หลอกลงทุน

ศาลไม่ให้ประกันตัว ส่ง “มัลลิกา” เข้าเรือนจำ ชี้อัตราโทษสูง หวั่นหลบหนี

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวในแวดวงคดีฉ้อโกงประชาชนที่กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่ ศาลไม่ให้ประกันตัว ส่ง “มัลลิกา” เข้าเรือนจำ ชี้อัตราโทษสูง หวั่นหลบหนี หลังจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจาก DSI ได้นำตัวผู้บริหารของ QRS Global เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของกฎหมายในคดีแชร์ลูกโซ่หรือการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง

ศาลไม่ให้ประกันตัว ส่ง “มัลลิกา” เข้าเรือนจำ ชี้อัตราโทษสูง หวั่นหลบหนี

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อนางสาวมัลลิกา ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท คิวอาร์เอส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ถูกฝากขังในคดีหลอกลวงประชาชนให้ร่วมลงทุนเทรดเงินตราต่างประเทศ หรือที่เรียกกันติดปากในชื่อคดี Forex แม้เจ้าตัวจะออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ศาลอาญาก็ได้พิจารณาเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง เป็นการกระทำผิดแบบมีขบวนการและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

ทำไมศาลจึงเมินคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว?

การตัดสินใจที่ ศาลไม่ให้ประกันตัว ส่ง “มัลลิกา” เข้าเรือนจำ ชี้อัตราโทษสูง หวั่นหลบหนี ตอกย้ำให้เห็นถึงหลักเกณฑ์ที่เคร่งครัดในการพิจารณาคดีที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก โดยปัจจัยที่ศาลมองว่าสำคัญมีดังนี้:

  • อัตราโทษที่สูง: ความผิดในลักษณะฉ้อโกงประชาชนมีบทลงโทษจำคุกที่ยาวนาน ทำให้ความเสี่ยงที่จะหลบหนีเพิ่มมากขึ้น
  • ความเสียหายในวงกว้าง: ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการเงินของประชาชนจำนวนมาก
  • เกรงว่าจะยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน: การปล่อยตัวชั่วคราวอาจเปิดช่องให้มีการทำลายหรือข่มขู่พยาน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงได้นำตัวผู้ต้องหาไปควบคุมที่ทัณฑสถานหญิงกลางในทันที เพื่อรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งเหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนเตือนภัยสำหรับผู้ที่กำลังมองหาช่องทางการลงทุนที่ดูเกินจริง หรือโปรเจกต์ที่อ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการศาล การชี้แจงความบริสุทธิ์ต้องเป็นไปตามหลักฐานทางกฎหมายเท่านั้น

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าความยุติธรรมกำลังทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องนักลงทุนจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ หากคุณกำลังศึกษาเรื่องการลงทุน อย่าลืมตรวจสอบใบอนุญาตและข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงเงิน เพราะในโลกการเงินไม่มีคำว่า “รวยเร็วโดยไม่มีความเสี่ยง” จริงๆ

ที่มา – ศาลไม่ให้ประกันตัว ส่ง “มัลลิกา” เข้าเรือนจำ ชี้อัตราโทษสูง หวั่นหลบหนี

DSI คุมตัว มัลลิกา ฝากขัง เจ้าตัวเบี่ยงหน้าไม่ตอบคำถามสื่อ

DSI คุมตัว มัลลิกา ฝากขัง เจ้าตัวเบี่ยงหน้าไม่ตอบคำถามสื่อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการลงทุน เมื่อล่าสุดทางเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ดำเนินการ DSI คุมตัว มัลลิกา ฝากขัง เจ้าตัวเบี่ยงหน้าไม่ตอบคำถามสื่อ ซึ่งเป็นผู้บริหารของ QRS โบรกเกอร์ที่กำลังถูกตั้งข้อสงสัยในคดีหลอกลวงประชาชนลงทุนเทรด Forex โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการสอบปากคำผู้ต้องหาจนเสร็จสิ้น และเตรียมส่งตัวไปยังศาลอาญารัชดาภิเษกเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

รายละเอียดการควบคุมตัวและการสอบปากคำ

สำหรับกรณีของ น.ส.มัลลิกา มากสลุด ผู้บริหารบริษัท คิวอาร์เอส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังการดำเนินงานของ QRS Global ในประเทศไทยนั้น ได้ถูกฝ่ายสืบสวนและคณะพนักงานสอบสวนเข้าควบคุมตัว โดยในระหว่างที่เจ้าหน้าที่คุมตัวออกจากอาคาร สื่อมวลชนได้พยายามสอบถามถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องการกล่าวหาว่ามีการปลอมแปลงกราฟ หรือการมีพฤติกรรมหน่วงเวลาคำสั่งซื้อขาย แต่ผู้ต้องหากลับเลือกที่จะก้มหน้าและเบี่ยงสายตาไปทางอื่น โดยไม่ให้ถ้อยคำใดๆ ออกมา

จากการรายงานของเจ้าหน้าที่พบข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับรูปแบบพฤติการณ์ของ QRS ดังนี้:

  • การการันตีผลตอบแทนสูง: มักมีการชักชวนให้ลงทุนโดยอ้างผลตอบแทน 20-30% ภายใน 7 วัน
  • ปัญหาการถอนเงิน: เมื่อผู้ลงทุนต้องการถอนเงิน มักจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษีเพิ่มเติม หรืออ้างระบบขัดข้อง
  • การปั่นกราฟ: พบว่ามีการควบคุมราคาภายในแอปพลิเคชันให้ไม่ตรงกับตลาดโลก
  • รูปแบบเครือข่าย: มีการชวนผู้เสียหายมาเป็น IB เพื่อขยายฐานผู้ลงทุนรายใหม่

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันทางผู้ถูกกล่าวหายังคงยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอรวบรวมเอกสารเพื่อชี้แจงต่อศาลในภายหลัง ขณะที่การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ DSI ยังคงเป็นไปอย่างเข้มงวดเพื่อหาหลักฐานมามัดตัวผู้กระทำผิดและคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนในครั้งนี้

ข้อควรระวังในการลงทุนออนไลน์

เหตุการณ์ DSI คุมตัว มัลลิกา ฝากขัง เจ้าตัวเบี่ยงหน้าไม่ตอบคำถามสื่อ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผู้ที่สนใจการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ Forex ควรตรวจสอบที่มาของโบรกเกอร์ให้ชัดเจนว่ามีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ อย่าหลงเชื่อคำสัญญาเรื่องผลตอบแทนที่สูงเกินจริง เพราะนั่นคือหนึ่งในสัญญาณเตือนของมิจฉาชีพ การลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นเราควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจวางเงินลงทุนทุกครั้งครับ

ที่มา – DSI คุมตัว “มัลลิกา” ฝากขัง เจ้าตัวเบี่ยงหน้า ไม่ตอบคำถามสื่อ

ศาลไม่ให้ประกัน โค้ชเจมส์ ชี้มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารในแวดวงเศรษฐกิจและการลงทุนคงผ่านตากับกรณีคดี Forex ที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม โดยมีรายงานข่าวเกี่ยวกับ ศาลไม่ให้ประกัน โค้ชเจมส์ ชี้มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี ทำให้ผู้ต้องหาถูกส่งตัวเข้าเรือนจำทันที ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญสำหรับนักลงทุนทุกคนครับ

เจาะลึกทำไม ศาลไม่ให้ประกัน โค้ชเจมส์ ชี้มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้คุมตัวนายธีรพงษ์ คงแก้ว หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โค้ชเจมส์” อายุ 30 ปี ไปยังศาลอาญาเพื่อฝากขังผลัดแรกในคดีฉ้อโกงประชาชนและฟอกเงิน โดยพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัวอย่างเข้มงวด เนื่องจากคดีดังกล่าวมีมูลค่าความเสียหายที่สูงมากและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

รายละเอียดคำสั่ง ศาลไม่ให้ประกัน โค้ชเจมส์ ชี้มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี

หลังจากที่ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ทางศาลอาญาได้พิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีอย่างละเอียด โดยระบุเหตุผลสำคัญในการไม่อนุญาตให้ประกันตัวดังนี้:

  • พฤติการณ์การกระทำความผิดเป็นกระบวนการ มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน
  • มูลค่าความเสียหายมหาศาล ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
  • มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าหากปล่อยตัวไป ผู้ต้องหาอาจหลบหนีเนื่องจากโทษคดีนี้ค่อนข้างสูง

จากคำสั่งดังกล่าว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงได้นำตัว “โค้ชเจมส์” ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรอการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีความเข้มงวดอย่างมากกับคดีฉ้อโกงลักษณะนี้

บทเรียนสำหรับนักลงทุน: เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนให้เราทุกคนต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน การนำเสนอผลตอบแทนที่สูงเกินจริงหรือการการันตีรายได้ที่ไม่มีที่มาที่ไปที่ตรวจสอบได้มักจะแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่น่ากลัว การตรวจสอบใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นด่านแรกที่จะช่วยปกป้องทรัพย์สินของคุณ อย่าหลงเชื่อเพียงเพราะเห็นชื่อ “โค้ช” หรือโปรไฟล์ที่ดูน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียวครับ

ที่มา – ศาลไม่ให้ประกัน “โค้ชเจมส์” ชี้มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี ส่งตัวเข้าเรือนจำ

เจาะลึก แถลงคดี Forex เถื่อน ยึดทรัพย์มหาศาล พบเส้นเงินโยง ภาวุธ-ฟิล์ม

เจาะลึก แถลงคดี Forex เถื่อน ยึดทรัพย์มหาศาล พบเส้นเงินโยง ภาวุธ-ฟิล์ม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อ เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าครั้งสำคัญผ่านการ แถลงคดี Forex เถื่อน ยึดทรัพย์มหาศาล พบเส้นเงินโยง “ภาวุธ-ฟิล์ม” ย้ำยังไม่ใช่ผู้ต้องหา โดยปฏิบัติการกวาดล้างครั้งนี้ถือเป็นการทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ระดับประเทศที่มีความเสียหายมูลค่ามหาศาล กระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เบื้องหลังการเปิดโปงขบวนการ Forex เถื่อน

จากการสืบสวนเชิงลึกกว่า 6 เดือน เจ้าหน้าที่พบว่าเครือข่ายนี้ทำงานอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งโครงสร้างออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ กลุ่มโบรกเกอร์เถื่อนที่ใช้ชื่ออ้างอิงความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศ กลุ่มนายหน้าหรือ IB ที่คอยสร้างภาพลักษณ์ความรวยผ่านโซเชียล และกลุ่ม Payment Gateway ที่ทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงเงินจากการหลอกลวงไปฟอกผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล การ แถลงคดี Forex เถื่อน ยึดทรัพย์มหาศาล พบเส้นเงินโยง “ภาวุธ-ฟิล์ม” ย้ำยังไม่ใช่ผู้ต้องหา ทำให้สังคมต่างจับตามอง เนื่องจากมีการตรวจพบเส้นทางการเงินไหลเข้าบัญชีของบุคคลมีชื่อเสียงจำนวนมากในคราวเดียว

รายละเอียดที่น่าสนใจจากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. พรรคประชาชน จำนวนหลายครั้ง รวมมูลค่ากว่า 28 ล้านบาท ขณะที่นักแสดงหนุ่ม ฟิล์ม รัฐภูมิ ก็มีรายชื่อปรากฏในฐานะผู้ให้คำปรึกษาแก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มโบรกเกอร์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทั้งสองยังคงเป็นเพียงผู้ที่ถูกตรวจสอบและยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา โดยทาง DSI พร้อมเปิดพื้นที่ให้ชี้แจงเพื่อความเป็นธรรม

  • ของกลางที่ยึดได้: รถยนต์หรู, ทองคำน้ำหนักมหาศาล, เงินสด และอุปกรณ์เทคโนโลยีมูลค่ารวมหลายร้อยล้านบาท
  • สถานะคดี: กำลังอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มมิจฉาชีพที่แท้จริง
  • คำเตือนจากเจ้าหน้าที่: ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นหรือค่าเงินที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง

ท้ายที่สุด การดำเนินการ แถลงคดี Forex เถื่อน ยึดทรัพย์มหาศาล พบเส้นเงินโยง “ภาวุธ-ฟิล์ม” ย้ำยังไม่ใช่ผู้ต้องหา ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่สำหรับนักลงทุนออนไลน์ เพราะโลกของการลงทุนในยุคดิจิทัลเต็มไปด้วยกับดักที่แยบยล หากคุณกำลังเล็งจะลงทุนในแพลตฟอร์มใดๆ ควรเช็คใบอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐให้ชัดเจนก่อนจะโอนเงิน เพราะหากสูญเสียไปแล้ว การตามคืนนั้นทำได้ยากยิ่งและต้องใช้เวลานานมากครับ

ที่มา – แถลงคดี Forex เถื่อน ยึดทรัพย์มหาศาล พบเส้นเงินโยง “ภาวุธ-ฟิล์ม” ย้ำยังไม่ใช่ผู้ต้องหา

“ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อชื่อของ “ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex” หลังจากมีกระแสข่าวหนาหูเกี่ยวกับรายชื่อบุคคลและนักการเมืองที่มีส่วนพัวพันกับธุรกิจสีเทา ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองจากสังคมอย่างมากในขณะนี้

“ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อกระทรวงยุติธรรมและ DSI เตรียมเปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการ Forex ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ โดยมีกระแสในโลกออนไลน์พุ่งเป้ามาที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทำให้เจ้าตัวต้องออกมาเคลื่อนไหวทันทีเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเองและพรรคต้นสังกัด

เปิดใจ “ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex”

ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนและในรายการข่าวชื่อดัง นายภาวุธได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับขบวนการแชร์ลูกโซ่ดังกล่าว โดยระบุว่า:

  • ขอให้รอหมายเรียกหรือหลักฐานที่ชัดเจน หากมีการกล่าวอ้างว่าเป็นตนจริง
  • ยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจประเภท Forex มาก่อน
  • ขอรอดูรายละเอียดการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐก่อนที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม

หลายฝ่ายมองว่าการที่ “ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex” ในครั้งนี้ อาจเป็นกลเกมทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตฝ่ายค้าน เนื่องจากที่ผ่านมานายภาวุธมีบทบาทโดดเด่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลมาโดยตลอด โดยเฉพาะในประเด็นโครงการ TH-AI Passport และการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในสภาฯ

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ รอฟังผลการตรวจสอบจาก DSI อย่างเป็นทางการแทนการปักใจเชื่อกระแสข่าวลือ เพราะในโลกการเมืองที่ดุเดือด ข้อมูลที่ถูกต้องและมีหลักฐานรองรับเท่านั้นที่จะเป็นบทสรุปของเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดครับ

ที่มา – “ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex”

สร้างข่าวปลอม ไทยรัฐออนไลน์ ใช้ AI หลอกลงทุน

ในยุคที่เทคโนโลยี AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว มิจฉาชีพก็ใช้ประโยชน์จากมันในการสร้างข่าวปลอม ไทยรัฐออนไลน์ ใช้ AI หลอกลงทุน เพื่อหลอกลวงประชาชนให้ตกเป็นเหยื่อการฉ้อโกง สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีการแชร์ภาพและข้อความปลอมที่แสร้งทำเป็นข่าวจากเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ ซึ่งเป็นสื่อชื่อดังของไทย

สร้างข่าวปลอม เป็น “ไทยรัฐออนไลน์” ใช้ AI ทำภาพคนดัง หลอกลวงลงทุน

วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 (แก้ปีจาก original 2569 คงพิมพ์ผิด) ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีการแพร่กระจายภาพที่สร้างด้วย AI โดยดัดแปลงหน้าเว็บไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th ให้ดูเหมือนเผยแพร่ข่าวจริง ข่าวปลอมเหล่านี้มีภาพนักการเมืองชื่อดังและนักธุรกิจยักษ์ใหญ่ พร้อมเนื้อหาที่ชักชวนให้ลงทุนในโครงการที่น่าสงสัย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกให้คนคลิกเข้าไป

ทีมข่าวไทยรัฐยืนยันว่าเนื้อหาเหล่านี้ไม่ใช่ของไทยรัฐ แต่ถูกกลุ่มคนไม่หวังดีนำไปดัดแปลงและโพสต์ในโซเชียลมีเดีย จนเกิดการแชร์จำนวนมากและมีคอมเมนต์ไม่เหมาะสมตามมา ไทยรัฐจะแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายทันที

วิธีการที่มิจฉาชีพใช้ AI สร้างข่าวปลอม

AI อย่าง Midjourney หรือ Stable Diffusion สามารถสร้างภาพสมจริงของบุคคลดังได้ง่ายๆ เพียงใส่คำสั่ง จากนั้นนำภาพไปแปะบนเทมเพลตเว็บข่าวปลอม ทำให้ดูน่าเชื่อถือ ผู้เสียหายมักถูกนำไปสู่ลิงก์หลอกลงทุนในเหรียญคริปโตหรือหุ้นปลอม

  • ใช้ AI สร้างภาพนักการเมืองและ CEO ชื่อดัง
  • ดัดแปลงโลโก้และเลย์เอาท์เว็บไทยรัฐ
  • เนื้อหาชวนเชื่อเรื่องผลตอบแทนสูงผิดปกติ
  • ลิงก์ไปยังเว็บไซต์หลอกลวงเพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว

อันตรายจากการหลอกลวงลงทุนด้วยข่าวปลอม

ผู้ที่หลงเชื่ออาจสูญเงินล้านบาท ถูกขโมยข้อมูลบัตรเครดิต หรือตกเป็นเหยื่อฟิชชิ่ง นอกจากนี้ยังทำให้สังคมแตกแยกเพราะข่าวเท็จเกี่ยวกับนักการเมือง ไทยรัฐเตือนให้ประชาชนตรวจสอบแหล่งข่าวเสมอ

ไทยรัฐดำเนินการอย่างไรกับข่าวปลอมนี้

ไทยรัฐออนไลน์จะร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อติดตาม IP และบัญชีผู้โพสต์ หากมีพัฒนาการจะอัปเดตให้ทราบทันที นี่เป็นตัวอย่างของการต่อสู้กับ fake news ในยุคดิจิทัล

วิธีป้องกันตัวเองจากข่าวปลอมที่ใช้ AI

เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อสร้างข่าวปลอม ไทยรัฐออนไลน์ ใช้ AI หลอกลงทุน ให้ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้:

  • ตรวจสอบ URL: ต้องเป็น thairath.co.th จริงๆ ไม่ใช่ .com หรือ .net
  • ค้นหาข่าวต้นฉบับ: พิมพ์หัวข้อในกูเกิลดูว่ามีในเว็บจริงไหม
  • ดูภาพด้วย Google Reverse Image: ตรวจสอบว่าภาพถูกสร้างด้วย AI หรือไม่
  • อย่าคลิกลิงก์ชวนลงทุน: โดยเฉพาะที่สัญญาผลตอบแทนสูงเกินจริง
  • แจ้งเบาะแส: รายงานโพสต์ปลอมให้แพลตฟอร์มลบ

นอกจากนี้ แนะนำให้ติดตั้งส่วนขยายตรวจจับ AI-generated content ในเบราว์เซอร์ การศึกษาเกี่ยวกับ deepfake ก็ช่วยได้มาก ในยุคที่ AI เข้าถึงทุกคน ความระมัดระวังคือกุญแจสำคัญ

สรุปแล้ว การสร้างข่าวปลอม ไทยรัฐออนไลน์ ใช้ AI หลอกลงทุน เป็นภัยร้ายที่กำลังระบาด ทุกคนควรตื่นตัวและแชร์ข้อมูลจริงเพื่อต่อต้าน fake news หากคุณเจอข่าวน่าสงสัย คอมเมนต์บอกเราด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ กันเถอะ!

ที่มา – สร้างข่าวปลอม เป็น “ไทยรัฐออนไลน์” ใช้ AI ทำภาพคนดัง หลอกลวงลงทุน

รวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลงทุน 8.6 ล้าน

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวอาชญากรรม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้สำเร็จ หลังจากก่อเหตหลอกลวงประชาชนให้สูญเงินสูงถึง 8.6 ล้านบาท เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนระวังภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ที่แสบสันมากขึ้นทุกวัน

รวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ภ.6 นำโดย พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ถาบุญชู ผู้กำกับการสืบสวน 2 บก.สส.ภ.6 ได้บุกจับกุมตัวนายนพรัตน์ อายุ 23 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสวรรคโลก ที่ จ.37/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ในข้อหากระทำผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ”

การจับกุมครั้งนี้มาจากคำสั่งของ พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ที่มอบหมายให้ทีมสืบสวนเร่งคลี่คลายคดี หลังจากผู้เสียหายแจ้งความที่ สภ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

เหยื่อสูญเงินกว่า 8.6 ล้านหลังรวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผู้เสียหายรายนี้ถูกคนร้ายแสร้งเป็น “นายอำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่” โทรชักชวนให้ลงทุนเพื่อหารายได้พิเศษ โดยอ้างว่าโอนเงินเข้าแอปเพื่อส่งเสริมสินค้าให้ร้านค้า แล้วจะได้ผลตอบแทนก้อนโต ผู้เสียหายหลงเชื่อ โอนเงินไปกว่า 90 ครั้งเพื่อ “ปลดล็อกรายการถอนเงิน” แต่คนร้ายยังหลอกให้โอนค่าภาษี ค่าธรรมเนียมทำธุรกรรมเพิ่มอีกหลายครั้ง

เหตุการณ์เริ่มมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 จนถึง 25 มกราคม 2569 รวมระยะเวลาเกือบ 2 ปี โอนเงินทั้งหมด 187 ครั้ง มูลค่ารวม 8,605,788.86 บาท ต่อมาคนร้ายยังพยายามหลอกโอนเพิ่ม แต่ผู้เสียหายไปปรึกษาลูกชาย จึงรู้ตัวว่าถูกหลอก จึงรีบแจ้งความ

ทีมสืบสวนนำโดย พ.ต.ท.อลงกต ทับชม รองผู้กำกับการสืบสวน 2 สืบสวนขยายผล จนออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาได้

ประวัติผู้ต้องหาและวิธีการหลอกลวง

จากการสอบสวน นายนพรัตน์สารภาพว่า ต้นปี 2567 เคยทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตึก 25 ชั้นในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา หน้าที่เป็นแอดมินโทรหลอกเหยื่อ ได้ค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท เงินโอนเข้าบัญชีแก๊ง

ต่อมาได้รับมอบโทรศัพท์เครื่องที่ใช้หลอกเหยื่อรายนี้ จึงโทรต่อเนื่อง ช่วงเดือนมกราคม 2568 นายจ้างบ่ายเบี่ยงเงินเดือน เขาจึงตัดสินใจแยกตัว ใช้นำบัญชีธนาคารตัวเองรับเงินแทน หนีกลับไทยพร้อมโทรศัพท์เครื่องนั้น หลอกเหยื่อต่ออีกนับปี จนต้นปี 2569 รู้ว่าเหยื่อเริ่มสงสัย จึงลบข้อมูล ล้างเครื่อง ส่งให้คนอื่นใช้ บัญชีถูกอายัด เงินที่ได้นำไปใช้หมดสิ้น

  • ขั้นตอนการหลอกลวง: แสร้งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ชวนลงทุนแอปส่งสินค้า
  • ให้โอนเงินเริ่มต้น สัญญาผลตอบแทนสูง
  • หลอกปลดล็อกถอนเงิน เรียกค่าธรรมเนียมเพิ่มเรื่อยๆ
  • ยืดเยื้อนาน เกือบ 2 ปี จนเหยื่อสูญเงินล้าน

กรณีรวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ แสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพบางรายแยกตัวจากแก๊งใหญ่มาทำคนเดียว แต่ยังใช้เทคนิคเดิมๆ ที่แสบสันไม่เปลี่ยน

วิธีป้องกันตัวเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ในยุคดิจิทัลนี้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นภัยร้ายที่ไม่มีวันหมด ทุกปีมีผู้เสียหายนับหมื่นราย สูญเงินหลายพันล้าน วิธีป้องกันง่ายๆ คือ

  • อย่าเชื่อการโทรจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือชวนลงทุน
  • ตรวจสอบข้อมูลก่อนโอนเงิน ใช้เว็บไซต์ราชการอย่าง thaipol.or.th
  • ไม่โอนเงินให้รายการที่สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติ
  • แจ้งเบาะแสได้ที่ 1155 สายด่วนตำรวจ หรือแอปตำรวจประชาชน

จากสถิติปี 2568 พบว่าคดีคอลเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น 30% โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและคนที่อยากรวยทางลัด

เรื่องนี้เป็นบทเรียนราคาแพง หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอการโทรชวนลงทุนแบบนี้ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที การตื่นตัวของสังคมจะช่วยลดอาชญากรรมเหล่านี้ได้

คำแนะนำสุดท้าย: การลงทุนที่แท้จริงต้องมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ อย่าให้ความโลภมาทำลายอนาคต ตรวจสอบเสมอและปกป้องเงินในกระเป๋าของคุณ!

ที่มา – รวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลฯ หัวหมอรับงานเอง โทรหลอกเหยื่อที่เคยคุยลงทุน สูญเงิน 8.6 ล้าน

ตำรวจไซเบอร์ เผยสถิติคดีหลอกทำงาน ภารกิจออนไลน์ พุ่งแซงหลอกลงทุน

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกันผ่านออนไลน์ ตำรวจไซเบอร์ เผยสถิติคดีหลอกทำงาน ภารกิจออนไลน์ พุ่งแซงหลอกลงทุน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนต้องรู้! จากข้อมูลล่าสุดของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พบว่าคดีหลอกลวงให้ทำภารกิจออนไลน์ เช่น กดไลค์ กดแชร์ หรือภารกิจง่ายๆ อื่นๆ พุ่งสูงสุด แซงหน้าคดีหลอกลงทุนที่เคยครองอันดับหนึ่งมานาน สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพปรับกลยุทธ์ใหม่ มุ่งเป้าไปที่คนอยากหาเงินง่ายๆ ทางออนไลน์

ตำรวจไซเบอร์ เผยสถิติคดีหลอกทำงาน ภารกิจออนไลน์ พุ่งแซงหลอกลงทุน

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 ว่าสถิติคดีในเดือนมกราคมที่ผ่านมา คดีหลอกทำงานออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะการชักชวนทำภารกิจเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนจะได้เงินจริง แต่สุดท้ายกลายเป็นกับดักสูญเงินและข้อมูลส่วนตัว ที่ผ่านมา คดีหลอกลงทุนอย่างแชร์ลูกโซ่หรือเทรดเหรียญคริปโตสร้างความเสียหายมหาศาล แต่ตอนนี้รูปแบบใหม่นี้มาแรงกว่า

ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center) ได้มอนิเตอร์ข้อมูลธุรกรรม พบว่ามีการใช้สคริปต์สนทนาที่คล้ายคลึงกันในหลายคดี แสดงถึงขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติที่ทำงานเป็นทีมใหญ่ โดยเริ่มจากโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ซึ่ง Meta ได้ร่วมมือกับตำรวจไทยในการตรวจสอบและปิดบัญชีต้องสงสัย รวมถึง Instagram และแพลตฟอร์มอื่นๆ

ระวังนัดพบชายแดน! พฤติกรรมหลอกลวงรูปแบบใหม่

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เตือนเพิ่มเติมว่ามิจฉาชีพชอบนัดผู้เสียหายไปพื้นที่ชายแดน เช่น สระแก้ว จันทบุรี ที่ติดกัมพูชา เพื่อหลอกพาไปทำงานสแกมเมอร์ข้ามแดน บางรายถูกหลอกสแกนใบหน้า เปิดบัญชีธนาคาร หรือรับเงินโอน แม้แต่เปิดห้องพักโรงแรมชายแดนมาทำกิจกรรมเหล่านี้แทน

ตำรวจได้ตั้งจุดตรวจสกัด ประสานงานกับตำรวจภูธร ตม. ตชด. และกองทัพ รวมถึงขอความร่วมมือโรงแรม รีสอร์ต ถ้าพบกลุ่มคนเช่าห้องพร้อมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวนมาก หรือชาวต่างชาตินำเงินสดมาแลกเยอะๆ ให้แจ้งตำรวจทันที เพราะอาจเป็นขบวนการฟอกเงิน

วิธีป้องกันตัวเองจากคดีหลอกทำงานออนไลน์

  • อย่าหลงเชื่องานง่ายๆ ได้เงินเร็ว: ถ้างานออนไลน์สัญญาเงินดีเกินจริง โดยเฉพาะภารกิจกดไลค์แชร์ มักเป็นหลอกลวง
  • ตรวจสอบก่อนนัดพบ: โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน อย่าไปคนเดียว รายงานคนใกล้ชิด
  • แจ้งเบาะแสทันที: โทรสายด่วน 1441 หรือแจ้งกองทุนยุติธรรม หากสงสัยถูกหลอก
  • ระวังแลกเงิน: ร้านแลกเงินต้องตรวจสอบลูกค้าที่เอาเงินสดจำนวนมากมาแลก โดยเฉพาะต่างชาติ

นอกจากนี้ ตำรวจยังเร่งปิดเว็บพนันออนไลน์ โดยประสานดีอี ขอศาลสั่งปิด และร่วมมือแพลตฟอร์มต่างชาติ สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมไซเบอร์พัฒนาเร็วมาก ประชาชนต้องตื่นตัว

สุดท้าย ขอให้ทุกท่านแชร์ข้อมูลนี้เพื่อปกป้องครอบครัวและเพื่อนฝูง หากมีประสบการณ์ถูกหลอก แจ้งตำรวจไซเบอร์ทันทีเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น!

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์ เผยสถิติคดีหลอกทำงาน ภารกิจออนไลน์ พุ่งแซงหลอกลงทุน

ออกหมายจับ “เบน สมิธ-ภรรยา” ตุ๋นลงทุนสูญพันล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนักลงทุนและคนที่สนใจข่าวอาชญากรรมทางการเงิน วันนี้เรามีเรื่องร้อนที่กำลังเป็นกระแสเดือดในโซเชียล นั่นคือ ออกหมายจับ “เบน สมิธ-ภรรยา” ตุ๋นนักธุรกิจลงทุนข้ามชาติ สูญเงินกว่าพันล้าน บาทเลยทีเดียว! คดีนี้เกิดขึ้นจากฝีมือของนายเบน สมิธ ชาวต่างชาติวัย 47 ปี และภรรยาสาวนามนางสาวแคทรียา บีเวอร์ วัย 40 ปี ที่ร่วมกันหลอกลวงนักธุรกิจต่างชาติให้ลงทุนในโครงการต่างๆ จนสูญหายไปกว่า 1,000 ล้านบาท ตำรวจสอบสวนกลางหรือ ผบช.ก. ไม่ยอมปล่อยให้ลอยนวล ออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงและสมคบฟอกเงินเรียบร้อยแล้ว

ออกหมายจับ “เบน สมิธ-ภรรยา” ตุ๋นนักธุรกิจลงทุนข้ามชาติ สูญเงินกว่าพันล้าน

เรื่องราวเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2559 เมื่อนายเบน สมิธ เข้ามาตีสนิทกับกลุ่มนักธุรกิจต่างชาติที่อยากขยายการลงทุนในไทย โดยอ้างตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดหุ้นไทย คอยให้คำปรึกษาแบบมืออาชีพ ก่อนจะชักจูงให้ลงทุนจริงในหุ้นบริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างความไว้วางใจ พอเหยื่อเริ่มเชื่อใจ ก็เริ่มกลอุบายใหญ่หลวง!

พวกเขาหลอกให้ลงทุนหุ้นเพซ (PES) เป็นเงิน 700 ล้านบาท โดยให้เจ้าของบริษัทเพซทำสัญญากู้ยืมและออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทนสูงถึง 7-11% กว่า 762 ล้านบาท แถมยังกำหนดให้นางแคทรียาเป็นผู้บริหารกองทุนนี้ ระยะเวลา 1 ปีเต็ม แต่สุดท้ายก็เงียบหาย ไม่มีผลตอบแทนตามสัญญา ไม่พอยังชวนซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวราคา 255 ล้านบาท เพื่อปล่อยเช่า ลงทุนพลังงานไฟฟ้ากับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยอีก 126 ล้านบาท อ้างว่าร่วมกับนักลงทุนไทย

กลอุบายต่อเนื่องจนสูญเงินมหาศาล

  • หุ้นเพซ: 700 ล้านบาท พร้อมเช็คค้ำประกัน 762 ล้านบาท
  • เครื่องบินเจ็ท: 255 ล้านบาท สำหรับธุรกิจเช่า
  • พลังงานไฟฟ้า: 126 ล้านบาท ร่วมกับโครงการรัฐ
  • คอนโดมิเนียม: ค่ามัดจำ 7 ห้องและบิวท์อิน 144 ล้านบาท อ้างขายได้แล้วคืนเงินพร้อมดอก

พอเหยื่อเริ่มสงสัยเพราะหุ้นเพซไม่เคลื่อนไหวตามที่ตกลง พวกเขาก็เสนอทางออกด้วยการให้จ่ายค่ามัดจำคอนโดหรู 7 ห้อง บวกค่าตกแต่งบิวท์อินอีก 144 ล้านบาท สัญญาว่าขายได้จะคืนเงินพร้อมผลตอบแทนสูงกว่าเดิม ผู้เสียหายหลงเชื่อ จ่ายไป แต่พอถึงปี 2565 ยังไม่ได้รับห้องชุด ติดต่อทวงถามก็โดนบ่ายเบี่ยง สุดท้ายพบว่าห้องทั้งหมดถูกโอนให้คนอื่นไปแล้ว! นี่แหละครับ ออกหมายจับ “เบน สมิธ-ภรรยา” ตุ๋นนักธุรกิจลงทุนข้ามชาติ สูญเงินกว่าพันล้าน จึงเกิดขึ้น

การตรวจค้นและยึดพยานหลักฐาน

หลังรับแจ้งความ ตำรวจเร่งตรวจสอบ พบหลักฐานชัดเจนว่านายเบน ภรรยาและพวกร่วมหลอกหลายครั้ง โดยไม่นำเงินไปลงทุนจริง จึงขอศาลอาญาออกหมายจับทันที พร้อมบุกตรวจค้น 6 จุดในภาคกลาง ยึดพยานหลักฐานสำคัญ 13 รายการ ดังนี้

  • คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 2 เครื่อง
  • สมุดโน้ต 1 เล่ม
  • โน้ตบุ๊กและแลปท็อป 2 เครื่อง
  • แม็คบุ๊ก 1 เครื่อง
  • ไอแพด 2 เครื่อง
  • โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง
  • ฮาร์ดดิสก์ 2 ชิ้น
  • เอกสารงบการเงิน รายรับ-รายจ่ายประจำปี ตราประทับบริษัท และอื่นๆ รวม 6 รายการ

หลักฐานเหล่านี้จะช่วยขยายผลจับกุมคนอื่นๆ ในเครือข่ายได้แน่นอนครับ

บทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนทุกคน

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า การลงทุนในไทย โดยเฉพาะจากคนรู้จักหรือผู้แนะนำที่อ้างความเชี่ยวชาญ ต้องระวังให้มาก อย่าเห็นผลตอบแทนสูงเกินจริงโดยไม่ตรวจสอบเอกสาร สัญญา และผู้บริหารโครงการให้ชัดเจน ควรปรึกษาที่ปรึกษาการเงินที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือหน่วยงานรัฐ และถ้าสงสัยว่าถูกหลอก รีบแจ้งความทันทีเพื่อไม่ให้สายเกินไป

ส่วนตัวผมคิดว่าคดีแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยเพราะนักลงทุนต่างชาติอาจไม่คุ้นเคยกฎหมายไทย แต่นี่คือโอกาสให้เราเตรียมตัวรับมือ ดังนั้น ถ้าคุณเคยเจอประสบการณ์คล้ายๆ กัน หรือมีเคล็ดลับการลงทุนปลอดภัย แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ จะได้ช่วยกันเตือนภัย!

ที่มา – ออกหมายจับ “เบน สมิธ-ภรรยา” ตุ๋นนักธุรกิจลงทุนข้ามชาติ สูญเงินกว่าพันล้าน

Scroll to top