มาตรา 157

สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อสภาองค์กรของผู้บริโภคได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ด้วยการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ เพื่อให้เร่งตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของบอร์ดและเลขาธิการ กสทช. กรณีปล่อยให้ สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงานองค์กรอิสระแห่งนี้

สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ชี้ขาดว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญไชยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. แต่ทว่าทางสำนักงาน กสทช. กลับยังคงปล่อยให้เข้าร่วมประชุมบอร์ดหลายครั้ง สร้างความกังขาให้กับประชาชนว่าเหตุใดจึงไม่มีการยับยั้งตามกฎหมาย

เปิด 4 ประเด็นเดือดที่ต้องตรวจสอบ

ทางสภาผู้บริโภคได้นำเสนอ 4 ประเด็นหลักที่ต้องการให้ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เข้าไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ได้แก่:

  • ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการและเจ้าหน้าที่ว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่
  • การตรวจสอบการแจ้งข้อมูลต่อวุฒิสภาว่ามีความเป็นเท็จหรือไม่ เกี่ยวกับสถานะการรับค่าตอบแทนในโรงพยาบาลรัฐ
  • ตรวจสอบการขัดกันแห่งผลประโยชน์จากการรับเงินเดือนสองทาง
  • การตรวจสอบบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย

หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การที่ สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ นั้น อาจมีปมเบื้องหลังมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณกองทุน USO ที่มีมูลค่าสูงถึง 5,600 ล้านบาท ซึ่งมีความพยายามจะเร่งอนุมัติโครงการก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของคุณสมบัติบุคคล แต่ยังรวมไปถึงความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณของรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคทุกคน การที่หน่วยงานตรวจสอบภาคประชาชนอย่างสภาผู้บริโภคต้องออกมาเคลื่อนไหว สะท้อนให้เห็นว่าระบบกลไกการตรวจสอบภายในองค์กรอาจมีปัญหาอย่างร้ายแรง ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแสดงความรับผิดชอบและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ

ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนจับตามอง สำหรับสถานการณ์ภายในสำนักงาน กสทช. ที่ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม หลังจากที่องค์ประชุมไม่ครบต่อเนื่องจากการที่กรรมการหลายท่านปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประชุม โดยอ้างเหตุผลเรื่องความถูกต้องทางกฎหมายและสถานะของประธานกรรมการฯ ทำให้การขับเคลื่อนงานสำคัญขององค์กรต้องหยุดชะงักลง

เปิดปมเหตุการณ์ ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เดินทางเข้าห้องประชุม แต่ในขณะเดียวกัน กรรมการจำนวน 3 ท่าน ได้แก่ พลอากาศโท ดร.ธนพันธ์ หร่ายเจริญ, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และนายศุภัช ศุภชลาศัย ได้ตัดสินใจเดินออกจากห้องประชุม โดยให้เหตุผลเรื่องการสงวนสิทธิ์ไม่เข้าร่วมประชุมเนื่องจากกังวลเรื่องผลทางกฎหมาย หากต้องปฏิบัติงานร่วมกับบุคคลที่ถูกตั้งคำถามเรื่องสถานะการเป็นประธาน

  • ประเด็นกฎหมาย: กรรมการฝั่งที่ไม่เข้าร่วมประชุมมองว่า การลงมติใดๆ อาจไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย
  • การยื่นหนังสือ: หมอสรณยืนยันเดินหน้าทำงานต่อเพื่อไม่ให้องค์กรกลายเป็นเพียง “ตุ๊กตายาง”
  • ทางออก: มีข้อเสนอให้มีการหารือนอกรอบเพื่อหาทางออกที่ชัดเจนก่อนเดินหน้าประชุมต่อ

ทางด้าน นพ.สรณ ได้ออกมาแถลงการณ์ย้ำชัดเจนว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งได้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายมาโดยตลอด การที่ท่านต้องดำเนินภารกิจต่อไปเพราะไม่มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ การที่กรรมการบางท่านขอให้หารือนอกรอบนั้น สำหรับท่านมองว่าอาจเข้าข่ายการ “ฮั้วกัน” จึงเลือกที่จะยึดตามวาระการประชุมที่เป็นทางการมากกว่า

ผลกระทบและทางออกในอนาคต

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อวาระการพิจารณาต่างๆ ที่คั่งค้างมานานกว่า 2-3 ปี ซึ่งกรรมการฝั่งที่ไม่เข้าร่วมประชุมระบุว่า เป็นเพราะอำนาจในการจัดวาระเป็นของประธานเพียงผู้เดียว ทำให้งานล่าช้า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือผลประโยชน์ของชาติที่จะได้รับจากความล่าช้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโทรคมนาคมหรือกิจการกระจายเสียงที่ควรต้องมีการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง

จากการที่ ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาภายในของหน่วยงานรัฐระดับชาติจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการตีความข้อกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างบอร์ดบริหาร หากไม่มีคนกลางหรือผู้มีอำนาจตัดสินชี้ขาด สถานการณ์การประชุมล่มเช่นนี้อาจวนกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกในนัดถัดไปวันที่ 11 และ 13 สิงหาคมนี้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ เหตุการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของธรรมาภิบาลในองค์กรอิสระ หากฝ่ายบริหารและฝ่ายกรรมการไม่สามารถหาจุดสมดุลในการทำงานร่วมกันได้ ความเสียหายจะตกอยู่ที่ผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศโดยตรง หวังว่าในเร็ววันนี้จะมีทางออกที่เป็นรูปธรรมเพื่อคลี่คลายวิกฤตความเชื่อมั่นนี้ให้จบลงด้วยดี

ที่มา – ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังจากที่ไม่ได้รับความร่วมมือจาก สส. ฝ่ายค้านในการลงชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะในกรณีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายไชยชนก ชิดชอบ ในประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมจากการครอบครองพื้นที่เขากระโดง

หากพูดถึงเหตุการณ์นี้ เราต้องมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พยายามล่ารายชื่อ สส. เพื่อยื่นต่อประธานสภาฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนอกจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เพียงคนเดียวแล้ว พรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ กลับนิ่งเฉย ซึ่งนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ผ่านช่องทางใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม

กางแผนเด็ดหลังฝ่ายค้านไม่เอาด้วย

เมื่อเส้นทางเดิมถูกปิดกั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อเดินหน้าเอาผิดตามกฎหมาย ดังนี้:

  • เปลี่ยนแผนยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยไม่ต้องอาศัยรายชื่อ สส.
  • ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด นายอนุทิน และ นายไชยชนก ในฐานความผิดตาม ม.157
  • เรียกร้องให้ตรวจสอบปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมที่ดิน กรณีละเว้นการเพิกถอนที่ดิน 5,083 ไร่

ความพยายามของ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ครั้งนี้ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะเขามั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยจริง การที่หน่วยงานรัฐยังไม่ดำเนินการเพิกถอนสิทธิครอบครอง จึงเป็นช่องโหว่ที่เขามองว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน

ในมุมมองส่วนตัวของผู้ติดตามข่าว การเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระไทย ว่าจะสามารถจัดการกับข้อครหาเรื่องจริยธรรมนักการเมืองได้อย่างโปร่งใสหรือไม่ แม้รายชื่อ สส. ฝ่ายค้านจะไม่เพียงพอ แต่การใช้กลไกของ กกต. และ ป.ป.ช. จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าหลักฐานที่เขามีนั้นเพียงพอที่จะสั่นคลอนตำแหน่งของรัฐมนตรีทั้งสองได้หรือไม่ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิดว่ามหากาพย์เขากระโดงนี้จะจบลงอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความไม่ชัดเจนในเรื่องที่ดินสาธารณะรายนี้

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ฉุน สส.ฝ่ายค้านไม่ลงชื่อสอย “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อยื่น กกต. – ป.ป.ช. เอาผิดปมเขากระโดง

“พระคึกฤทธิ์” รับทราบข้อหา ยักยอกเงินวัด ทนายยื่นแย้ง ไม่ผิด ม.157

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการสงฆ์ที่กำลังเป็นข่าวใหญ่เลยนะครับ “พระคึกฤทธิ์” รับทราบข้อหา ยักยอกเงินวัด ทนายยื่นแย้ง ไม่ผิด ม.157 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เมื่อพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จังหวัดปทุมธานี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนของกองปราบปรามการทุจริต ปปป. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหายักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา ม.147 และ ม.157 จากกรณีนำเงินวัดไปจ่ายโบนัสให้ลูกศิษย์ในช่วงปี 2555-2559

“พระคึกฤทธิ์” รับทราบข้อหา ยักยอกเงินวัด ทนายยื่นแย้ง ไม่ผิด ม.157

เช้าวันที่ 12 พฤษภาคม เวลา 08.30 น. พระคึกฤทธิ์มาพร้อมทีมทนายความ เดินทางมาด้วยตัวเองเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ตำรวจพบหลักฐานว่ามีการใช้เงินวัดผิดวัตถุประสงค์ โดยจ่ายโบนัสหลักแสนบาทต่อคนให้ลูกศิษย์ 4 ราย ซึ่งเฉลี่ยเดือนละ 30,000 บาท ทนายของวัดยืนยันว่าเป็นการจ่ายค่าตอบแทนที่สมควรสำหรับผู้ทำงานหนัก ไม่ใช่การยักยอก

หลังสอบสวนนาน 4 ชั่วโมง พระคึกฤทธิ์พิมพ์ลายนิ้วมือและเซ็นรับทราบข้อหา แต่ทีมทนายยื่นแย้งทันทีในประเด็นสำคัญคือ พระเจ้าอาวาสไม่ใช่ “เจ้าพนักงาน” ตามกฎหมาย เพราะ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 45 กำหนดให้เจ้าพนักงานต้องเป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ เช่น เจ้าคณะอำเภอหรือเจ้าคณะจังหวัด เจ้าอาวาสมีหน้าที่แค่บริหารวัดเท่านั้น จึงไม่เข้าข่ายผิด ม.157 ซึ่งเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

ทนายชี้แจงประเด็นกฎหมายและการจ่ายโบนัส

นายนันทน อินทนนท์ ทนายความของพระคึกฤทธิ์ แถลงข่าวเวลา 11.00 น. ที่ บก.ปปป. ย้ำว่ากฎมหาเถรสมาคมเรื่องบัญชีวัดเพิ่งออกปี 2568 ไม่ย้อนหลังได้ ส่วนโบนัสที่จ่ายเป็นเงินชอบธรรม และพร้อมชี้แจงเส้นทางการเงินทุกบาททุกสตางค์ นอกจากนี้ ยังปฏิเสธข่าวลือว่าพระคึกฤทธิ์เครียด บรรยากาศสอบสวนเป็นไปด้วยดี ตำรวจให้เกียรติในฐานะพระสงฆ์

เพื่อหลีกเลี่ยงสื่อ ทีมทนายขอให้ตำรวจช่วยพาพระคึกฤทธิ์ออกทางลับ ลงลิฟต์ไปชั้น 3 แล้วเชื่อมไปอาคารจอดรถ อ้างกลัวภาพลักษณ์เสียหายและถูกตัดต่อในโซเชียล ทนายเชิญสื่อไปถามที่วัดได้ หากไม่เผชิญคู่กรณี และพร้อมดีเบตเรื่องกฎหมายสงฆ์ในรายการโหนกระแสกับนักเปรียญธรรม

  • ประเด็นยื่นแย้ง ม.157: เจ้าอาวาสไม่ใช่เจ้าพนักงาน
  • โบนัสลูกศิษย์: สมควรสำหรับงานหนัก
  • กฎบัญชีวัด: ไม่ย้อนหลัง
  • หลีกเลี่ยงสื่อ: ป้องกันภาพลักษณ์

นอกจากนี้ ทนายยังเตรียมฟ้องกลุ่มบุคคลที่เผยแพร่เส้นทางการเงินและข้อมูลส่วนบุคคลลูกศิษย์กว่า 30 คน ทำให้ถูกมองทุจริต ทั้งที่ชอบธรรม รวมถึงข่าวเท็จเรื่องใช้เงินคดีเยอรมนี 42 ล้านและค่าทนาย 20 ล้าน ซึ่งยื่นฟ้องหมิ่นประมาทแล้ว บางคดีศาลนัดไต่สวนกรกฎาคมนี้

เหตุการณ์ “พระคึกฤทธิ์” รับทราบข้อหา ยักยอกเงินวัด ทนายยื่นแย้ง ไม่ผิด ม.157 สะท้อนปัญหาการบริหารวัดและกฎหมายสงฆ์ที่อาจคลุมเครือ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการคดี เพราะอาจกระทบภาพลักษณ์วัดดังและคณะสงฆ์ไทยทั้งระบบ ในมุมมองผม คดีนี้เน้นย้ำความสำคัญของการตรวจสอบการเงินวัดให้โปร่งใส เพื่อป้องกันข้อครหาในอนาคต หากคุณมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แชร์ในคอมเมนต์ได้เลยครับ จะช่วยให้เราเข้าใจมุมมองหลากหลายมากขึ้น

ที่มา – “พระคึกฤทธิ์” รับทราบข้อหา ยักยอกเงินวัด ทนายยื่นแย้ง ไม่ผิด ม.157

1 ปี ตึก สตง.ถล่ม “ศุภณัฐ” ยื่น ป.ป.ช. ฟัน ม.157

ครบรอบ1 ปี ตึก สตง.ถล่ม “ศุภณัฐ” ยื่น ป.ป.ช. ฟัน ม.157 สตง. สร้างตึกไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมาย เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ยังคงเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับวงการก่อสร้างไทย เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างเกิดถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบของรัฐ

1 ปี ตึก สตง.ถล่ม “ศุภณัฐ” ยื่น ป.ป.ช. ฟัน ม.157 สตง. สร้างตึกไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมาย

เมื่อเวลา 11.11 น. วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ หรือ “แบงค์ ศุภณัฐ” ส.ส.กรุงเทพมหานคร เขต 9 พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดของ สตง. ในฐานะละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

จากข้อมูลที่นายศุภณัฐได้รับขณะทำหน้าที่กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง พบว่า สตง. ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 (และแก้ไขเพิ่มเติม) โดยไม่ได้ส่งแบบก่อสร้าง รายการคำนวณโครงสร้าง หรือเอกสารสำคัญด้านความปลอดภัยให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตรวจสอบก่อนเริ่มก่อสร้าง แต่กลับรีบร้อนจัดจ้างและดำเนินการทันที

สาเหตุหลักจากแบบก่อสร้างมีปัญหา

รายงานของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงชี้ว่า แบบก่อสร้างของตึก สตง. ไม่ได้มาตรฐาน หาก สตง. ส่งเอกสารให้ กทม. ตรวจสอบตามกฎหมาย ขั้นตอนนี้น่าจะช่วยคัดกรองปัญหาได้ตั้งแต่แรก และอาจป้องกันหรือลดความเสียหายจากเหตุถล่มได้ การละเมิด พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ถือเป็นความผิดชัดเจนที่นำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ม.157

กรณีนี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่สะท้อนปัญหาเชิงระบบในหน่วยงานรัฐที่ควรเป็นแบบอย่างในการตรวจสอบเงินแผ่นดิน กลับละเลยกฎหมายที่ตัวเองควบคุม สร้างคำถามถึงความรับผิดชอบและธรรมาภิบาล

บทเรียนจากโศกนาฏกรรมตึก สตง.ถล่ม

  • ขั้นตอนก่อสร้างต้องเคร่งครัด: ทุกโครงการต้องส่งแบบและคำนวณให้หน่วยงานท้องถิ่นตรวจสอบก่อน
  • มาตรา 157 สำคัญอย่างไร: ใช้เอาผิดเจ้าหน้าที่ที่ละเลยหน้าที่ สร้างความยุติธรรมให้สังคม
  • บทบาท ส.ส. ศุภณัฐ: การยื่น ป.ป.ช. แสดงถึงการตรวจสอบอำนาจรัฐจากฝั่งประชาชน
  • พัฒนามาตรฐานก่อสร้าง: ต้องเพิ่มเทคโนโลยีตรวจสอบ เช่น BIM และ AI เพื่อป้องกันซ้ำรอย

หลังเหตุการณ์ 1 ปี ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างเริ่มปรับตัว โดยมีกระทรวงคมนาคมและกรมโยธาธิการฯ เร่งรณรงค์ให้ผู้รับเหมาและเจ้าของโครงการปฏิบัติตามกฎหมายเข้มงวดขึ้น รวมถึงเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากตึก สตง.ถล่ม แต่คำถามยังค้างคา หาก ป.ป.ช. ชี้มูล สตง. จะนำไปสู่อะไร?

ในมุมมองผู้เขียน กรณี1 ปี ตึก สตง.ถล่ม “ศุภณัฐ” ยื่น ป.ป.ช. ฟัน ม.157 สตง. สร้างตึกไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมาย เป็นเครื่องเตือนใจว่ากฎหมายต้องมาก่อนความรีบร้อน การตรวจสอบต้องโปร่งใสเพื่อปกป้องชีวิตประชาชน หากปล่อยผ่านจะเกิดเหตุซ้ำได้ทุกเมื่อ บทเรียนนี้ควรขยายไปยังโครงการรัฐทุกแห่ง

คุณคิดเห็นอย่างไรกับการยื่น ป.ป.ช. ครั้งนี้? มาร่วมแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – 1 ปี ตึก สตง.ถล่ม “ศุภณัฐ” ยื่น ป.ป.ช. ฟัน ม.157 สตง. สร้างตึกไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมาย

จ่อดำเนินคดี “จ่าสิบตำรวจไซเบอร์” รับงานเช็กทะเบียนรถ

จ่อดำเนินคดี “จ่าสิบตำรวจไซเบอร์” รับงานเช็กทะเบียนรถ ล่าสุดกลายเป็นประเด็นร้อนในคดีอุ้มฆ่าที่สร้างความสะเทือนใจให้สังคมไทย กรณีนี้เกิดขึ้นกับผู้จัดการหนุ่มชื่อนายรุทธ์ ที่ถูกแก๊งอุ้มตัวไปฆ่าเผาศพอย่างโหดร้าย ตำรวจ สน.สุทธิสาร กำลังเร่งสืบสวนและเตรียมดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ละเมิดอำนาจหน้าที่

จ่อดำเนินคดี “จ่าสิบตำรวจไซเบอร์” รับงานเช็กทะเบียนรถ

พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บังคับการนครบาล 2 (ผบก.น.2) ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดี เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 ว่า ตำรวจยังคงรอผลพิสูจน์นิติวิทยาศาสตร์และการเปรียบเทียบ DNA เพื่อยืนยันตัวผู้เสียชีวิต ก่อนสรุปสำนวนขอหมายจับผู้จ้างวานฆ่า เนื่องจากต้องปราศจากข้อสงสัยและชี้ให้ศาลเห็นหลักฐานชัดเจน นอกจากนี้ ยังไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับผู้ต้องหาทั้ง 7 คนได้ในขณะนี้

จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมาจากนักสืบเอกชนของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากหญิงสาวที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้จ้างวานหลัก หญิงคนนี้มอบข้อมูลทะเบียนรถของนายรุทธ์ให้ โดยติดต่อ จ.ส.ต. สังกัดกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ เพื่อช่วยตรวจสอบเจ้าของรถ ก่อนจะแอบติด GPS ติดตามความเคลื่อนไหวของนายรุทธ์นานกว่า 1 สัปดาห์ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการวางแผนอุ้มตัวเหยื่อ

จ่อดำเนินคดี “จ่าสิบตำรวจไซเบอร์” รับงานเช็กทะเบียนรถ ผิดมาตรา 157

สำหรับ จ่าสิบตำรวจไซเบอร์รายนี้ ตำรวจได้เรียกตัวมาสอบปากคำแล้ว หากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว จะมีความผิดทางกฎหมายชัดเจน พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร เตรียมดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใด หรือเพื่อให้ผู้อื่นโดยมิใช่เจ้าพนักงานตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ได้รายงานต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทันที และได้รับคำสั่งให้ดำเนินคดีทั้งวินัยและอาญากับตำรวจคนดังกล่าวโดยไม่เกรงใจ

  • ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมแล้ว: แก๊งอุ้ม 5 คน ถูกขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
  • ผู้ต้องหาที่ประกันตัว: อีก 2 คน จะถูกติดตามตัวมาแจ้งข้อหาเพิ่ม
  • ผู้ร้ายที่หลบหนี: นายอาร์ท อยู่ระหว่างประสานตำรวจ สปป.ลาว เพื่อจับกุม หวั่นถูกตัดตอน

ล่าสุด เมื่อเวลา 19.00 น. ผลตรวจ DNA ศพที่ถูกเผาพบใน จ.ลพบุรี เปรียบเทียบกับ DNA ของแม่นายรุทธ์ พบว่าตรงกัน 100% ยืนยันศพคือผู้เสียหายดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะดำเนินการแจ้งข้อหาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพิ่มเติมทันที

คดีนี้ไม่เพียงเปิดโปงการทำงานผิดจรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ ซึ่งอาจนำไปสู่อาชญากรรมร้ายแรง หากคุณพบเห็นการกระทำน่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สน.สุทธิสาร หรือสายด่วนตำรวจ 191

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสุจริตในกระบวนการยุติธรรมสำคัญยิ่งนัก หากเจ้าหน้าที่ละเมิดได้ คงเหลือความเชื่อมั่นอะไรในระบบ? ติดตามอัปเดตคดีนี้และข่าวอาชญากรรมอื่นๆ บนเว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยสังคม

ที่มา – จ่อดำเนินคดี “จ่าสิบตำรวจไซเบอร์” รับงานเช็กทะเบียนรถ เป็นเหตุให้เหยื่อถูกอุ้มหาย

พรรคประชาชนยื่นฟ้องกกต.ปมบาร์โค้ดบัตร

เหตุการณ์ล่าสุดในวงการการเมืองไทยกำลังเป็นที่จับตามอง เมื่อพรรคประชาชน ยื่นฟ้อง ม.157 – พ.ร.ป.เลือกตั้ง กับ กกต. ปมใส่บาร์โค้ดลงบนบัตร ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสในการเลือกตั้ง วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดกันแบบละเอียดยิบ เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่าทำไมพรรคประชาชนถึงตัดสินใจยื่นฟ้อง และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อระบบเลือกตั้งของเรา

พรรคประชาชน ยื่นฟ้อง ม.157 – พ.ร.ป.เลือกตั้ง กับ กกต. ปมใส่บาร์โค้ดลงบนบัตร

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมทีมทนายความ ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 และ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96 ประกอบ 164 เรื่องการทำเครื่องหมายที่สังเกตได้ลงบนบัตรเลือกตั้ง โดยเฉพาะการใส่บาร์โค้ดที่อาจละเมิดหลักการเลือกตั้งลับและตรง

พื้นหลังและข้อเท็จจริงของคดี

ประเด็นปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนี้ เกิดจากการที่กกต. อนุมัติให้มีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตร ซึ่งฝ่ายพรรคประชาชนมองว่าเป็นเครื่องหมายที่สามารถติดตามตัวตนผู้โหวตได้ ส่อไปทางละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและหลักการเลือกตั้งที่ต้องเป็นไปโดยตรง ลับ สุจริต และเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ คดีนี้ได้รับเลขรับแล้ว รอคำสั่งศาลภายใน 30 วัน หากรับฟ้องจะนัดไต่สวนมูลฟ้องใน 45-60 วัน นับจากมีนาคม

นพ.วาโย ยังอ้างอิงคดีเก่าแก่ของวาสนา เพิ่มลาภ ปี 2549 ซึ่งศาลฎีกาตัดสินปี 2558 ให้กกต.ผิดตามกฎหมายคล้ายกัน คดีนี้คาดว่าจะยืดเยื้อถึง 10 ปี ผ่านชั้นอุทธรณ์และฎีกา แม้มาตรา 157 จะพิสูจน์เจตนาพิเศษยาก แต่ก็ฟ้องประกอบ พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 เพื่อความรอบคอบ

  • ข้อหาหลัก: ม.157 – ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
  • พ.ร.ป.กกต. ม.69: เจ้าหน้าที่ละเว้นหรือกระทำมิชอบ
  • พ.ร.ป.เลือกตั้ง ม.96/164: ทำเครื่องหมายสังเกตได้บนบัตร มีโทษปรับหรือจำคุก

ความแตกต่างจากการยื่นฟ้องช่องทางอื่น

การยื่นฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ นี้ แตกต่างจากยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน (ไปศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องโมฆะการเลือกตั้ง) หรือศาลปกครอง (คำสั่งปกครอง เช่น นับคะแนนใหม่) ที่นี่คือคดีอาญาล้วนๆ ผู้เสียหายคือประชาชนทุกคนและพรรคการเมืองที่เสียหายทางเศรษฐ์จากการเลือกตั้งไม่โปร่งใส ตามแนวฎีกาปี 2559 ที่ยืนยันว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้เสียหายได้

นพ.วาโย ชี้ว่าการฟ้องประชาชนของกกต.กทม. กลับเสี่ยงม.157 มากกว่า เพราะกกต.มีดุลพินิจไม่ฟ้องได้ แต่เลือกฟ้องผู้พิสูจน์ความผิดปกติ แทนตั้งกรรมการสอบเอง แสดงถึงการเลือกปฏิบัติ พรรคประชาชนเตรียมแก้ฟ้องเพิ่มภายใน 15 วัน

บทวิเคราะห์และผลกระทบระยะยาว

กรณีพรรคประชาชน ยื่นฟ้อง ม.157 – พ.ร.ป.เลือกตั้ง กับ กกต. ปมใส่บาร์โค้ดลงบนบัตรนี้ สะท้อนปัญหาองค์กรอิสระอย่างกกต.ที่ขาดการยึดโยงกับประชาชน ไม่มีกลไกถอดถอนง่ายๆ มันท้าทายระบบที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่ประชาชน หากศาลรับฟ้อง จะเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ย้ำหลักการเลือกตั้งลับแท้จริง

นอกจากนี้ ยังกระทบความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากบาร์โค้ดช่วยป้องกันการโกงจริง ทำไมไม่ชี้แจงโปร่งใส? หรือเป็นช่องโหว่ติดตามโหวต? ประชาชนควรติดตามใกล้ชิด เพราะสิทธิเลือกตั้งคือหัวใจประชาธิปไตย

คุณคิดอย่างไรกับการใส่บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง? มันช่วยหรือทำลายความลับ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่หลาย!

ที่มา – พรรคประชาชน ยื่นฟ้อง ม.157 – พ.ร.ป.เลือกตั้ง กับ กกต. ปมใส่บาร์โค้ดลงบนบัตร

เริ่มนับคะแนนแล้ว กทม. หน่วย 9 เขต 15 ไอติมสังเกตการณ์

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีข่าวร้อน ๆ มาอัปเดตกันแบบเรียลไทม์เลยนะ เริ่มนับคะแนนแล้ว กทม. หน่วย 9 เขต 15 หลังจากปิดหีบเลือกตั้งใหม่เมื่อช่วงบ่ายแก่ ๆ ที่ผ่านมา งานนี้มีคุณไอติม หรือ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน และว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ มาร่วมสังเกตการณ์ด้วยตัวเองเลย สุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะ ก่อนที่พรรคประชาชนจะยื่นฟ้องมาตรา 157 ในสัปดาห์นี้ด้วย

เริ่มนับคะแนนแล้ว กทม. หน่วย 9 เขต 15 “ไอติม” ร่วมสังเกตการณ์

มาดูรายละเอียดกันหน่อยนะครับ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 (ในเนื้อข่าวเขียน 2569 คงพิมพ์ผิด) เวลา 17.00 น. หีบเลือกตั้งปิดลงแล้วที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขต 15 เขตคันนายาว กรุงเทพฯ ณ อาคารอมรพันธ์แชทเทลไลท์คอนโดทาวน์ (R4) แขวงคันนายาว นอกจากนี้ยังมีเลือกตั้งใหม่ที่อุดรธานีและน่านด้วย แต่โฟกัสหลักอยู่ที่ กทม. นี่แหละ

บรรยากาศคึกคักมาก มีประชาชนและสื่อมวลชนมารอสังเกตการณ์นับคะแนนเพียบ คุณไอติมให้สัมภาษณ์ว่า ถ้ากกต. ยืนยันว่าการเลือกตั้งวันนี้ยังเป็นการออกเสียงลับเหมือนเดิม ก็ต้องได้ผลเหมือนวันที่ 8 ก.พ. นะ ถ้าแนวทางต่างออกไป ก็เท่ากับยอมรับว่ามีปัญหาในบัตรเลือกตั้ง หรือช่องโหว่จาก กกต. เองเลย

5 สิ่งสำคัญที่ต้องจับตาในการนับคะแนนครั้งนี้

คุณไอติมยังเน้นย้ำ 5 เรื่องที่ต้องเช็คให้ดี เพื่อให้การเลือกตั้งโปร่งใส มาดูกันครับ:

  • บัตรเลือกตั้งต้องมี barcode/QR code โดยเฉพาะบัตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ (สีชมพู) ต้องมีรหัสบัตรเฉพาะใบ ไม่ใช่แค่รหัสเล่มหรือหน่วย
  • ตอนรับบัตร ต้องเห็นรหัสบัตรที่ขั้ว เช่น Axxxxx0001 ชัด ๆ
  • คนต่อคิวกัน รหัสบัตรต้องเรียงลำดับ เช่น 0001 กับ 0002
  • เจ้าหน้าที่เขียนลำดับผู้มีสิทธิ์ที่ขั้ว (ลำดับในบัญชี ไม่ใช่ลำดับรับบัตร)
  • นับคะแนนต้องชูบัตรขานเสียงต่อหน้า ทุกใบเลยนะ

เห็นมั้ยครับ เรื่องพวกนี้สำคัญมาก เพื่อป้องกันการตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ พรรคประชาชนยืนยันว่า “ลับ” หมายถึงตรวจสอบย้อนไม่ได้จริง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แค่ยากหน่อย ไม่ได้กล่าวหา กกต. ทุจริตจงใจ แต่บาร์โค้ดกับเลขขั้วในวันที่ 8 ก.พ. มันทำให้ไม่ลับแล้วอ่ะ

พรรคประชาชนเตรียมยื่นฟ้องมาตรา 157

นอกจากนี้ พรรคยังมอบหมาย นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ฝ่ายกฎหมาย จัดทำคำฟ้องมาตรา 157 แล้วเกือบเสร็จ รอผลสังเกตการณ์วันนี้ไปเติม แล้วยื่นสัปดาห์นี้เลย ข่าวนับคะแนนเริ่มตอน 17.26 น. ที่ กทม. ส่วนน่านกับอุดรธานีก็กำลังนับอยู่

เป็นการเลือกตั้งใหม่ที่ทุกคนจับตา เพราะเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสของระบบเลือกตั้งไทย ถ้าวันนี้ต่างจากเดิม ก็น่าสนใจมากว่าจะมีผลยังไงต่อคดีใหญ่

ส่วนตัวผมคิดว่า การมีตัวแทนพรรคอย่างคุณไอติมไปสังเกตการณ์แบบนี้ดีมาก ช่วยให้ประชาชนมั่นใจได้มากขึ้น ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย ก็เป็นสัญญาณดีสำหรับประชาธิปไตยไทยนะครับ

ติดตามผลนับคะแนนแบบสด ๆ ได้ที่ช่องทางข่าวต่าง ๆ และอย่าลืมไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งหน้าด้วยนะทุกคน! ถ้าชอบบทความนี้ แชร์ต่อให้เพื่อน ๆ ด้วยล่ะ

ที่มา – เริ่มนับคะแนนแล้ว กทม. หน่วย 9 เขต 15 “ไอติม” ร่วมสังเกตการณ์ ก่อน ปชน. ยื่นฟ้อง 157

“เท้ง” ชี้ กกต. เปลี่ยนบัตรเลือกตั้งใหม่

การเลือกตั้งที่ผ่านมาเต็มไปด้วยดราม่า โดยเฉพาะประเด็นบัตรเลือกตั้งที่มีปัญหามากมาย ล่าสุด “เท้ง” ชี้ กกต. เปลี่ยนบัตรเลือกตั้งใหม่ กลายเป็นหัวข้อร้อนที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา สิ่งนี้ถูกมองว่าเป็นการยอมรับปัญหาของบัตรเลือกตั้งเดิมที่ใช้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบและฟ้องร้องทางกฎหมาย

“เท้ง” ชี้ กกต. เปลี่ยนบัตรเลือกตั้งใหม่

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 นายณัฐพงษ์ หรือที่รู้จักในชื่อ “เท้ง” ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปลี่ยนแบบบัตรเลือกตั้งใหม่ โดยเฉพาะบัตรสีชมพูสำหรับบัญชีรายชื่อที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขต 15 คันนายาว กรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีเลขต้นขั้วอีกต่อไป แม้จะมีบัตรเก่าค้างเหลือหลายล้านใบ แต่กกต. ไม่นำมาใช้ นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า “เท้ง” ชี้ กกต. เปลี่ยนบัตรเลือกตั้งใหม่ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้งเดิม

ยอมรับบัตรเดิม 8 ก.พ. มีปัญหา

เท้งย้ำว่าการกระทำนี้เท่ากับกกต. มัดตัวเอง โดยเป็นการยอมรับว่าบัตรเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. มีช่องโหว่ร้ายแรง โดยเฉพาะเรื่องเลขต้นขั้วที่สามารถใช้สืบย้อนได้ว่าผู้ใดลงคะแนนให้พรรคไหน แม้กกต. จะแถลงว่าการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งผิดกฎหมาย แต่กฎหมายจริงห้ามแค่บัตรที่กาบัตรแล้ว การถ่ายก่อนฉีกหรือจำเลขได้ยังเป็นไปได้ กกต. รู้ดีถึงช่องโหว่นี้ จึงต้องพิมพ์บัตรใหม่เพื่อปิดช่องว่าง

นอกจากนี้ เท้งยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง พรรคประชาชนเตรียมยื่นเรื่องเอาผิดตาม มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ พภาคประชาสังคมก็เริ่มร้องทุกช่องทางแล้ว

ปัญหาบัตรเขย่งและความไม่โปร่งใส

เท้งชี้ให้เห็นถึงปัญหาบัตรเขย่งที่เพิ่มขึ้น โดยขอให้กกต. เปิดเผยข้อมูลโปร่งใส เช่น จำนวนบัตรขีดคะแนน ส.ส. แบบแบ่งเขต 5/11 และแบบบัญชีรายชื่อ 5/18 ในทุกหน่วย เปรียบเทียบกับภาพที่ประชาชนบันทึก เพื่อตรวจสอบว่าคะแนนตรงกันหรือไม่ หากบวกคะแนนแล้วยังเขย่ง แสดงถึงปัญหาใหญ่

  • บัตรเลือกตั้งเดิมมีเลขต้นขั้ว สามารถสืบย้อนผู้โหวตได้
  • กกต. แถลงว่าความลับการเลือกตั้งสมบูรณ์ แต่กลับเปลี่ยนบัตร แสดงถึงความขัดแย้ง
  • บัตรเก่าถูกเก็บในหีบแล้ว หากไม่มีปัญหาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน
  • พรรคประชาชนเตรียมแผนรับมือทุกสถานการณ์ รวมถึงกรณีเลือกตั้งโมฆะ

หากถามถึงแผนหากเลือกตั้งโมฆะ เท้งระบุว่าพรรคได้ประชุมสัมมนาและเตรียมพร้อมทุกไทม์ไลน์ โดยนายธีระ สุธีวรางกูร ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ได้ชี้แจงภาพใหญ่ แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาล

มาตรา 157 และบทบาทของกกต.

มาตรา 157 ในประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้น ซึ่งสามารถลงโทษจำคุกได้ถึง 7 ปี เหมาะสมกับกรณีนี้ที่กกต. อาจละเลยปัญหา ทำให้ประชาชนสงสัยในความเป็นกลาง การเลือกตั้งต้องมีความลับสูงสุด ไม่ควรให้เจ้าหน้าที่เปิดหีบได้ง่ายๆ

จากประเด็น “เท้ง” ชี้ กกต. เปลี่ยนบัตรเลือกตั้งใหม่ สะท้อนถึงความจำเป็นของระบบเลือกตั้งที่โปร่งใสและยุติธรรม หากปล่อยไว้ อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนเป็นสัญญาณดีที่ช่วยตรวจสอบอำนาจรัฐ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สมัครรับข่าวสารการเมืองอัปเดตฟรีทางอีเมลได้เลยวันนี้!

ที่มา – “เท้ง” ชี้ กกต. เปลี่ยนบัตรเลือกตั้งใหม่ มัดผิดตัวเอง ยอมรับบัตรเดิม 8 ก.พ. มีปัญหา

Scroll to top