000 ล้านบาท

“พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในโซเชียลมีเดีย นั่นคือ “พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ว่ารัฐบาลกำลังใช้เงินช่วยเหลือประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อสอดไส้โครงการพลังงานเข้าไปแบบลักไก่ โดยข้ามหัวสภาผู้แทนราษฎรไปเลย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์อย่างดุเดือดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 หลังจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ประกาศบังคับใช้แล้ว

“พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

ทำไมเรื่องนี้ถึงวุ่นวายขนาดนี้? เพราะ พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้มัดรวมเงิน 2 ก้อนใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน ก้อนแรกคือมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยาประชาชน 200,000 ล้านบาท ที่ทุกคนรอคอยเพราะเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ ค่าครองชีพพุ่งสูง แต่ก้อนที่สองคือโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน อีก 200,000 ล้านบาท ซึ่งนายพริษฐ์ชี้ว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ข้ามสภา รัฐบาลฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชน เอาเงินก้อนแรกเป็นตัวล่อ เพื่อลักไก่ใส่ก้อนสองเข้าไปให้ผ่านฉลุย

ตามหลักการ พ.ร.ก.เงินกู้ใช้ได้เฉพาะกรณีฉุกเฉินที่ “ต้องทำตอนนี้” และ “หาเงินทางอื่นไม่ได้” เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เช่น ช่วงโควิดที่ผ่านมา แต่โครงการพลังงานอย่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด มันเป็นเรื่องระยะยาว ไม่ใช่เร่งด่วน รัฐบาลสามารถรอเสนอในงบประมาณปี 70 หรือเสนอ พ.ร.บ.เงินกู้ปกติให้สภาตรวจสอบได้ แต่เลือกไม่ทำ เพราะกลัวโดนคัดค้าน

ชี้สอดไส้โครงการพลังงานข้ามหัวสภาฯ

นายพริษฐ์ย้ำชัดว่ารัฐบาล “ไม่ตรงไปตรงมา” การมัดรวม 2 ก้อนแบบนี้ บังคับให้ฝ่ายค้านที่คัดค้านก้อนสอง ถูกเหมารวมว่าต่อต้านก้อนหนึ่งด้วย เสี่ยงถูกโจมตีว่าขัดขวางการช่วยประชาชน พรรคประชาชนเลยมีแผนรับมือชัดเจน

  • ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ: ใช้มาตรา 173 ขอให้วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.นี้ชอบด้วย รธน.มาตรา 172 หรือไม่ โดยโฟกัสที่ก้อนสอง เพื่อไม่ให้รัฐบาลอ้างว่าฝ่ายค้านขัดขวางเยียวยาประชาชน
  • เสนอตั้ง กมธ.วิสามัญ: ให้สภาติดตามตรวจสอบการใช้เงินทันที เหมือนสมัยโควิด เพื่อให้โปร่งใส

แม้ที่มาศาลรัฐธรรมนูญจะถูกตั้งคำถาม แต่กลไกนี้มีไว้ป้องกันฝ่ายบริหารข้ามหัวสภา นายพริษฐ์เข้าใจมุมมองต่าง แต่ยืนยันปัญหาต้นตอคือพฤติกรรมรัฐบาล

ทำไมโครงการพลังงานถึงไม่เหมาะกับ พ.ร.ก.?

พรรคประชาชนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานนะครับ เพราะเป็นอนาคตของประเทศ ลดนำเข้าน้ำมัน ลดโลกร้อน แต่ทำไมต้องลับๆ ล่อๆ? โครงการเหล่านี้ไม่เห็นผลทันที ใช้เวลาวางแผน สร้างโครงสร้าง ไม่ใช่แจกเงินด่วน รัฐบาลมีทางเลือกอื่นเพียบ เช่น เสนอแยก พ.ร.ก.ก้อนหนึ่ง หรือรอสภา แต่เลือกมัดรวมเพื่อหนีตรวจสอบ สุดท้ายประชาชนเดือดร้อนจริงๆ อาจได้เงินเยียวยาน้อยกว่าที่ควร เพราะเงินกระจายไปก้อนอื่น

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องมาตรการก้อนแรกด้วย เช่น การเยียวยาหว่านแห อาจตกหล่นกลุ่มเปราะบาง หรือกระตุ้นใช้จ่ายในช่วงค่าครองชีพแพง เศรษฐกิจถูกกดดัน แต่ปัญหาหลักคือหลักธรรมาภิบาล รัฐบาลต้องโปร่งใส เปิดให้สภาที่มาจากประชาชนตรวจสอบ

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่ฝ่ายบริหารพยายาม bypass สภา สุดท้ายประชาชนคือผู้เสียหาย ถ้าปล่อยไป เงินภาษีเราจะถูกใช้อย่างไร้การตรวจสอบ ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ นายพริษฐ์กำลังต่อสู้เพื่อความยุติธรรมนี้

คุณคิดอย่างไรกับการมัดรวมเงินแบบนี้? ควรตรวจสอบหรือปล่อยไป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อให้การเมืองโปร่งใสยิ่งขึ้น สนับสนุนฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลกันเถอะ!

ที่มา – “พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้สอดไส้โครงการพลังงานข้ามหัวสภาฯ

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ได้ทำให้การเยียวยาประชาชนหยุดชะงัก รัฐบาลยังเดินหน้ากู้เงินและช่วยเหลือประชาชนได้ตามปกติ

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีความยาวเพียง 5 หน้าเท่านั้น แต่กลับไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการกู้เงินหรือโครงการที่จะใช้เงินจำนวนมหาศาลนี้ ต่างจากการกู้เงินในช่วงโควิด-19 ที่มีกลไกกลั่นกรองเข้มงวด โดยมีเลขาธิการสภาพัฒน์เป็นประธานคณะกรรมการ

โครงสร้างคณะกรรมการกลั่นกรองที่เปลี่ยนแปลง

ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ รัฐบาลกำหนดให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ แทนเลขาธิการสภาพัฒน์เดิม ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รับผิดชอบประเมินโครงการ ส่งผลให้กระทรวงการคลังมีบทบาทครบวงจรทั้งผู้กู้ ผู้กลั่นกรอง และผู้ตรวจสอบในกระบวนการเดียวกัน นอกจากนี้ บัญชีแนบท้าย พ.ร.ก. ยังระบุกรอบการใช้จ่ายแบบกว้างๆ โดยแผนเยียวยาครอบคลุมเกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ใช้งบถึง 1.7 แสนล้านบาท หรือเกือบทั้งหมดของแผนนี้

แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานและข้อกังวลเรื่องความเร่งด่วน

ส่วนแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีขอบเข้ากว้างมาก รวมถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าทำไมต้องบรรจุใน พ.ร.ก.กู้เงินฉบับเร่งด่วนนี้ด้วย ฝ่ายค้านจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดย “ไหม” ย้ำว่า “ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน การยื่นคำร้องนี้มีผลเพียงชะลอการอนุมัติจากรัฐสภาออกไปไม่เกิน 60 วัน และหากศาลวินิจฉัยว่าบางส่วนขัดรัฐธรรมนูญ ก็กระทบเฉพาะแผนพลังงาน ส่วนแผนเยียวยารัฐบาลกู้เงินช่วยประชาชนได้ทันที

ข้อวิจารณ์เรื่องรูปแบบเยียวยาที่ดู “สุ่ม” และ “เกือบถ้วนหน้า” อาจทำให้ผู้เดือดร้อนบางคนพลาดสิทธิ “ไหม” แนะนำให้ใช้กลไกรัฐสภาในการตรวจสอบมากกว่าศาล เพื่อให้การช่วยเหลือเดินหน้าต่อเนื่อง ประชาชนที่กำลังรอความช่วยเหลือสามารถมั่นใจได้

หลักการของพรรคประชาชน

พรรคประชาชนยืนยันว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้อยู่ในขอบเขตอำนาจนิติบัญญัติ เพื่อให้ศาลวินิจฉัยกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่การขยายอำนาจศาลให้กลายเป็น “นิติสงคราม” เพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง พรรคยึดผลประโยชน์ประชาชนและหลักประชาธิปไตยรัฐสภาเป็นหลัก

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลการใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะเงินกู้จำนวนใหญ่ หาก พ.ร.ก.นี้ผ่านไปโดยไม่มีรายละเอียดชัดเจน อาจนำไปสู่ปัญหาการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมในอนาคต ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประชาชนทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านครั้งนี้เป็นการรักษาสมดุลอำนาจที่สำคัญ ช่วยให้รัฐบาลต้องปรับปรุงกลไกให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้ว ประชาชนคือผู้ได้ประโยชน์ หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจไทย แชร์บทความนี้และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – “ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว นายกฯ ให้คำมั่นเพื่อประชาชน

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนี้คือ ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างชัดเจนว่าจะนำเงินกู้จำนวน 400,000 ล้านบาทไปใช้เพื่อประชาชนเท่านั้น โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลั่นไม่มีเกี้ยเซียะแม้แต่น้อย การกู้เงินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนของประเทศ

ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว: รายละเอียดและความคืบหน้า

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 เวลา 18.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการออกร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน โดยยืนยันว่าได้ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้วเรียบร้อย จากนี้จะนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา และตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อให้ทุกโครงการที่ขอรับงบประมาณต้องผ่านการพิจารณาอย่างเข้มงวด ตรงตามวัตถุประสงค์ และอยู่ในความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีเอง

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงิน

คำมั่นสัญญาจากนายกฯ: เพื่อประชาชนเท่านั้น ไม่มีเกี้ยเซียะ

“ผมขอเรียนย้ำว่าผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่เพิ่งลงนามใน พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นเงินกู้นี้ทุกบาททุกสตางค์ผมต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ไม่ให้มีการรั่วไหลใด ๆ เลย ต้องขอให้เชื่อ เป็นสิ่งที่ในชีวิตต้องทำ และมีความยินดีมีความเต็มใจ มีความรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำ เพราะฉะนั้น 400,000 ล้านบาทนี้ ขอให้คำมั่นสัญญาเลยว่า ผมและคณะรัฐมนตรีทุกท่านเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดไม่ให้หลุดไปแม้แต่สตางค์แดงเดียว ไม่ให้กระเด็นแม้แต่เก๊เดียวที่จะหลุดไปในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ต้องไม่มีเกี้ยเซียะ และเพื่อประชาชนเท่านั้น” นายอนุทินกล่าวอย่างหนักแน่น

การให้คำมั่นครั้งนี้แสดงถึงความรับผิดชอบสูงสุดของรัฐบาลในการบริหารเงินภาษีอากาศของประชาชน โดยจะมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

ข้อดีของการกู้เงินสกุลบาท ดอกเบี้ยต่ำไร้ความเสี่ยง

นายกรัฐมนตรีชี้แจงถึงความกังวลจากสถาบันจัดอันดับเครดิตอย่างมูดีส์ว่า ไม่ต้องห่วง เพราะการกู้เงินครั้งนี้ใช้สกุลเงินบาททั้งหมด ทำให้ไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ต้องขยายเพดานหนี้ และช่วยสร้างสภาพคล่องให้สถาบันการเงิน โดยเงินกู้ไม่นับเป็นหนี้เสีย (NPL) ทำให้ไม่ต้องสำรองความเสี่ยงมาก

  • ดอกเบี้ยต่ำมาก: เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ถือว่าคุ้มค่ากว่ามาก
  • ไร้ความเสี่ยงแลกเปลี่ยน: กู้บาทล้วนๆ 安定สูง
  • ช่วยสภาพคล่องระบบการเงิน: ธนาคารปล่อยกู้รัฐได้โดยไม่เสี่ยง
  • เงินถึงประชาชนทันที: ไม่ใช่โครงการใหญ่ที่รอนาน 5-7 ปี แต่ช่วยลดต้นทุนชีวิต เพิ่มคุณภาพชีวิต

วิกฤตพลังงานในไทยช่วงที่ผ่านมา เช่น ราคาน้ำมันแพง ไฟฟ้าขึ้น ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก การกู้เงิน 4 แสนล้านนี้จะถูกนำไปใช้แก้ปัญหาโดยตรง เช่น สนับสนุนพลังงานทางเลือก ลดค่าไฟ ลดค่าน้ำมัน ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนอย่าง太陽能 ลม และชีวมวล ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นในระยะสั้น

ทำไมการลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว ถึงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การมีเม็ดเงินก้อนนี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญให้รัฐบาลสามารถเข้าไปแทรกแซงช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องรอ بودجهประจำปีที่อาจล่าช้า นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงศักยภาพของรัฐบาลในการบริหารจัดการวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากทำได้ตามคำมั่น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามการใช้เงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกบาทถึงผู้เดือดร้อนจริงๆ นี่คือโอกาสทองที่รัฐบาลจะพิสูจน์ตัวเอง

ความเห็นส่วนตัว: การให้คำมั่นแบบนี้จากนายกฯ อนุทิน ถือเป็นสัญญาณดีที่รัฐบาลใส่ใจประชาชนจริงจัง หากทำได้ตามที่พูด ไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้แน่นอน คุณล่ะคิดอย่างไร? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว นายกฯ ให้คำมั่น เพื่อประชาชนเท่านั้น ลั่น ต้องไม่มีเกี้ยเซียะ

“ศิริกัญญา” มองเงินกู้คนละครึ่งกู้คะแนน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันแบบชิลๆ เรื่องการเมืองเศรษฐกิจที่กำลังร้อนฉ่าเลยนะ โดยเฉพาะประเด็นที่ “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า นี่เป็นมุมมองที่น่าสนใจมาก เพราะตอนนี้รัฐบาลกำลังจะกู้เงินก้อนโต 400,000 ล้านบาท ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานจากสงครามและราคาน้ำมันพุ่ง แต่หลายคนตั้งคำถามว่ามันจะช่วยประชาชนจริงหรือแค่ซื้อคะแนน?

“ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า

มาดูกันแบบละเอียดเลยนะ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และหัวหน้าทีมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ด้านปฏิรูปรัฐ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน เธอบอกว่ามาตรการเยียวยาที่ผ่านมา มันยังไม่ครอบคลุม ไม่ทั่วถึง และน้อยเกินไป โดยเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนหนักอย่างคนขับรถขนส่ง หรือชาวประมงพื้นบ้านที่ยังรอไม่เคยได้สักบาท!

ที่สำคัญ รัฐบาลวางแผนใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท แจกด่วนภายใน 4 เดือน โดยส่วนใหญ่เทลงโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งศิริกัญญามองว่าเป็นการหว่านแหสุดๆ คิดดูสิ เพื่อนๆ คนที่เดือดร้อนจริงๆ อาจพลาดไป แต่คนที่ไม่เดือดร้อนกลับได้รับเต็มๆ แบบนี้มันแก้ปัญหาได้จริงเหรอ? ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ สงครามไม่จบ ราคาน้ำมันยังแพง รัฐจะกู้ใหม่รอบสองได้ไหม ในเมื่องบการคลังตอนนี้แทบหมดทางแล้ว ดังนั้น “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ชัดๆ เลย

ครม.เงาเสนอทางออก: เยียวยามุ่งเป้า ไม่หว่านแห

ศิริกัญญาไม่ขัดข้องเรื่องกู้เงินแผนแรก 200,000 ล้าน เพื่อเยียวยาด่วน เพราะจำเป็นจริงๆ แต่แผนสองอีก 200,000 ล้าน สำหรับปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เช่น สนับสนุนพลังงานสะอาด ลดพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล นี่ไม่เร่งด่วนขนาดต้องออก พ.ร.ก. ควรทำเป็น พ.ร.บ. ให้สภาฯ ตรวจสอบได้ ใช้เวลาแค่ 3 เดือนเอง

  • ปรับเยียวยาให้มุ่งเป้า: ช่วยเฉพาะกลุ่มเดือดร้อนจริง เช่น ขนส่ง ประมง
  • ไม่หว่านแห: อย่าแจกแบบสุ่ม ต้องมีเกณฑ์ชัด
  • ไม่สอดไส้โครงการยาว: แยกเยียวยาด่วนออกจากโครงสร้างระยะยาว
  • แผนชำระหนี้โปร่งใส: แสดงให้ประชาชนเห็นหมดเปลือก

เพื่อนๆ ลองคิดดูนะ การกู้เงินครั้งนี้ ถ้าไม่ระวังอาจกลายเป็นภาระหนี้สินก้อนโตให้ลูกหลานแบก ถ้ารัฐบาลใส่ใจประชาชนจริง ควรฟังเสียงครม.เงาบ้าง อย่าคิดแค่อุดหนุนคะแนนก่อนเลือกตั้ง มันจะยั่งยืนกว่าเยอะ

ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับศิริกัญญา เพราะจากประสบการณ์ โครงการแจกเงินแบบคนละครึ่ง มันช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ แต่ไม่แก้ต้นตอวิกฤตพลังงาน ถ้าจะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจริง ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ถูกที่ เช่น ส่งเสริมรถ EV หรือพลังงานหมุนเวียนในท้องถิ่น จะดีกว่าแจกเงินวนลูป

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นงบการคลังที่เสี่ยงด้วย ตอนนี้หนี้สาธารณะใกล้เพดานแล้ว ถ้ากู้เพิ่มโดยไม่วางแผนชำระ มันอาจนำไปสู่ปัญหาแบบกรีซหรืออาร์เจนตินาได้นะ คำถามใหญ่คือ รัฐบาลจะรับผิดชอบยังไงถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น?

สรุปแล้ว “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า เป็นมุมมองที่สมเหตุสมผล ช่วยให้เราคิดทบทวนนโยบายได้ คุณคิดยังไงล่ะ? มาคอมเมนต์แชร์ความเห็นกันด้านล่างเลยนะ จะได้แลกเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดให้ประเทศดีขึ้น!

ที่มา – “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า

ไหม ซัด พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้พุ่ง

ในประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง “ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการออกพระราชกำหนดการ (พ.ร.ก.) เงินกู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่อาจนำไปสู่ปัญหาเพดานหนี้สาธารณะพุ่งสูงในปีงบประมาณ 2570

“ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 “ไหม” ได้ให้ความเห็นต่อมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าว โดยชี้ว่าวงเงินมหาศาลนี้ยังมีคำถามใหญ่หลวงว่าจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้หรือไม่ แม้ปีงบ 2569 อาจยังไม่กระทบ แต่ปี 2570 จะต้องขยายแน่นอน รัฐบาลควรถามตัวเองว่าต้องกู้ถึง 400,000 ล้านบาทจริงหรือ

ข้อกังวลหลักเรื่องเพดานหนี้และการใช้ พ.ร.ก.

รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เคยกล่าวถึงการคาดการณ์ GDP โตจากเงินเฟ้อที่ช่วยลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP แต่ “ไหม” ย้อนถามว่าถ้าก็ทำไมต้องกู้เยอะขนาดนี้ สำหรับ 200,000 ล้านบาทแรกที่ใช้เยียวยาผลกระทบ เธอเห็นด้วยเพราะเร่งด่วน แต่ 200,000 ล้านบาทที่เหลือสำหรับปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. ตามมาตรา 172 รัฐธรรมนูญ

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นเรื่องดี แต่ไม่เร่งด่วนถึงขั้นออก พ.ร.ก. ข้ามสภา รัฐบาลควรคิดโครงการละเอียดแล้วออกเป็น พ.ร.บ. ให้สภาตรวจสอบ การออก พ.ร.ก. ควรใช้เฉพาะวิกฤติจริง ไม่ใช่พร่ำเพรื่อเพราะเป็นอำนาจฝ่ายบริหารที่ข้ามหัวสภา

  • วงเงินเยียวยา 200,000 ล้านบาท: จำเป็นเร่งด่วน
  • ปรับโครงสร้าง 200,000 ล้านบาท: ควรเป็น พ.ร.บ. มีรายละเอียดชัด
  • เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70: ต้องขยายเพดานแน่นอน

รัฐบาลอ้างโมเดลโควิดที่รวมเยียวยากับฟื้นฟู แต่ “ไหม” ชี้ว่าวิกฤติโควิดต่างจากวิกฤติพลังงานปัจจุบัน การใช้คนละครึ่งเยียวยาอาจไม่เหมาะเพราะมีเงื่อนไขเยอะ ใช้ยาก ไม่ครอบคลุม

ปัญหาการเยียวยาด้วยคนละครึ่ง

คนละครึ่งช่วยลดค่าครองชีพได้บ้าง แต่จำกัดมาก ยังไม่ชัดว่าจะปรับเงื่อนไขหรือเพิ่มเป็น 60% จากรัฐ ในวิกฤติพลังงาน ค่าครองชีพพุ่งทุกด้าน ไม่ใช่แค่รายวัน ควรจ่ายเงินสดไร้เงื่อนไขเพื่อเยียวยาจริง ไม่กระตุ้นเงินเฟ้อเพิ่มเพราะร้านค้าอาจขึ้นราคา

นายเอกนิติบอกช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่คนละครึ่งต้องสุ่มลงทะเบียน คนจนไม่มีบัตรสวัสดิการอาจตกหล่น เกษตรกรได้ปุ๋ยน้อย ชาวประมงต้นทุนน้ำมันสูง ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ รัฐบาลเน้นคะแนนนิยม ใช้คนละครึ่งทุกวิกฤติ แย้งกับคำพูดก่อนหน้าที่จะไม่หว่านแห

“ไหม” เห็นด้วยเรื่องเยียวยาระยะสั้นและปรับโครงสร้างระยะยาว แต่ต้องถูกกฎหมาย นำเข้าสภา รัฐบาลยังบอกไม่ได้ว่าปรับโครงสร้างคืออะไร โซลาร์เซลล์? ต้องลงรายละเอียด กี่ MW อุดหนุนอย่างไร พ.ร.ก. กู้ก่อนๆ มักเป็นเช็คเปล่า รัฐบาลกู้ทำอะไรก็ได้

เสนอทางออก: ออก พ.ร.ก. เฉพาะเยียวยา 200,000 ล้านก่อน ที่เหลือเป็น พ.ร.บ. ใช้เวลา 3 เดือนก็พอ

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการบริหารการคลังที่ขาด transparency คุณคิดว่ารัฐบาลควรปรับนโยบายอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันเถอะ

ที่มา – “ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง

“เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก

“เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญวิกฤตหลายระลอก รัฐบาลไทยจึงต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้เปิดเผยแผนการชัดเจนหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569

“เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก

ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติให้กระทรวงการคลังออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท โดยลดลงจากกระแสข่าวเดิมที่ 500,000 ล้านบาท เพื่อรักษาวินัยการคลังและตอบสนองข้อกังวลจากทุกภาคส่วน แผนนี้ไม่ใช่แค่เยียวยาชั่วคราว แต่เน้นสร้างความยั่งยืนในอนาคต โดยแบ่งเงินกู้เป็น 2 ส่วนหลักๆ ส่วนละ 200,000 ล้านบาท

ส่วนแรก: เยียวยาผลกระทบโดยตรง

เงินส่วนแรกจะนำไปช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตปากท้อง ซึ่งเกิดจาก 5 ระลอกใหญ่ ได้แก่ วิกฤตสงคราม, ราคาพลังงานพุ่ง, ต้นทุนการผลิตสูง, ค่าครองชีพแพง และกำลังซื้อถดถอย มาตรการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทันที เช่น โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพหรือสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย

ส่วนที่สอง: เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ส่วนที่สองมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ไปใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวและป้องกันวิกฤตซ้ำรอย เช่น การลงทุนในโซลาร์เซลล์ ลม หรือพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ทำให้ประเทศไทยมีพลังงานมั่นคงมากขึ้น

เหตุผลที่ต้องออก พ.ร.ก. เร่งด่วนเพราะงบประมาณปี 2569 คงเหลือไม่ถึง 50,000 ล้านบาท งบกลางเหลือ 20,000 ล้านบาทที่ต้องสำรองไว้ ส่วนงบปี 2570 ต้องรออีก 5 เดือน ซึ่งอาจช้าเกินไป หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ Stagflation หรือเงินเฟ้อคู่กับเศรษฐกิจถดถอย

วินัยการคลังยังมั่นคง

นายเอกนิติ ยืนยันว่าการกู้ครั้งนี้จะกู้ภายในประเทศทั้งหมด โดยระบบธนาคารมีสภาพคล่องเกิน 1 ล้านล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำ ไม่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 69% ของ GDP ต่ำกว่าเพดาน 70% ที่กำหนด ขั้นตอนต่อไปคือเสนอ พ.ร.ก. เข้าสภา 14 พฤษภาคมนี้ และตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเงิน โดยปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน รัฐบาลตั้งเป้าเริ่มโครงการช่วยเหลือ 1 มิถุนายน

นอกจากนี้ โครงการอย่างคนละครึ่งหรือบัตรสวัสดิการอาจขอใช้เงินส่วนนี้ได้ หากผ่านการพิจารณา “เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก ถือเป็นมาตรการที่สมดุลระหว่างช่วยเหลือระยะสั้นและลงทุนระยะยาว ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน

สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญคือติดตามการดำเนินงานให้โปร่งใส และใช้โอกาสนี้ปรับตัว เช่น ลดการใช้พลังงานฟอสซิล หันมาใช้พลังงานสะอาดในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าและสิ่งแวดล้อมในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก

ชงครม. 5 พ.ค. นี้ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน-ไทยช่วยไทยพลัส

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนเลยนะครับ เพราะ ชงครม. 5 พ.ค. นี้ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน-ไทยช่วยไทยพลัส กำลังจะเป็นจริง! รัฐบาลนำโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมเสนอร่าง พ.ร.ก.กู้เงินจำนวนมหาศาล 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น รวมถึงโครงการช่วยเหลือประชาชนอย่าง “ไทยช่วยไทย ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ” ที่จะแจกเงินคนละ 4,000 บาท ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านคน ช่วยลดภาระค่าครองชีพในช่วงนี้ได้เยอะเลยครับ

ชงครม. 5 พ.ค. นี้ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน-ไทยช่วยไทยพลัส

ก่อนอื่นมาดูรายละเอียดกันครับ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 นายกฯ อนุทินได้เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจชุดใหญ่เลยนะครับ มีทั้งรองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย, นายภราดร ปริศนานันทกุล รมช.สำนักนายกฯ, ปลัดคลัง, ผอ.สศค., สบน., ผู้ว่า BOT และอื่นๆ รวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือเรื่องนี้โดยตรง การประชุมยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง เน้นเตรียมความพร้อมให้ครม.พิจารณาในวันที่ 5 พ.ค. นี้เลย

นายภราดร เปิดเผยก่อนประชุมว่าการเตรียมโครงการไทยช่วยไทย ต้องอาศัยกระทรวงการคลังนำเป็นหลัก แต่จะประสานกระทรวงอื่นๆ ด้วย เช่น แรงงาน, ศึกษาฯ, เกษตร เพื่อเยียวยาแบบครอบคลุม ส่วนการประชุมครม.เศรษฐกิจนัดแรก อาจเลื่อนจากวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. เพราะเป็นวันหยุดราชการ หลังประชุม นายดนุชา และปลัดคลังก็บอกให้รอฟังจาก รมว.คลังคนเดียวเท่านั้นครับ สไตล์นักการเมืองเลย!

ชงครม. 5 พ.ค. นี้ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน-ไทยช่วยไทยพลัส มีรายละเอียดอย่างไร

สำหรับ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทนี้ มาจากความจำเป็นจริงๆ ครับ งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินเหลือแค่ 20,000 ล้านบาท แต่โครงการช่วยเหลือต้องใช้เงินเพิ่มเยอะ โดยเฉพาะรับมือราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง รัฐบาลย้ำว่าจะกู้ตามความจำเป็น ไม่ต้องใช้ทั้งหมด เน้นคุ้มค่าและโปร่งใส

โครงการไทยช่วยไทยพลัส แจกเงินคนละ 4,000 บาท ใครได้บ้าง

โครงการนี้หรือที่เรียกคนละครึ่งพลัส จะเริ่ม 1 มิ.ย. 2569 กลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ถือบัตรสวัสดิการ 13.4 ล้านคน ได้รับคนละ 1,000 บาท/เดือน นาน 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย.) รวม 4,000 บาท ส่วนประชาชนทั่วไปอีกกลุ่มใหญ่ รวมแล้วเกิน 30 ล้านคน! งบรวมราว 120,000 ล้านบาท ไม่รวมบัตรสวัสดิการอีก 52,000 ล้าน

  • เงื่อนไขสิทธิ: รัฐออก 60% ประชาชนจ่าย 40% เช่น ใช้ 100 บาท รัฐช่วย 60 บาท
  • ลงทะเบียน: เดือนพ.ค. 2569 ผ่านแอปเป๋าตัง
  • ใช้สิทธิ: ที่ร้านค้าเข้าร่วม ไม่โอนได้ ไม่ถอนเงินสด ใช้ภายในเดือนนั้น
  • เป้าหมาย: ลดค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นๆ จากกระทรวงต่างๆ เพื่อช่วยเหลือครอบคลุมทุกกลุ่ม อย่างแรงงานนอกระบบ เกษตรกร นักเรียน เป็นต้นครับ

ในมุมมองผมนะครับ ชงครม. 5 พ.ค. นี้ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน-ไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นมาตรการที่ตรงจุดมาก เพราะประชาชนกำลังลำบากจากราคาพลังงานแพง โครงการนี้จะช่วยให้เงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจได้ดี โดยเฉพาะร้านค้าท้องถิ่นที่เข้าร่วม แม้จะมีงบกู้เยอะ แต่ถ้าใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยพยุง GDP ได้ในช่วงวิกฤตนี้

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณมีบัตรสวัสดิการหรือสนใจโครงการนี้ เตรียมตัวลงทะเบียนผ่านเป๋าตังตั้งแต่เดือนพ.ค. เลยนะครับ อย่าพลาดสิทธิ์ช่วยเหลือ! ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันครับ

ที่มา – ชงครม. 5 พ.ค. นี้ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน-ไทยช่วยไทยพลัส แจกคนละ 4,000 บาท 13 ล้านคน

ปชน.แฉเงินสดถูกเบิก 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง จริงหรือ?


ปชน. แฉเงินสดถูกเบิก 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง 1.6 แสนล้าน “ธปท.” แจงคนกังวลอายัดบัญชีม้า

“ชัยวัฒน์” ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน แฉเงินสดถูกเบิก 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง 1.6 แสนล้าน ชี้ เป็นสัญญาณอันตราย หวั่นนำไปซื้อเสียง ด้าน ธปท. แจงคนกังวลอายัดบัญชีม้า เบิกเงินมาใช้แทนธุรกรรมออนไลน์

วันที่ 11 มกราคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “เงินสด 160,000 ล้านบาทถูกเบิกออกไปไหน ในช่วง 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง” มีผู้ใหญ่ในวงการธนาคารกระซิบมาว่าช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการถอนเงินสดจากธนาคารต่างๆ มากผิดสังเกต มาถอนกันหลักร้อยล้าน พวกคุณสู้เหนื่อยแน่

นายชัยวัฒน์ เผยต่อไป ตนจึงเปิดข้อมูลสถิติธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ แล้วสิ่งที่เห็นน่าตกใจมาก ในขณะที่เราประกาศว่าไทยจะเป็นสังคมไร้เงินสด Cashless Society จากเดือนกรกฎาคม 2568 – พฤศจิกายน 2568 ธนบัตรที่ถูกเบิกออกจากแบงก์ชาติ รวม 160,816 ล้านบาท ซึ่งเฉพาะกันยายน 2568 เดือนเดียว ถูกเบิกออกไปถึง 127,010 ล้านบาท นี่คือตัวเลขการเบิกเงินสดรายเดือนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้อาจจะอ้างได้ว่าเป็นฤดูกาลปลายปีงบประมาณ แต่ถ้าเทียบข้อมูลย้อนหลังหลายปี มันไม่ใช่ค่าปกติตามฤดูกาล (Seasonal) แต่อย่างใด

แล้วเกิดอะไรขึ้นช่วงนั้น ไทม์ไลน์ทางการเมืองในช่วงเดียวกันคือกรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีกรณีคลิปเสียงกับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ต่อมาเดือนสิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง น.ส.แพทองธาร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่เดือนกันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทำ MOA ยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน

ชี้ สัญญาณอันตราย หวั่นการซื้อเสียงจาก เงินสดถูกเบิก 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง

นายชัยวัฒน์ โพสต์อีกว่า คำถามที่ขอฝากไปถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ผู้เกี่ยวข้องและสังคมไทย เงินสดแสนกว่าล้านนี้ถูกเบิกไปเตรียมทำอะไรในช่วงที่การเลือกตั้งกำลังจะมาถึง นี่คือสัญญาณอันตรายต่ออนาคตของประชาชนคนไทย เงินสดมหาศาลขนาดนี้ไม่ใช่เงินซื้อข้าวซื้อของตามปกติแน่นอน แต่คือเงินที่สามารถซื้อเสียง ซื้อเครือข่ายและซื้ออำนาจรัฐได้ แน่นอนเงินเหล่านี้ไม่มากก็น้อยมาจากทุนเทาที่ปล้นประชาชนมา

“อย่ายอมให้ประชาธิปไตยไทยถูกซื้อ ถ้าคุณอยากเห็นเศรษฐกิจไทยก้าวหน้า คนตัวเล็กมีโอกาส และการเมืองที่สร้างสรรค์ เราต้องไม่ยอมรับการซื้อเสียง นักการเมืองไทย เจ้าหน้าที่รัฐไทย ไม่โกง อยากเห็นคนตัวเล็กมีโอกาสลืมตาอ้าปากทำธุรกิจ อยากเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตก้าวทันโลก ทางเดียวคือการเลือกตั้งที่ไม่ยอมรับเงินซื้อเสียง เพราะเงินที่เขาเอามาฟาดคือหนี้สินและโอกาสที่ถูกปล้นไปจากอนาคตของคุณและลูกหลานของคุณ ประเทศไทยเปลี่ยนได้ด้วยปากกาในมือประชาชน 8 ก.พ. 69 นี้ เดินเข้าคูหากาส้ม 2 ใบ”

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้แจงถึงกรณีการถอนเงินสดที่สูงผิดปกติ ว่า การเบิกถอนเงินสดที่สูงผิดปกติในเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นผลจากความกังวลต่อการขยายผลของมาตรการอายัดบัญชีม้า ที่ทำให้ประชาชนถอนเงินสดออกมาเก็บและใช้จ่ายแทนการทำธุรกรรมผ่านบัญชีออนไลน์ อีกทั้งร้านค้าหลายแห่งก็หันมารับชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดมากขึ้น โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ และการชำระเงินของประชาชนได้กลับสู่ภาวะปกติแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม

สำหรับการดูแลปริมาณเงินสดที่อาจเพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องใกล้ชิด โดย ธปท. จะบริหารจัดการควบคุมการสำรองเงินสดให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อรองรับความต้องการใช้จ่ายที่แท้จริงของประชาชน ที่รวมความต้องการเงินสดที่ปกติจะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนด้วยแล้ว รวมทั้งได้ประสานกับธนาคารพาณิชย์ให้ติดตามดูแลการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติอย่างเคร่งครัด และรายงาน ธปท. ทราบด้วย

เรื่องของ เงินสดถูกเบิก 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง เป็นประเด็นที่น่าจับตามอง และต้องมีการตรวจสอบที่โปร่งใสเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลข่าวสารให้ดีก่อนที่จะเชื่อข้อมูลใดๆ

ที่มา – ปชน. แฉเงินสดถูกเบิก 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง 1.6 แสนล้าน “ธปท.” แจงคนกังวลอายัดบัญชีม้า

กกต. แจงข่าวปลอม! ไม่ได้อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกโรงชี้แจงข่าวปลอมที่แพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ ยืนยันว่า กกต. ไม่เคยอนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ตามที่มีการกล่าวอ้าง พร้อมทั้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลเท็จดังกล่าว

กกต. ยืนยัน ไม่ได้อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2

ตามที่มีคลิปและข้อความเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า กกต. มีมติเห็นชอบและอนุมัติงบประมาณจำนวน 40,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนั้น

ทางสำนักงาน กกต. ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง และคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เคยมีการพิจารณาหรือมีมติใดๆ เกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีการส่งเรื่องดังกล่าวมาให้ กกต. พิจารณาแต่อย่างใด

ข่าวปลอมคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ระบาด

ดังนั้น ข่าวที่อ้างว่า กกต. เห็นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” จึงเป็นข่าวปลอมที่สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ทางสำนักงาน กกต. กำลังดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาตัวผู้ที่สร้างและเผยแพร่ข่าวปลอมดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทาง กกต. ขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมและอย่าส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ควรตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์สำนักงาน กกต. หรือสอบถามผ่านสายด่วน 1444 เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง

การเผยแพร่ข่าวปลอมถือเป็นความผิดทางกฎหมาย และอาจสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นได้ ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม และเป็นการร่วมมือกันสร้างสังคมที่น่าเชื่อถือและมีความรับผิดชอบ

การออกมาปฏิเสธข่าวปลอมอย่างรวดเร็วของ กกต. ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะช่วยลดความสับสนและป้องกันไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การตื่นตัวและตรวจสอบข่าวสารก่อนเชื่อหรือแชร์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าข่าวเรื่องโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะไม่เป็นความจริง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ การที่รัฐบาลมีมาตรการที่เหมาะสมและตรงจุด จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้

ที่มา – กกต. แจงไม่จริง อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จำนวน 40,000 ล้านบาท

Scroll to top