ทวี สอดส่อง

“วรศิษฎ์” ยันตรวจทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ล่าช้า สวน “ทวี” ทุกคนทำงาน ไม่ได้แค่นั่งวิจารณ์

“วรศิษฎ์” ยันตรวจทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ล่าช้า สวน “ทวี” ทุกคนทำงาน ไม่ได้แค่นั่งวิจารณ์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาตอบโต้กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องความล่าช้าในการตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่น โดยยืนยันว่า “วรศิษฎ์” ยันตรวจทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ล่าช้า สวน “ทวี” ทุกคนทำงาน ไม่ได้แค่นั่งวิจารณ์ พร้อมชี้แจงว่าทีมงานทุกคนกำลังเร่งมือจัดการกับข้อมูลผู้เข้าสอบกว่า 300,000 คนอย่างเต็มกำลัง เพื่อส่งเรื่องต่อให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

กระบวนการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

สำหรับข้อสงสัยที่ว่ามีความพยายามยื้อเวลาหรือปกป้องใครหรือไม่ นายวรศิษฎ์ได้ปฏิเสธอย่างชัดเจน โดยระบุว่าทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจพิสูจน์แฟลชไดรฟ์ที่ผ่านการตรวจสอบจากกองพิสูจน์หลักฐานแล้ว หรือการจัดการรายชื่อผู้เข้าสอบกว่า 5,925 รายชื่อที่ถูกระบุว่ามีปัญหา การที่ “วรศิษฎ์” ยันตรวจทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ล่าช้า สวน “ทวี” ทุกคนทำงาน ไม่ได้แค่นั่งวิจารณ์ ถือเป็นการตอกย้ำว่าทางกระทรวงมหาดไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ

เพื่อให้เห็นภาพความชัดเจนในการดำเนินงาน นี่คือประเด็นสำคัญที่ทางกระทรวงมหาดไทยกำลังเร่งดำเนินการ:

  • ตรวจสอบข้อมูลผู้เข้าสอบท้องถิ่นกว่า 300,000 รายชื่ออย่างละเอียด
  • ประสานงานส่งข้อมูลสำคัญให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
  • สั่งการให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้มงวดกับบุคคลที่เข้าข่ายทุจริต
  • ยืนยันไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิด พร้อมดำเนินคดีตามฐานความผิดอย่างเคร่งครัด

นายวรศิษฎ์ ยังเสริมอีกว่า ในฐานะนักการเมืองทุกคนมีสิทธิ์ตรวจสอบและตั้งคำถาม แต่การทำงานจริงนั้นมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาเพื่อให้เกิดความถูกต้องที่สุด การที่ “วรศิษฎ์” ยันตรวจทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ล่าช้า สวน “ทวี” ทุกคนทำงาน ไม่ได้แค่นั่งวิจารณ์ จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าผู้ปฏิบัติงานต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่ถูกต้องมากกว่าการสร้างข่าวเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุดแล้ว ความโปร่งใสของกระบวนการสอบท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วประเทศต่างเฝ้าจับตามอง การออกมาให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าทางภาครัฐพร้อมที่จะสะสางปัญหาที่คั่งค้างเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับผู้เข้าสอบทุกคนอย่างแท้จริง เราต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปจาก ป.ป.ช. จะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือการนิ่งเฉยไม่ใช่ทางออกในเรื่องนี้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “วรศิษฎ์” ยันตรวจทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ล่าช้า สวน “ทวี” ทุกคนทำงาน ไม่ได้แค่นั่งวิจารณ์

“เสก โลโซ” เปิดคอนเสิร์ตแรก เซอร์ไพรส์ขึ้นเวที เปิดตัวแขกรับเชิญ “ทวี สอดส่อง”

“เสก โลโซ” เปิดคอนเสิร์ตแรก เซอร์ไพรส์ขึ้นเวที เปิดตัวแขกรับเชิญ “ทวี สอดส่อง”

ผ่านไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่สำหรับคอนเสิร์ต “เสก โลโซ” เปิดคอนเสิร์ตแรก เซอร์ไพรส์ขึ้นเวที เปิดตัวแขกรับเชิญ “ทวี สอดส่อง” ที่สร้างปรากฏการณ์กระหึ่ม MCC Hall เดอะมอลล์ บางกะปิ เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา โดยนี่ถือเป็นการหวนคืนสู่เส้นทางดนตรีอย่างเต็มภาคภูมิภายใต้ชื่อคอนเสิร์ต “SEK LOSO Rebirth” หรือการกลับชาติมาเกิดใหม่ของราชา Rock ‘n Roll เมืองไทย ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนเพลงทั่วประเทศ

บรรยากาศภายในฮอลล์เต็มไปด้วยความคึกคัก เสก โลโซ ปรากฏตัวบนเวทีด้วยมาดร็อกสตาร์ขวัญใจมหาชน พร้อมขนเพลงฮิตที่แฟนเพลงร้องตามได้ทุกคำ ไม่ว่าจะเป็น “แม้ว่า”, “มอเตอร์ไซค์รับจ้าง”, “ใจสั่งมา”, “อะไรก็ยอม” และ “อมพระมาพูด” ซึ่งบรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุขและความคิดถึงที่แฟนเพลงมีต่อศิลปินในดวงใจ

เบื้องหลังมิตรภาพและโอกาสสำคัญในคอนเสิร์ต

ความพีคที่สุดของงานไม่ได้อยู่แค่เพลงเพราะๆ เท่านั้น แต่ไฮไลต์สำคัญคือช่วงที่ “เสก โลโซ” เปิดคอนเสิร์ตแรก เซอร์ไพรส์ขึ้นเวที เปิดตัวแขกรับเชิญ “ทวี สอดส่อง” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเสกได้กล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า ท่านถือเป็นเหมือนพี่ชายที่ตนเองเคารพรักมากที่สุด และเป็นผู้ที่หยิบยื่นโอกาสให้แก่คนหลังกำแพงอยู่เสมอ

  • พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กับนโยบายเปิดกว้างให้โอกาสผู้ก้าวพลาด
  • การสนับสนุนด้านดนตรีที่ปลุกพลังใจให้ผู้ต้องขังผ่าน “วงมีนบุรี”
  • ความสำเร็จของเสก โลโซ ในการพิสูจน์ตนเองให้สังคมยอมรับอีกครั้ง

นโยบาย “ให้โอกาสคนหลังกำแพง” ของท่านทวี ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดทางการเมือง แต่เป็นการมองเห็นศักยภาพความเป็นมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ภายในตัวผู้ที่เคยกระทำผิดกฎหมาย การเปิดโอกาสให้เสกได้แสดงความสามารถทางดนตรีขณะถูกคุมขัง ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนผ่านชีวิตจากความท้อแท้สู่การเป็นศิลปินที่เป็นแบบอย่างให้กับผู้อื่น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในงาน “เสก โลโซ” เปิดคอนเสิร์ตแรก เซอร์ไพรส์ขึ้นเวที เปิดตัวแขกรับเชิญ “ทวี สอดส่อง” จึงได้รับเสียงปรบมือดังสนั่นจากแฟนเพลงที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในมิตรภาพครั้งนี้

เรื่องราวนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า ไม่ว่าอดีตคุณจะเคยพลาดไปแค่ไหน แต่หากมีโอกาสและใจที่มุ่งมั่นจะแก้ไข ความสำเร็จในวันข้างหน้าก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน คอยติดตามผลงานใหม่ๆ ของเสก โลโซ กันต่อไป เชื่อว่าเขายังมีเรื่องราวสนุกๆ และบทเพลงดีๆ มาฝากแฟนคลับอีกเพียบ!

ที่มา – “เสก โลโซ” เปิดคอนเสิร์ตแรก เซอร์ไพรส์ขึ้นเวที เปิดตัวแขกรับเชิญ “ทวี สอดส่อง”

เรือนจำเขากลิ้ง เสก โลโซ รดน้ำขอพรทวีอบอุ่น

เรือนจำเขากลิ้ง เสก โลโซ สร้างความประทับใจในเทศกาลสงกรานต์ เมื่อ “เสก โลโซ” หรือ เสกสรรค์ ศุขพิมาย ได้รดน้ำขอพรจาก พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และครอบครัวท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นที่เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง จังหวัดเพชรบุรี เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันอันลึกซึ้ง แม้จะอยู่ในสถานที่จำกัด

เรือนจำเขากลิ้ง เสก โลโซ รดน้ำขอพร
เรือนจำเขากลิ้ง เสก โลโซ
เรือนจำเขากลิ้ง เสก โลโซ

เรือนจำเขากลิ้ง เสก โลโซ: บรรยากาศชื่นมื่นวันสงกรานต์

วันที่ 13 เมษายน 2567 พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ได้เดินทางไปเยี่ยม เรือนจำเขากลิ้ง เสก โลโซ เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันปีใหม่ไทยที่ทุกคนรอคอย โดยนางวิภากร ศุขพิมาย หรือ “กานต์” ภรรยา พร้อมบิดามารดาของเสก ก็ร่วมเดินทางไปด้วย บรรยากาศภายในเรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เต็มไปด้วยความอบอุ่น กรมราชทัณฑ์ได้จัดกิจกรรมเยี่ยมญาติใกล้ชิด เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้พบปะครอบครัว สร้างขวัญกำลังใจในช่วงเวลาสำคัญ

พิธีรดน้ำขอพรตามประเพณี

ไฮไลต์สำคัญคือพิธีรดน้ำดำหัวขอพร ซึ่งเป็นประเพณีไทยโบราณ เสก โลโซ ได้รดน้ำให้กับ พ.ต.อ. ทวี ที่เขาเคารพนับถืออย่างมาก รวมถึงครอบครัวของตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่างเสกกับทวีนั้นใกล้ชิดมานาน เสกเคยสนับสนุนทางการเมืองและชื่นชมผลงานของทวีในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่แค่การเยี่ยมธรรมดา แต่เป็นการส่งกำลังใจให้กันและกัน

ประวัติเสก โลโซ และเรือนจำเขากลิ้ง

เสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ เป็นนักร้องร็อคชื่อดังของไทย มีเพลงฮิตมากมายอย่าง “ไม่มีเธอไม่ไหว” “ช่าง” ปัจจุบันกำลังรับโทษในคดีครอบครองปืนโดยไม่พ้นกำหนดไล่ล่า โดยเข้าคุกเมื่อต้นปี 2567 ที่เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง ซึ่งเป็นเรือนจำพิเศษสำหรับผู้ต้องขังเด่นๆ เรือนจำแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติ สงบเหมาะสำหรับการปรับปรุงพฤติกรรม

  • กิจกรรมในเรือนจำ: เยี่ยมญาติช่วงสงกรานต์
  • ผู้มาเยี่ยม: พ.ต.อ.ทวี, กานต์, บิดามารดา
  • พิธีสำคัญ: รดน้ำขอพร
  • หน่วยงานจัด: กรมราชทัณฑ์

นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องขังอื่นๆ ได้รับการเยี่ยมจากครอบครัวเช่นกัน สร้างบรรยากาศครึกครื้นทั่วเรือนจำ สงกรานต์ปีนี้จึงกลายเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำสำหรับทุกคน

ความสำคัญของครอบครัวและกำลังใจในเรือนจำ

เรือนจำเขากลิ้ง เสก โลโซ เป็นตัวอย่างที่ดีของการส่งเสริมความสัมพันธ์ครอบครัว กรมราชทัณฑ์มีนโยบายจัดกิจกรรมต่างๆ ตลอดปี เพื่อให้ผู้ต้องขังไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เช่น การเยี่ยมใกล้ชิด การเรียนรู้อาชีพ และกิจกรรมทางศาสนา สำหรับเสกเอง เขายังคงใช้ชีวิต积极 โดยร้องเพลงให้เพื่อนผู้ต้องขังฟัง และวางแผนชีวิตหลังออกจากคุก

ความผูกพันกับ พ.ต.อ. ทวี ยังสะท้อนมิตรภาพข้ามสายงาน เสกเคยโพสต์ชื่นชมนโยบายของทวีเรื่องการปฏิรูประบบยุติธรรม ทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกัน เหตุการณ์รดน้ำขอพรจึงเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง

กระทบต่อสังคมและแฟนคลับ

ข่าวนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย แฟนๆ เสกโลโซต่างชื่นชมครอบครัวที่เหนียวแน่น และส่งกำลังใจให้ศิลปินคนโปรด บางคนบอกว่า “เห็นแล้วน้ำตาซึม ครอบครัวคือพลัง” ข่าวนี้ยังกระตุ้นให้คนตระหนักถึงประเพณีสงกรานต์ที่แท้จริง คือการแสดงความเคารพผู้ใหญ่และรวมญาติ

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ที่เรือนจำเขากลิ้งนี้สอนให้เรารู้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ความรักจากครอบครัวและเพื่อนฝูงคือสิ่งที่ยั่งยืนที่สุด มันช่วยให้คนเราผ่านพ้นอุปสรรคได้ ลองนึกภาพถ้าไม่มีช่วงเวลาอย่างนี้ ผู้ต้องขังคงรู้สึกหดหู่แค่ไหน สุดท้ายแล้ว สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่น้ำเล่นสาด แต่เป็นน้ำแห่งพรและกำลังใจ

หากคุณชื่นชอบเรื่องราวอบอุ่นแบบนี้ ติดตามข่าวสารบันเทิง การเมือง และประเพณีไทยเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์ประสบการณ์สงกรานต์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ!

ที่มา – เรือนจำเขากลิ้งอบอุ่น “เสก โลโซ” รดน้ำขอพร “ทวี”-ภรรยา ครอบครัว ร่วมวงอบอุ่น

“ทวี” หนุนประชาชนใช้สิทธิตาม กม. ฟ้องกกต.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสกันเลยครับ นั่นคือ “ทวี” หนุนประชาชนใช้สิทธิตาม กม. หลังยื่นฟ้อง กกต. เชื่อความยุติธรรมจะปรากฏ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กอย่างเป็นกันเอง แต่หนักแน่น สนับสนุนประชาชนที่กล้าออกมาใช้สิทธิ์ทางกฎหมาย เพื่อตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. หลังจากมีคนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดไปแล้ว

“ทวี” หนุนประชาชนใช้สิทธิตาม กม. หลังยื่นฟ้อง กกต. เชื่อความยุติธรรมจะปรากฏ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.16 น. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.อ.ทวี ได้โพสต์ข้อความเด็ดๆ ลง เฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “ผู้ใดทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ถือเป็นการกระทำที่กำลังเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและหลักนิติธรรมต้องเสื่อมโทรมลงอย่างรุนแรง” คำพูดนี้สะท้อนถึงความห่วงใยต่อระบบประชาธิปไตยของไทยจริงๆ ครับ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญนัก? เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย การเลือกตั้ง ส.ส. คือกลไกสำคัญที่ประชาชนมอบอำนาจให้ผู้แทน รัฐธรรมนูญมาตรา 3, 83 และ 85 วางหลักชัดเจนว่าการลงคะแนนต้อง โดยตรงและลับ เพื่อปกป้องเสรีภาพและศักดิ์ศรีของทุกคน ถ้าการลงคะแนนไม่ลับ ก็เท่ากับละเมิดสิทธิพื้นฐานไปเลยครับ

ประเด็นกฎหมายที่ถูกยกขึ้นในคดี “ทวี” หนุนประชาชนใช้สิทธิตาม กม.

ผู้ยื่นฟ้องได้ยกประเด็นกฎหมายหลายมาตรา เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าบัตรเลือกตั้งบางใบควรเป็นบัตรเสียหรือไม่ นี่คือประเด็นหลักๆ ที่น่าสนใจ:

  • พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 96 ห้ามทำเครื่องหมายสังเกตในบัตรเลือกตั้ง
  • มาตรา 144 เกี่ยวกับการทำให้บัตรเลือกตั้งเป็นบัตรเสีย
  • มาตรา 23, 149 และ 164 ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้ง
  • ระเบียบ กกต. พ.ศ. 2566 ข้อ 129 และข้อ 174 (2) (7) ที่กำหนดหลักเกณฑ์นับคะแนน

ทั้งหมดนี้เป็นข้อถกเถียงทางกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัย พ.ต.อ.ทวี ย้ำชัดว่าการตรวจสอบคือหัวใจของนิติธรรม ถ้าประชาชนรู้สึกว่าความลับการลงคะแนนถูกกระทบ ก็ต้องนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง

พรรคประชาชาติยืนหยัดเคียงข้างประชาชนที่ใช้สิทธิสุจริต พวกเขามั่นใจว่าความจริงจะปรากฏผ่านกระบวนการยุติธรรม และหวังให้ทุกฝ่ายร่วมรักษาเสียงของประชาชนให้ศักดิ์สิทธิ์ต่อไป ในฐานะนักการเมืองที่เคยผ่านประสบการณ์มามาก พ.ต.อ.ทวี จึงกลายเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนได้ดีทีเดียว

มาขยายความกันหน่อยนะครับ ว่าทำไมการเลือกตั้งลับถึงสำคัญขนาดนี้ ในประเทศประชาธิปไตย การลงคะแนนต้องลับเพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง การข่มขู่ หรืออิทธิพลจากผู้มีอำนาจ ถ้ามีร่องรอยที่ทำให้รู้ได้ว่าคนลงคะแนนใคร ก็อาจนำไปสู่การทุจริตได้ง่ายๆ ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าคุณกลัวว่าจะถูกตามตัวเพราะเลือกพรรคที่ตัวเองชอบ ก็คงไม่กล้าลงคะแนนจริงๆ จังๆ แน่ๆ

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น ในบางประเทศที่เคยมีปัญหาเรื่องนี้ จนต้องปฏิรูประบบเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น ในไทยเราก็เคยมีกรณีบัตรเสียเยอะในอดีต ซึ่งบางครั้งถูกตั้งคำถามว่ามีเจตนาหรือไม่ ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะเคลียร์ประเด็นให้ชัดเจน

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการที่ “ทวี” หนุนประชาชนใช้สิทธิตาม กม. หลังยื่นฟ้อง กกต. เชื่อความยุติธรรมจะปรากฏ นี่คือตัวอย่างที่ดีของการเมืองที่โปร่งใส นักการเมืองควรสนับสนุนประชาชนตรวจสอบอำนาจ ไม่ใช่ปิดกั้น คุณล่ะครับ คิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้? เชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทยแค่ไหน? มาคอมเมนต์แชร์กันด้านล่างเลยนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนมุมมองกัน!

ที่มา – “ทวี” หนุนประชาชนใช้สิทธิตาม กม. หลังยื่นฟ้อง กกต. เชื่อความยุติธรรมจะปรากฏ

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นกวาดล้างยาเสพติด กระท่อม-กัญชา

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาที่รุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดปัญหาสังคมมาอย่างยาวนาน

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้เปิดเผยนโยบายสำคัญของพรรคประชาชาติ ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปราบปรามยาเสพติด เพราะถือเป็นภัยร้ายที่ทำลายสังคม เศรษฐกิจ และครอบครัวคนไทย โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น อ.สุไหงโก-ลก และ อ.ตากใบ ที่ถูกมองจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียว่าเป็น "เมืองหลวงยาไอซ์" ซึ่งน่าอับอายอย่างยิ่ง จากการสนทนากับหัวหน้าสันติบาลรัฐกลันตันของมาเลเซีย พบว่าปัญหานี้รุนแรงจนมาเลเซียต้องสร้างรั้วกั้นชายแดนเพื่อป้องกัน

ที่มาของยาเสพติดในภาคใต้

ยาเสพติดเหล่านี้ส่วนใหญ่ลักลอบมาจากสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อกบดานในพื้นที่ชายแดน โดยมีผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองบางส่วนอยู่เบื้องหลัง ใช้เงินสกปรกจากการค้าของผิดกฎหมายมาหลอกลวงประชาชนในการเมืองอีก หากพรรคประชาชาติได้อำนาจ จะใช้กลไกการฟอกเงินจัดการเด็ดขาด สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศเพื่อนบ้าน และฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เสียหายจากปัญหานี้

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด โดยย้ำว่าพื้นที่ที่มียาเสพติดระบาด จะไม่มีสันติภาพหรือความสุขได้แน่นอน จากประสบการณ์สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เคยผลักดันห้ามเร่ขายกระท่อมใกล้สถานศึกษา เพราะมอมเมาเยาวชน และประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือดี หากกลับมาเป็นรัฐบาล จะยึดทรัพย์ผู้ค้า บำบัดผู้เสพอย่างเหมาะสม

นโยบายปราบยาเสพติดของพรรคประชาชาติ

พรรคประชาชาติมีแผนชัดเจนในการบริหารจัดการปัญหายาเสพติด ดังนี้

  • กวาดล้างผู้ค้ารายใหญ่: ใช้กฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากยาเสพติดทั้งหมด ไม่ว่าจะซ่อนไว้ที่ไหน
  • ควบคุมกระท่อมและกัญชา: เปลี่ยนสถานะกลับเป็นยาเสพติดประเภท 5 ห้ามค้าหรือใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเด็ดขาด
  • บำบัดผู้เสพ: สร้างศูนย์บำบัดมาตรฐานทั่วประเทศ โดยไม่ลงโทษผู้เสพที่อยากเลิก แต่เน้นการรักษาและป้องกัน
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ประสานงานกับมาเลเซียและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อตัดเส้นทางการลักลอบ
  • ป้องกันเยาวชน: ห้ามขายใกล้โรงเรียน สถานบันเทิง และชุมชน โดยมีบทลงโทษหนัก

ปัญหายาเสพติดไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่กระทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น ครอบครัวแตกแยก เยาวชนหลงผิด และเศรษฐกิจเสียหาย โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ถูก stigma จากต่างชาติ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรือง

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนควบคู่ไปด้วย เช่น ส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้าชายแดนที่ถูกกฎหมาย เพื่อลดช่องว่างให้ยาเสพติดแทรกซึม ประสบการณ์ของทวี สอดส่อง ที่เคยเป็นตำรวจและรัฐมนตรี ทำให้มั่นใจว่านโยบายนี้จะได้ผลจริง ไม่ใช่แค่สัญญาเลือกตั้ง

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายนี้เป็นก้าวสำคัญที่ไทยต้องการมานาน หากทำได้จริง จะช่วยลดปัญหาสังคมได้อย่างมหาศาล คุณคิดอย่างไรกับแนวทางของหัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจจริงกวาดล้างยาเสพติดนี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อสร้างกระแสปราบยาเสพติดให้ดังทั่วประเทศ!

ที่มา – หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด

ทวี ยันสอบคดีฮั้ว สว. ตาม กกต. แจ้งข้อกล่าวหา

“ทวี สอดส่อง” ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยแทรกแซง “คดีฮั้ว สว.” พร้อมกระตุกให้สังคมฉุกคิดถึงอำนาจของ สว. ที่มีมากเกินไป และควรเปิดให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ชี้ กกต. เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหา ดังนั้นจึงต้องเดินหน้าตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป เนื่องจากคดียังอยู่ในอายุความ

พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวถึงการดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่อง คดีฮั้ว สว. ว่า หัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมคือการมีหลักนิติธรรม นั่นคือทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นหลักการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าใครจะกระทำความผิดก็ต้องถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค โดยไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากศาลทำผิดก็ต้องได้รับโทษ สนช. ก็เช่นกัน บ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปได้ยาก หากผู้มีอำนาจไม่ยึดมั่นในหลักนิติธรรมและขาดความเข้มแข็งทางจิตใจ ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาให้ดีจะพบว่า สว. มีอำนาจมาก ดังนั้นจึงต้องเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างละเอียด

ทวี ยันสอบคดีฮั้ว สว. ตาม กกต. แจ้งข้อกล่าวหา

พล.ต.อ.ทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณี คดีฮั้ว สว. นั้น เริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อมีการตรวจพบความผิดปกติของการไหลเวียนของเงิน คณะกรรมการคดีพิเศษ (DSI) จึงตั้งข้อสงสัยว่าเงินจำนวนดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้มีการรับเป็นคดีพิเศษ เพียงแต่มีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งนั้น ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ จนกระทั่ง กกต. เข้ามาเป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาในภายหลัง ต่อมา สว. กลุ่มหนึ่งได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนเคารพการตัดสินใจของศาล แต่ในระหว่างการพิจารณาคดี ตนได้สอบถามผู้ที่ทำการไต่สวน และได้รับทราบว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 200 กว่าคนนั้นถูก กกต. แจ้งข้อกล่าวหา ตนจึงไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ เนื่องจาก กกต. เป็นองค์กรอิสระที่ไม่เกี่ยวข้องกับตน และทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน

ความโปร่งใสในการสอบสวนคดีฮั้ว สว.

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ในฐานะรัฐมนตรี เราต้องไม่ปล่อยให้มีการแทรกแซงคดี ไม่แทรกแซงข้าราชการประจำ และตัวเราเองก็ต้องไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างมีศักดิ์ศรี และเนื่องจากคดียังอยู่ในอายุความ จึงต้องเดินหน้าต่อไป โดยไม่ปล่อยให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย

คดีฮั้ว สว. ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ การที่ พล.ต.อ.ทวี ออกมายืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง และเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมและความโปร่งใสในการตรวจสอบ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจติดตามต่อไปว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ได้อย่างไร และผลลัพธ์ของคดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อการเมืองไทยในอนาคต

การตรวจสอบอำนาจของ สว. เป็นเรื่องที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้อำนาจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “ทวี” ยัน สอบคดีฮั้ว สว. ตาม กกต. แจ้งข้อกล่าวหา ไม่เคยแทรกแซงหรือกลั่นแกล้ง

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง ภูมิธรรม-ทวี แทรกแซง กกต.

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง กรณีนี้เกี่ยวข้องกับนายภูมิธรรม เวชยชัย และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะในกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

วันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ให้ดำเนินการพิจารณาคำร้องนี้ต่อไป แม้ว่าทั้งสองผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วก็ตาม คำร้องนี้เกิดจากการที่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนยื่นต่อประธานวุฒิสภา โดยอ้างว่าการที่ทั้งคู่มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) ถือเป็นการแทรกแซงและครอบงำอำนาจของ กกต. ผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งนำไปสู่การกลั่นแกล้ง กดดัน และข่มขู่สมาชิกวุฒิสภา

พฤติกรรมดังกล่าวถูกมองว่าขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักนิติธรรม ทำให้เกิดคำถามถึงความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมของทั้งสองคน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ซึ่งอาจนำไปสู่การสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) การตัดสินใจของศาลนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะแม้ทั้งคู่จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่การวินิจฉัยจะช่วยกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมในอนาคต

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเดินหน้าพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการพิจารณาคดีต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 51 ตุลาการส่วนใหญ่ 6 คน ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นชอบกับการดำเนินคดีต่อ ขณะที่ตุลาการ 2 คน คือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ มองว่าพอทั้งคู่พ้นตำแหน่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อ

ก่อนหน้านี้ ในขณะที่คดีกำลังพิจารณา ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยของศาล ทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ต่อมาพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยไม่มีชื่อของนายภูมิธรรมและ พ.ต.อ. ทวี ทำให้ทั้งคู่ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 หลังนายกฯ ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ

กรณี ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ นี้ สะท้อนถึงความพยายามของสถาบันตุลาการในการรักษาความโปร่งใสในระบบการเมืองไทย แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อตำแหน่งปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์อาจส่งผลต่อโอกาสทางการเมืองในอนาคตของบุคคลที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองในการใช้อำนาจอย่างสุจริต

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ การแทรกแซงดังกล่าวหากพิสูจน์ได้ จะเป็นการละเมิดหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะการใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับคดีพิเศษในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

  • ประเด็นหลัก: การแทรกแซง กกต. ผ่านคดีพิเศษ
  • ผลกระทบ: ตั้งคำถามถึงจริยธรรมนักการเมือง
  • ความสำคัญ: สร้างมาตรฐานสำหรับการใช้อำนาจ

ในท้ายที่สุด การวินิจฉัยของศาลนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งแรกในสภาฯ ดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยเฉพาะคำตอบของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่แจกคะแนนให้กับการอภิปรายของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคประชาชาติ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ได้รับคะแนนเต็ม 0 เลยทีเดียว นายกฯ อนุทินยังเหน็บแนมอย่างแรงว่า ผู้ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว จะมีหน้ามาอภิปรายอะไรกับคนที่กำลังทำงานจริงจัง เหมือนตัวอะไรตายแล้วมีเห็บกระโดดรุม

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

หลังการอภิปรายเสร็จ นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา โดยบอกว่าการอภิปรายวันนี้ช่วยให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าข้อมูลไหนจริง ไหนปลอม ฝ่ายค้านบางคนเอาเรื่องปรุงแต่งมาพูดเพื่อหวังแอร์ไทม์เท่านั้น โดยเฉพาะการอภิปรายของนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่นายกฯ บอกว่ายิ่งมั่วใหญ่ คิดอะไรก็พูด แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นสไตล์เดิม

ส่วนกรณีที่นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ถามเรื่องนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ว่าเป็นของใคร นายอนุทินย้ำว่าตนตอบเพราะให้เกียรติในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และเคยหารือกันหลังเลือกตั้งปี 2566 เพื่อทำงานร่วมกัน ดังนั้นจึงต้องตอบให้สมเกียรติ

การวิจารณ์นโยบายยาเสพติดและภัยไซเบอร์

สำหรับประเด็นยาเสพติดและภัยไซเบอร์ที่ฝ่ายค้านบอกว่านโยบายรัฐบาลยังไม่ชัดเจน นายอนุทินชี้แจงว่าปัญหาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในคำแถลงนโยบาย เพราะเป็นเรื่องปฏิบัติ รัฐบาลจะเร่งรัดหน่วยงานอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กสทช. ป.ป.ส. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้เข้มข้นมากขึ้น ไม่ใช่แค่นโยบายบนกระดาษ

เมื่อถามถึงแผนรับมือฝ่ายค้านในวันถัดไป นายกฯ บอกว่าไม่กลัวดุเดือด แต่กลัวข้อมูลเท็จที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายซ้ำๆ เช่น เรื่อง สว. เขากระโดง กัญชา แม้จะแถลงข้อเท็จจริงไปแล้ว แต่พวกเขาก็ทำหูทวนลมเพราะหวังแอร์ไทม์ วาทกรรมจึงมากกว่าข้อเท็จจริง

  • การอภิปรายที่ได้คะแนนเต็ม: บางคนให้คะแนนเต็มเพราะมีสาระ
  • การอภิปรายที่ได้ 0 คะแนน: หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่นำเรื่องเท็จมาพูด
  • หลักการตอบของนายกฯ: ตอบเฉพาะคนที่มีเหตุผล จริยธรรม เพื่อประโยชน์ประชาชน

นายอนุทินย้ำชัดว่า ตนไม่ได้มารบกับใคร แต่มาฟังคำแนะนำที่ดี จดบันทึกทุกอย่าง และชี้แจงได้ทุกประเด็น สำหรับพวกที่สร้างวาทกรรมเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล ก็ไม่ตอบเพราะตอบไปหลายรอบแล้ว หน่วยงานราชการแสดงหลักฐานครบถ้วน

ที่เด็ดสุดคือคำเหน็บ พ.ต.อ.ทวี ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังมีหน้ามาอภิปรายคนทำงาน นายกฯ บอกว่าประชาชนแยกแยะได้ ตอนนี้เขาคงทำใจอยู่เพราะหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี สิ่งที่สั่งการไปผิดกฎหมาย ข้อมูลผิดหมด เหมือนตัวอะไรตายแล้วเห็บกระโดด

ในช่วงท้าย นายอนุทินร้องโอ๊ยเมื่อถูกถามแยกว่าใครเป็นฝ่ายค้าน ใครเป็นฝ่ายแค้น โดยบอกว่าประชาชนดูออกเอง ตนจะตอบเฉพาะเรื่องประโยชน์ประชาชน ไม่ตอบให้รกสมอง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดในสภาฯ หลังรัฐบาลใหม่เข้ามา การอภิปรายนโยบายไม่ใช่แค่การโต้เถียง แต่เป็นเวทีตรวจสอบที่ควรสร้างสรรค์ นายกฯ อนุทินแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและหลักการชัดเจน ซึ่งน่าจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้รัฐบาลในสายตาประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดจากเรา

ที่มา – “อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

“ทวี” ยัน ประชาชาติอยู่กับเพื่อไทย ชี้ทางออกการเมืองยุบสภา

“ทวี สอดส่อง” ยืนยันพรรคประชาชาติอยู่กับเพื่อไทย ชี้ทางออกการเมือง “ยุบสภา” คืนอำนาจให้ประชาชน ไม่เห็นด้วยเสียงข้างน้อยรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ผิดหลักประชาธิปไตย โผล่พบ “ชัยเกษม” ที่บ้านพัก

วันที่ 2 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการจัดตั้งรัฐบาล ว่า เนื่องจากพรรคเราเป็นพรรคเล็ก จึงยืนยันว่าจะอยู่กับพรรคใหญ่พรรคเดิม คือพรรคเพื่อไทย เป็นหลักในการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ มั่นใจหรือไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะรวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลได้ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ภาพที่ออกมาก็ดูเหมือนว่าเสถียรภาพไม่ค่อยดีนักในทุกพรรค ดังนั้นทางที่ดีที่สุดของประชาชนคือการยุบสภา ถ้าจะมีรัฐบาลใหม่จะต้องเป็นรัฐบาลที่มีนโยบายเดียว คือการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน ขณะเดียวกัน เราเป็นห่วงการเลือกตั้งแม้จะมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะการเลือกตั้งต้องมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมด้วย

ส่วนคำถามว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากแค่ไหนระหว่างการยุบสภากับการเป็นฝ่ายค้าน พ.ต.อ.ทวี ตอบว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าสามารถที่จะรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็ต้องดูเพราะวันนี้มีกติกาที่บอกว่าพรรคการเมืองเสียงข้างน้อยก็สามารถรวบรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งถือว่าผิดหลักประชาธิปไตย เราต้องหาทางออกให้ได้ อย่าให้ใครมาครอบงำหรือมีอิทธิพล เพราะประชาชนไม่ควรถูกข่มขู่ ดังนั้น สิ่งที่เป็นไปได้คือการคืนอำนาจให้กับประชาชน

ในประเด็นคำถามตอนนี้อยู่ที่พรรคประชาชน ถ้ารวมเสียงไม่ได้ทางเลือกคือการยุบสภาใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ต้องดูพรรคเพื่อไทย ส่วนเราพร้อมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งในความเห็นส่วนตัวเราสนับสนุนพรรคใหญ่ เพราะระบอบประชาธิปไตยใช้ระบอบเสียงข้างมาก ถ้าพรรคนั้นขอเป็นรัฐบาลเราก็พร้อมสนับสนุน แต่ถ้าพรรคเสียงข้างน้อยไปรวบรวมเสียงมาเพื่อเป็นรัฐบาลถือว่าไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย นี่คือความเห็นส่วนตัว

ทางด้านคำถามว่าได้ทำใจในการเป็นพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็มีเกียรติ พรรคประชาชาติไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็ต้องดูว่าพรรคไหนมีอุดมการณ์ตรงกับพรรคเรา

สำหรับที่ตอนนี้ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า รักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาได้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี เผยว่า เรื่องนี้มีข้อยุติอยู่แล้ว เนื่องจากกฎหมายเขียนว่ารัฐสภา รัฐบาล ศาล องค์กรอิสระ ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรม อะไรที่เป็นความเห็นเกินกว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนว่าไม่ได้มีข้อห้าม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าภายหลังการกระชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ พ.ต.อ.ทวี เดินทางไปพบกับ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย โดยนำกระเช้าผลไม้ไปมอบให้ที่บ้านพัก.

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ย้ำถึงความสำคัญของการยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน และแสดงความเห็นถึงหลักการประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น โดยการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้ ส่งผลต่ออนาคตของประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ทวี” ยัน ประชาชาติอยู่กับเพื่อไทย ชี้ทางออกการเมืองยุบสภา

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันมีความซับซ้อน การยุบสภาจึงเป็นทางออกหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

ทางออกการเมือง: ยุบสภา

พรรคประชาชาติให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง และการยุบสภาถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงเจตจำนงผ่านการเลือกตั้งใหม่

การตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย เราในฐานะประชาชน ควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – “ทวี” ยัน ประชาชาติอยู่กับเพื่อไทย ชี้ทางออกการเมืองยุบสภา ก่อนไปพบ “ชัยเกษม”

Scroll to top