แลนด์บริดจ์

“พิพัฒน์” ย้ำไม่ได้น้อยใจ แลนด์บริดจ์ 90 วัน

ในวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทยช่วงนี้ มีข่าวสำคัญที่หลายคนจับตามอง นั่นคือเรื่องที่พิพัฒน์ ย้ำไม่ได้น้อยใจ แลนด์บริดจ์ 90 วัน โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาพูดถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการให้กระทรวงการคลังตั้งคณะทำงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ภายในระยะเวลา 90 วัน นายพิพัฒน์ยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้รู้สึกน้อยใจแต่อย่างใด และมองว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมเพื่อให้การศึกษาครอบคลุมทุกมิติ

พิพัฒน์ ย้ำไม่ได้น้อยใจ แลนด์บริดจ์ 90 วัน

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge คือแนวคิดการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งอ่าวไทยทั้งสองด้าน คือท่าเรือชุมพร-ระนอง และท่าเรือสงขลา-นครศรีธรรมราช โดยใช้ระบบขนส่งทางบก ทางราง และท่อ เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในการค้าขายกับยุโรปและตะวันออกกลาง

ก่อนหน้านี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เคยศึกษามาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน แต่สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น ค่าผ่านทางช่องแคบมะละกาที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลใหม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้จะดึงหน่วยงานหลายกระทรวงมาร่วม เช่น คลัง คมนาคม พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อวิเคราะห์รอบด้าน

มิติสำคัญที่คณะทำงานจะศึกษาใน 90 วัน

  • ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: คำนวณต้นทุน-ผลประโยชน์ รวม ROI และการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
  • โครงสร้างพื้นฐาน: ระบบราง ถนน ท่อขนส่งน้ำมัน และการพัฒนาหลังท่าเรือ
  • ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA): ประเมินผลกระทบต่อ生态และชุมชน พร้อมแผนบรรเทา
  • เวนคืนที่ดินและชุมชน: ฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช
  • เชื่อมโยงเศรษฐกิจ: บูรณาการกับ EEC ท่าเรือแหลมฉบัง และ Southern Economic Corridor (SEC)

หากผลการศึกษาพบว่าคุ้มค่า รัฐบาลพร้อมผลักดันเข้าครม.ทันที และคาดการณ์ว่าการก่อสร้างอาจเริ่มในปี 2573 นายพิพัฒน์เน้นย้ำว่าพิพัฒน์ ย้ำไม่ได้น้อยใจ แลนด์บริดจ์ 90 วัน เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพื่อข้อมูลที่ทันสมัย ลดข้อกังวลทุกฝ่าย และสร้างประโยชน์ระยะยาวให้ประเทศ

ประโยชน์ของโครงการแลนด์บริดจ์ต่อเศรษฐกิจไทย

โครงการนี้ไม่ใช่แค่สร้างท่าเรือ แต่เป็นการปฏิวัติโลจิสติกส์ไทย ลดเวลาขนส่งสินค้าจากอ่าวไทยสู่มหาสมุทรอินเดียลงเหลือไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะอ้อมสิงคโปร์หลายวัน ประหยัดต้นทุนได้มหาศาล ดึงดูดการลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง เชื่อมโยงกับรถไฟจีน-ลาว และเป็นส่วนหนึ่งของ BCG Economy สร้างงานนับหมื่นตำแหน่งในภาคใต้

แม้จะมีเสียงคัดค้านเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเวนคืนที่ดิน แต่ด้วยการศึกษารอบด้านครั้งนี้ คาดว่าจะคลายกังวลได้ นอกจากนี้ ยังช่วยกระจายความเจริญสู่ภาคใต้ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

พิพัฒน์ ย้ำไม่ได้น้อยใจ แลนด์บริดจ์ 90 วัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดนี้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน หากคุณสนใจโครงการใหญ่ที่อาจเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย ติดตามอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด และแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคิดอย่างไรกับโครงการนี้!

ที่มา – “พิพัฒน์” ย้ำไม่ได้น้อยใจ นายกฯ สั่งคลังศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วัน ชี้หากคุ้มค่าลุยต่อทันที

สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์ โครงการยักษ์ใหญ่ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์หรือ Landbridge คือแผนเชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง คือฝั่งอันดามันที่รันงค์ และฝั่งอ่าวไทยที่ชุมพร ด้วยรถไฟและทางหลวง เพื่อให้สินค้าขนส่งข้ามคอขาดได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา แต่หลายฝ่ายกังวลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ความคุ้มทุน และการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2567 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้กล่าวถึงญัตติค้านโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยื่นเข้าที่ประชุมวุฒิสภา ญัตตินี้ถูกบรรจุวาระแล้ว แต่สว.หลายคนขอเลื่อนไปสัปดาห์หน้า เพื่อให้มีเวลาศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน ไม่ใช่อภิปรายแบบไม่มีฐานข้อมูล นอกจากนี้ ยังยื่นกระทู้ถามนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม แล้ว ซึ่งรอวันถามในสภา สว.เชิญชวนให้รมว.คมนาคมมาชี้แจงในสภาให้ชัดเจน

ข้อกังวลที่ยังคลายไม่ได้

สว.นรเศรษฐ์ชี้ว่า การตั้ง “เอกนิติ” นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นประธานศึกษาความคุ้มค่า ก็ยังไม่คลายความกังวลได้ เพราะโครงการนี้มีผลกระทบมหาศาล แต่กลับไม่อยู่ในนโยบายหาเสียงพรรคหรือคำแถลงนโยบายรัฐบาล ทำไมถึงเป็นวาระแรกที่รัฐบาลเร่งรัด? เป็นเพราะแก้เศรษฐกิจจริง หรือปิดดีลอะไร? นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะออกกฎหมายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ซึ่งคล้าย EEC มาก ภาคตะวันออกเคยเจอปัญหากฎหมายเร่งรัด สิ่งแวดล้อมพัง ทรัพยากรใต้สมบูรณ์ อย่าปล่อยให้เกิดซ้ำ

เหตุผลเรื่องสงครามก็เบาเกิน รัฐบาลยังไม่ชัดเจนว่าแลนด์บริดจ์ตอบโจทย์ใคร เป็นจุดยุทธศาสตร์กระจายสินค้าอย่างไร? ถ้าสงครามมา จะจัดการสมดุลอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ยังไง? การลงพื้นที่ของนายพิพัฒน์ ควรฟังประชาชนจริง ไม่ใช่แค่อธิบายข้อดี

ทำไมต้องประชามติ 2 ระดับ?

สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์ โดยเสนอ 2 ระดับ คือถามคนทั้งประเทศ และคนในพื้นที่โดยตรง เพื่อให้โครงการเดินหน้าด้วยความเห็นชอบจากประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ตัดสินจากบนลงล่าง นี่คือหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะโครงการใหญ่ที่กระทบชีวิตคนนับล้าน

  • ประชามติทั้งประเทศ: เพื่อดูภาพรวมว่าประชาชนเห็นด้วยกับโครงการยุทธศาสตร์นี้หรือไม่ โดยเฉพาะประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ลดเวลาขนส่ง ลดต้นทุนน้ำมัน
  • ประชามติพื้นที่: ชาวชุมพร สุราษฎร์ รันงค์ ฯลฯ ที่รับผลกระทบโดยตรง เช่น สิ่งแวดล้อม ป่าชายเลน ชุมชนท่องเที่ยว
  • ประโยชน์อื่นๆ: เพิ่มความโปร่งใส ลดคอร์รัปชัน สร้างความน่าเชื่อถือให้รัฐบาล

บทเรียนจาก EEC แสดงให้เห็นว่า กฎหมายเร่งรัดนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยวพัง ภาคใต้ไม่ควรซ้ำรอย ต้องส่งเสียงดังให้รัฐบาลชะลอ คิดให้รอบคอบ

สรุปแล้ว สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์ เป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลในยุคที่ประชาชนต้องการมีส่วนร่วมมากขึ้น โครงการดีต้องไม่กลัวตรวจสอบ คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? ควรทำประชามติจริงไหม คอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงที่กว้างขวาง

ที่มา – สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ และคนในพื้นที่ชี้ขาดโครงการ “แลนด์บริดจ์”

สุชาติ แนะทำรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว-ไทย ก่อนแลนด์บริดจ์

สวัสดีครับชาวบล็อกทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับเรื่องร้อนในวงการเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของไทยกันหน่อยนะครับ โดยเฉพาะประเด็นที่ สุชาติ แนะทำรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว-ไทย ก่อนจะไปทำโครงการแลนด์บริดจ์ใหญ่โตนั่นเอง เป็นไอเดียที่น่าสนใจมาก เพราะช่วยให้ไทยเชื่อมต่อกับจีนได้เร็วขึ้น ลดต้นทุน และไม่เสียโอกาสในการค้าขายครับ

สุชาติ แนะทำรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว-ไทย ก่อนแลนด์บริดจ์ ชี้เร็วกว่า

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ความเห็นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2567 ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ หรือสะพานเศรษฐกิจที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทยผ่านภาคใต้ของไทยนั้น อาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะต้องมีการขนถ่ายสินค้าขึ้นลงเรือ 2 ครั้ง หรือ Double Handling ซึ่งต้องใช้รถไฟจำนวนมาก ส่งผลให้ต้นทุนสูงและช้า

แทนที่จะรีบทำแลนด์บริดจ์ สุชาติเสนอให้ทำสุชาติ แนะทำรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว-ไทย เป็นเฟสแรก จากเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนานของจีน ผ่านลาว เข้าสู่ไทย จนถึงท่าเรือระนองทางฝั่งอันดามัน โดยยกระดับท่าเรือระนองให้ได้มาตรฐานสากล สินค้าจากจีนสามารถขนด้วยรถไฟความเร็วสูงมาถึงเวียงจันทน์ แล้วต่อไประนอง ขนถ่ายขึ้นเรือส่งไปจีนหรือจุดอื่นๆ ได้โดยตรง เร็วกว่าทางทะเลหลายเท่า และลงทุนถูกกว่ามาก!

ทำไมสุชาติถึงแนะรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว-ไทยก่อน?

งานวิชาการหลายชิ้นชี้ว่า แลนด์บริดจ์ไม่เวิร์คเท่าที่คิด ถ้าจะเชื่อม 2 มหาสมุทร ควรทำคลองลอยแบบคลองปานามา หรือขุดคลองจริงๆ แต่ตอนนี้ สุชาติ แนะทำรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว-ไทย เพื่อทดลองดูความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศก่อน แล้วค่อยขยับไปเฟส 2 คือแลนด์บริดจ์ รัฐบาลมณฑลยูนนานเคยเสนอลงทุนโครงการนี้มาแล้ว สุชาติเคยคุยตรงกับรองผู้ว่าฯ ยูนนานด้วย

ที่สำคัญ รัฐบาลไทยควรรีบสร้างเส้นรถไฟจีน-ลาว-ไทยให้เสร็จและเปิดใช้งานเร็วๆ นี้เลยครับ เพราะตอนนี้ช้ามาก เสียโอกาสไปเยอะ ช่วงจากเวียงจันทน์ข้ามมาอุดรธานีและนครราชสีมา สามารถให้จีนช่วยทำได้ โดยแลกกับการซื้อสินค้าเกษตรไทยแบบ Barter Trade เช่น ข้าว ผลไม้ ยางพารา เป็นต้น จะ win-win กันทั้งคู่

ประโยชน์ของโครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว-ไทย

  • ขนส่งเร็วขึ้น: สินค้าและน้ำมันไป-กลับจีนได้ไว ไม่ต้องอ้อมทะเล
  • ลงทุนต่ำกว่า: ไม่ต้องสร้างโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ต่อยอดจากรถไฟจีน-ลาวที่มีอยู่
  • ลด double handling: ขนถ่ายน้อยลง ต้นทุนต่ำ
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: สร้างงาน เพิ่มการค้าชายแดน สินค้าไทยเข้าจีนง่าย
  • ยกระดับท่าเรือระนอง: กลายเป็นฮับสำคัญทางใต้

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังช่วยลดการพึ่งพาทางทะเลที่เสี่ยงต่อพายุหรือปัญหาช่องแคบมะละกา ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของไทยแข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าส่งออกไปจีนที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดของเรา ลองนึกภาพรถไฟพุ่งจากคุนหมิงตรงดิ่งมาถึงระนอง สินค้าถึงมือไวแค่ไหน!

ในมุมมองของผม โครงการนี้เป็นทางเลือกที่ฉลาดและปฏิบัติได้จริง รัฐบาลควรฟังเสียงผู้เชี่ยวชาญอย่างสุชาติให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้ไทยพลาดโอกาสในยุค BRI (Belt and Road Initiative) ของจีน คุณล่ะครับคิดอย่างไรกับไอเดียสุชาติ แนะทำรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว-ไทย ? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

สุดท้ายนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและความยั่งยืน ถ้าเราทำถูกจังหวะ ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลาง物流ของอาเซียนแน่นอนครับ

ที่มา – “สุชาติ” แนะทำรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว-ไทย ก่อนทำ “แลนด์บริดจ์” ชี้ ขนส่งเร็วกว่า

พิพัฒน์-สุชาติ ลงพื้นที่แลนด์บริดจ์ 8 พ.ค. พร้อมฟังทุกฝ่าย

ข่าวใหญ่ในวงการการเมืองและโครงสร้างพื้นฐานของไทย เมื่อ พิพัฒน์-สุชาติ เตรียมลงพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าและยืนยันความพร้อมรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสคัดค้านจากชาวภาคใต้ที่กำลังจะยื่นหนังสือต่อ ส.ส. 14 จังหวัด สร้างความสนใจให้กับประชาชนและนักลงทุนจำนวนมาก

“พิพัฒน์-สุชาติ” เตรียมลงพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ ยันพร้อมรับฟังทุกฝ่าย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยแผนการลงพื้นที่ภาคใต้ในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ เพื่อตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยทั้งคู่ย้ำชัดว่าจะเปิดรับฟังทุกความเห็น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือคัดค้าน

โครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และสำคัญอย่างไร

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge เป็นโครงการเชื่อมโยงแผ่นดินจากฝั่งอ่าวไทยสู่ทะเลอันดามัน โดยพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 แห่งที่จังหวัดชุมพรและนครศรีธรรมราช พร้อมระบบรถไฟความเร็วสูงและทางหลวงพิเศษ เพื่อลดระยะเวลาขนส่งสินค้าทางทะเลจากมหาสมุทรอินเดียไปยังแปซิฟิกให้สั้นลงกว่าคอคอดกระเกือบครึ่งหนึ่ง คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง และยกระดับภาคใต้ให้เป็นฮับโลจิสติกส์ชั้นนำของอาเซียน

  • ประโยชน์หลัก: ลดต้นทุนขนส่ง ลดเวลาเดินเรือจาก 10-15 วันเหลือ 2-3 วัน
  • การลงทุน: มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท รัฐและเอกชนร่วมทุน
  • ผลกระทบ: พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังเผชิญเสียงค้านจากกลุ่มชาวบ้านและนักสิ่งแวดล้อมใน 14 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเล ชุมชนประมงพื้นบ้าน และการเวนคืนที่ดิน ซึ่งชาวบ้านวางแผนยื่นหนังสือคัดค้านต่อ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยในโอกาสนี้

ท่าทีของพิพัฒน์-สุชาติ ต่อกระแสคัดค้าน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีดังกล่าว นายพิพัฒน์ตอบอย่างชัดเจนว่า พร้อมรับฟังทุกฝ่าย แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียด แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและเปิดกว้างของรัฐมนตรีทั้งสอง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกในการแก้ไขข้อขัดแย้ง นอกจากนี้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังรวมถึงการประชุมหารือกับผู้ประกอบการท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ และตัวแทนชุมชน เพื่อประเมินความคืบหน้าของ EIA (รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม) และแผนชดเชยที่เหมาะสม

พิพัฒน์-สุชาติ เตรียมลงพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ จึงไม่ใช่แค่การตรวจราชการธรรมดา แต่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หากรัฐบาลสามารถคลายข้อกังวลได้ โครงการนี้จะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของไทยในยุคดิจิทัลและการค้าเสรี

อนาคตของโครงการแลนด์บริดจ์หลังลงพื้นที่

หลังการลงพื้นที่ คาดว่ารัฐมนตรีจะนำข้อมูลกลับไปปรับปรุงแผน โดยอาจเร่งรัดกระบวนการ EIA ให้โปร่งใสยิ่งขึ้น รวมถึงจัดตั้งกองทุนชดเชยสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังมีแผนเชื่อมโยงกับโครงการ EEC และระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก เพื่อเสริมศักยภาพการส่งออกของไทย

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการแลนด์บริดจ์มีศักยภาพสูงที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าภาคใต้ แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน หากทำได้ดี จะเป็นต้นแบบโครงการใหญ่ที่ยั่งยืน คุณคิดอย่างไรกับ พิพัฒน์-สุชาติ เตรียมลงพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – “พิพัฒน์-สุชาติ” เตรียมลงพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ ยันพร้อมรับฟังทุกฝ่าย

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ ที่สร้างความฮือฮาให้กับสื่อและประชาชนจำนวนมาก วันนี้เราจะมาวิเคราะห์และสรุปเหตุการณ์นี้แบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบททั้งหมด

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.เขตสงขลา พรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีที่ตัวเองหลุดออกจากกลุ่มไลน์ของ ส.ส.พรรค ซึ่งหลายคนตีความว่าเป็นเพราะน้อยใจเรื่องตำแหน่งกรรมาธิการ แต่เจ้าตัวยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องนั้นเลย

นายณัฏฐ์ชนน อธิบายว่า ตนเองมีไลน์กลุ่มมากถึง 1,000 กลุ่ม และมักจะส่งข้อความผิดกลุ่มบ่อยๆ เช่น ส่งไปกลุ่มใหญ่แทนกลุ่มเล็ก หรือออกจากกลุ่มเก่าๆ อย่างกลุ่ม ส.ส.ชุดที่ 25 ชุดที่ 26 และกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ เขาย้ำว่า “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย จริงๆ ไม่ใช่การน้อยใจจากข้อตกลงเรื่องกรรมาธิการที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า

กระบวนการหลังหลุดจากไลน์กลุ่ม

หลังจากหลุดออกจากกลุ่มไลน์ ก็มีกระบวนการของพรรคทำงานทันที โดยไม่ใช่หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีหรือเลขาธิการพรรคที่จะเชิญกลับ แต่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาล ที่มาติดต่อสอบถามสาเหตุ พอชี้แจงแล้วก็เชิญกลับเข้าทันที ไม่มีปัจจัยอื่นใดแฝง

นายณัฏฐ์ชนน ยังเน้นย้ำว่า การเป็นนักการเมืองต้องไม่ยึดติดกับหน้าเกียรติหรือตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาชีวิตและปรัชญาการเมืองของตัวเอง ตำแหน่งขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรค และหลังเหตุการณ์นี้ เขากลับได้รับภารกิจเพิ่มขึ้นจากหัวหน้าพรรค เลขาฯ และวิปรัฐบาล ทั้งงานประสานสภาและงานนอกสภา

โอกาสทองจากการ “มือลั่น”

ที่น่าสนใจคือ เจ้าตัวมองว่าเหตุการณ์ “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย เป็นจังหวะดีที่ได้เปิดใจคุยกับผู้บริหารพรรคแบบตรงๆ ซึ่งปกติการสื่อสารในพรรคยุ่งยาก ต้องประชุมอย่างเดียว โอกาสคุยส่วนตัวน้อย หลังจากนี้ หัวหน้าพรรคและเลขาฯ ก็เชิญคุยและบอกว่ามีอะไรให้บอกได้เลย

แม้ยังไม่มีรับปากตำแหน่งชัดเจน แต่ตอนนี้เขามีหน้าที่สำคัญ เช่น ดูแล พ.ร.ก.เงินกู้ งบประมาณปี 2570 และประเด็นแลนด์บริดจ์ที่กระทบภาคใต้ โดยเฉพาะฝั่งอันดามันที่บ้านเกิดสงขลาของเขาได้รับผลน้อยกว่า แต่ต้องช่วยสื่อสารให้ประชาชน

  • สาเหตุหลัก: มือลั่นจากไลน์กลุ่มเยอะ
  • ไม่ใช่: น้อยใจเรื่องกรรมาธิการ
  • ผลดี: ได้เคลียร์ใจ ได้งานเพิ่ม
  • ปรัชญา: รักษาชีวิตมากกว่าเกียรติ
  • ภารกิจใหม่: พ.ร.ก.เงินกู้, งบ 2570, แลนด์บริดจ์

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็น dynamics ภายในพรรคภูมิใจไทยที่กำลังขยายตัว ส.ส.อย่างนายณัฏฐ์ชนนเลือกมองบวกและทำงานต่อ แทนที่จะดราม่า มันเป็นบทเรียนว่าการสื่อสารในยุคดิจิทัลสำคัญแค่ไหน โดยเฉพาะไลน์กลุ่มที่เป็นเครื่องมือหลักของนักการเมืองไทย

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพของ ส.ส.คนนี้ ที่แปลงวิกฤติเป็นโอกาส หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ชอบหรือแชร์บทความนี้ และติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดประเด็นร้อนๆ นะครับ

ที่มา – “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

ปชน. จัดทัพอาสาส้มขยายฐานผู้ว่าฯกทม. ตรวจแลนด์บริดจ์

ปชน. จัดทัพอาสาส้มขยายฐานเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ลุยใช้กลไกสภาฯ ตรวจสอบแลนด์บริดจ์ เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วงใกล้การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนกำลังเร่งขยายฐานเสียงในพื้นที่กรุงเทพฯ ผ่านเครือข่ายอาสาส้มที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยการตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลเร่งรัดอย่างน่าสงสัย

ปชน. จัดทัพอาสาส้มขยายฐานเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ลุยใช้กลไกสภาฯ ตรวจสอบแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้จัดกิจกรรมพบปะพูดคุยกับอาสาส้มที่ที่ทำการพรรคเขตบางบอน-บางขุนเทียน เวลา 10.15 น. กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปูพรมขยายฐานเสียงสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะมาถึง โดยนายณัฐชา เน้นย้ำว่าการจัดตั้งอาสาส้มไม่ได้จำกัดแค่ผู้สมัครเลือกตั้งเท่านั้น แต่ครอบคลุมภารกิจหลากหลาย เช่น การพัฒนานโยบาย การสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ และการลงพื้นที่จริงเพื่อรับฟังปัญหา

บทบาทสำคัญของอาสาส้มในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

อาสาส้มเหล่านี้จะเป็นกลไกหลักในการขยายฐานเสียง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนเตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และทีมบริหาร รวมถึงนโยบายหลักที่เข้าใจง่ายและตอบโจทย์คนกรุง ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จากนั้นจะเร่งปฏิบัติการในช่วง 2 เดือนก่อนวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายน 2569 อาสาส้มจะลงพื้นที่ทำแบบสำรวจ สอบถามความต้องการของประชาชน เพื่อให้พรรคเข้าใจปัญหาจริงๆ เช่น ปัญหาจราจร น้ำท่วม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจฐานราก

  • ลงพื้นที่สำรวจความต้องการประชาชน
  • ช่วยรณรงค์นโยบายพรรคประชาชน
  • เชื่อมโยงสมาชิกพรรคกับชุมชน
  • สนับสนุนการเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

การมีแกนนำพรรคไปอธิบายและมอบหมายภารกิจ ทำให้อาสาส้มพร้อมรบเต็มที่ สร้างความแข็งแกร่งให้พรรคในเวทีการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้

จับตาโครงการแลนด์บริดจ์ที่เร่งรัดผิดปกติ

ขณะที่กำลังขยายฐานใน กทม. พรรคประชาชนยังลุยตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล ซึ่งประชาชนภาคใต้กำลังจับตาอย่างใกล้ชิด นายณัฐชา ชี้ว่าการเร่งรัดโครงการนี้ดูผิดปกติ แม้จะไม่ใช่นโยบายหลักที่พรรครัฐบาลเคยสัญญาไว้กับคนใต้ แต่หลังจากขึ้นสู่อำนาจไม่กี่เดือน ก็พยายามดันทุร้นทุกขั้นตอน แม้กระทบฝ่ายบริหารด้วยกัน จนพูดถึงไม่ได้เพราะโกรธจัด สะท้อนว่ามีพลังงานบางอย่างผลักดันเบื้องหลัง

โครงการแลนด์บริดจ์ที่ใช้เงินภาษีและลงทุนเอกชนมหาศาล แต่ไม่เปิดรับฟังความเห็นประชาชนจริงจัง ทำแค่พิธีกรรมเล็กน้อย แล้วเร่งผลักดัน ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตประชาชน และโครงสร้างพื้นฐาน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ซึ่งเป็นแม่ทัพภาคใต้ ได้ประชุมด่วนแล้ว พรรคจะใช้กลไกสภาฯ ตรวจสอบเข้มข้น อาจแถลงและถกในสภาเร็วๆ นี้ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่แค่กลุ่มทุน

ปชน. จัดทัพอาสาส้มขยายฐานเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ลุยใช้กลไกสภาฯ ตรวจสอบแลนด์บริดจ์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการทำงานสองทาง ทั้งขยายอิทธิพลในเมืองหลวงและปกป้องสิทธิประชาชนจากโครงการเสี่ยงภัย การเคลื่อนไหวนี้จะช่วยให้พรรคประชาชนก้าวสู่การเป็นทางเลือกหลักในเวทีการเมืองไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบโครงการใหญ่เช่นนี้จำเป็นมาก เพื่อป้องกันการใช้อำนาจไม่โปร่งใส ชาวกรุงเทพฯ และคนใต้ควรติดตามใกล้ชิด หากสนใจร่วมเป็นอาสาส้มหรืออยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อพรรคประชาชนได้ทันที เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ที่มา – ปชน. จัดทัพอาสาส้มขยายฐานเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ลุยใช้กลไกสภาฯ ตรวจสอบแลนด์บริดจ์

สาโรจน์ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แลนด์บริดจ์ เริ่มงาน

สาโรจน์ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แลนด์บริดจ์ เพื่อความสิริมงคลก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ประจำรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยนายสาโรจน์ สามารถ ได้สักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบ เพื่อขอพรให้การทำงานราบรื่น

สาโรจน์ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แลนด์บริดจ์ ยืนยันเดินหน้าเต็มสูบ

หลังจากไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสร็จ นายสาโรจน์ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยยืนยันว่านายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นจริง โครงการแลนด์บริดจ์คือการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ผ่านภาคใต้ โดยใช้ทางรถไฟและท่าเรือน้ำลึกสองแห่ง เพื่อลดระยะเวลาการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

นายสาโรจน์ระบุว่า โครงการนี้ถูกศึกษามาอย่างละเอียดยาวนาน แม้จะมีงบประมาณสูง แต่ประโยชน์ที่ได้รับจะยั่งยืน โดยเฉพาะในสถานการณ์โลกที่ผันผวน เช่น สงครามตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางค้าทางทะเล โครงการนี้จะช่วยเชื่อมทะเลทั้งสองฝั่ง ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างแท้จริง

สาโรจน์ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แลนด์บริดจ์ แก้กระแสต่อต้านอย่างไร

สำหรับกระแสต่อต้านจากพื้นที่ท้องถิ่น นายสาโรจน์ยอมรับว่ามีความเห็นต่างเป็นธรรมดาในสังคม แต่ย้ำว่านายพิพัฒน์พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น โดยจะยึดหลักเหตุผลและประโยชน์ส่วนรวม รัฐบาลจะจัดเวทีรับฟังความเห็นอย่างโปร่งใส เพื่อให้โครงการเกิดขึ้นโดยไม่ละเลยสิทธิชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีอีกเรื่องคือ แนวคิดลดค่าผ่านทางด่วนเพื่อบรรเทาภาระประชาชน นายสาโรจน์มั่นใจว่านายพิพัฒน์ซึ่งมีวิสัยตรงไปตรงมาและคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก จะทำให้เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ รายละเอียดรอการประกาศอย่างเป็นทางการ

ประโยชน์โครงการแลนด์บริดจ์ต่อคนไทย

มาดูกันว่าสาโรจน์ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แลนด์บริดจ์ จะนำพาประโยชน์อะไรบ้าง:

  • ลดต้นทุนขนส่ง: สินค้าจากตะวันออกไปตะวันตก ลดเวลาเหลือไม่กี่วัน แทนหลายสัปดาห์
  • สร้างงาน: สร้างอาชีพใหม่ในภาคใต้ นับหมื่นตำแหน่ง
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ เพิ่ม GDP ประเทศ
  • ความมั่นคง: ลดการพึ่งพาเส้นทางทะเลที่เสี่ยงภัย

โครงการนี้ไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นอนาคตของชาติที่เราต้องลงมือทำทันที

ในมุมมองของผม โครงการแลนด์บริดจ์คือโอกาสทองของไทย หากทำสำเร็จจะเปลี่ยนโฉมหน้าภาคใต้และเศรษฐกิจทั้งประเทศ คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? คอมเมนต์ด้านล่าง แชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ข่าวดี และติดตามอัปเดตโครงการแลนด์บริดจ์จากเราได้ทุกวัน!

ที่มา – “สาโรจน์” ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ประเดิมทำงาน รองเลขาฯ “พิพัฒน์” ยันเดินหน้าแลนด์บริดจ์

“สส.ลิซ่า” ซัด พิพัฒน์ น่าสงสัยดันแลนด์บริดจ์

“สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและโซเชียลมีเดียช่วงนี้ หลังจาก น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือที่รู้จักกันในนาม สส.ลิซ่า ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์โครงการแลนด์บริดจ์อย่างดุเดือด

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge เป็นหนึ่งในอภิมหาโครงการพื้นฐานของรัฐบาล มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยมีเป้าหมายพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสองแห่ง คือ ท่าเรือชุมพรฝั่งอ่าวไทย และท่าเรือรันคเวย์ที่สุราษฎร์ธานีฝั่งอันดามัน เชื่อมต่อด้วยรถไฟความเร็วสูงและระบบโลจิสติกส์ เพื่อสร้างเส้นทางขนส่งสินค้าทางบกที่ลัดฟัน ลดเวลาและต้นทุนจากการขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นจุดอับคอขวดของการค้าทั่วโลก โครงการนี้คาดว่าจะช่วยยกระดับไทยให้เป็นฮับคมนาคมแห่งอาเซียน สร้างรายได้มหาศาลและงานจ้างการจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ว่า โครงการมีความคืบหน้าเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรีช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ โดยจะเชิญเอกชนลงทุน ไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ใช้การจัดสรรที่ดินและสิทธิสัมปทานแทน

“สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์

สส.ลิซ่าถึงกับตั้งข้อสังเกตหนักว่า การดันทุรังทั้งที่ยังตอบคำถามเรื่องความคุ้มทุนและนักลงทุนไม่ได้นั้นน่าสงสัย “ประเทศไทยไม่ใช่สมบัติท่านคนเดียว ที่จะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ” เธอเน้นย้ำว่า ทุกโครงการของรัฐต้องวัดผลจากประโยชน์สาธารณะและความคุ้มค่า ไม่ใช่แค่มีคนได้ประโยชน์บางกลุ่ม โดยเฉพาะ “สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์ จนกลายเป็นข่าวใหญ่

จุดวิจารณ์หลักมาจากรายงานศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ (สนข.) ที่อ้างว่ารายได้ต่อปีสูงถึง 58,000 ล้านบาท โดย 8,000 ล้านบาทมาจากค่าบริการขนส่ง แต่ส่วนใหญ่กว่า 50,000 ล้านบาทมาจากการขายน้ำมันให้เรือสินค้าที่แวะเติม แต่สส.ลิซ่าชี้แจงชัดว่า ไทยไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตัวเอง การขายน้ำมันเพื่อกำไรขนาดนั้นต้องลงทุนกลั่นเองเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของแผนโครงการ นี่คือการ “จับแพะชนแกะ” ที่ทำให้ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ

ประเด็นน่าสงสัยในโครงการแลนด์บริดจ์ที่สส.ลิซ่าชี้

  • ขาดความชัดเจนเรื่องความคุ้มทุน: ยังไม่มีตัวเลข BCR (Benefit-Cost Ratio) ที่ชัดเจนและยอมรับได้จากผู้เชี่ยวชาญ
  • นักลงทุนลึกลับ: ยังไม่เปิดเผยชื่อเอกชนที่สนใจลงทุนจริงจัง
  • สิทธิสัมปทานยาวนาน: อยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.SEC ที่ให้สิทธิ์ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ซึ่งอาจทำให้ทรัพยากรชาติตกเป็นของต่างชาติ
  • เสี่ยงกำไรเข้าบางกลุ่ม: เกรงว่าประโยชน์จะตกกับนักการเมืองหรือกลุ่มทุนใกล้ชิด แต่ประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยงหากล้มเหลว

สส.ลิซ่ายังจี้ให้นายกรัฐมนตรีและนายพิพัฒน์ตอบคำถามประชาชนให้ได้ เนื่องจากถึงแม้ไม่ใช้งบแผ่นดิน แต่การให้สัมปทานที่ดินและสิทธิพิเศษคือการใช้ทรัพย์สินของชาติ โครงการนี้อาจสร้างความมั่งคั่งให้ภาคใต้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม แต่หากขาดการตรวจสอบ อาจกลายเป็นหนี้สินระยะยาวเหมือนโครงการอื่นๆ ในอดีต

ก่อนหน้านี้ โครงการแลนด์บริดจ์เคยถูกวิจารณ์จากสว. นักวิชาการ และนักสิ่งแวดล้อม เรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเล ชุมชนชาวประมง และความยั่งยืนทางการเงิน หากรัฐไม่แก้ไขข้อกังวลเหล่านี้ การผลักดันต่อไปอาจยิ่งจุดชนวนความขัดแย้ง

มุมมองสรุป: “สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นการเตือนใจที่ดีให้รัฐบาลโปร่งใสมากขึ้น โครงการใหญ่ต้องตอบโจทย์ชาติ ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คุณเห็นด้วยกับสส.ลิซ่าหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – “สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์

“พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้

ในวงการเศรษฐกิจและการคมนาคมของไทยกำลังมีข่าวร้อนที่ทุกคนจับตามอง นั่นคือ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาให้ข้อมูลล่าสุดว่า โครงการยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทนี้ จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อสานต่อให้เกิดความเป็นจริง รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่ารัฐไม่ต้องใช้งบประมาณลงทุนเอง แต่จะให้สิทธิสัมปทานที่ดินแก่เอกชนที่เข้ามาลงทุนเท่านั้น

“พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Land Bridge ถือเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย โดยมีแนวคิดหลักในการสร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งทะเล คือฝั่งทะเลอันดามันทางภาคใต้ และฝั่งอ่าวไทยทางภาคตะวันออก เพื่อเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งทางบก รถไฟ และโลจิสติกส์ ทำให้สินค้าสามารถลัดผ่านประเทศไทย แทนที่จะต้องอ้อมช่องแคบมาลัคก้าหรือเสี่ยงปัญหาความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นายพิพัฒน์ กล่าวถึงโอกาสจากวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซว่า นี่คือโอกาสทองของไทยในการก้าวขึ้นเป็นฮับการขนส่งระดับโลก นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ก็เห็นด้วยและสนับสนุนให้เดินหน้าต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เรือสินค้าต้องถ่ายลำสินค้าอยู่แล้วกว่า 90% ของการขนส่งคอนเทนเนอร์ทั่วโลก

ยันรัฐไม่ได้ออกเงิน ให้แค่สัมปทานที่ดินลงทุน

หนึ่งในประเด็นที่หลายคนกังวลคือภาระงบประมาณของรัฐ แต่ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ โดยชี้แจงว่ารัฐไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท เอกชนจะเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด รัฐให้แค่สัมปทานที่ดินและสิทธิ์ในการดำเนินโครงการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้สำรวจข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว และนายพิพัฒน์จะลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองในเดือนพฤษภาคมนี้

สำหรับการประมูล จะเปิดกว้างทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ โดยให้โอกาสเท่าเทียมกัน เริ่มลงทุนได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ หลังจากได้มติครม. แล้ว

เคลียร์ประเด็นวิจารณ์เรื่องเวลาและสิ่งแวดล้อม

หลายคนตั้งคำถามว่า การขนถ่ายสินค้าที่แลนด์บริดจ์จะเสียเวลาใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ตอบโต้ว่า จากข้อมูลจริง การขนส่งคอนเทนเนอร์ส่วนใหญ่เป็นการถ่ายลำสินค้าอยู่แล้ว ไม่ใช่ขนตรงจากต้นทางถึงปลายทาง 100% หากถ่ายลำที่ไทย ก็ไม่ต่างจากถ่ายที่สิงคโปร์ แต่ไทยจะได้ประโยชน์เพิ่มจากการดึงดูดสินค้ามาใช้บริการมากขึ้น

ส่วนผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ก็จำเป็นต้องทำอย่างแน่นอน นายพิพัฒน์ยอมรับว่ามีปัญหาจากการต่อต้านของชาวบ้านและ NGO แต่จะลงพื้นที่เจรจา ชี้แจงข้อมูลจริง โดยข้อมูลที่ต่อต้านอาจมาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

  • ประโยชน์หลักของโครงการแลนด์บริดจ์:
  • ลดระยะทางและเวลาขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์
  • สร้างรายได้จากการให้บริการท่าเรือและถ่ายลำสินค้า
  • พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง
  • เสริมความมั่นคงด้านพลังงานและสินค้าส่งออก
  • ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเอเชีย

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังสอดคล้องกับนโยบาย BCG Economy (Bio-Circular-Green) โดยจะเน้นเทคโนโลยีสีเขียว ลดการปล่อยคาร์บอนในการขนส่ง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการแลนด์บริดจ์นี้คือก้าวกระโดดสู่อนาคต หากรัฐบาลจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ดี จะช่วยให้ไทยแข่งขันกับสิงคโปร์และเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณคิดอย่างไรกับ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดต!

ที่มา – “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ ยันรัฐไม่ได้ออกเงิน ให้แค่สัมปทานที่ดินลงทุน

Scroll to top