำเจเท่านั้น

ที่มา – “ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70 ท้าเปิดหลักฐาน อย่าสาดโคลน

ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินของประเทศกันหน่อยครับ กับประเด็นล่าสุดที่หลายคนกำลังจับตามอง คือเรื่องที่ ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการวางแผนการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดครับ

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติผ่าน ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

ในการประชุม ครม. นัดพิเศษที่ผ่านมา ได้มีการเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยกำหนดกรอบวงเงินไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า นี่คือสัญญาณที่บอกว่ารัฐบาลกำลังเร่งวางรากฐานการบริหารประเทศเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตครับ

ทำไมตัวเลขงบประมาณถึงมีการเปลี่ยนแปลง?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมยอดเงินที่รัฐบาลดึงกลับมาจากปี 2569 ถึงเหลือเพียง 10,300 ล้านบาท ทั้งที่ตอนแรกคาดการณ์ไว้สูงกว่านี้ เหตุผลคือเมื่อหน่วยงานต่างๆ ทราบข่าวนโยบายนี้ ก็ได้เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างเต็มที่ในไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งมองอีกมุมก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่งบประมาณถูกนำไปใช้ตามเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครับ

  • งบที่ดึงกลับมา 10,300 ล้านบาท จะเข้าสู่งบกลาง
  • เพื่อชำระหนี้ค้างชำระและโครงการสำคัญเช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม
  • เตรียมสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

สรุปแล้วสถานการณ์ที่ ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน นั้นชี้ให้เห็นว่าภาครัฐมีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างรัดกุมและมีความยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับวิกฤติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกหรือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นี่คือความพยายามของภาครัฐในการประคองเสถียรภาพทางการเงินของประเทศเพื่อให้ทุกโครงการสำคัญขับเคลื่อนต่อไปได้ ผมมองว่าการที่รัฐบาลแสดงความโปร่งใสในเรื่องงบประมาณแบบนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้เป็นอย่างดีเลยครับ

ที่มา – ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ สิทธิบัตรทอง ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าถึงบริการสุขภาพวิถีไทย โดยยืนยันว่า รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการรักษา การฟื้นฟู และการส่งเสริมสุขภาพด้วยภูมิปัญญาไทยที่ได้มาตรฐาน

สำหรับการเตรียมความพร้อมในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมอย่างเต็มที่ เพื่อรองรับการให้บริการทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยเพิ่มงบจากปี 2568 ถึง 31.9 บาทต่อประชากร เป็น 63.24 บาทต่อประชากร สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด นั้นไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่เป็นนโยบายที่พร้อมขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินที่ชัดเจน

สิทธิประโยชน์ทางการแพทย์แผนไทยที่บัตรทองครอบคลุม

ประชาชนที่มีสิทธิบัตรทอง สามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำหรือสถานพยาบาลในเครือข่าย สปสช. ได้ในรายการต่อไปนี้:

  • บริการนวดไทยและการประคบสมุนไพรเพื่อคลายเส้นและบรรเทาอาการปวดเมื่อย
  • บริการอบสมุนไพรและพอกเข่าเพื่อรักษาตามข้อบ่งชี้ทางแพทย์
  • การจ่ายยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ
  • บริการฝังเข็มและการกระตุ้นไฟฟ้าสำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
  • บริการดูแลและฟื้นฟูสมรรถภาพมารดาหลังคลอด

โดยเฉพาะในส่วนของการฟื้นฟูมารดาหลังคลอด รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อลดความเหนื่อยล้าและปรับสมดุลร่างกายให้คุณแม่กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การให้บริการทั้งหมดอยู่ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งในปีผ่านๆ มามีประชาชนใช้บริการนับล้านครั้งต่อปี

หากคุณเป็นผู้มีสิทธิบัตรทองที่สนใจเข้ารับบริการ คุณสามารถตรวจสอบสิทธิและติดต่อหน่วยบริการใกล้บ้านได้ทันที การเลือกดูแลสุขภาพด้วยแนวทางธรรมชาติควบคู่ไปกับการรักษาแผนปัจจุบัน คือทางเลือกที่คุ้มค่าและปลอดภัยตามสิทธิประโยชน์ที่คุณควรได้รับ รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการส่วนนี้ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาที่เป็นธรรมและทั่วถึง เราขอแนะนำให้ทุกท่านลองใช้บริการด้านการแพทย์แผนไทยดูสักครั้งเพื่อสัมผัสกับประสิทธิภาพของสมุนไพรไทยด้วยตัวคุณเอง

ที่มา – รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

Scroll to top