Scammer

จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเครือข่ายมิจฉาชีพข้ามชาติที่ระบาดหนักในช่วงนี้ ล่าสุดมีการอัปเดตที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีของ จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ครั้งใหญ่ครับ

สถานการณ์ล่าสุด: จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

นายเฉิน จื้อ วัย 38 ปี ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในกัมพูชา กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ครั้งนี้อัยการจีนได้ยกระดับการตั้งข้อหาหลังจากที่มีการถอนข้อหาเดิมเกี่ยวกับการปกปิดทรัพย์สินออกไป แต่กลับเพิ่มข้อหาที่รุนแรงกว่าเดิมเข้ามาแทน โดยเฉพาะข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา ซึ่งตามกฎหมายอาญาของจีนนั้นมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว

เปิดเส้นทางคดี จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

ความน่าสนใจของคดีนี้อยู่ที่ความเชื่อมโยงกับหลายองค์กรระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น:

  • ปริ้นซ์ กรุ๊ป (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจในกัมพูชาที่ถูกระบุว่าเป็นแหล่งซ่องสุมและเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์
  • ความเกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูงรายอื่น เช่น หลิว เหริน และ หลี่ สง ที่ถูกส่งตัวกลับจีนเพื่อดำเนินคดีเช่นกัน
  • การเข้ามามีบทบาทของทางการสหรัฐฯ ที่ขึ้นบัญชีดำบริษัทเหล่านี้ว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

หากย้อนกลับไปดูพฤติการณ์พบว่า เครือข่ายของนายเฉินไม่ได้เพียงแค่ฉ้อโกงเงินผ่านโลกออนไลน์เท่านั้น แต่ยังมีพฤติกรรมโหดร้ายในการควบคุมเหยื่อ จนนำมาซึ่งข้อหาทำร้ายร่างกายที่นำไปสู่โทษประหารชีวิตได้ การขยับตัวของทางการจีนครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนไปยังแก๊งมิจฉาชีพทั่วโลกว่า กฎหมายมีบทลงโทษที่รุนแรงและเอาจริงเอาจัง

นอกจากการดำเนินคดีกับนายเฉินแล้ว ทางการยังได้ขยายผลไปยังผู้สนับสนุนหลักอย่างนายหู ซื่อ ซึ่งถูกจับกุมในญี่ปุ่นและถูกสั่งอายัดทรัพย์สินมหาศาลจากศาลฮ่องกง เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นกุญแจสำคัญในการทลายองค์กรอาชญากรรมเหล่านี้ให้หมดไป

ในมุมมองของผม กรณีนี้เป็นบทเรียนชั้นดีสำหรับผู้ที่คิดจะทำธุรกิจผิดกฎหมายในต่างแดน ความมั่งคั่งที่ได้มาจากการกดขี่และทำร้ายผู้อื่น ไม่มีวันยั่งยืนและสุดท้ายก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของกฎหมายอยู่ดี การติดตามข่าวสารอาชญากรรมลักษณะนี้จึงสำคัญมาก เพื่อให้เราเท่าทันกลโกงและเข้าใจถึงผลลัพธ์ของคนที่เลือกเดินเส้นทางสายมืดครับ

ที่มา – จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

กัมพูชาประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปิดศูนย์สแกมเมษายน

ในช่วงที่อาชญากรรมออนไลน์กำลังระบาดหนักทั่วโลก รัฐบาลกัมพูชากำลังลงมือเข้มงวดครั้งใหญ่ โดยกัมพูชาประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งเป้าปิดศูนย์สแกมทั้งหมดภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ เพื่อหยุดยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้คนนับล้านทั่วโลก

กัมพูชาประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์

กัมพูชาประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์: ความคืบหน้าปฏิบัติการล่าสุด

นายไชย สินะฤทธิ์ รัฐมนตรีอาวุโสและรองหัวหน้าสำนักเลขาธิการคณะกรรมการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของกัมพูชา เปิดเผยกับสำนักข่าว AP ว่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางการได้ตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัย 250 แห่ง และปิดศูนย์สแกมไปแล้วกว่า 80% หรือประมาณ 200 แห่ง หลังจากนี้ ตำรวจจะยังคงปราบปรามอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้แก๊งเหล่านี้ฟื้นตัว

การปราบปรามครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ครั้งนี้ดูจะจริงจังที่สุด เพราะกัมพูชาเคยพยายามกวาดล้างหลายรอบแต่ปัญหายังคงอยู่ ผู้เชี่ยวชาญ UN ชี้ว่าอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกัมพูชาและเมียนมา เติบโตเร็วมาก สร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

กัมพูชาประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เชื่อมโยงกับค้ามนุษย์

ศูนย์สแกมเหล่านี้ไม่ได้แค่หลอกเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ แรงงานต่างชาติถูกหลอกด้วยงานดีๆ แต่ถูกบังคับทำงานหลอกลวง เช่น Romance Scam หรือหลอกลงทุนคริปโต สภาพการทำงานเหมือนทาส มีทั้งการทรมานและขัง

ในการดำเนินการล่าสุด รัฐบาลดำเนินคดี 79 คดี จับกุมผู้ต้องหา 697 คน รวมหัวหน้าแก๊ง นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือและส่งแรงงานกลับประเทศต้นทางเกือบ 10,000 คน จาก 23 ชาติ และยังเหลืออีกไม่ถึง 1,000 คนที่กำลังดำเนินการ บางคนหลบหนีเองหรือถูกปล่อยหลังจับกุม

บุกทลายศูนย์สแกมกรุงพนมเปญ

ตัวอย่างการบุกจับล่าสุดในพนมเปญ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ตำรวจบุกอาคารสูงในกรุงพนมเปญ จับผู้ต้องสงสัย 60 คน ทั้งชาวกัมพูชาและจีน พวกมันหลอกชาวยุโรปให้ลงทุนปลอมผ่านแชต ยึดเครื่องแบบและบัตรปลอมที่แอ็บอ้างเป็นตำรวจญี่ปุ่นเพื่อข่มขู่

เครือข่ายนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2012 ใช้ VOIP ซ่อนตัวตน และบูมช่วงโควิดเมื่อคาสิโนปิด ปัจจุบันขยายไปแอฟริกา ลาตินอเมริกาแล้ว

  • ประเภทสแกมยอดนิยม: หลอกลงทุนคริปโต, Romance Scam, แอ็บเป็นเจ้าหน้าที่
  • ผลกระทบต่อไทย: ชาวไทยเสียหายปีละพันล้าน ต้องระวังโทรศัพท์จากต่างประเทศ
  • วิธีป้องกัน: อย่าโอนเงินให้คนไม่รู้จัก, ตรวจสอบเว็บไซต์, รายงานตำรวจทันที

การที่กัมพูชาประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณดี แต่ปัญหาอาจย้ายฐานไปที่อื่น ชาวไทยเราควรเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการลงทุนออนไลน์และความสัมพันธ์ทางไกล

คำแนะนำจากเรา: หากเจอข้อความน่าสงสัย อย่าคลิกลิงก์ทันที รอตรวจสอบกับหน่วยงานอย่าง สคบ. หรือตำรวจไซเบอร์ คุณเคยเจอสแกมแบบนี้ไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อเตือนกันนะ!

ที่มา – กัมพูชาประกาศล้างบาง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ตั้งเป้าปิดศูนย์สแกมทั้งหมดภายในเมษายนนี้

ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกจับในกัมพูชา ต้องสงสัยเอี่ยวคดีฉ้อโกง

ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกจับในกัมพูชา ต้องสงสัยเอี่ยวคดีฉ้อโกง เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงข่าวต่างประเทศช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อทางการกัมพูชากำลังเร่งปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์อย่างจริงจัง ภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นเฉยๆ แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ที่แพร่ระบาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกจับในกัมพูชา ต้องสงสัยเอี่ยวคดีฉ้อโกง

ตามรายงานจากสำนักข่าว NHK เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 สถานทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชาได้ยืนยันว่า ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาควบคุมตัวในกรุงพนมเปญ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลกัมพูชากำลังให้ความสำคัญสูงสุด

สถานทูตญี่ปุ่นได้เข้าพบผู้ถูกกุมทั้ง 15 รายแล้ว และยืนยันว่าทั้งหมดเป็นพลเมืองญี่ปุ่นจริงๆ โดยจะประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ข่าวนี้ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ชาวญี่ปุ่นที่ทำงานหรือท่องเที่ยวในกัมพูชา เพราะที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ถูกจับกุมในลักษณะนี้บ่อยครั้ง

พื้นหลังของการปราบปรามแก๊งฉ้อโกงในกัมพูชา

กัมพูชากลายเป็นฐานที่มั่นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมออนไลน์มานานหลายปี โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างสแคม (Scam) ที่มีชาวจีนเป็นเจ้าของเป็นหลัก แก๊งเหล่านี้หลอกลวงเหยื่อทั่วโลก โดยเฉพาะในญี่ปุ่นและยุโรป ด้วยวิธีการโทรศัพท์หลอกให้โอนเงิน หรือหลอกลงทุนคริปโต

  • รัฐบาลกัมพูชาสัญญาว่าจะกวาดล้างแก๊งเหล่านี้ให้สิ้นซากภายในเดือนเมษายน 2569
  • มีการจับกุมชาวต่างชาติมากกว่า 1,000 คนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
  • แรงกดดันจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้กัมพูชาต้องเร่งปฏิบัติการ

นอกจากชาวญี่ปุ่นแล้ว ยังมีรายงานการจับกุมชาวไทยและชาวเวียดนามที่เกี่ยวข้องด้วย ทำให้ภาพรวมของปัญหานี้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์ชี้ว่า แก๊งเหล่านี้สร้างรายได้ปีละหลายพันล้านดอลลาร์ โดยใช้เทคโนโลยี AI ในการหลอกลวงที่ซับซ้อนมากขึ้น

ผลกระทบต่อชาวญี่ปุ่นและคำเตือนสำหรับนักท่องเที่ยว

สำหรับชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในกัมพูชา จำนวนกว่า 2,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานในธุรกิจหรือโรงงาน แต่บางรายอาจถูกชักชวนเข้าทำงานกับแก๊งสแกมโดยไม่รู้ตัว สถานทูตญี่ปุ่นแนะนำให้หลีกเลี่ยงงานที่เสนอเงินเดือนสูงผิดปกติ โดยเฉพาะงานที่ต้องโทรติดต่อลูกค้าต่างชาติ

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยด้วย เพราะมีรายงานชาวไทยถูกหลอกไปทำงานในกัมพูชาและตกเป็นเหยื่อบังคับใช้แรงงานในแก๊งสแกม หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังมองหางานในต่างแดน ควรตรวจสอบข้อมูลให้ดีและแจ้งสถานทูตเสมอ

นอกจากนี้ การปราบปรามครั้งนี้ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชาในสายตานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

สรุปแล้ว ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกจับในกัมพูชา ต้องสงสัยเอี่ยวคดีฉ้อโกง เป็นสัญญาณบวกว่าการต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์กำลังเข้มข้นขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ หากเจอสัญญาณหลอกลวง รายงานเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อปกป้องตัวเองและผู้อื่น

ที่มา – ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกจับในกัมพูชา ต้องสงสัยเอี่ยวคดีฉ้อโกง

รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบฉากธนาคารโรงพัก

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีข่าวร้อนที่ต้องพูดถึงกันหน่อย เพราะ รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องระวังตัวมากขึ้นกับพวกมิจฉาชีพออนไลน์เลยนะครับ สแกมเมอร์พวกนี้ไม่ได้โกงแบบสุ่ม ๆ แต่จัดเต็มแบบมืออาชีพ จนสูญเงินทั่วโลกไปหลายพันล้านดอลลาร์!

ฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชาที่รอยเตอร์เปิดโปง

รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก

ทีมผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สบุกสำรวจฐานที่ถูกทิ้งร้างอย่างเร่งด่วนในกัมพูชา บริเวณใกล้เมืองโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย พื้นที่ชื่อ Royal Hill ที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางสแกมออนไลน์และค้ามนุษย์เลยครับ ภายในอาคารเต็มไปด้วยโต๊ะทำงานที่กระจัดกระจาย เอกสารข้อมูลเหยื่อล้นทะลัก ห้องต่าง ๆ ถูกจัดฉากให้เหมือนสถานีตำรวจสิงคโปร์ ออสเตรเลีย และธนาคารเวียดนาม เพื่อใช้หลอกเหยื่อให้เชื่อว่าน่าเชื่อถือ!

ห้องจัดฉากสถานีตำรวจในฐานสแกมเมอร์กัมพูชา

เอกสารลับที่หลุดรอด: ข้อมูลเหยื่อและสคริปต์หลอกลวง

น่าขนลุกสุด ๆ เลยครับ ในกองเอกสารมีข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อจากทั่วโลก เช่น ชายญี่ปุ่นวัย 73 ปีพร้อมเบอร์โทรและยอดเงินบัญชี หญิงอเมริกันที่เคยโดน虐待ในครอบครัว ยังมีสคริปต์ Romance Scam และบทพูดปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ รอยเตอร์สยืนยันข้อมูลบางส่วนโดยติดต่อเหยื่อจริง ๆ ซึ่งเล่าว่าโดนหลอกให้ข้อมูลธนาคารโดยอ้างตัดไฟ!

  • ข้อมูลเหยื่อ: ชื่อ เบอร์โทร ยอดเงิน รายละเอียดชีวิตส่วนตัว
  • สคริปต์หลอก: Romance Scam, เจ้าหน้าที่ไฟฟ้า, ตำรวจ
  • เอกสารบริหาร: แผนฝึกซ้อมทหาร ห้ามส่งอาหาร ห้ามกิจกรรมผิดกฎ
เอกสารสแกมเมอร์ที่พบในกัมพูชา

นอกจากนี้ยังมีเอกสารการเงิน ค่าเช่ากลุ่มสแกมหลายพันดอลลาร์ต่อเดือน ข้อมูลกระเป๋าคริปโตเชื่อมโยงการพนันและฟอกเงิน แม้แต่สมุดบันทึกที่เขียนว่า “วันนี้โทรหลอกโดนด่ากลับหมด เจอแต่คนรู้ทัน” ฮ่า ๆ น่าสงสารพวกมันเหมือนกันนะ

ผลกระทบใหญ่หลวง: สแกมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครองโลก

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นแหล่งสแกมระดับโลก กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ ชายแดนไทย-เมียนมา ถูกคุมโดยแก๊งจีน ใช้แรงงานทาสในสภาพโหดร้าย สหรัฐฯ เสียเงินจากสแกมที่นี่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024! ไทยทิ้งระเบิดโดรน กัมพูชากวาดล้าง ทำให้สแกมเมอร์อพยพ 100,000 คน

ภาพภายในฐาน Royal Hill กัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาโต้กลับและแผนปราบปราม

รัฐบาลกัมพูชาแถลงว่า Royal Hill เป็นโรงแรม และกล่าวหาไทยบุกยึด แต่ยืนยันปราบสแกมให้หมดในเมษายนนี้ ข้อมูลกรรมสิทธิ์ที่ดินลึกลับ มีชื่อ “จาง” เป็นผู้เช่าแต่ไม่ตอบสื่อ

วิธีป้องกันตัวเองจากสแกมเมอร์แบบนี้

เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อแบบในข่าว รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก ลองทำตามนี้ครับ

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์หรือออนไลน์ ถ้าดูแปลก
  • ตรวจสอบเบอร์โทรด้วย Google ก่อนเชื่อ
  • ไม่โอนเงินให้คนไม่รู้จัก โดยเฉพาะ Romance Scam
  • แจ้งตำรวจไซเบอร์ทันที ถ้าถูกหลอก
  • ใช้แอปกันสแกมและอัพเดทความรู้ข่าวสแกมใหม่ ๆ
ภาพเพิ่มเติมฐานสแกมเมอร์ร้าง

เห็นไหมครับว่าสแกมเมอร์พวกนี้ฉลาดและ organized สุด ๆ แต่ถ้าเราตื่นตัว รู้ทัน ก็รอดพ้นได้ ข่าวนี้เป็นเครื่องเตือนใจดี ๆ ว่าอาชญากรรมไซเบอร์กำลังลุกลาม หวังว่ารัฐบาลทุกประเทศจะร่วมมือปราบปรามให้สิ้นซาก

CTA: ถ้าคุณเคยเจอสแกมแบบนี้ แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ ระวังตัวกันด้วยนะครับ อย่าลืมติดตามข่าวอัพเดทสแกมอื่น ๆ จากเรา!

ที่มา – รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการอาชญากรรมออนไลน์เลยทีเดียว เมื่อทางการกัมพูชาไม่ยอมให้ประเทศตัวเองกลายเป็นแหล่งปลวกของมิจฉาชีพอีกต่อไป

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้บุกตรวจค้นฐานปฏิบัติการขนาดใหญ่ของแก๊งสแกมเมอร์ในเมืองบาเวต จังหวัดสวายเรียง ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดเวียดนาม สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ถึง 2,044 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวจีนถึง 1,792 คน ชาวเมียนมา 179 คน ชาวเวียดนาม 144 คน ชาวไต้หวัน 5 คน และชาวต่างชาติอื่นๆ จากภูมิภาคเอเชีย

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 31 มกราคม โดยบุกจู่โจมกลุ่มอาคาร 22 หลังที่ใช้เป็นฐานคาสิโนบังหน้า แต่จริงๆ แล้วเป็นศูนย์กลางการฉ้อโกงออนไลน์และการหลอกลวงทางโทรคมนาคมมาอย่างยาวนาน

แรงกดดันจากจีนและมาตรการเข้มงวดของกัมพูชา

ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลจีนที่ต้องการปราบปรามอุตสาหกรรมสแกมอย่างจริงจัง รัฐบาลกัมพูชาจึงเร่งดำเนินการ โดยนายทัช สุขะ โฆษกกระทรวงมหาดไทย ย้ำชัดว่า “กัมพูชาไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นนรกสำหรับอาชญากร” การบุกทลายครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มแคมเปญปราบปรามทั่วประเทศ

  • จับกุมผู้ต้องสงสัย 2,044 คน จาก 23 ประเทศ
  • ส่งตัวกลับประเทศต้นทางแล้ว 4,534 คน ใน 7 เดือนที่ผ่านมา
  • เว็บสแกมหลายแห่งปิดตัวและกลุ่มมิจฉาชีพหลบหนี

นอกจากเมืองบาเวตแล้ว เจ้าหน้าที่ยังกระจายกำลังไปปราบปรามในพื้นที่อื่นๆ เช่น จังหวัดสีหนุวิลล์ ที่ห่างจากพนมเปญราว 250 กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดฮอตสปอตของกิจกรรมผิดกฎหมาย

ตัวอย่างกรณีเด่น: นายเฉิน จื้อ

คาดว่าชาวจีนที่ถูกจับจะถูกส่งตัวกลับปักกิ่งดำเนินคดี เช่นเดียวกับกรณี นายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง Prince Holding Group ที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับคาสิโนผิดกฎหมาย ฉ้อโกง ฟอกเงิน และอาชญากรรมอื่นๆ ก่อนถูกส่งกลับจีนต้นเดือนมกราคม

ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่ากัมพูชากำลังจริงจังกับปัญหาสแกมเมอร์ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะคนไทยที่มักตกเป็นเหยื่อการโทรหลอกลงทุนหรือหลอกลวงออนไลน์

ในฐานะที่เราติดตามข่าวต่างประเทศแบบนี้ สิ่งสำคัญคือต้องระวังตัวเองให้มากขึ้น อย่าไว้ใจข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง และรายงานเบาะแสให้ตำรวจทันที หากคุณมีประสบการณ์ถูกสแกม แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อเตือนกันและกันนะครับ

ที่มา – กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

กัมพูชาสั่งระงับขายอสังหาฯ Prince Group

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group หลังกลุ่มบริษัทแห่งนี้ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฉากหน้าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กัมพูชาได้สั่งระงับการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ Prince Group อาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ในกัมพูชาซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร หลังจากนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง ถูกจับกุมและส่งตัวไปจีนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อสัปดาห์ก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม สหรัฐอเมริกาได้สั่งฟ้องนาย เฉิน จื้อ นักธุรกิจเชื้อสายจีน กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้บงการแผนการหลอกลวงลงทุนออนไลน์ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกลุ่มมิจฉาชีพซึ่งเชื่อกันว่าส่วนใหญ่ถูกหลอกมาทำงานเยี่ยงทาสในอาคารที่พักของบริษัทในกัมพูชา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า อสังหาริมทรัพย์ 4 แห่งในเครือ Prince Group ในกรุงพนมเปญ และอีก 1 แห่งในเมืองสีหนุวิลล์ ถูก “สั่งระงับการขาย” ทั้งในส่วนของห้องชุดคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรในโครงการหมู่บ้าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกัมพูชาถือเป็นวิบากกรรมล่าสุดที่เกิดกับ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าทำหน้าที่เป็นฉากหน้าให้กับ “หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย” เพิ่มเติมจากการถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลวอชิงตันและลอนดอนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุว่า บุคคลที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายห้องชุดในโครงการทั้ง 5 แห่งนี้ ยังคงมีภาระผูกพันที่จะต้องดำเนินการซื้อขายให้เสร็จสิ้นตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ชำระเงินเต็มจำนวนแล้ว จะมีทางเลือกในการขายอสังหาริมทรัพย์ของตนได้ หลังจากจดทะเบียนกรรมสิทธิ์กับทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

ที่คอนโดมิเนียม The Pinnacle Residence ซึ่งผู้พัฒนาโครงการคือบริษัท Prince Real Estate Cambodia ในเครือของ Prince Group พนักงานหลายคนบอกว่าสำนักงานขายถูกปิดตัวลงแล้ว โดยทีมขายเริ่มลดขนาดลงตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

ทั้งนี้ นายเฉินถูกทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหา ฉ้อโกงผ่านการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (Wire Fraud) และสมคบคิดฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ที่ถูกยึดได้ประมาณ 127,271 เหรียญ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) ตามราคาตลาดปัจจุบัน

นับตั้งแต่นั้นมา ทางการในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ต่างมุ่งเป้าไปที่ Prince Group ด้วยการเร่งอายัดและยึดทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางกัมพูชาได้สั่งให้ Prince Bank ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีเพื่อปิดกิจการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัท Prince Group ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

สถานการณ์ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group นี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้ซื้อ และพนักงานของบริษัท

ผลกระทบจากกัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

การที่ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group อาจนำไปสู่ผลกระทบดังนี้:

  • ความไม่แน่นอนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชา
  • ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงในการลงทุนในกัมพูชา
  • ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชาในฐานะจุดหมายปลายทางของการลงทุน

การตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาที่ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนและประชาชน

ที่มา – กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

ด่วน! กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ของ เฉิน จื้อ

ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) สั่ง กัมพูชาสั่งชำระบัญชีและยุติการให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” ทันที หลังผู้ก่อตั้งถูกส่งตัวให้ทางการจีน

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ มีผลให้ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 มกราคม สั่งให้ธนาคาร “ปรินซ์แบงก์” เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี (Liquidation) ตามกฎหมายของราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมแต่งตั้งบริษัทตรวจสอบบัญชี Morisonkak MKA เป็นผู้ชำระบัญชีอย่างเป็นทางการ

แถลงการณ์ระบุว่าปรินซ์แบงก์ถูกสั่งระงับการให้บริการธนาคารใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการรับฝากเงินและการให้สินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ทาง NBC ได้แจ้งแนวทางปฏิบัติสำหรับลูกค้าดังนี้ ผู้ฝากเงินสามารถถอนเงินได้ตามปกติ โดยเตรียมเอกสารประกอบการถอนเงินให้พร้อม ส่วนผู้กู้เงินยังคงต้องชำระหนี้และปฏิบัติตามพันธกรณีเงินกู้ตามปกติ

ทำไม กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์? “ปรินซ์แบงก์” เป็นบริษัทในเครือของ Prince Holding Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา ซึ่งก่อตั้งโดย นายเฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนสัญชาติกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของนานาชาติ โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2025 เขาถูกทางการสหรัฐฯ และอังกฤษประกาศคว่ำบาตร ในข้อหาบงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ที่ใช้แรงงานเหยื่อค้ามนุษย์ในกัมพูชา

ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา นายเฉินถูกฟ้องร้องในข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยึดบิทคอยน์จำนวนประมาณ 127,271 BTC ซึ่งมีมูลค่าในปัจจุบันสูงกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในสหรัฐฯ เขาอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 40 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มบริษัท Prince Group ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดก่อนหน้านี้ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และทางการจีนยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจับกุมและการส่งตัวในครั้งนี้

เฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ เฉิน เป็นเจ้าของ Prince Holding Group หรือ ปรินซ์ กรุ๊ป ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในกัมพูชา ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ที่ประกอบด้วยบริษัทหลายแห่ง มีธุรกิจมากกว่า 100 แห่งในกัมพูชา ทั้งด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การธนาคาร การเงิน การบิน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ เทคโนโลยี อาหารและเครื่องดื่ม เขามีความใกล้ชิดกับกลุ่มนักการเมืองระดับสูงของกัมพูชา เริ่มจากการเป็นที่ปรึกษาให้กับ ซอร์ เค็ง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ในปี 2017 จากนั้นไต่เต้าไปเรื่อยๆ สนิทสนมใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับผู้นำประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาโดยตรงของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เนี๊ยะออกญา เฉิน จื้อ.

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ”

ผลกระทบจาก กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ต่อผู้บริโภค

การที่กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ย่อมส่งผลกระทบต่อลูกค้าของธนาคารโดยตรง โดยเฉพาะผู้ฝากเงินและผู้กู้เงิน ดังนั้น การทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติที่ NBC กำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

  • สำหรับผู้ฝากเงิน: ควรตรวจสอบเอกสารประกอบการถอนเงินให้พร้อม และติดต่อธนาคารเพื่อดำเนินการถอนเงินตามขั้นตอนที่กำหนด
  • สำหรับผู้กู้เงิน: ยังคงต้องชำระหนี้และปฏิบัติตามพันธกรณีเงินกู้ตามปกติ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ ควรติดต่อธนาคารเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

อนาคตของ Prince Holding Group หลังจาก กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง เนื่องจากกลุ่มบริษัทนี้มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจของกัมพูชา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

ที่มา – กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

วุ่น! ชาวจีนกว่า 300 ก่อจลาจลในห้องกัก ตม.ตาก

เกิดเหตุชุลมุนวุ่นวายขึ้นที่จังหวัดตาก เมื่อชาวจีนกว่า 300 คน ก่อจลาจลในห้องกักขัง ตม.ตาก สร้างความปั่นป่วนโกลาหล เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังทั้งทหาร ตำรวจ ตชด. และรถดับเพลิงเข้าระงับเหตุ อ้างว่าต้องการให้ส่งตัวกลับประเทศจีนให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ากลุ่มสแกมเมอร์จีนเทาได้จุดไฟเผาอาคารสำนักงานในพื้นที่ควบคุมของกะเหรี่ยงเคเอ็นยูอีกด้วย

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเวลา 23.30 น. ของคืนวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก (ตม.จว.ตาก) ได้รับแจ้งเหตุว่ามีบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีนจำนวนกว่า 300 คน ก่อเหตุจลาจลและสร้างความวุ่นวายในสถานที่ควบคุมตัวบุคคลต่างด้าว ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมและรอการส่งกลับชั่วคราว บริเวณด้านหลังกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ประสานไปยังหน่วยงานต่างๆ อย่างเร่งด่วน ทั้งฝ่ายทหารจากหน่วยเฉพาะกิจราชมนู อำเภอแม่สอด ทหารพรานจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 อำเภอแม่สอด ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 และตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรแม่สอด รวมถึงรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลท่าสายลวด เพื่อเข้าระงับเหตุการณ์ที่กำลังตึงเครียด กลุ่มชาวจีนกว่า 300 คน ก่อจลาจลในห้องกักขัง ตม.ตาก ได้ทำลายทรัพย์สินทางราชการหลายรายการ เช่น กล้องวงจรปิด ตู้เอกสาร และเก้าอี้พักคอย นอกจากนี้ยังเกิดการทะเลาะวิวาทกันเองภายในกลุ่ม จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

ชาวจีนกว่า 300 คน ก่อจลาจลในห้องกักขัง ตม.ตาก

ในการเข้าระงับเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ได้ส่งทีมเจรจาเข้าไปสอบถามถึงความต้องการของกลุ่มผู้ก่อเหตุ ทำให้ทราบว่าความต้องการหลักของพวกเขาคือการให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการส่งตัวกลับประเทศจีนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำเพื่อควบคุมสถานการณ์และเข้าควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้สำเร็จ โดยไม่มีการสูญเสียชีวิตเกิดขึ้นในเหตุการณ์นี้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวนและตรวจสอบจำนวนผู้ต้องควบคุมอย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าไม่มีผู้ใดหลบหนีออกจากสถานที่ควบคุม

ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) กำลังดำเนินการประสานข้อมูลรายละเอียดกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดและเตรียมที่จะชี้แจงต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพรวมต่อไป

เหตุสแกมเมอร์จีนเทาเผาสำนักงานในเมียวดี

นอกจากเหตุการณ์จลาจลในห้องกักขังแล้ว ยังมีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) ได้แจ้งว่า กลุ่มชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ที่ไม่ได้ออกมาจากแหล่งสแกมเมอร์ ได้ก่อเหตุเผาอาคารสแกมเมอร์ออนไลน์ บริเวณบ้านมินลาป่าน อำเภอเมียวดี จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านห้วยมหาวงศ์และบ้านแม่โกนเกน ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

ชาวต่างชาติกลุ่มดังกล่าวได้ร่วมกันจุดไฟเผาอาคารที่ใช้เป็นสถานที่ทำงานและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรงและมีกลุ่มควันดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากฝั่งประเทศไทย

เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งและมีการสู้รบระหว่างทหารเมียนมากับฝ่ายเคเอ็นยู ทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปดับไฟได้ แม้ว่าจุดเกิดเหตุจะอยู่ใกล้กับแม่น้ำเมยก็ตาม คาดการณ์ว่าสาเหตุของการก่อเหตุในครั้งนี้อาจเกิดจากความกดดันและความคับข้องใจที่ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ เนื่องจากไม่สามารถข้ามมายังฝั่งประเทศไทยได้

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความซับซ้อนของสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต ชาวจีนกว่า 300 คน ก่อจลาจลในห้องกักขัง ตม.ตาก เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ที่มา – ชาวจีนกว่า 300 คน ก่อจลาจลในห้องกักขัง ตม.ตาก อ้างอยากให้ส่งกลับประเทศเร็วๆ

2 ชายสิงคโปร์โดนจับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ชายชาวสิงคโปร์สองคนถูกตั้งข้อหาในฐานะผู้โทรหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งสแกมเมอร์ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา และมุ่งเป้าไปที่การหลอกลวงเหยื่อในสิงคโปร์

คงไม่มีใครอยากตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้แน่นอน วันนี้เรามาอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ

นายเวย์น โซ หยู เฉิน อายุ 27 ปี และนายไบรอัน ซี อิง ฟา อายุ 32 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โทรหลอกลวงประจำศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงประมาณวันที่ 9 กันยายนปีนี้

ทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมองค์กร คนละ 1 กระทง ในข้อหาเข้าร่วมในการกระทำที่พวกเขาทราบว่าจะเอื้อต่อการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และต้องสงสัยว่ามีส่วนสนับสนุนวัตถุประสงค์ผิดกฎหมายของ “กลุ่มอาชญากรรมที่เชื่อมโยงกับสิงคโปร์”

ตามคำแถลงของตำรวจก่อนหน้านี้ นายโซ ถูกเนรเทศออกจากกัมพูชา ขณะที่ นายซี ถูกจับกุมระหว่างการเข้าตรวจค้นในจังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย

ชายทั้งสองคนเป็นส่วนหนึ่งในบรรดาผู้ต้องสงสัย 34 ราย ที่สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ต้องการตัวในฐานะสมาชิกของกลุ่มอาชญากรองค์กร

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตำรวจสิงคโปร์และหน่วยงานของกัมพูชาได้ร่วมกันทลายแก๊งอาชญากรรมดังกล่าว ซึ่งก่อเหตุหลอกลวงโดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสิงคโปร์

ตำรวจระบุว่า แก๊งนี้ซึ่งปฏิบัติการอย่างลับ ๆ จากศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ เชื่อว่าเป็นผู้รับผิดชอบคดีอย่างน้อย 438 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1,021 ล้านบาท)

สำหรับผู้ที่อยู่ในการควบคุมตัวในสิงคโปร์แล้ว ได้แก่ นายอึ้ง เหว่ย คัง น้องชายของหัวหน้าแก๊งที่ถูกกล่าวหา และนางสาวคริสตี้ นีโอ เหว่ย เอิน  แฟนสาวของเขา ซึ่งทั้งสองยังคงถูกควบคุมตัวต่อไปหลังจากการยื่นประกันตัวไม่สำเร็จ ส่วนนายอึ้ง เหว่ย เหลียง หัวหน้าแก๊งชาวสิงคโปร์ที่ถูกกล่าวหา ยังคงหลบหนีอยู่ พร้อมกับผู้ต้องสงสัยอื่น ๆ อีก 31 คน

นายโซและนายซี ถูกเนรเทศไปยังสิงคโปร์และถูกจับกุมทันทีที่เดินทางถึงในวันที่ 16 พฤศจิกายน หลังจากถูกตั้งข้อหา พวกเขาจะถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนและจะต้องกลับมารายงานตัวต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 24 พฤศจิกายน

หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาเข้าร่วมในการกระทำที่พวกเขาทราบว่าจะเอื้อต่อการกระทำความผิดร้ายแรงใด ๆ เพื่อส่งเสริมจุดประสงค์ที่ผิดกฎหมายของแก๊งอาชญากร พวกเขาอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ.

2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและขอบข่ายการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ซึ่งมักมีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศหนึ่งแต่กลับมุ่งเป้าไปที่การหลอกลวงเหยื่อในอีกประเทศหนึ่ง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์

  • ผู้ต้องหา 2 รายคือนายเวย์น โซ หยู เฉิน และนายไบรอัน ซี อิง ฟา
  • ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โทรหลอกลวงประจำศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ
  • ถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมองค์กร
  • แก๊งนี้ก่อเหตุหลอกลวงโดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสิงคโปร์
  • ความเสียหายรวมกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

การจับกุม 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในครั้งนี้เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจสิงคโปร์และหน่วยงานของกัมพูชา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประชาชนจะต้องเพิ่มความระมัดระวังและตระหนักถึงกลโกงต่าง ๆ ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ในการหลอกลวงเหยื่อ 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่ใหญ่กว่า ดังนั้นการป้องกันตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ข้อควรระวังเพื่อป้องกันตนเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงินแก่บุคคลที่ไม่รู้จัก
  • ตรวจสอบข้อมูลให้แน่ใจก่อนทำธุรกรรมใด ๆ
  • อย่าหลงเชื่อคำขู่หรือข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • หากสงสัยว่าถูกหลอกลวง ให้แจ้งความกับตำรวจทันที

คดี 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์และปกป้องตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ที่มา – 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

Scroll to top