พลังงาน

นายกฯ หารือทวิภาคี ปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน

นายกฯ หารือทวิภาคี ปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน

การพบปะกันระหว่างผู้นำระดับสูงถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือทวิภาคีกับนายคาซีม-โยมาร์ต โตคาเยฟ ประธานาธิบดีแห่งคาซัคสถาน โดยเน้นย้ำว่า นายกฯ หารือทวิภาคี ปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน เพื่อสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาว

ศักยภาพทางเศรษฐกิจและการเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค

ในการหารือครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไทยได้ชูบทบาทของไทยในการเป็นจุดเชื่อมต่อธุรกิจที่สำคัญ โดยเชื่อมั่นว่าการที่ นายกฯ หารือทวิภาคี ปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากเอเชียกลางสู่ภูมิภาคอาเซียนได้อย่างมหาศาล โดยมีประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน ได้แก่:

  • การส่งเสริมอุตสาหกรรมในกลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  • การร่วมมือด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรม
  • การรักษาความมั่นคงทางอาหารและทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ
  • การพัฒนาแร่หายากเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมุ่งเน้นการขยายเส้นทางบินเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวและการติดต่อธุรกิจระหว่างประชาชนของทั้งสองชาติมีความสะดวกคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและพรมแดนใหม่ๆ สู่โลกกว้าง

ก้าวต่อไปของความสัมพันธ์และการค้าเสรี

เรามองว่าท่าทีที่ชัดเจนของประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาลชุดนี้ ในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่บทสรุปของ นายกฯ หารือทวิภาคี ปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังขยับตัวเข้าหาตลาดใหม่ๆ ที่มีกำลังซื้อสูงและมีศักยภาพในการผลิตมหาศาล อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากคาซัคสถานในเรื่องการพัฒนาเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศข้ามทะเลแคสเปียน (TITR) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มช่องทางเข้าสู่ตลาดโซนยุโรปได้อีกด้วย

ในฐานะประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทูตเชิงรุกในครั้งนี้จะก่อให้เกิดรูปธรรมที่จับต้องได้ ทั้งในเรื่องราคาค่าครองชีพจากการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่สะดวกขึ้น ตลอดจนการเปิดโอกาสให้คนไทยได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับพี่น้องชาวคาซัคสถานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม นับเป็นจังหวะก้าวสำคัญที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งสำหรับการต่างประเทศของไทยในปีนี้

ที่มา – นายกฯ หารือทวิภาคี ปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน

ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดการเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจในแวดวงการทูต เมื่อคุณแอนเจลา แม็กดอนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในโอกาสอำลาตำแหน่ง โดยเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งคือการที่ ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน โดยทางออสเตรเลียได้ชื่นชมความก้าวหน้าของไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติด ซึ่งถือเป็นผลงานที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องได้รับความร่วมมือจากมิตรประเทศอย่างออสเตรเลีย

ก้าวสำคัญสู่อนาคตพลังงานสะอาด

ประเด็นที่เน้นย้ำเป็นพิเศษจากการที่ ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน คือเรื่อง Energy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งไทยและออสเตรเลียต่างเห็นตรงกันว่านี่คือหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

หากเรามองย้อนกลับไปถึงผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ของท่านทูตแอนเจลา ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียมีความแน่นแฟ้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในด้าน:

  • การกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการฝึกทางทหารรูปแบบใหม่
  • การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการปฏิรูปกฎหมายและธรรมาภิบาลเพื่อรองรับการลงทุน
  • การส่งเสริมมาตรฐานการบริหารประเทศให้เข้าสู่ระดับสากลตามเกณฑ์ OECD

ท้ายที่สุด การเข้าพบครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกล่าวลา แต่มันคือนิมิตหมายอันดีของการสานต่อมิตรภาพที่ยั่งยืน ผมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเปิดประตูโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและออสเตรเลียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาดที่เป็นเทรนด์โลกอยู่ในขณะนี้ครับ

ที่มา – ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน

“สีหศักดิ์” เยือนโอมาน ชื่นชมบทบาทเป็นกลาง ขอซื้อน้ำมัน

การเยือนโอมานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ด้านพลังงานระหว่างไทยกับประเทศในตะวันออกกลาง “สีหศักดิ์” เยือน “โอมาน” ชื่นชมบทบาทวางตัวเป็นกลาง พร้อมเจรจาขอซื้อ “น้ำมัน” เพิ่ม สร้างความหวังให้กับความมั่นคงพลังงานของไทยในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวน

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2567 นายสีหศักดิ์ ได้พบหารือกับนายซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน ณ กรุงมัสกัต ในโอกาสเยือนอย่างเป็นทางการ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานในภูมิภาค โดยเฉพาะความปลอดภัยและเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก

“สีหศักดิ์” เยือน “โอมาน” ชื่นชมบทบาทวางตัวเป็นกลาง พร้อมเจรจาขอซื้อ “น้ำมัน” เพิ่ม

ฝ่ายไทยชื่นชมบทบาทของโอมานที่วางตัวเป็นกลางและสร้างสรรค์ในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งช่วยรักษาเสถียรภาพให้กับตลาดพลังงานโลก โอมานเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ไม่เข้าร่วมกลุ่ม OPEC+ อย่างเต็มตัว ทำให้สามารถเจรจาได้ยืดหยุ่น ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากโอมานมาตั้งแต่ปี 2541 และครั้งนี้ไทยย้ำความสนใจในการเพิ่มปริมาณการนำเข้าเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น

การหารือสถานการณ์พลังงานและช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญยิ่งต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก หากเกิดความขัดแย้ง อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อราคาน้ำมันทั่วโลก การที่โอมานวางตัวเป็นกลางช่วยเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยระหว่างอิหร่านและประเทศอาหรับอื่นๆ ทำให้เส้นทางนี้ปลอดภัยยิ่งขึ้น “สีหศักดิ์” เยือน “โอมาน” ชื่นชมบทบาทวางตัวเป็นกลาง พร้อมเจรจาขอซื้อ “น้ำมัน” เพิ่ม จึงไม่ใช่แค่การค้าธรรมดา แต่เป็นการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์

ไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันกว่า 80% ของการบริโภคทั้งหมด ต้องกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยง การเจรจาครั้งนี้จะช่วยให้ไทยได้น้ำมันคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาด ภายใต้แผน Oman Vision 2040 ซึ่งมุ่งพัฒนาโอมานสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนด้วยพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม

โอกาสความร่วมมือไทย-โอมานในอนาคต

การเยือนครั้งนี้เปิดประตูสู่ความร่วมมือใหม่ๆ ไม่เพียงน้ำมันดิบ แต่รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานสีเขียว ไทยซึ่งมีแผน PDP (แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า) ที่เน้นพลังงานหมุนเวียน สามารถร่วมมือกับโอมานในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและลงทุนร่วม โอมานมีศักยภาพสูงในด้านพลังงานทดแทน เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวางและแสงแดดจัดจ้านตลอดปี

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี: ยกระดับความร่วมมือจากผู้ส่งออก-นำเข้าสู่พันธมิตรยุทธศาสตร์
  • มั่นคงแหล่งพลังงาน: เพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบจากโอมาน ลดความเสี่ยงจากแหล่งอื่น
  • พลังงานสะอาด: ร่วมลงทุนตาม Oman Vision 2040 และแผนพลังงานไทย
  • ลดความตึงเครียดภูมิภาค: สนับสนุนบทบาทเป็นกลางของโอมานเพื่อเสถียรภาพตลาดโลก

นอกจากนี้ การเยือนยังครอบคลุมประเด็นการค้าและการลงทุนอื่นๆ เช่น สินค้าเกษตรไทยที่อาจขยายตลาดในโอมาน ซึ่งมีประชากร穆สลิมที่ชื่นชอบอาหารฮาลาล สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจรอบด้าน

ในมุมมองของผู้เขียน การเยือนของ “สีหศักดิ์” แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยในการ外交เชิงรุก โดยเฉพาะในด้านพลังงานที่เป็นหัวใจเศรษฐกิจ ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังวางรากฐานอนาคตยั่งยืน หากประสบความสำเร็จ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายนำเข้าน้ำมันและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

เรียกร้องให้ติดตาม: สนใจข่าวการต่างประเทศ เศรษฐกิจพลังงาน และนโยบายรัฐบาลไทย? สมัครรับข่าวสารจากบล็อกนี้เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ พร้อมคอมเมนต์แสดงความเห็นของคุณด้านล่าง!

ที่มา – “สีหศักดิ์” เยือน “โอมาน” ชื่นชมบทบาทวางตัวเป็นกลาง พร้อมเจรจาขอซื้อ “น้ำมัน” เพิ่ม

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐต่อเวลายกเว้นคว่ำบาตรซื้อน้ำมันรัสเซีย

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนจากต่างประเทศที่กำลังเป็นกระแส นั่นคือ ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน คุณรู้ไหมว่าทำไมฟิลิปปินส์ถึงต้องทำแบบนี้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ราคาน้ำมันผันผวนหนักมาก โดยเฉพาะหลังจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้สหรัฐฯ คว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเต็มรูปแบบ

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

รัฐบาลฟิลิปปินส์กำลังร้องขอให้สหรัฐอเมริกาขยายเวลามาตรการยกเว้น (waiver) เพื่อให้สามารถนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียได้ต่อไป เจ้าหน้าที่เผยว่ากำลังรอคำตอบ และมั่นใจว่าจะได้ขยายเวลาเพิ่ม เพราะเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กระจายแหล่งพลังงาน ไม่ใช่การพึ่งพาแค่ที่เดียว ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด กำลังเผชิญปัญหาราคาพลังงานแพงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก

ก่อนหน้านี้ เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสหรัฐฯ โฮเซ มานูเอล โรมัลเดซ ได้เจรจากับวอชิงตันเพื่อขอ waiver นี้ โดยเน้นว่าฟิลิปปินส์ไม่ได้สนับสนุนการบุกรุกของรัสเซีย แต่จำเป็นต้องมีแหล่งพลังงานราคาถูกเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงพลังงานของฟิลิปปินส์

นอกจากรัสเซียแล้ว ฟิลิปปินส์ยังมองหาแหล่งนำเข้าอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยง โดยมีแผนดังนี้

  • โคลอมเบีย: ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอเมริกาใต้ ราคาแข่งขันได้
  • อาร์เจนตินา: เพิ่มกำลังการส่งออกน้ำมันดิบ
  • แคนาดา: แหล่งน้ำมันทรายคุณภาพสูง มั่นคง
  • สหรัฐอเมริกา: แม้ราคาสูงแต่เชื่อถือได้

การกระจายแบบนี้ช่วยให้ฟิลิปปินส์ไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเดียว เช่นตะวันออกกลางที่เคยผูกขาด ทำให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่ง ก็ไม่กระทบหนักเกินไป

มาตรการภาษีพลังงานล่าสุด

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ สั่งระงับภาษีสรรพสามิตชั่วคราวสำหรับน้ำมันก๊าดและ LPG หลังได้อำนาจพิเศษจากรัฐสภา เพื่อช่วยลดภาระประชาชนที่ใช้ก๊าซหุงต้มทำอาหารและน้ำมันก๊าดสำหรับเรือประมง แต่ทีมเศรษฐกิจคัดค้านการลดภาษีดีเซลและเบนซิน เพราะเชื่อว่าไม่ช่วยลดราคาหน้าปั๊มมากนัก เนื่องจากปัจจัยตลาดโลกกดดันหนัก

รัฐมนตรีคลัง เฟรเดอริก โก ระบุว่า คณะกรรมการประสานงบประมาณเห็นว่าควรใช้มาตรการเฉพาะจุด เช่น สนับสนุนผู้มีรายได้น้อย แทนการลดภาษีกว้างๆ ที่อาจทำรายได้รัฐหายไปมหาศาล

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าฟิลิปปินส์กำลังปรับตัวอย่างรวดเร็วกับวิกฤตพลังงานโลก โดย ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร เป็นก้าวสำคัญในการรักษาความมั่นคง能源 ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง แม้ GDP ปีนี้คาดว่าจะโต 6% แต่ราคาน้ำมันคือตัวแปรสำคัญ

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์และลม เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในอนาคต แต่ตอนนี้ยังต้องอาศัยนำเข้าเป็นหลัก การเจรจากับสหรัฐฯ จึงสำคัญมาก หากได้ waiver ต่อ ราคาพลังงานในฟิลิปปินส์น่าจะนิ่งลง

จากมุมมองของผม การตัดสินใจของฟิลิปปินส์นี่ฉลาดมากเลยนะครับ เพราะในโลกที่ geopolitics ส่งผลต่อพลังงานแบบนี้ การกระจายแหล่งนำเข้าและเจรจาทวิภาคีคือกุญแจสำคัญ ช่วยปกป้องประชาชนและเศรษฐกิจได้จริง ถ้าคุณเป็นผู้นำ คุณจะทำยังไง? คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ! และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเรา เพื่ออัพเดทสถานการณ์โลกแบบเรียลไทม์

ที่มา – ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

“สีหศักดิ์” เผยอาเซียนเรียกร้องสหรัฐฯเร่งข้อตกลง

“สีหศักดิ์” เผยอาเซียน เรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน เร่งหาข้อตกลง หวั่นวิกฤตพลังงานระยะยาว เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างมาก หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะล้อมช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องวิกฤตพลังงานที่อาจยืดเยื้อ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ แถลงสถานการณ์ตะวันออกกลาง

วันที่ 13 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้แถลงหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยย้ำว่าอาเซียนห่วงใยการเจรจาที่อิสลามาบัดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่ยังไม่คืบหน้า แม้สถานการณ์จะซับซ้อน แต่ทุกฝ่ายต้องใช้外交เพื่อแก้ไข

“สีหศักดิ์” เผยอาเซียน เรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน เร่งหาข้อตกลง หวั่นวิกฤตพลังงานระยะยาว

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า อาเซียนเรียกร้องให้สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านเร่งหาข้อตกลงเพื่อนำไปสู่สันติภาพ โดยเฉพาะหลังข่าวลือว่าสหรัฐฯอาจปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งจะยกระดับความตึงเครียดและนำไปสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่ขึ้น อาเซียนและประชาคมโลกไม่ต้องการเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ จึงย้ำให้ทุกฝ่ายมุ่งสู่การเจรจา ลดความรุนแรง และสร้างกลไกสันติภาพระยะยาว นอกจากนี้ ยังยืนยันหลักการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบที่มีความสำคัญยิ่ง

ผลกระทบต่ออาเซียนจากวิกฤตพลังงาน

“สีหศักดิ์” เผยอาเซียน เรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน เร่งหาข้อตกลง หวั่นวิกฤตพลังงานระยะยาว ที่จะกระทบความมั่นคงพลังงานของทุกประเทศในภูมิภาค ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูง จะทำให้ค่าครองชีพและค่าอาหารเพิ่มขึ้น แม้ตอนนี้อาเซียนยังไม่สามารถร่วมมือเต็มรูปแบบ แต่เป็นโอกาสให้มองระยะยาวในการเสริมสร้างความมั่นคงพลังงาน

  • ขอให้รัฐมนตรีพลังงานอาเซียนประชุมด่วน เพื่อกำหนดมาตรการรูปธรรม เช่น ประเทศผู้ผลิตพลังงานให้ลำดับความสำคัญช่วยเหลือชาติที่ขาดแคลน
  • ร่วมมือพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด แลกเปลี่ยนความรู้ ระดมทุนจากเอกชนและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
  • เสริมความมั่นคงอาหาร โดยชาติผู้ผลิตสำรองอาหารช่วยเหลือกัน หากเกิดวิกฤตนำเข้า
  • ยกระดับขีดความสามารถอาเซียนในการตอบสนองวิกฤต ตามข้อเสนอเวียดนามเรื่องโครงสร้างการตัดสินใจที่รวดเร็ว

ช่องแคบฮอร์มุชเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ผ่านน้ำมันกว่า 20% ของโลก หากปิดกั้นจะส่งผลกระทบ domino ไปทั่ว หากสหรัฐฯ อิสราเอล อิหร่านไม่เร่งเจรจา ผลกระทบจะยาวนาน อาเซียนซึ่งนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง จะต้องปรับตัว เช่น ส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า ลดการใช้พลังงาน และกระจายแหล่งนำเข้า

บทเรียนและแนวทางอนาคตสำหรับอาเซียน

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้อาเซียนเร่งรวมตัว โดยเฉพาะในด้านพลังงานและอาหารที่เราได้เปรียบจากการเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นศักยภาพของอาเซียนในการเป็นกระบวนทัศน์สันติภาพ ในขณะที่โลกเผชิญความขัดแย้ง

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ตะวันออกกลางชี้ให้เห็นว่าการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลมีความเสี่ยงสูง อาเซียนควรลงทุนพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นเพื่อลดผลกระทบในอนาคต คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เผยอาเซียน เรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน เร่งหาข้อตกลง หวั่นวิกฤตพลังงานระยะยาว

“ณัฐชา” ติง “พิพัฒน์” เงียบกริบ ปม “เสี่ยตือ”

“ณัฐชา” ปชน. ติง “พิพัฒน์” เงียบกริบ ไม่ตอบปม “เสี่ยตือ” กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นถึงกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เงียบสนิท ไม่ยอมชี้แจงข้อกล่าวหาเรื่องความเชื่อมโยงกับ “เสี่ยตือ” ในปม “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมันช่วงวิกฤตพลังงาน

“ณัฐชา” ปชน. ติง “พิพัฒน์” เงียบกริบ ไม่ตอบปม “เสี่ยตือ”

ในวันที่ 13 เมษายน 2567 นายณัฐชา ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายตั้งคำถามถึงนายพิพัฒน์ในสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ “เสี่ยตือ” และกรณี “ไอ้โม่ง” ที่ถูกกล่าวหาว่ากักตุนน้ำมัน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในช่วงราคาน้ำมันพุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นายณัฐชาย้ำว่านายพิพัฒน์ในฐานะรองนายกฯ และผู้เคยรับผิดชอบวิกฤตพลังงาน ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ การเงียบไม่ตอบคำถามทั้งในสภาและต่อสาธารณะ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

นายณัฐชา เรียกร้องให้นายพิพัฒน์ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจน ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา หากยังเงียบต่อไป ประชาชนอาจเข้าใจผิดว่าผู้ตามล่า “ไอ้โม่ง” กับตัว “ไอ้โม่ง” อาจเป็นคนเดียวกัน ซึ่งจะกระทบความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอย่างรุนแรง

ผลกระทบจากการเงียบของ “พิพัฒน์” ต่อรัฐบาล

การเงียบในช่วงที่ทุกฝ่ายกำลังตามหาผู้กระทำผิดที่เอาเปรียบประชาชนท่ามกลางวิกฤต ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย นายณัฐชาเตือนว่านี่อาจเป็นชนวนเหตุทำให้ รัฐบาลอายุสั้น เพราะลดทอนความเชื่อมั่น แม้นโยบายรัฐบาลจะเขียนมาดี แต่การไม่สื่อสารในประเด็นที่ประชาชนสงสัย จะทำให้แก้ปัญหาไม่ได้

ประเทศไทยเผชิญความโกลาหลจากวิกฤตพลังงานก่อนเพื่อนบ้าน ทั้งที่ยิงกันไกลที่ตะวันออกกลาง สาเหตุหลักมาจากประชาชนขาดความมั่นใจในผู้นำ นายณัฐชาจึงฝากเตือนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หากยังจะใช้บริการนายพิพัฒน์ต่อ ต้องสั่งให้ชี้แจงด่วน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้คณะรัฐมนตรีและรัฐบาล

พื้นหลังปม “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน

วิกฤตนี้เริ่มจากราคาน้ำมันโลกผันผวน ส่งผลให้เกิดการกักตุนในประเทศ ผู้ที่ได้ประโยชน์คือพ่อค้าบางรายที่ถูกเรียกว่า “ไอ้โม่ง” “เสี่ยตือ” ถูกพาดพิงจากความใกล้ชิดกับนายพิพัฒน์ในอดีต ส.ส.ฝ่ายค้านจึงตั้งคำถามเพื่อความโปร่งใส

  • เหตุผลที่ต้องชี้แจง: รักษาความน่าเชื่อถือรัฐบาล
  • ความเสี่ยงหากเงียบ: ประชาชนโกรธแค้นเพิ่ม รัฐบาลอายุขัยสั้น
  • ทางออก: สื่อสารเปิดเผย ใช้เทคนิคไม่ใช่แค่เงียบ
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันสูงกระทบทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ นายณัฐชา ชี้ว่าการทอดเวลายิ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อนทุกวินาที รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่ขาดการสื่อสารโปร่งใส หากรัฐมนตรีไม่ตอบสนอง อาจนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งใหญ่ในอนาคต

ความเห็นผู้เขียน: การเมืองไทยควรเน้นความโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่น คุณคิดว่ารัฐบาลจะจัดการอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่หลาย

ที่มา – “ณัฐชา” ปชน. ติง “พิพัฒน์” เงียบกริบ ไม่ตอบปม “เสี่ยตือ” เตือนนายกฯ ใช้งานต่อ ระวังรัฐบาลอายุสั้น

ปชน. ชี้มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมันช่วยน้อย จี้เปิดปุ๋ย

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังกังวลกัน นั่นคือ มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ที่รัฐบาลเพิ่งออกมา หลังจากประชาชนเดือดร้อนมานานกับราคาน้ำมันพุ่งสูง พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ โดยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ร่วมกับนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล และนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรค ชี้ว่ามาตรการนี้ยังช่วยเหลือเฉพาะหน้าได้น้อยเกินไป

ปชน. ชี้มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ช่วยเฉพาะหน้าน้อยไป

มาดูรายละเอียดกันครับ มาตรการทั้งหมดใช้งบประมาณ 7,700 ล้านบาท แต่ที่เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าจริงๆ มีแค่ 3,000 ล้านบาท ที่เหลือ 4,700 ล้าน เป็นการเอาไปเติมงบกองทุนประชารัฐที่ตั้งไว้ไม่พอสำหรับปี 2569 ปัญหาคือ กลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือยังตกหล่นหลายกลุ่มสำคัญ เช่น ชาวประมงที่ออกหาปลาไม่ได้ ส่งผลให้อาหารทะเลขาดแคลน หรือกลุ่มเม็ดพลาสติกที่เป็นต้นน้ำของสินค้าหลายอย่าง เช่น บรรจุภัณฑ์ สี และก่อสร้าง

ส่วนคู่สัญญาก่อสร้างภาครัฐกลับได้สิทธิพิเศษ เช่น แก้สัญญาได้ ปรับราคาดีเซลสูงสุด 69.99 บาทต่อลิตร หรือยกเลิกสัญญาคืนเงินประกัน ปชน. จึงเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ผู้รับเหมาก่อสร้าง

ปัญหาปุ๋ยเคมีและน้ำมันในภาคเกษตร

นายเดชรัต ชี้ว่าต้นทุนหลักของเกษตรกรคือปุ๋ยเคมีและน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็น 40-50% ของต้นทุนทั้งหมด แต่ มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ช่วยได้แค่น้อยนิด โครงการปุ๋ยธงเขียวขยายวงเงินเป็น 300 บาทต่อกระสอบ แต่จำกัด 5+1 กระสอบ และเข้าถึงได้แค่ 1% ของความต้องการเกษตรกร แม้จะบอกราจะขยาย แต่ยังไม่ชัดเจน ปชน. เสนอขยายให้ครอบคลุมทุกเกษตรกร

สำหรับน้ำมัน ไม่มีมาตรการช่วยประมงและเกษตรเลย มีแต่ขนส่งสาธารณะ ปชน. อยากเห็นมาตรการชัดเจนสำหรับเครื่องจักรกลเกษตร เช่น ไถนา เก็บเกี่ยว ที่จะเริ่มปลายเมษายน-พฤษภา

  • เปิดเผยปริมาณปุ๋ยเคมีทั้งนำเข้า คลัง ร้านค้า
  • แจ้งราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด เพื่อป้องกันขายเกินราคา
  • ช่วยเหลือบัตรสวัสดิการให้ครอบคลุมคนจน 20% ที่ตกหล่น
  • วงเงินฉุกเฉินค่าเทอมนักเรียน และกู้ครัวเรือนเปราะบาง

นางสาวศิริกัญญา วิจารณ์เรื่องงบประมาณ รัฐตั้งกองทุนประชารัฐปี 2569 แค่ 30,000 ล้าน จากปกติ 50,000 ล้าน เลยต้องเอางบกลางมาเติม มาตรการนี้เลยจำกัด ไม่สัดส่วนกับเดือดร้อนประชาชน สะท้อนปัญหาการคลังรัฐบาลที่ใช้รายจ่ายประจำแทบไม่พอ

ยังมีประเด็นงบปี 2569 ที่เหลือ รัฐจะออก พ.ร.บ.โอนงบแทน พ.ร.ก. ต้องเร่งตัดงบที่ไม่ได้ใช้ก่อน 30 เมษายน เพื่อนำมาเยียวยา ปช. คาดหวังรัฐหาแหล่งงบเพิ่ม 50,000 ล้านให้ได้

โดยรวมแล้ว มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ยังไม่ตอบโจทย์ครบ ประชาชนยังเดือดร้อนต่อเนื่อง ปช. เสนอทางออกชัดเจน รัฐควรรับฟังและปรับปรุงด่วน

คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการนี้? คิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรเพิ่ม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ เพื่อให้เสียงประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – ปชน. ชี้มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ช่วยเฉพาะหน้าน้อยไป จี้เปิดปริมาณปุ๋ยทั่วประเทศ กันไอ้โม่งหากิน

“เอกนัฏ” ยันสงกรานต์น้ำมันพอ ไม่ต้อง พ.ร.ก.กู้

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึงนี้ หลายคนคงกังวลเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงว่าจะเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันผันผวน ล่าสุด เอกนัฏ ยันสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ชี้ไม่จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ หากกองทุนน้ำมันบริหารสภาพคล่องได้ จากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ให้ความมั่นใจแก่ประชาชนในการใช้จ่ายช่วงวันหยุดยาว

เอกนัฏ ยันสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ชี้ไม่จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ หากกองทุนน้ำมันบริหารสภาพคล่องได้

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 เวลา 09.45 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ ได้อัปเดตสถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่าดีขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่ขาดทุนสูงสุดถึงวันละ 2,500 ล้านบาท ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงวันละ 400-500 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์นี้เกิดจากราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัว โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ที่ลดลงจาก 300 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เหลือ 200 เหรียญในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา คาดว่าจะสะท้อนลงสู่ราคาหน้าปั๊มในเร็วๆ นี้

ภารกิจสำคัญช่วงสงกรานต์ของเอกนัฏ

แม้จะเป็นช่วงวันหยุดยาวตั้งแต่วันที่ 10-16 เมษายน แต่รัฐมนตรีพลังงานอย่างนายเอกนัฏยืนยันว่าจะไม่หยุดงาน โดยมีภารกิจหลัก 2 ประการ ได้แก่

  • ติดตามและเตรียมน้ำมันให้เพียงพอสำหรับประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ รวมถึงสรรหาน้ำมันดิบสำรองให้มากที่สุด เพื่อรับมือหากสถานการณ์โลกบานปลาย
  • เฝ้าระวังราคาน้ำมันตลาดโลกและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยปัจจุบันมีแนวโน้มดีจากการเจรจา แม้ผลยังไม่แน่นอน แต่กองทุนน้ำมันพร้อมปรับราคาตามสถานการณ์จริง

สำหรับปริมาณน้ำมันใหม่ในเดือนเมษายนมาครบตามกำหนด เดือนพฤษภาคมรับประกันว่าพอแน่นอน และเดือนมิถุนายนกำลังสั่งซื้อเพิ่มเติม แม้จะมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น การประมูลน้ำมันที่อาจมี war premium แต่ทีมงานติดตามทุกวันเพื่อความมั่นคง

การหาแหล่งน้ำมันใหม่และการบริหารกองทุน

นอกจากแหล่งจากรัสเซียและแอฟริกาแล้ว ไทยยังพิจารณาแหล่งอื่นทั่วโลก โดยคำนึงถึงคุณภาพน้ำมัน เช่น ความหนัก-เบา ความหวาน-เปรี้ยว และปริมาณกำมะถัน ให้เหมาะกับโรงกลั่นในประเทศ หากจำเป็นจะใช้ช่องทางรัฐต่อรัฐผ่านกระทรวงการต่างประเทศ แต่ขณะนี้สั่งซื้อได้ตามแผนครบถ้วน

ส่วนประเด็นค้ำประกันเงินกู้กองทุน นายเอกนัฏระบุว่าหากกองทุนบริหารสภาพคล่องได้ด้วยตัวเอง ก็ไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน แม้สถานะกองทุนจะติดลบเกือบ 60,000 ล้านบาทจากวิกฤตก่อนหน้า แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก นอกจากนี้ยังเตรียมกลไกอื่นๆ เช่น ให้โรงกลั่นลดค่าการกลั่น โดยเดือนมีนาคมอยู่ที่ราว 2 บาทต่อลิตร อ้างอิงจากสิงคโปร์ และจะพิจารณาต่อเนื่องตามต้นทุนจริง

สรุปแล้ว สถานการณ์น้ำมันไทยกำลังเข้าที่เข้าทาง โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประชาชนสามารถวางแผนเดินทางได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลนหรือราคาพุ่งสูง

ติดตามข่าวสารพลังงานและอัปเดตเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “เอกนัฏ” ยันสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ชี้ไม่จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ หากกองทุนน้ำมันบริหารสภาพคล่องได้

“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองและสังคมกันค่ะ เมื่อนายนิกร โสมกลาง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นิกร” เริ่มปฏิบัติหน้าที่“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง ก็ลุยงานทันทีด้วยนโยบายเร่งด่วน 3 ด้านหลัก เพื่อช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ที่กำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพสูงและวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในช่วงนี้

นิกร โสมกลาง ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบัน แต่ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เน้นการประหยัดพลังงานและดูแลสุขภาพประชาชนท่ามกลางปัญหาโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ลำปู ที่ฝุ่น PM2.5 กลับมาวิกฤตหนักทุกปี

“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

หลังจากประชุมร่วมกับนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัด พม. และทีมผู้บริหาร “นิกร” ได้มอบนโยบายชัดเจนเพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเริ่มจากมาตรการที่ทำได้ทันทีและเห็นผลชัดเจน นี่คือรายละเอียดที่น่าสนใจ

นโยบายลดใช้พลังงานตาม “นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

เรื่องแรกคือการประหยัดพลังงานตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งกระทรวง พม. จะนำร่อง โดยอนุญาตให้ข้าราชการและบุคลากรทั้งส่วนกลางและภูมิภาคWork from Home หรือ Work from Anywhere สลับกันทำงาน ลดการเดินทางและใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน คาดลดการใช้พลังงานได้ถึง 30% แต่ยังคงคุณภาพการบริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล อย่าง Zoom หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่ผ่านมา กระทรวงเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 6 มีนาคม 2569 แล้ว และจะเร่งเต็มรูปแบบ

ประโยชน์ของมาตรการนี้ชัดเจนมาก ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟ ค่าเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่จากวิกฤตพลังงาน แต่ยังลดการจราจรติดขัด ลดมลพิษ และเพิ่ม work-life balance ให้บุคลากร โดยเฉพาะคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเล็กหรือผู้สูงอายุในครอบครัว

เร่งสร้างห้องป้องกันฝุ่น PM2.5 ช่วยกลุ่มเปราะบาง

เรื่องที่สอง จัดการวิกฤตฝุ่น PM2.5 โดยเร่งขยายห้องป้องกันฝุ่น PM2.5ในสถานสงเคราะห์ต่างๆ ของกระทรวง พม. เริ่มจากภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แล้วขยายไปพื้นที่อื่น ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำนวัตกรรมกรองอากาศมาสร้างสถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนไร้ที่พึ่ง

  • ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศมาตรฐาน HEPA
  • สร้างห้อง Clean Room ในศูนย์ช่วยเหลือ
  • จัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) ส่งอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพไปพื้นที่ห่างไกล

PM2.5 เป็นภัยร้ายที่เข้าปอดได้ง่าย ส่งผลรุนแรงต่อกลุ่มเปราะบาง หากไม่แก้ไขจะเพิ่มภาระโรงพยาบาล นโยบายนี้จึงเป็นการป้องกันเชิงรุกที่ชาญฉลาด

มาตรการช่วยค่าครองชีพเร่งด่วน

เรื่องที่สาม ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงาน โดยเร่งจ่ายเงินอุดหนุน ส่งเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นให้กลุ่มเปราะบาง พิจารณาลดค่าเช่าบ้านการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และลดดอกเบี้ยสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำหรับผู้มีรายได้น้อย

นอกจากนี้ ผลักดันสิทธิสวัสดิการสำหรับเด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ ให้ช่วยเหลือตัวเองได้ ปรับปรุงที่อยู่อาศัยด้วย Universal Design รองรับทุกเพศวัยและภาวะโลกร้อน รวมถึงดึงคนตกหล่นเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล เพื่อช่วยเหลือทันท่วงที

นโยบาย“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง พม. ในการดูแลประชาชนอย่างครอบคลุม หากดำเนินการได้จริง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้มาก คุณคิดว่านโยบายไหนน่าจะเห็นผลเร็วที่สุด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลดีๆ นะคะ!

ที่มา – “นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน เร่งทำห้องป้องกันฝุ่น PM2.5 ช่วยกลุ่มเปราะบาง

Scroll to top