ยุบสภา 2568

รทสช. พร้อมส่ง สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา

พรรครวมไทยสร้างชาติ ออกแถลงการณ์ ชี้ การยุบสภาครั้งนี้เกิดจากผลประโยชน์การเมือง ไม่คิดถึงวิกฤติประเทศในปัจจุบัน ลั่น พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้งประเทศ ตั้งใจแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกแถลงการณ์ถึงการยุบสภาผู้แทนราษฎรของนายกรัฐมนตรี ว่า การประกาศยุบสภาฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาหนักรอบด้าน ทั้งความตึงเครียดจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ วิกฤติน้ำท่วมที่ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากยังคงประสบความทุกข์ยากอย่างหนัก วิกฤติเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังพังทลาย และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กดทับความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งประเทศ ผลกระทบจากการตัดสินใจครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมความไม่แน่นอนทางการเมือง และสะท้อนอย่างชัดเจนว่าพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับประโยชน์ทางการเมืองของตนเองมากกว่าการทุ่มเทกำลังเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังรอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

พรรครวมไทยสร้างชาติ เห็นว่าการยุบสภาฯ ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นของบ้านเมือง แต่เกิดจากผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองล้วนๆ โดยที่ฝ่ายหนึ่งมุ่งเป้าหมายที่จะแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่คำนึงถึงวิกฤติประเทศในปัจจุบัน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการแค่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ทั้งที่มีหน้าที่แก้ไขวิกฤติโดยตรง ข้อตกลงของสองฝ่ายทำให้การแก้ไขปัญหาวิกฤติประเทศสะดุดลง วิกฤติประเทศในขณะนี้จำเป็นต้องใช้ความจริงจังและเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ เราตั้งใจเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เราพร้อมลงมืออย่างเด็ดขาดเพื่อนำประเทศออกจากวงจรความไม่แน่นอนและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน เราพร้อมที่จะนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้และมีความพร้อมในการส่งผู้สมัครครบ 77 จังหวัด ทั่วประเทศ

รทสช. พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา

จากแถลงการณ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ทำให้เห็นถึงความพร้อมในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ พรรคฯ เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นสำคัญ โดยมองว่าการยุบสภา ที่เกิดขึ้นนั้น มาจากผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าความต้องการที่จะแก้ไขวิกฤตของประเทศอย่างแท้จริง

ทำไม รทสช. จึงมองว่าการยุบสภาฯ มาจากผลประโยชน์ทางการเมือง?

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มองว่า การตัดสินใจยุบสภา ในครั้งนี้ ขาดความคำนึงถึงปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ สถานการณ์ชายแดน หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ การที่นักการเมืองมุ่งเน้นแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ แทนที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทำให้พรรคฯ มองว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ รทสช. ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การยุบสภาในครั้งนี้

นอกจากนี้ รทสช. ยังแสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าพรรคฯ พร้อมที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

สิ่งที่น่าสนใจคือ รทสช. เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่ได้มุ่งหวังอำนาจหรือผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนที่แตกต่างจากนักการเมืองหลายคนที่มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ของตนเอง การที่ รทสช. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นอันดับแรก ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าจับตามองอย่างยิ่ง

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้ามาเป็นผู้แทนของตนเอง การที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอนโยบายและแสดงความพร้อมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรพิจารณาให้รอบคอบว่าพรรคการเมืองใดที่สามารถไว้วางใจได้ และพรรคการเมืองใดที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ อย่าปล่อยให้การตัดสินใจของท่านถูกชี้นำโดยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือโดยอคติส่วนตัว จงใช้สิทธิของท่านอย่างมีสติ และเลือกผู้แทนที่ท่านเชื่อว่าจะสามารถทำงานเพื่อท่านและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

ที่มา – รทสช. พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา เกิดจากผลประโยชน์การเมือง

อภิสิทธิ์ ดักทางรัฐบาลรักษาการ ต้องยึดกฎหมาย

“อภิสิทธิ์” ลั่น พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง เสียดายชิงยุบสภาก่อนแก้ปัญหาชายแดน-น้ำท่วม ดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวเลือกตั้งต้องยึดกฎหมาย สับสนฝ่ายอยากแก้ รธน. กลับเลือกทางจบแบบนี้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 12 ธ.ค. 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้ง หลังรัฐบาลประกาศยุบสภา ว่า พรรคมีความพร้อม ไม่มีปัญหา เราเป็นพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เสมออยู่แล้ว ตนกำชับผู้บริหารทุกคนตั้งแต่ต้นว่า เราทำงานแข่งขันกับเวลา แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัดหลายเรื่อง แต่ก็มั่นใจ เราเร่งทำทั้งนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศ และการคัดผู้สมัครก็เร่งรัดทำตามขั้นตอนและเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างครบถ้วน ซึ่งมีคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามาทำการเมืองแบบสุจริตจำนวนมาก จึงต้องกลั่นกรองและคัดเลือกให้เหมาะสมที่สุด ส่วนจะสามารถเปิดตัวผู้สมัครได้เมื่อไหร่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คือ ต้องเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาขา และตัวแทนจังหวัด ตามกฎหมายบังคับ ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และหลังจากได้รับฟังความคิดเห็นมาแล้วคณะกรรมการสรรหาก็จะเร่งประชุมเพื่อเสนอคณะกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรคอนุมัติ ส่วนจะส่งตัวผู้สมัครครบทั้ง 400 เขตหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ทราบ แม้ว่าจะมีผู้ยื่นความจำนงมาแล้ว จะต้องคัดกรองอีกครั้งหนึ่ง

เสียดายชิงยุบสภาก่อนแก้ปัญหาชายแดน-น้ำท่วม

“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคห่วงใย ซึ่งได้ออกแถลงการณ์ไปตั้งแต่เมื่อคืน ที่ต้องยอมรับว่า ปัญหาของประเทศในขณะนี้ มีทั้งการสู้รบตามแนวชายแดน และการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม หากการเมืองมีเอกภาพ มีพลังและมีอำนาจเต็ม จะสามารถผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ด้วยดี ซึ่งยอมรับว่า รู้สึกเสียดาย ในการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง ที่ทำให้เกิดการชะงักงัน ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายที่ค้างในสภา ต้องตกไปทั้งหมดเมื่อยุบสภา สิ่งที่ตนอยากจะเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ต้องมุ่งมั่นในการดำเนินภารกิจทั้ง 2 เรื่องให้เสร็จสิ้นด้วยดี แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้กระทั่งรัฐบาลหรือตัวนายกรัฐมนตรี ต้องมาใช้เวลากับการรณรงค์หาเสียง การที่รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม และต้องรักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามา การตัดสินใจในนโยบายใหม่ๆ ก็คงทำไม่ได้ และอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ เพราะเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง จะมีเรื่องของ กกต. มาเกี่ยวด้วย ถ้าเริ่มต้นวันนี้นายกรัฐมนตรีกับรัฐบาล จะดูแลภารกิจเหล่านี้ว่าจะไม่กระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนเรื่องการเลือกตั้งก็ว่าไปตามกระบวนการของพรรคการเมือง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวเลือกตั้งต้องยึดกฎหมาย

เมื่อถามว่า คิดว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่รัฐบาลจะอาศัยช่วงนี้เป็นรัฐบาลรักษาการยาว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะไปลากยาวด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ได้ ยกเว้นเท่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้ อย่างกรณีที่ก่อนหน้านี้ที่มีการเลื่อนเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดศรีสะเกษ ก็เป็นไปตามกฎหมาย คือ กกต. เห็นแล้วว่าการจะเลือกตั้งในพื้นที่เหล่านั้น มันไม่สามารถจัดได้ เพราะต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่าประชาชนมีส่วนร่วมด้วย เป็นอำนาจของ กกต. ที่จะเลื่อนการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งทั่วไป ยังมองไม่เห็นว่ากฎหมายจะอนุญาตอย่างไร ส่วนที่เคยมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งทั่วไปต้องเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่า มีบทบัญญัติที่พยายามมาปรับ เพื่อแก้สถานการณ์ตรงนั้นอยู่ว่าในกรณีบางพื้นที่ ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรก็คงเป็นหน้าที่และอำนาจของ กกต. ที่จะวินิจฉัย

อภิสิทธิ์ชี้ รัฐบาลรักษาการต้องยึดกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลรักษาการจะอยู่ในตำแหน่งยาวนาน โดยย้ำว่าการดำเนินการใด ๆ ต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย

สับสน ฝ่ายอยากแก้ รธน. กลับเลือกทางจบแบบนี้

เมื่อถามว่าการชิงยุบสภากะทันหันมองว่าพรรคภูมิใจไทยเอาเปรียบเพื่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็ไม่อยากถกเถียงว่า ใครเป็นคนผิดข้อตกลง แต่น่าเสียดายตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกแถลงการณ์ไปว่า ถ้าพรรคการเมืองจะพยายามหาทางออกร่วมกันผลักดันสิ่งที่เป็นเป้าหมายร่วมกันสักนิดก็จะหลีกเลี่ยงที่จะทำให้บางปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ความได้เปรียบเสียเปรียบ มีอยู่แล้วตามเงื่อนไข เราให้ความเป็นธรรมกับนายกฯ เพราะนายกฯพูดมาตลอดว่าถ้าขยับอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไหร่ เขาก็จะยุบสภา เพียงแต่ว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนก็ไม่ได้บอกว่า จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเคยถูกสอบถามก็บอกว่ารัฐบาลยังไม่มีความผิดร้ายแรง แต่พอมีปัญหาเรื่องตกลงกันไม่ได้ เรื่องสาระของรัฐธรรมนูญเลยทำให้เป็นเหตุขึ้นมา ในใจผมก็นึกว่าถ้าเราเอาเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่มาเป็นตัวตั้งของประเทศแล้วคุยกันเสีย เผื่อหาทางออกได้มันก็น่าจะดีกว่านี้ แต่เมื่อถึงจุดนี้ก็ต้องเดินไปตามกระบวนการ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าเสียดายหรือไม่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ที่ค้างอยู่ในสภาฯ ไม่สามารถออกมาได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทำให้ตนมีความรู้สึกสับสนนิดหน่อยว่าฝ่ายที่ต้องการผลักดันแก้ไขเพิ่มเติม หรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ดีๆ ก็เลือกเส้นทางทำให้มันจบลง แม้ว่าจะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ทำประชามติ แต่จริงๆ แล้วตรงนี้ไม่ได้ช่วยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญง่ายขึ้น เพราะจริงๆ แล้วก่อนหน้านี้คำถามที่ไปถามประชาชนจะไปถามพร้อมกับตัวร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้จัดทำใหม่ แม้มีการทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้งแล้วผ่าน ก็ยังต้องไปทำประชามติอีกรอบอยู่ดีในวันที่ไปแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 จริงๆ แล้วก็แปลกใจอยู่ว่าแทนที่จะพยายามหาทางออกก็ไปเลือกเส้นทางที่เหมือนกับมาตั้งต้นกันใหม่

สรุปแล้ว นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง พร้อมทั้งแสดงความเสียดายต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการยุบสภา และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดหลักกฎหมายในการดำเนินการของรัฐบาลรักษาการ การดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวเป็นสิ่งที่สำคัญ และต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวต้องยึดกฎหมาย ปชป. พร้อมเลือกตั้ง

สภาฯ ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้

เลขาธิการสภาฯ เผย ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้ แจง 3 สส.ใหม่ “วิสุดา – สมชัย – สุรสิทธิ์” ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในฐานะอดีต สส. เหตุยังไม่ได้ปฏิญาณตนในสภาฯ

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ที่อาคารรัฐสภา ว่า หลังจากรัฐสภามีมติเห็นชอบให้ส่งประเด็นคำถามประชามติว่าด้วยการเห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ จะส่งมติดังกล่าวไปยังรัฐบาลในวันนี้ (12 ธันวาคม) มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่รักษาการประธานรัฐสภา เป็นผู้ลงนามหนังสือ ถือเป็นกระบวนการและขั้นตอนตามที่รัฐสภามีมติไปแล้ว

ส่วนกรณีมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เป็นประเด็นที่ ครม.รักษาการต้องพิจารณาดำเนินการต่อไป ในกรณีที่สภาฯ สิ้นสุดลงเพราะเหตุยุบสภา ตามรัฐธรรมนูญการประชุมวุฒิสภาจะไม่สามารถดำเนินการได้จนกว่าจะมีสภาฯ เว้นแต่เป็นเรื่องจำเป็นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 126

เมื่อถามถึง สส. 3 คน ที่ยังไม่ได้ปฏิญาณตนต่อที่ประชุมสภาฯ จะมีสถานะ สส. หรือไม่ นายศิโรจน์ ตอบว่า สส. ทั้ง 3 คนถือว่ามีชื่อเป็น สส. แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะยังไม่ได้ปฏิญาณตน สิทธิประโยชน์ในฐานะอดีต สส. จึงยังไม่ได้รับ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับ สส. ที่ กกต. รับรองคือ น.ส.วิสุดา วิเชียร์ศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย และ 2 สส.บัญชีรายชื่อ คือ นายสมชัย อัศวชัยโสภณ ซึ่งแทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ลาออกจาก สส.พรรคเพื่อไทย และนายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ แทน พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ที่ถึงแก่อนิจกรรม.

สภาฯ ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับเรื่อง สภาฯ ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้ หลังจากที่รัฐสภามีมติเห็นชอบให้ส่งประเด็นคำถามประชามติว่าด้วยการเห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ดำเนินการส่งมติดังกล่าวไปยังรัฐบาลในวันที่ 12 ธันวาคม โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่รักษาการประธานรัฐสภา เป็นผู้ลงนามในหนังสือ ซึ่งถือเป็นกระบวนการและขั้นตอนตามที่รัฐสภามีมติไปแล้ว

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ สภาฯ ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้

นอกจากประเด็นเรื่องการส่งคำถามประชามติแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานะของ สส. 3 คนที่ยังไม่ได้ปฏิญาณตนต่อที่ประชุมสภาฯ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจงว่า สส. ทั้ง 3 คนนั้นมีชื่อเป็น สส. แต่ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากยังไม่ได้ปฏิญาณตน ทำให้ยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในฐานะอดีต สส.

สำหรับ สส. ทั้ง 3 คนที่กล่าวถึง ได้แก่ น.ส.วิสุดา วิเชียร์ศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย, นายสมชัย อัศวชัยโสภณ ซึ่งเข้ามาแทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ลาออกจาก สส.พรรคเพื่อไทย, และนายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ที่เข้ามาแทน พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ที่ถึงแก่อนิจกรรม

การดำเนินการ สภาฯ ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่า ครม. จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร

การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นที่ ครม.รักษาการต้องพิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ การประชุมวุฒิสภาจะไม่สามารถดำเนินการได้จนกว่าจะมีสภาฯ เว้นแต่เป็นเรื่องจำเป็นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 126 นี่จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตาในการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

การส่งคำถามประชามติไปยัง ครม. ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการเพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สำเร็จลุล่วง การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นฉบับที่สะท้อนความต้องการของคนไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – สภาฯ ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้ แจง 3 สส.ใหม่ ยังไม่ได้ปฏิญาณตน

วราวุธ นำทีมลาออก! ซบภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้

“วราวุธ ศิลปอาชา” นำ 10 อดีต สส.ชาติไทยพัฒนา เขียนใบลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว นัดใส่เสื้อพรรคภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้ วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลแล้วนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ตั้งแต่ช่วงเช้าบรรดาอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคชาติไทยพัฒนาทั้ง 10 คน ประกอบด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรค, นายประภัตร โพธสุธน อดีตเลขาธิการพรรค, นายสรชัด สุจิตต์, นายนพดล มาตรศรี, นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ, นายเสมอกัน เที่ยงธรรม อดีต สส.สุพรรณบุรี, นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์, นายอนุชา สะสมทรัพย์, นายศุภโชค ศรีสุขจร อดีต สส.นครปฐม และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ อดีต สส.ร้อยเอ็ด ต่างทยอยเดินทางเข้าที่ทำการพรรค เพื่อเขียนใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา ต่อนายทะเบียนสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา

ทั้งนี้ ในเวลา 12.00 น. ของวันที่ 15 ธันวาคม 2568 อดีต สส.ทั้ง 10 คนดังกล่าว นำโดยนายวราวุธ จะเดินทางไปสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยต่อไป.

วราวุธ นำ 10 อดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ยื่นใบลาออก นัดใส่เสื้อภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้

การตัดสินใจของนายวราวุธ ศิลปอาชา และอดีต สส. ทั้ง 10 ท่านจากพรรคชาติไทยพัฒนาที่จะย้ายไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยนั้น ถือเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมือง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ได้

ทำไมวราวุธและอดีต สส. ชาติไทยพัฒนาถึงย้ายไปภูมิใจไทย?

แม้จะยังไม่มีการประกาศเหตุผลอย่างเป็นทางการ แต่มีการคาดการณ์ว่า การย้ายพรรคครั้งนี้อาจเป็นเพราะหลายปัจจัย เช่น ทิศทางทางการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของ สส. กลุ่มนี้ หรืออาจเป็นเพราะโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ ที่พรรคภูมิใจไทยเสนอให้

การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงดูดอดีต สส. ที่มีประสบการณ์จากพรรคอื่นได้ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความน่าสนใจของพรรคในสายตาของนักการเมืองหลายท่าน พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ และมีนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในหลายด้าน

การย้ายพรรคของกลุ่มนายวราวุธในครั้งนี้ จึงเป็นที่น่าสนใจว่า จะส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไรต่อไป จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในขั้วอำนาจหรือไม่ และจะมีผลต่อการตัดสินใจของนักการเมืองท่านอื่นๆ ในอนาคตอย่างไรบ้าง

อนาคตทางการเมืองของนายวราวุธและอดีต สส. ทั้ง 10 ท่านในพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไร จะสามารถสร้างผลงานและได้รับการยอมรับจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทยและประชาชนได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในวงการการเมือง สิ่งที่แน่นอนคือ นักการเมืองทุกคนต้องปรับตัวและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและประเทศชาติได้

ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด และร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตของเราและสังคมโดยรวม

การที่ วราวุธ นำ 10 อดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ยื่นใบลาออก นัดใส่เสื้อภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่น่าสนใจและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “วราวุธ” นำ 10 อดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ยื่นใบลาออก นัดใส่เสื้อภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้

โสภณมอง“ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” จริงหรือ?

“โสภณ ซารัมย์” มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจ “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” หากประชาชนชายแดนยังคงต้องอพยพอยู่เนื่องจากปัญหาความไม่สงบ ชี้ประเด็นสำคัญคือการจัดการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้ดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคอีสาน ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ต้องจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่เนื่องจากสถานการณ์การปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ จึงเกิดคำถามว่าจะส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งหรือไม่

นายโสภณ กล่าวว่า หากสถานการณ์ยังไม่สงบเรียบร้อย ประเด็นนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของ กกต. ที่จะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากประชาชนยังคงต้องอพยพออกจากพื้นที่ การจัดการเลือกตั้งก็อาจ “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” เนื่องจากตามหลักการแล้ว การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ

เมื่อถูกถามถึงการเตรียมความพร้อมในการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา นายโสภณ ตอบว่า พรรคไม่มีปัญหาในการดูแลประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนเรื่องกำหนดการเลือกตั้งนั้นยังไม่สามารถระบุได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. เป็นหลัก

โสภณมอง “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” จริงหรือ?

จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้งตามกำหนดเดิม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความพร้อมของพรรคการเมืองในการหาเสียง แต่อยู่ที่ความปลอดภัยและความสะดวกของประชาชนในการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป การที่ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กกต. จะตัดสินใจอย่างไร?

ความคาดหวังจึงอยู่ที่การพิจารณาอย่างรอบคอบของ กกต. ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชน และความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ

การตัดสินใจของ กกต. จะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นสามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง แม้ว่านายโสภณจะมองว่า “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจอยู่ที่ กกต.

สถานการณ์ชายแดนที่ยังไม่คลี่คลายกลายเป็นความท้าทายสำคัญที่ กกต. ต้องเผชิญ การจัดการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

นอกจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยแล้ว กกต. ยังต้องพิจารณาถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนและการใช้สิทธิเลือกตั้ง และการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์จะมีความท้าทาย แต่การเลือกตั้งยังคงเป็นกลไกสำคัญในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เสียงของประชาชนได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการรับฟังข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “โสภณ” มองไม่น่าจัดเลือกตั้งได้ เหตุคนชายแดนยังอพยพอยู่ ชี้หน้าที่ กกต. ดูความเหมาะสม

กกต. พร้อม! เตรียมหารือ ครม. เรื่อง เลือกตั้ง 8 ก.พ.

“ณรงค์” ประธาน กกต.คนใหม่ ยันพร้อมจัดเลือกตั้ง เตรียมหารือ ครม.สัปดาห์หน้า รับเป็นไปได้จัดเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ลั่นไม่กดดัน แม้ถูกครหาใกล้ชิดสีน้ำเงิน มั่นใจทำให้ดีที่สุด

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายหลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ว่า เมื่อมีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร กกต. จะต้องมีการประชุมเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งเราเตรียมความพร้อมไว้แล้ว เพราะเรามีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าอาจมีการยุบสภาฯ ขึ้น จึงได้มีการแบ่งเขตไว้ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มลดในบางจังหวัดแล้ว คาดว่าภายในวันจันทร์หรืออังคารก็จะมีความชัดเจน ขณะนี้สำนักงาน กกต. ได้มีการจัดทำไทม์ไลน์การเลือกตั้งไว้แล้ว เรามีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าวันเลือกตั้งจะเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เหมือนที่สื่อมวลชนคาดการณ์หรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า “ก็มีความเป็นไปได้” ทางด้านคำถามว่ากฎหมายกำหนดให้วันเลือกตั้งต้องเป็นวันเดียวกันทั่วประเทศ สถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา อาจจะทำให้สามารถจัดการเลือกตั้งภายในวันเดียวกันได้ มีการเตรียมการอย่างไร นายณรงค์ ระบุว่า เราคาดการณ์และได้มีการติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา แต่การจัดการเลือกตั้งต้องจัดพร้อมกันอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อ สถานการณ์ในขณะนี้จะทำให้เดินหน้าการเลือกตั้งไปได้หรือไม่ ประธาน กกต. ระบุ ก็คิดว่าจะทำเต็มที่ ยังเชื่อว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ ส่วนการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน ทราบว่าทาง ครม. จะส่งผู้แทนมาพบ กกต. ในสัปดาห์หน้าเพื่อหารือเกี่ยวกับอำนาจ ครม.รักษาการ และเห็นว่า ครม.รักษาการมีอำนาจในการจัดออกเสียงประชามติได้ มีอำนาจที่จะอนุมัติงบประมาณ ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ปฏิบัติกันมาตลอดว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้

ทางด้านคำถามว่ามีข้อกังวลหรือไม่ในรายการอนุมัติงบประมาณให้ ครม. นำไปใช้ เพราะมีเรื่องของการสู้รบชายแดน นายณรงค์ ตอบว่า เราจะดูอย่างละเอียดเพราะเป็นในรูปของคณะกรรมการ โครงการต่างๆ ที่ขอมาก็ต้องนำมาดู เมื่อถามย้ำ ยืนยันในเรื่องของการทำงานจะมีความเป็นกลางหรือไม่เพราะมีข้อครหาว่าเป็นองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มสีน้ำเงิน นายณรงค์ กล่าวว่า การจัดการเลือกตั้งเรารู้อยู่แล้วต้องอาศัยความเป็นกลาง เราเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องอาศัยกติกาและความเป็นกลาง เรามีความพร้อม ยืนยันว่าไทม์ไลน์จัดการเลือกตั้งยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่มีปัญหาอะไร

ในช่วงท้ายเมื่อถามว่ารู้สึกกดดันกับการทำงานหรือไม่ เพราะเข้ามาในช่วงที่ประชาชนมีความคาดหวัง ประธาน กกต. กล่าวว่า “ไม่กดดันครับ เพราะเป็นหน้าที่ และจะจัดการเลือกตั้งให้ดีที่สุด”

ประธาน กกต. ยันความพร้อม เตรียมหารือ ครม. สัปดาห์หน้า รับเป็นไปได้จัดเลือกตั้ง 8 ก.พ.

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ เมื่อประธาน กกต. คนใหม่ยืนยันความพร้อมในการจัดเลือกตั้ง และเตรียมหารือกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า ประเด็นหลักคือความเป็นไปได้ในการจัด เลือกตั้ง 8 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่สื่อมวลชนหลายสำนักคาดการณ์ไว้ ความพร้อมของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย

ความพร้อมของ กกต. และประเด็น เลือกตั้ง 8 ก.พ.

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้กล่าวถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งว่า “เมื่อมีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร กกต. จะต้องมีการประชุมเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งเราเตรียมความพร้อมไว้แล้ว” การเตรียมความพร้อมนี้รวมถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งตามจำนวนประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละจังหวัด ทำให้มั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งจะมีความเป็นธรรมและสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

ประเด็นที่น่าสนใจคือความเป็นไปได้ที่วัน เลือกตั้ง 8 ก.พ. จะเป็นวันเลือกตั้งจริง นายณรงค์กล่าวว่า “ก็มีความเป็นไปได้” ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของสื่อมวลชน การที่ กกต. เปิดโอกาสให้ความเป็นไปได้นี้เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนมีความหวังว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเร็ววัน และสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สู้รบตามชายแดนไทย-กัมพูชาอาจเป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ กกต. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม

นอกจากประเด็นเรื่องวันเลือกตั้งแล้ว การหารือกับ ครม. ในสัปดาห์หน้ายังมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอำนาจของ ครม. รักษาการในการอนุมัติงบประมาณสำหรับการจัดการเลือกตั้งและการทำประชามติ กกต. จะต้องพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

แม้จะมีการครหาว่า กกต. มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มสีน้ำเงิน นายณรงค์ยืนยันว่าการทำงานของ กกต. จะเป็นกลางและยึดตามกติกาอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

การยืนยันความพร้อมในการจัดการ เลือกตั้ง 8 ก.พ. ของประธาน กกต. ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญทางการเมือง การเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนทุกคนจะได้แสดงพลังและกำหนดทิศทางของประเทศ อย่าลืมติดตามข่าวสารและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ที่มา – ประธาน กกต. ยันความพร้อม เตรียมหารือ ครม. สัปดาห์หน้า รับเป็นไปได้จัดเลือกตั้ง 8 ก.พ.

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

“จุลพันธ์” จี้ “พรรคประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” รับผิดชอบทั้งคู่ หลังฉีก MOA ชิงยุบสภา ลั่นจากนี้ไม่ถามหาความจริงใจรัฐบาล ขอให้ทำตามกฎหมาย หากเลื่อนเลือกตั้งอ้างเหตุชายแดนก็ให้ลองดู เชื่อประชาชนไม่รอ

เมื่อเวลา 08.49 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถึงกรณีการยุบสภาผู้แทนราษฎรของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม 2568) ว่า การตัดสินใจยุบสภาฯ ของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการขัดต่อหลักประชาธิปไตยและกระบวนการธรรมชาติ เมื่อเข้าสู่ดีลนี้กันแล้วก็จะมีแต่ความผิดพลาด สุดท้ายก็ปรากฏชัด ซึ่งพรรคเพื่อไทยสงสัยมาตลอด ในความจริงใจของรัฐบาลเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่รู้พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งเห็นหรืออย่างไร เพราะเราพยายามบอกมาตั้งแต่ต้น จนสุดท้ายก็ปรากฏชัดในรัฐสภาที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยกมือให้ ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถคุยกับ สว. ได้ หากจะมีคนเชื่อก็คงมีแต่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคการเมืองอื่นรู้อยู่แล้วว่ากระบวนการของ สว.กลุ่มนี้ มีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องประหลาด

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยโยนกันไปมานั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ก็ต้องรับผิดชอบกันทั้งคู่ แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยขอแสดงความผิดหวังต่อรัฐบาล เพราะในสภาวะประเทศแบบนี้ ทั้งการปะทะชายแดน และน้ำท่วมที่ยังแก้ไขไม่เสร็จ รัฐบาลกลับปัดทิ้งภาระความรับผิดชอบ เลือกที่จะหนีการตรวจสอบด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วยุบสภาฯ ทิ้งให้ประชาชนต้องเดือดร้อนต่อไป แม้จะมีกลไกของรัฐในการตรวจสอบ และทหารที่รับผิดชอบสถานการณ์ชายแดน

ขณะที่ความผิดหวังที่ 2 ที่พรรคเพื่อไทยรู้สึกคือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะตั้งแต่การคุยกันกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีการขอให้ชะลอการยื่นซักฟอก มาตรา 151 (อภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ) แต่ยื่นข้อเสนอว่าหากลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 แล้วแพ้ จะเชื่อว่าความจริงใจของรัฐบาลไม่มี และจะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น ตนมองว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่พรรคประชาธิปัตย์ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทยเป็นการปล่อยหนูเข้าป่า เปิดโอกาสให้รัฐบาลยุบสภาฯ หนีโดยไม่ทันได้ตรวจสอบ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อไป ตนไม่แน่ใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ตามเกมพรรคภูมิใจไทยไม่ทัน หรือคิดว่าวิธีการนี้จะดีกว่าหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์อยากจะให้ยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้ง แทนการตรวจสอบรัฐบาล เพราะหากตรวจสอบจะมีหลายเรื่อง ทั้งเขากระโดง การฮั้ว สว. การทุจริตคอร์รัปชัน MotoGP ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมาคนไทยไม่ได้อะไรเลย แต่คนที่ได้เต็มๆ คือพรรคภูมิใจไทย ที่ได้สั่งสมกำลังความแข็งแกร่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่สำคัญคือได้โยกย้ายข้าราชการเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้ง แต่คนไทยได้รัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว ตั้งแต่น้ำท่วมยันชายแดน และขอให้ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบทั้งคู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าการยุบสภาฯ ในสถานการณ์ตอนนี้ถือว่าเป็นการเตะหมูเข้าปากหนูหรือไม่ นายจุลพันธ์ ตอบว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมเลือกตั้งแล้ว วันนี้ขอแจ้งกับประชาชนว่าอย่าเพิ่งสิ้นหวัง และจะใช้วิธีการเลือกตั้งนำประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

ส่วนการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจจะมีกระแสคลั่งชาติจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นายจุลพันธ์ ระบุ ไม่ว่ากระแสใดก็ต้องฝ่าฟันไป และขอย้ำถึงจุดยืนที่มั่นคงของพรรค ในประเด็นคำถามว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายจุลพันธ์ ยอมรับว่ามีการพูดคุยกันว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปในกรณีที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม) สส.พรรคภูมิใจไทยพยายามพูดถึงเรื่องนี้ทั้งวัน

ทั้งนี้ ขอเรียนว่ากลไกของรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรที่ทำให้สะดุดหรือติดขัด รัฐธรรมนูญกำหนดชัดต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน โดยตามกำหนดแล้วอาจจะเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ หรือ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้ทันต่อกรอบเวลาและคำถามประชามติ ก็คาดว่าจะเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หากประกาศให้มีการเลือกตั้งทั้งประเทศแล้ว กฎหมายการเลือกตั้งก็กำกับไว้ว่า ในกรณีที่พื้นที่ใดมีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็น เช่น สงคราม มีการปะทะ หรือภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉินเหล่านั้นจะสามารถทำให้หน่วยการเลือกตั้งของพื้นที่เลื่อนการเลือกตั้งเฉพาะพื้นที่นั้นได้ จะไม่กระทบต่อการเลือกตั้งภาพรวมทั้งหมดของประเทศ

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เผยต่อไป ตนยังมองไม่ออกว่ารัฐบาลมีความประสงค์ที่จะดำเนินการเลือกตั้งอย่างไร จะใช้ช่องกฎหมายใด ซึ่งต่อให้มีการดำเนินการจริง ตนก็ขอย้ำว่าการเลือกตั้งสามารถเดินหน้าต่อได้ตามกฎหมาย แต่หากพรรคภูมิใจไทยจะทำก็เรียนเชิญหาช่องทางทางกฎหมายทำเลย แต่มันคือความพังพินาศของท่าน เพราะประชาชนจะไม่รอด้วย

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีการตั้งข้อสงสัยหรือไม่กรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใด นายจุลพันธ์ ตอบว่า ในประเด็นนี้ขอทุกคนอย่าคิดมาก นาทีนี้ควรส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทหารชายแดนและประชาชนในพื้นที่ที่อพยพไปยังศูนย์ลี้ภัยแล้ว พรรคเพื่อไทยก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าการยุบสภาฯ จะมีผลต่อการปราบสแกมเมอร์ให้หยุดชะงักหรือไม่นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้การดำเนินการของภาครัฐก็ดำเนินการต่อไปอย่าให้สะดุดหรือติดขัด ส่วนของรัฐบาลรักษาการก็ดำเนินการบริหารได้ เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ทำงานต่อ ไม่ได้ทำให้การแก้ไขปัญหาใดๆ ยุติลง โดยผู้สื่อข่าวถามต่อหลังจากนี้จะมองเห็นความจริงใจสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ในเรื่องการทำคำถามประชามติหรือไม่ นายจุลพันธ์ บอกว่า ไม่มีปัญหาอะไร สุดท้ายแล้วสมาชิกสภาต้องคุยกัน เพื่อเร่งให้มีการผ่านญัตติคำถามที่ 1 ว่าเห็นควรที่จะมีการให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งเมื่อวานนี้ก็ได้เร่งผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาถามถึงความจริงใจของรัฐบาล เมื่อมีคำถามประชามติส่งไปจากรัฐสภาไปยังรัฐบาล ตามกฎหมายรัฐบาลจะต้องดำเนินการ ไม่ใช่ถามหาความจริงใจ เพราะว่าความจริงใจของเขาหมดไปตั้งแต่เข้าสู่ MOA และการลงมติมาตรา 256/28 เมื่อวานนี้.

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

สรุปแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความร้อนแรง และพรรคเพื่อไทยก็พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องไม่สิ้นหวัง และร่วมกันนำพาประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

อนาคตจะเป็นอย่างไร หลัง “จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

การที่นายจุลพันธ์ออกมาจี้ให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการที่ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ของนายจุลพันธ์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคเพื่อไทยในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนำมาปรับปรุงนโยบายของพรรคให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก แต่สิ่งที่แน่นอนคือพรรคเพื่อไทยจะยังคงเดินหน้าต่อไปในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยต้องรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ และการที่พรรคการเมืองต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พรรคเพื่อไทยจะยังคงยืนหยัดในหลักการธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคนต้องออกมาใช้สิทธิของตนเองในการเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ที่มา – “จุลพันธ์” จี้ ปชน.-ภท. ต้องรับผิดชอบ ปมฉีก MOA ชิงยุบสภา ย้ำเพื่อไทยพร้อมเลือกตั้ง

รัฐบาลมีอำนาจเต็ม: นัด กกต. ถกเลือกตั้ง

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร หลายคนอาจสงสัยว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน และการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีทิศทางอย่างไร บทความนี้จะมาสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของรัฐบาลรักษาการ และการเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เว้นอนุมัติโครงการใหม่-แต่งตั้งโยกย้าย นัด กกต. 15 ธ.ค. ถกเลือกตั้ง

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะไม่มีการประชุม ครม. นัดพิเศษ แต่จะเป็นการประชุม ครม. ตามปกติในวันที่ 16 ธันวาคม

นายบวรศักดิ์ ยังได้อธิบายถึงแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลรักษาการ โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลยังมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศ ยกเว้น 2 ข้อห้ามสำคัญ คือ ห้ามทำโครงการใหม่ที่ผูกพัน ครม. ชุดใหม่ และห้ามนำทรัพยากรของรัฐไปใช้เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง

ประเด็นสำคัญที่ต้องหารือกับ กกต. เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

นอกจากข้อห้ามข้างต้น รัฐบาลรักษาการยังมีเรื่องที่ต้องหารือกับ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ได้แก่

  • โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2: จะสามารถอนุมัติให้ดำเนินการได้หรือไม่ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • การประชุม ครม. สัญจรที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา: สามารถจัดได้หรือไม่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของหาดใหญ่
  • การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ: ต้องขออนุมัติจาก กกต.
  • การใช้งบประมาณ งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น: ต้องขออนุมัติจาก กกต.

ทั้งนี้ รัฐบาลจะนัดประชุมกับ กกต. ในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือถึงเรื่องการเลือกตั้งและการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การจัดทำคำถามประชามติ

นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการจัดทำคำถามประชามติ ซึ่งจะมี 2 ข้อ คือ

  1. คำถามว่าเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  2. ครม. สามารถถามเองได้ว่าเห็นชอบหรือยกเลิก MOU ปีไหน หรือไม่

นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวว่าการกำหนดวันเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องเป็น 60 วันเป๊ะ หากมีความจำเป็นด้วยเหตุผลเรื่องงบประมาณ ครม. สามารถกำหนดวันใหม่ได้

สรุปอำนาจรัฐบาลรักษาการกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

โดยสรุปแล้ว รัฐบาลรักษาการยังมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศ แต่มีข้อจำกัดบางประการที่ต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม การหารือกับ กกต. ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้รัฐบาลและ กกต. สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งที่เรียบร้อย

การเมืองไทยในขณะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนของเราได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เว้นอนุมัติโครงการใหม่-แต่งตั้งโยกย้าย นัด กกต. 15 ธ.ค. ถกเลือกตั้ง

อนุทิน โผล่คอมเมนต์ จี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ”

นายกฯ อนุทิน เล่นเฟซบุ๊กกลางดึก โผล่คอมเมนต์ใต้โพสต์พรรคประชาชนสั้นๆ “ตามนั้นครับ” หลังออกแถลงการณ์ถึงรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่เรียกร้องให้ยุบสภา

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 00.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ของพรรคประชาชนว่า “ตามนั้นครับ” ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก

หลังจากที่พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ต่อรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่าด้วยการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการยุบสภา ที่ระบุว่า

สืบเนื่องจากการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 ในวันนี้ มีสาระประการสำคัญที่สมาชิกรัฐสภามีความเห็นแตกต่างกัน ได้แก่ การต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ซึ่งเท่ากับเป็นการให้อำนาจ สว. ควบคุมเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ในชั้นกรรมาธิการ พรรคภูมิใจไทยเห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 แต่ในวันนี้กลับโหวตเห็นชอบให้คงอำนาจ สว. ไว้ ซึ่งส่งผลให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการอยู่นี้ไม่สามารถนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนต้องการได้อย่างแท้จริง

ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนได้พยายามประคับประคองและประนีประนอมกับหลายฝ่าย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนภายใต้ข้อจำกัดทางการเมืองปัจจุบัน

แต่การแปรญัตติให้ สว. มีอำนาจคุมเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันนี้ ถือเป็นสาระสำคัญที่ขัดขวางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนในอนาคตอย่างที่ไม่สามารถจะยอมรับได้

ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชนจึงขอให้นายกรัฐมนตรียุบสภาเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน และพรรคภูมิใจไทยควรดำเนินภารกิจสุดท้ายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ คือให้รัฐบาลรักษาการมีมติ ครม. ภายในวันอังคารที่ 16 ธันวาคม เพื่อกำหนดวันออกเสียงประชามติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่คำถามที่ 1 เป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

แล้วพบกันที่คูหาเลือกตั้ง

อนุทิน โผล่คอมเมนต์ จี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและบทบาทของ สว. ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การที่นายอนุทินออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล หรือความเป็นไปได้ในการยุบสภา

ปฏิกิริยาต่อคอมเมนต์ “ตามนั้นครับ” ของอนุทิน

หลังจากที่นายอนุทินแสดงความคิดเห็นดังกล่าว ได้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อโพสต์ดังกล่าว ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บ้างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม และบ้างก็ตั้งข้อสังเกตถึงนัยยะทางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างผิดแปลกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองไทย และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคตได้

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้มีความผันผวนเป็นอย่างมาก การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ และท่าทีของบุคคลสำคัญทางการเมือง ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจถึงทิศทางและความเป็นไปของประเทศ

การที่พรรคประชาชนออกมาเรียกร้องให้ยุบสภา และนายอนุทินตอบกลับด้วยคำว่า “ตามนั้นครับ” สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นภายในรัฐบาลผสม และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น การยุบสภาอาจเป็นทางออกหนึ่งในการคลี่คลายสถานการณ์ แต่ก็อาจนำไปสู่ความวุ่นวายและความไม่แน่นอนที่มากขึ้นเช่นกัน อนาคตทางการเมืองไทยจึงยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม การที่อนุทิน โผล่คอมเมนต์ จี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ” นั้น อาจเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างทางการเมืองก็เป็นได้

ที่มา – “อนุทิน” โผล่ คอมเมนต์แถลงการณ์พรรคประชาชนจี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ”

Scroll to top