พัทยา

รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท

รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท

วงการอาชญากรรมข้ามชาติสะเทือนอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้บุกเข้าจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นในการกระทำความผิด การจับกุม รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท ครั้งนี้ ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเจ้าหน้าที่ไทยที่ติดตามพฤติกรรมของนายจาง ชาวจีนวัย 30 ปี ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ในการบริหารจัดการเงินผิดกฎหมาย

พฤติการณ์สุดแสบของหัวหน้าขบวนการ

จากการตรวจสอบพบว่า นายจางไม่ได้มาเล่นๆ แต่มีบทบาทเป็นถึงระดับบงการ โดยทำหน้าที่วางแผนว่าจ้างลูกสมุนให้ใช้บัญชีม้าและตระเวนกดเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงเหยื่อ ทั้งนี้ การ รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท ในครั้งนี้ยังเผยให้เห็นความซับซ้อนของเครือข่ายที่พยายามตัดตอนเส้นทางการเงินเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ

  • ระยะเวลาการก่อเหตุ: พบกิจกรรมผิดปกติในช่วงปี 2566–2567
  • เส้นทางการหลบหนี: หลบหนีหมายจับจากจีนผ่านประเทศญี่ปุ่น ก่อนแอบเข้ามาซ่อนตัวในไทย
  • พฤติกรรมหลัก: ใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงินจากการฉ้อโกงเหยื่อในต่างประเทศ

ความสำเร็จในการ รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท เกิดจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างกองปราบปราม ตม.ชลบุรี และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ โดยผู้ต้องหาถูกพบตัวขณะกบดานอยู่ในคอนโดมิเนียมหรูย่านพัทยา ก่อนจะถูกควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีและเตรียมผลักดันกลับประเทศจีนตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อไป

เรื่องราวนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้เราเห็นว่า แม้อาชญากรจะพยายามหลบซ่อนตัวอยู่ในเมืองท่องเที่ยวเพียงใด แต่ด้วยเทคโนโลยีการสืบสวนสมัยใหม่และการทำงานเชิงรุกของตำรวจไทย ทำให้การซ่อนตัวเป็นเรื่องยากขึ้นในทุกวัน เราในฐานะประชาชนควรเฝ้าระวังและไม่หลงเชื่อธุรกรรมออนไลน์ที่น่าสงสัย เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้

ที่มา – รวบ “บอสจีนเทา” บงการฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์กว่า 8.8 ล้าน ขณะหนีซุกคอนโดพัทยา

ทลายเครือข่ายนอมินี พื้นที่ชลบุรี ถือครองที่ดินแทนต่างด้าว ความเสียหาย 235 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการกวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดชลบุรีกันมาบ้างแล้ว โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าทลายเครือข่ายนอมินี พื้นที่ชลบุรี ถือครองที่ดินแทนต่างด้าว ความเสียหาย 235 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการครั้งสำคัญเพื่อปกป้องสิทธิ์ในทรัพย์สินของคนไทย วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนนี้ให้ฟังกันแบบเข้าใจง่ายครับ

ทลายเครือข่ายนอมินี พื้นที่ชลบุรี ถือครองที่ดินแทนต่างด้าว ความเสียหาย 235 ล้าน

การเปิดปฏิบัติการในครั้งนี้ นำทีมโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 200 นาย เข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 41 จุด และ 33 บริษัท ซึ่งพบหลักฐานชัดเจนว่ามีการใช้นอมินี หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง

เปิดกลโกงเครือข่ายนอมินีและผลกระทบที่เกิดขึ้น

จากการสืบสวนเชิงลึก พบว่าเครือข่ายนี้มีความซับซ้อนมาก โดยเฉพาะการนำผู้ทำบัญชีชาวไทยมาถือหุ้นแทนในหลายบริษัท สร้างมูลค่าความเสียหายรวมมหาศาล อีกทั้งยังพบการโฆษณาผ่านเว็บไซต์ต่างประเทศเพื่อชักชวนชาวรัสเซียให้มาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบการถือครองผ่านบริษัทนอมินี ทำให้เกิดการกระทำที่ผิดต่อ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และประมวลกฎหมายที่ดิน

  • เป้าหมายการตรวจค้นกว่า 41 จุดทั่วชลบุรี
  • บริษัทที่เข้าข่ายนอมินีจำนวน 33 แห่ง
  • มูลค่าความเสียหายที่ประเมินไว้เบื้องต้นสูงถึง 235 ล้านบาท

กระบวนการทลายเครือข่ายนอมินี พื้นที่ชลบุรี ถือครองที่ดินแทนต่างด้าว ความเสียหาย 235 ล้านในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการจับกุมผู้กระทำความผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายผลไปสู่การตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงอีกกว่า 14,000 รายทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยและป้องกันการผูกขาดโดยใช้ช่องว่างทางกฎหมาย

สิ่งสำคัญที่คนไทยควรรู้คือ กลุ่มธุรกิจเหล่านี้มักอาศัยช่องว่างในการจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลเพื่อถือครองที่ดินในโครงการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหากปล่อยไว้จะทำให้เกิดการผลักดันราคาที่ดินให้สูงขึ้นจนคนไทยแทบไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของบ้านในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ หากใครพบเห็นเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับนอมินี สามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

สรุปแล้ว การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมที่ดินในครั้งนี้ คือก้าวสำคัญในการจัดระเบียบสังคมและดูแลรักษาผืนแผ่นดินไทยให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ทลายเครือข่ายนอมินี พื้นที่ชลบุรี ถือครองที่ดินแทนต่างด้าว ความเสียหาย 235 ล้าน

นักท่องเที่ยวร้องสื่อ อ้างถูกตำรวจพัทยาเปรียบเทียบปรับ เรียกเงินสด ออกบิลใบเสร็จปริศนา

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยอย่างรุนแรง เมื่อมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวคูเวตออกมารวมตัวร้องเรียนกับสื่อมวลชนว่า พวกเขาได้รับประสบการณ์ที่ไม่เป็นธรรมในระหว่างการท่องเที่ยวที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกรับเงินและออกบิลใบเสร็จที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก

นักท่องเที่ยวร้องสื่อ อ้างถูกตำรวจพัทยาเปรียบเทียบปรับ เรียกเงินสด ออกบิลใบเสร็จปริศนา

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวคูเวตอายุระหว่าง 20-30 ปี จำนวน 6-7 คน ได้เข้าแจ้งเรื่องกับสื่อมวลชน โดยระบุว่าตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา พวกเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบเรียกจับกุมบ่อยครั้งในข้อหาทำผิดกฎจราจร แม้นักท่องเที่ยวจะยอมรับผิดและพร้อมเสียค่าปรับ แต่จุดที่น่าสงสัยคือวิธีการของเจ้าหน้าที่ที่มักจะเรียกให้ไปเสียค่าปรับในที่เปลี่ยวลับตาคน ไม่ยอมให้นำตัวไปเสียค่าปรับที่โรงพักตามขั้นตอนปกติ

เปิดพฤติกรรมเจ้าหน้าที่และบิลใบเสร็จปริศนา

นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังเล่ารายละเอียดที่น่าตกใจว่า นอกเหนือจากการเรียกเงินสดและไม่ยอมให้โอนจ่ายแล้ว เจ้าหน้าที่ยังมีการออก บิลใบเสร็จปริศนา ที่มีลักษณะคล้ายบิลร้านอาหารทั่วไป ไม่ใช่แบบฟอร์มของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด เมื่อพวกเขานำบิลดังกล่าวไปตรวจสอบที่สถานีตำรวจ ก็ได้รับคำยืนยันว่าบิลเหล่านั้นเป็นของปลอม นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมบิลใบเสร็จเพิ่มอีก 500 บาท และยังถูกเรียกปรับในอัตราที่สูงถึง 3,500-5,000 บาท ต่อครั้งอีกด้วย

หากถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นระดับประเทศ ก็เพราะว่าการที่ นักท่องเที่ยวร้องสื่อ อ้างถูกตำรวจพัทยาเปรียบเทียบปรับ เรียกเงินสด ออกบิลใบเสร็จปริศนา แบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวและผิดหวังกับการมาเยือนประเทศไทยที่พวกเขาเคยประทับใจ ทั้งที่พัทยาควรจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัย แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างความลำบากใจให้นักท่องเที่ยวผ่านพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่บางกลุ่ม

  • เรียกรับค่าปรับเป็นเงินสดเท่านั้นและไม่ยอมให้ไปชำระที่โรงพัก
  • ใช้ที่เปลี่ยวลับตาคนในการทำธุรกรรม
  • ออกบิลใบเสร็จปลอมที่ไม่ใช่แบบฟอร์มของรัฐ
  • คิดค่าปรับแพงเกินจริงและเกิดเหตุซ้ำซาก

ท้ายที่สุดนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวเพียงต้องการให้ผู้บังคับบัญชาของ สภ.เมืองพัทยา เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้โดยด่วน เพราะการปล่อยให้มีการกระทำที่แอบอ้างกฎหมายเพื่อหาผลประโยชน์เช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทำลายชื่อเสียงของพัทยา แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยวทั้งประเทศ ความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวใจสำคัญที่เจ้าหน้าที่ควรยึดถือ เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกไว้วางใจและอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง

ที่มา – นักท่องเที่ยวร้องสื่อ อ้างถูกตำรวจพัทยาเปรียบเทียบปรับ เรียกเงินสด ออกบิลใบเสร็จปริศนา

ตรวจพูลวิลล่าพัทยา เข้าข่ายนอมินีทุนจีน ปาร์ตี้แก๊สหัวเราะ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา เมื่อทางจังหวัดชลบุรีได้ลงพื้นที่กวาดล้างธุรกิจที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง จนเกิดเป็นข่าวตรวจพูลวิลล่าที่พัทยา เข้าข่ายนอมินีทุนจีน จ๊ะเอ๋วัยรุ่นเปิดบ้านปาร์ตี้แก๊สหัวเราะ ซึ่งถือเป็นการจัดระเบียบครั้งใหญ่เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่เอง

สถานการณ์การตรวจพูลวิลล่าที่พัทยา เข้าข่ายนอมินีทุนจีน จ๊ะเอ๋วัยรุ่นเปิดบ้านปาร์ตี้แก๊สหัวเราะ

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นำทีมเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเข้าตรวจสอบบ้านพักพูลวิลล่าหรูย่านจอมเทียนและหนองปรือ หลังจากพบความผิดปกติในการบริหารงานที่มีการใช้นอมินีคนไทยถือหุ้นแทนทุนต่างชาติ รวมถึงการเปิดโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต หลายแห่งแอบเปิดเป็นธุรกิจที่พักขนาดใหญ่ทั้งที่จดทะเบียนเป็นที่พักอาศัยส่วนตัวเท่านั้น

รายละเอียดการตรวจสอบพูลวิลล่าที่พัทยา เข้าข่ายนอมินีทุนจีน จ๊ะเอ๋วัยรุ่นเปิดบ้านปาร์ตี้แก๊สหัวเราะ

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านพักหลังหนึ่ง กลับพบเรื่องไม่คาดฝันเมื่อมีกลุ่มวัยรุ่นชาวจีนกำลังจัดปาร์ตี้มั่วสุมกันภายในบ้าน พร้อมยึดของกลางเป็นถังแก๊สหัวเราะ หรือ ไนตรัสออกไซด์ จำนวนมาก โดยกลุ่มชาวจีนยอมรับว่าสั่งซื้อผ่านวีแชท ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความหละหลวมของผู้ประกอบการที่ปล่อยให้มีการใช้พื้นที่ทำกิจกรรมอันตรายและผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากธุรกิจนอมินีและพูลวิลล่าเถื่อน ส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ดังนี้:

  • ทำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจถูกต้องเสียโอกาสทางการแข่งขัน
  • กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในเมืองพัทยา
  • มีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของชุมชนรอบข้าง
  • เกิดการเลี่ยงภาษีและไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่พักอาศัย

ทางจังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้จัดตั้งคณะทำงานชุดใหญ่เพื่อตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงกว่า 349 แห่ง ที่สงสัยว่าจะเข้าข่ายการถือครองที่ดินผิดกฎหมาย โดยเน้นตรวจสอบเส้นทางการเงินและการถือหุ้นที่ดูไม่สมเหตุสมผล หากพบว่ามีการกระทำผิด จะต้องดำเนินการตามมาตรการขั้นเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการยึดทรัพย์ หรือการบังคับจำหน่ายที่ดินหากไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด

เราอยากฝากเตือนไปยังผู้ประกอบการในพัทยาว่า การดำเนินธุรกิจควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง และคนไทยที่รับจ้างเป็นนอมินีต้องหยุดการกระทำดังกล่าว เพราะความผิดที่เกิดขึ้นมีทั้งโทษปรับและจำคุก ซึ่งไม่คุ้มค่ากับการเป็นเครื่องมือให้กับทุนต่างชาติ การทำธุรกิจอย่างโปร่งใสจะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่และทำให้พัทยากลับมาเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าประทับใจสำหรับทุกคนอีกครั้ง

ที่มา – ตรวจพูลวิลล่าที่พัทยา เข้าข่ายนอมินีทุนจีน จ๊ะเอ๋วัยรุ่นเปิดบ้านปาร์ตี้แก๊สหัวเราะ

ชายต่างชาติรับสารภาพ ฆ่าสาว 17 ยัดกระเป๋า อ้างป้องกันตัว

เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ชายต่างชาติรับสารภาพ ฆ่าสาว 17 ยัดกระเป๋า อ้างป้องกันตัว

กลายเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปิดคดีสะเทือนขวัญ หลังจากตามรวบตัวผู้ต้องสงสัยชาวต่างชาติได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ล่าสุดนายไซมอน ปีเตอร์ คาร์แมน ชายสัญชาติออสเตรเลียวัย 46 ปี ได้เปิดปากยอมรับสารภาพแล้วว่าตนคือผู้ลงมือ ฆ่าสาว 17 ยัดกระเป๋า จริงตามที่ถูกกล่าวหา หลังจากพยายามหลบหนีความผิดแต่ไม่รอดพ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปได้

จากการสอบสวนเพิ่มเติม ณ สภ.เมืองพัทยา นายไซมอนยอมจำนนด้วยหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่เห็นภาพชัดเจนขณะเขาลากกระเป๋าเดินทางไปทิ้งศพบริเวณป่าริมทางรถไฟ ย่านซอยเขามะกอก ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยผู้ต้องหาให้การอ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการป้องกันตัว ซึ่งเรื่องราวเริ่มต้นจากการที่เขาได้พบกับผู้เสียชีวิตที่ชายหาดจอมเทียนและชักชวนไปที่ห้องพัก แต่เกิดมีปากเสียงรุนแรงเรื่องเรียกเงินเพิ่ม ทั้งที่ตกลงกันไว้แล้ว

รายละเอียดคำให้การหลังถูกจับกุมในคดี ฆ่าสาว 17 ยัดกระเป๋า

นายไซมอนระบุว่า ในระหว่างการโต้เถียง ผู้เสียชีวิตได้นำมีดขึ้นมาจี้คอเขา ทำให้เกิดการยื้อแย่งกันขึ้น จนกระทั่งเขาใช้มือบีบคอฝ่ายหญิงจนแน่นิ่งไป เมื่อทราบว่าเสียชีวิตจึงตัดสินใจนำศพใส่กระเป๋าเดินทางไว้ในห้องน้ำนานกว่า 1 วัน ก่อนจะนำไปทิ้งเพื่ออำพรางคดี ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาหนักรวม 4 ข้อหา ได้แก่:

  • ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
  • ซ่อนเร้นศพ ย้ายหรือทำลายศพ
  • พรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร
  • พาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างที่ว่าเป็นการป้องกันตัวนั้นเป็นเพียงสิทธิ์ของผู้ต้องหา ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและผลชันสูตรในห้องเกิดเหตุ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมดอีกครั้ง โดยในขณะนี้คดี ฆ่าสาว 17 ยัดกระเป๋า กำลังอยู่ในขั้นตอนการฝากขังที่ศาลจังหวัดพัทยา

เหตุการณ์นี้นับเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญ โดยเฉพาะการระมัดระวังตัวในการติดต่อกับคนแปลกหน้าหรือการไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ความปลอดภัยของเยาวชนเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือและสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุสลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีก หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะนำความเป็นธรรมมาสู่ครอบครัวผู้สูญเสียได้โดยเร็วที่สุด

ที่มา – ยอมจำนนหลักฐาน ชายชาวต่างชาติรับสารภาพ ฆ่าสาว 17 ยัดกระเป๋า อ้างป้องกันตัว

ชายต่างชาติ ตามหาสาวไม่เจอ พาลก่อเหตุสยอง สาดน้ำกรดใส่คนดูแลหอพักสาหัส

เกิดเหตุการณ์สุดสยองขวัญที่ทำเอาผู้คนในละแวกพัทยากลางถึงกับผวา เมื่อมีรายงานว่าชายต่างชาติ ตามหาสาวไม่เจอ พาลก่อเหตุสยอง สาดน้ำกรดใส่คนดูแลหอพักสาหัส สร้างความเดือดร้อนและความหวาดกลัวให้กับผู้พักอาศัยเป็นอย่างมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายในซอยอนุโนทัย 2 พัทยากลาง จ.ชลบุรี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบด่วน

ชายต่างชาติ ตามหาสาวไม่เจอ พาลก่อเหตุสยอง สาดน้ำกรดใส่คนดูแลหอพักสาหัส

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อชายต่างชาติรายหนึ่งอายุประมาณ 30-40 ปี ได้บุกเข้ามาในหอพักและพยายามเคาะห้องถามหาหญิงสาวรายหนึ่ง แต่เมื่อหาไม่พบก็เริ่มมีอาการคลุ้มคลั่ง เดินก่อกวนสร้างความรำคาญให้ผู้พักอาศัย จนกระทั่งนางสาววิราวรรณ ผู้ดูแลหอพักได้เข้าไปห้ามปรามและเจรจา แต่ทว่าเหตุการณ์กลับบานปลายกลายเป็นความรุนแรงเกินคาดคิด

สรุปเหตุการณ์ ชายต่างชาติ ตามหาสาวไม่เจอ พาลก่อเหตุสยอง สาดน้ำกรดใส่คนดูแลหอพักสาหัส

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบข้อมูลที่น่าตกใจดังนี้:

  • ผู้ก่อเหตุเตรียมพร้อมโดยบรรจุน้ำกรดใส่ในขวดเบียร์มาด้วย
  • มีการโต้เถียงกันเกิดขึ้นก่อนที่คนร้ายจะสาดน้ำกรดใส่ผู้ดูแลอย่างโหดเหี้ยม
  • น้ำกรดโดนเข้าที่ใบหน้าและร่างกายของผู้บาดเจ็บ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องรีบส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลชลบุรี
  • พยานในที่เกิดเหตุและกล้องวงจรปิดกำลังถูกนำมาใช้ประกอบหลักฐานเพื่อติดตามตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดี

ร่องรอยความเสียหายที่ปรากฏ ทั้งพรมเช็ดเท้าและเบาะเก้าอี้ที่ถูกน้ำกรดกัดจนเป็นรูโบ๋ เป็นสิ่งที่ยืนยันความรุนแรงของสารเคมีที่คนร้ายนำมาใช้ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่อุกอาจและขาดความยับยั้งชั่งใจอย่างรุนแรงในที่สาธารณะ

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา กำลังเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดทุกมุม เพื่อรีบควานหาตัวชายต่างชาติรายนี้มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่

ข้อคิดจากเหตุการณ์นี้: ความปลอดภัยในที่พักอาศัยเป็นเรื่องสำคัญ การจัดการกับบุคคลแปลกหน้าที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด โดยเฉพาะหากพบอาการคลุ้มคลั่งควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีแทนการเผชิญหน้าเพียงลำพัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีก

ที่มา – ชายต่างชาติ ตามหาสาวไม่เจอ พาลก่อเหตุสยอง สาดน้ำกรดใส่คนดูแลหอพักสาหัส

สาววัย 36 ผวา อ้างถูกหนุ่มข้างห้องตามจีบ พอไม่รับรัก เจอซัดหมัดใส่ไม่ยั้ง

เชื่อว่าใครที่อาศัยอยู่หอพักหรือคอนโดก็น่าจะเคยเจอปัญหาเพื่อนบ้านกันบ้าง แต่ในกรณีล่าสุดนี้ถือว่าน่ากลัวและรุนแรงมากครับ เมื่อมีเหตุการณ์ สาววัย 36 ผวา อ้างถูกหนุ่มข้างห้องตามจีบ พอไม่รับรัก เจอซัดหมัดใส่ไม่ยั้ง จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่พัทยา สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้อยู่อาศัยในย่านนั้นเป็นอย่างมากครับ

สาววัย 36 ผวา อ้างถูกหนุ่มข้างห้องตามจีบ พอไม่รับรัก เจอซัดหมัดใส่ไม่ยั้ง

เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดวันหนึ่งที่อพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่งในซอยเทพประสิทธิ์ พัทยา โดยทางเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายจนมีผู้บาดเจ็บ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบหญิงสาวรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บฟกช้ำตามตัวและมีแผลที่ปากและคิ้ว เลือดไหลนอง ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีครับ

ชนวนเหตุของ สาววัย 36 ผวา อ้างถูกหนุ่มข้างห้องตามจีบ พอไม่รับรัก เจอซัดหมัดใส่ไม่ยั้ง

จากการสอบถามผู้เสียหาย เธอระบุว่าต้นเหตุมาจากเพื่อนข้างห้องที่แอบตามจีบเธอมานานกว่า 5-6 เดือนตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ ซึ่งเธอก็พยายามปฏิเสธและหลบหน้ามาตลอด จนกระทั่งวันนี้หลังจากเลิกงานกลับมาถึงห้องก็ปะทะคารมกัน จนถูกฝ่ายชายลงมือทำร้ายร่างกายอย่างบ้าคลั่ง โดยอ้างเรื่องการคุยโทรศัพท์เสียงดังเป็นชนวนเหตุบังหน้า

สาเหตุหลักที่น่าตกใจของเรื่องมีดังนี้:

  • ความพยายามในการตามตื๊อของฝ่ายชายที่ฝ่ายหญิงไม่ได้เล่นด้วย
  • การสะสมความหงุดหงิดที่ระบายออกมาผ่านความรุนแรง
  • ข้ออ้างเรื่องเสียงดังที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้เกิดการใช้กำลัง

ทางพลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ได้ยินเสียงทะเลาะกันตั้งแต่ชั้น 4 ลงมาถึงด้านล่างหน้าหอพัก ถึงแม้จะพยายามเข้าไปห้ามปรามแล้ว แต่ผู้ก่อเหตุก็ยังตามมาทำร้ายซ้ำอีก ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่รุนแรงและอันตรายมากครับ ส่วนตัวผู้ก่อเหตุในขณะนี้ได้หลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง โดยขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด

เหตุการณ์ สาววัย 36 ผวา อ้างถูกหนุ่มข้างห้องตามจีบ พอไม่รับรัก เจอซัดหมัดใส่ไม่ยั้ง เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่หอพักลำพัง หากใครกำลังเผชิญกับการคุกคามลักษณะนี้ อย่ารอช้าครับ ควรปรึกษาเจ้าของหอพัก แจ้งนิติบุคคล หรือรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของเราเองครับ อย่าปล่อยให้คนที่มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงลอยนวลเด็ดขาด

ที่มา – สาววัย 36 ผวา อ้างถูกหนุ่มข้างห้องตามจีบ พอไม่รับรัก เจอซัดหมัดใส่ไม่ยั้ง

คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

เหตุการณ์ระทึก คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโซเชียล เมื่อมีคลิปวิดีโอเหตุการณ์ คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ บริเวณใกล้ท่าเรือแหลมบาลีฮาย จ.ชลบุรี สร้างความตกใจให้กับผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยความชุลมุนวุ่นวายและอันตรายถึงชีวิต

สรุปเหตุการณ์ คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

จากภาพเหตุการณ์ นายวรายุทธ พลเมืองดีที่อยู่ในที่เกิดเหตุเล่าว่า ในขณะที่กำลังกลับบ้านหลังจากไปตกหมึก ได้เห็นกลุ่มชาวต่างชาติและหญิงไทยทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง มีการไล่ต่อยและฉุดกระชากกัน จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อรถเก๋งคันหนึ่งเข้าเกียร์ถอยหลังทับร่างหญิงสาวคนหนึ่งจนมุดเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถ เหล่าพลเมืองดีนับสิบคนต้องรีบเข้าไปช่วยกันยกรถเพื่อนำร่างคนเจ็บออกมา โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณ 04.59 น. ใกล้ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย
  • กลุ่มคู่กรณีเป็นชาวต่างชาติและหญิงไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นแฟนกัน
  • ผู้บาดเจ็บคือ น.ส.พิมภิมล อายุ 20 ปี ได้รับบาดเจ็บกระดูกสะโพกหัก
  • หลังเกิดเหตุ คนขับรถได้รีบนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา

กล้องวงจรปิดเผยให้เห็นนาทีรถเก๋งคันก่อเหตุขับย้อนศรมาจอดเทียบ ก่อนจะเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มชายต่างชาติและผู้หญิงในที่เกิดเหตุ ซึ่งเหตุการณ์ คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ ในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เรื่องการควบคุมอารมณ์ในที่สาธารณะได้เป็นอย่างดี แม้ว่าในเบื้องต้นจะยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี แต่ภาพที่ปรากฏออกมาแสดงให้เห็นถึงความสูญเสียที่อาจหลีกเลี่ยงได้หากทุกฝ่ายใช้สติในการแก้ไขปัญหามากกว่าการใช้ความรุนแรง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จะดำเนินการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และหวังว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทย

ที่มา – คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

เปิดประวัติ หนุ่มจีนรถคว่ำ ค้นบ้านเจอคลังแสง

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาเปิดประวัติ หนุ่มจีนรถคว่ำ ค้นบ้านเจอคลังแสงกันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ เหตุการณ์สุดช็อกที่เกิดขึ้นในจังหวัดชลบุรี เมื่อรถเก๋งของชายชาวจีนคันหนึ่งพลิกคว่ำ ก่อนที่ตำรวจจะบุกค้นบ้านและเจอของหนักแบบไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่อาวุธปืนธรรมดา แต่เป็นคลังแสงขนาดย่อม ซุกซ่อนอาวุธสงคราม ระเบิด C4 และของอันตรายเพียบ ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นถึงกับขนลุก!

เปิดประวัติ หนุ่มจีนรถคว่ำ ค้นบ้านเจอคลังแสง

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 นายหมิงเฉิน อายุ 31 ปี ชาวจีน ขับรถเก๋งประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ตำรวจที่มาถึงจุดเกิดเหตุตรวจค้นรถแล้วเจออาวุธปืนพร้อมแม็กกาซีนซ่อนอยู่ทันที! ไม่รอช้าเลยครับ ตำรวจบุกไปค้นบ้านพักของเขาที่ซอยห้วยใหญ่ เจอของดีเพียบ อาวุธปืน M16 2 กระบอก กระสุนเพียบ ดินระเบิด C4 หนักรวมกว่า 4 กิโลกรัม ระเบิดขว้างหลายชนิดจากรัสเซีย พม่า เกาหลี เสื้อเกราะ หน้ากากกันแก๊ส น้ำมันเบนซิน 4 ถัง แบบนี้ใครเห็นก็ต้องกลัว

พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเอง กำชับทีมสืบสวนให้เร่งรัดคดี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ก็สั่งการให้ตรวจสอบทุกมิติทั้งความมั่นคงและความปลอดภัย ปัจจุบันทีมสืบสวนจากหลายหน่วยงานรวมตัวกัน ทั้งสืบสวนภาค 2, ตรวจคนเข้าเมือง, EOD, สถานทูตจีน และหน่วยความมั่นคง เพื่อหาความเชื่อมโยงว่ามีแผนก่อเหตุร้ายหรือไม่

ประวัติผู้ต้องหาและของกลางที่ยึดได้

สำหรับประวัติของนายหมิงเฉิน เขาเช่าบ้านหลังนี้เดือนละ 38,000 บาท อยู่มา 2 ปี เข้าประเทศไทยครั้งแรกปี 2020 ด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แล้วเข้า-ออกบ่อย ล่าสุดเข้า 27 ม.ค. 2569 ด้วยวีซ่ารีเอนทรี อายุ 5 ปี น่าสนใจคือมีพาสปอร์ตทั้งจีนและกัมพูชา รวมถึงบัตรประจำตัวไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) และมีชื่อในทะเบียนบ้านกรุงเทพฯ ที่ซอยหทัยราษฎร์ 37 ย้ายมาจากเชียงใหม่ ตำรวจกำลังตรวจสอบว่าเป็นของจริงหรือปลอม

สรุปของกลางยึดจากรถและบ้าน มีดังนี้:

  • ปืนสั้น Glock 26 1 กระบอก
  • ซองกระสุน Glock 26 2 อัน
  • กระสุน 9 มม. 10 นัด
  • ซองกระสุน M16 1 ซอง + กระสุน 5.56 มม. 28 นัด (จากรถ)
  • ปืน M16 2 กระบอก
  • ซองกระสุน M16 9 อัน
  • กระสุน 5.56 มม. 763 นัด
  • ดินระเบิด C4 รวม 4,832.4 กรัม
  • ระเบิดสังหาร POMZ2 รัสเซีย 4 ลูก
  • ระเบิดขว้าง BA/WA 4 ลูก, K75 เกาหลี 1 ลูก, M6/01 พม่า 1 ลูก
  • เชื้อปะทุไฟฟ้า 7 ดอก, รีโมท 2 อัน
  • เสื้อเกราะ 3 ตัว, หน้ากากกันแก๊ส 2 อัน + ไส้กรอง 6 อัน
  • น้ำมันเบนซิน 20 ลิตร 4 ถัง

เพื่อนบ้านเล่าว่า นายหมิงเฉินเป็นคนอัธยาศัยดี ชอบทักทายพูดจาเป็นกันเอง ไม่เคยมีปัญหา แต่พอรู้ว่ามีระเบิด C4 ก็ตกใจหนัก บอกว่าถ้าทำงานได้ ชาวบ้านทั้งหมู่คงเดือดร้อนหมด!

ตอนนี้ตำรวจตรวจสอบว่าเขาป่วยซึมเศร้าจริงหรือไม่ โดยเชิญจิตแพทย์มาช่วย และหาแหล่งที่มาของอาวุธทั้งหมด ยังไม่พบจุดเชื่อมโยงก่อเหตุ แต่ไม่ประมาทแน่นอน

เหตุการณ์เปิดประวัติ หนุ่มจีนรถคว่ำ ค้นบ้านเจอคลังแสงนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าอย่าตัดสินคนจากภายนอกเลยครับ บางคนดูดีแต่ซ่อนของอันตรายไว้ ความปลอดภัยของเราต้องมาก่อน รัฐบาลและตำรวจทำงานหนักเพื่อปกป้องประชาชน ถ้าคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งเบาะแสได้เลยนะครับ ช่วยกันสร้างสังคมปลอดภัย!

ติดตามข่าวอาชญากรรมและเหตุการณ์ร้อนๆ เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะ

ที่มา – เปิดประวัติ หนุ่มจีนรถคว่ำ ค้นบ้านเจอคลังแสง มีพาสปอร์ตจีน-กัมพูชา เพื่อนบ้านเล่าเป็นคนอัธยาศัยดี

Scroll to top