กรมชลประทาน

นายกฯ ร่วมเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน เตรียมเพาะนาเอง

นายกฯ ร่วมเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน เตรียมนำไปเพาะในแปลงนาของตัวเอง เป็นข่าวที่สร้างความประทับใจให้กับประชาชนชาวไทยจำนวนมากในช่วงนี้ โดยเฉพาะหลังจากพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพระราชพิธีสำคัญที่แสดงถึงพระราชกรณียกิจในการส่งเสริมการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายกฯ ร่วมเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน เตรียมนำไปเพาะในแปลงนาของตัวเอง

วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางตรงไปยังบริเวณแปลงนาสาธิตทันที ที่นั่นมีการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานลงดิน นายกฯ ไม่รอช้า ร่วมกับประชาชนทั่วไปในการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกเหล่านั้น ใส่ถุงที่เตรียมไว้อย่างเรียบร้อย

ภาพเหตุการณ์นี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อหลายแห่ง แสดงให้เห็นนายกฯ ยืนก้มเก็บเมล็ดข้าวอย่างตั้งใจ ท่ามกลางผู้คนที่มาร่วมพิธี ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง นายกฯ ยังกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "เป็นครั้งแรกที่ได้มาเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน เมื่อก่อนไม่เคยได้ทำ" และยืนยันว่าจะนำเมล็ดเหล่านี้ไปเพาะปลูกในแปลงนาส่วนตัว เพื่อให้เติบโตเป็นสิริมงคล โดยไม่เปิดเผยว่าอยู่ที่ไหน เพื่อความเป็นส่วนตัว

นายกฯ ร่วมเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน

ประชาชนตื่นเต้น ทักทายนายกฯ แบบใกล้ชิด

ระหว่างนั้น ประชาชนที่มาร่วมพิธีต่างเข้ามาทักทายและขอถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรีอย่างคึกคัก โดยเฉพาะเกษตรกรที่ได้รับรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายกฯ ก็ยินดีร่วมถ่ายภาพหมู่ สร้างความประทับใจให้ทุกคน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแสดงถึงความถ่อมตนของผู้นำประเทศ แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของพระราชพิธีที่เชื่อมโยงราชสำนักกับประชาชน

นายกฯ ถ่ายรูปกับเกษตรกร

มาตรการรัฐบาลรับมือภัยแล้งปีนี้

นอกจากกิจกรรมเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานแล้ว นายกฯ ยังได้กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในปีที่คาดว่าจะมีภัยแล้งรุนแรง โดยรัฐบาลได้วางแผนบูรณาการหลายหน่วยงาน เช่น

  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมชลประทาน จัดหาน้ำบาดาล น้ำใต้ดิน
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • กักเก็บน้ำให้มากที่สุดตามพยากรณ์อากาศ

เพื่อให้เกษตรกรไม่เดือดร้อน การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยรักษาผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย

นายกฯ กล่าวถึงมาตรการภัยแล้ง

พระราชพิธีพืชมงคลนี้ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และการเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก นายกฯ ร่วมเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน เตรียมนำไปเพาะในแปลงนาของตัวเอง จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่ใกล้ชิดประชาชนและเข้าใจวิถีเกษตรกร การกระทำนี้ยังกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเกษตรยั่งยืน

ในฐานะนักข่าวการเมือง เรามองว่ากิจกรรมนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลให้ดูเข้าถึงได้มากขึ้น หากคุณเป็นเกษตรกรหรือสนใจข่าวสารเกษตร ลองติดตามมาตรการรัฐบาลเพิ่มเติม และอย่าลืมแบ่งปันบทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – นายกฯ ร่วมเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน เตรียมนำไปเพาะในแปลงนาของตัวเอง

“สุริยะ” กางแผนรับมือ ซูเปอร์เอลนีโญ ช่วยเกษตรกร

ในสถานการณ์ที่ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญกำลังคุกคามภาคเกษตรกรรมของไทย ทำให้สภาพอากาศร้อนอบอ้าวและฝนตกน้อยกว่าปกติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “สุริยะ” ได้สั่งการเตรียมมาตรการเชิงรุกอย่างเร่งด่วน โดยสุริยะ กางแผนรับมือ ซูเปอร์เอลนีโญเพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกรทั่วประเทศให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยการชู 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ กักเก็บน้ำ เติมน้ำ ปรับเปลี่ยนพืช และเฝ้าระวังภัย ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถรับมือกับภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุริยะ กางแผนรับมือ ซูเปอร์เอลนีโญ ด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก

วันที่ 27 เมษายน 2567 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยถึงแผนงานที่ครอบคลุมทุกมิติในการรับมือซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ปริมาณฝนลดลงอย่างมาก ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ กระทรวงเกษตรฯ จึงระดมสรรพกำลังทั้งหมด โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการตามยุทธศาสตร์ 4 ประการทันที เพื่อปกป้องผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

1. บริหารจัดการน้ำแบบหยดสุดท้าย (Water Management)

ยุทธศาสตร์แรกคือการบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มงวด โดยกรมชลประทานจะดูแลน้ำในเขื่อนหลัก โดยให้ความสำคัญกับน้ำอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงกระจายน้ำผ่านระบบคลองไปยังพื้นที่เกษตรที่กำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ ยังมีการกักเก็บน้ำจากทุกแหล่งให้มากที่สุด เพื่อรองรับสถานการณ์ยาวนาน

2. ปฏิบัติการฝนหลวงล่าความชื้น (Rainmaking)

กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง เมื่อสภาพอากาศเหมาะสม จะทำการปฏิบัติการฝนหลวงทันที เพื่อเติมน้ำลงอ่างเก็บน้ำ สร้างความชุ่มชื้นให้ป่าไม้ พื้นที่ไร่ และนา ซึ่งจะช่วยบรรเทาภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย (Crop Substitution)

เพื่อลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชน้ำมาก กระทรวงฯ จะรณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชระยะสั้น ใช้น้ำน้อย แต่มีมูลค่าสูงและตลาดมั่นคง เช่น ผักสวนครัว ผลไม้ หรือพืชสมุนไพร ซึ่งไม่เพียงประหยัดน้ำ แต่ยังเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในช่วงวิกฤติ

4. ระบบเตือนภัยและการเยียวยา (Early Warning & Relief)

ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร จะติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า พร้อมมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงบริการแบบครบวงจรผ่านแอป “ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช” ที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลและความช่วยเหลือได้รวดเร็ว

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกหน่วยงานพร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง โดยจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ติดตามสถานการณ์เอลนีโญอย่างใกล้ชิด ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและชลประทานในการบูรณาการข้อมูล นอกจากนี้ ยังยกระดับการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครเกษตร เพื่อประชาสัมพันธ์และช่วยเหลือในพื้นที่ รวมถึงแนะนำการเคลื่อนย้ายปศุสัตว์หากจำเป็น

แผนสุริยะ กางแผนรับมือ ซูเปอร์เอลนีโญนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสียหายจากภัยแล้ง แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต เกษตรกรควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด และปรับตัวตามคำแนะนำเพื่อรักษาผลผลิตให้ได้มากที่สุด

  • ติดตามประกาศน้ำจากกรมชลประทาน
  • ใช้เทคโนโลยีการเกษตรประหยัดน้ำ
  • เข้าร่วมอบรมปรับเปลี่ยนพืชผล

สุดท้ายนี้ การเตรียมพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เกษตรกรไทยผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ ลองใช้แอปพิรุณราชเพื่อรับข้อมูล real-time วันนี้เลยครับ!

ที่มา – “สุริยะ” กางแผนรับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” สั่งระดมสรรพกำลังช่วยเกษตรกรทั่วประเทศ

พลิกฟื้นอีสาน โครงการโขง-เลย-ชี-มูล ระยะที่ 1

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ถ้าพูดถึงภาคอีสาน หลายคนคงนึกถึงภาพทุ่งนาแห้งแล้งในฤดูแล้ง หรือน้ำท่วมหนักในฤดูฝนใช่ไหมล่ะ แต่ข่าวดีกำลังมาแล้วนะครับ กรมชลประทานกำลังเดินหน้าโครงการโขง-เลย-ชี-มูล ระยะที่ 1 เพื่อพลิกฟื้นผืนดินอีสานให้เขียวขจี เติมน้ำชลประทานให้พื้นที่เกษตรกว่า 1.3 ล้านไร่ ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซากได้อย่างยั่งยืน

โครงการโขง-เลย-ชี-มูล ระยะที่ 1 คืออะไรกันแน่?

โครงการนี้เป็นเมกะโปรเจกต์ที่ใช้หลักการง่ายๆ แต่ทรงพลังสุดๆ นั่นคือ “แรงโน้มถ่วงของโลก” ให้สายน้ำไหลไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งสูบน้ำด้วยไฟฟ้าแพงๆ ลดต้นทุนระยะยาว แถมยังลดผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินอีกด้วย ระบบจะใช้คลองเปิดและอุโมงค์เฉพาะจุดที่ต้องข้ามภูเขาหรือชุมชนหนาแน่น เพื่อรักษาแรงดันน้ำให้ไหลฉับไว

เส้นทางเริ่มจากปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย ผ่านจ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี ไปสิ้นสุดที่อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น สามารถผันน้ำได้ 160 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือน้ำรวมกว่า 2,664 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เลขตัวนี้ไม่ใช่แค่น้ำ แต่คือชีวิตใหม่ของเกษตรกรอีสาน!

พื้นที่รับประโยชน์จากโครงการโขง-เลย-ชี-มูล ระยะที่ 1

  • พื้นที่สูบน้ำ จ.หนองบัวลำภู: 11,680 ไร่
  • พื้นที่เพาะปลูกรอบเขื่อนอุบลรัตน์ฤดูแล้ง: 60,600 ไร่
  • พื้นที่ชลประทานลำน้ำพอง-ลำน้ำชี: กว่า 1.26 ล้านไร่
  • รวมทั้งหมด: 1,333,512 ไร่

นายพิเชษฐ รัตนปราศาสาตกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน บอกว่าขณะนี้โครงการอยู่ในขั้นสำรวจและออกแบบรายละเอียด ยังไม่เริ่มก่อสร้างหรือเวนคืนที่ดิน ทุกอย่างโปร่งใส คำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก “โครงการโขง-เลย-ชี-มูล ระยะที่ 1 จะเปลี่ยนพื้นที่ขาดน้ำให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ มีน้ำทั้งปี เพิ่มรอบการปลูก ยกระดับรายได้ ลดหนี้สินเกษตรกร”

นอกจากนี้ ยังช่วยด้านพลังงานด้วย นายชาญณรงค์ จันทมงคล ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต บอกว่าน้ำต้นทุนเพิ่มจะช่วยผลิตไฟฟ้าพลังน้ำได้ดีขึ้น บริหารเขื่อนอุบลรัตน์ยืดหยุ่นทั้งไฟฟ้า ชลประทาน และป้องกันน้ำท่วม

ฟังเสียงจากชาวบ้านจริงๆ หน่อยนะครับ ที่ต.นาคำ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มี 38 ครัวเรือน แต่ทำเกษตรเต็มที่ได้แค่ 5 ครัวเพราะขาดน้ำ นางพรทิพย์ ขามก้อน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บอกว่า “ถ้ามีน้ำพอ จะปลูกพืชได้ทั้งปี ลดการอพยพไปทำงานต่างจังหวัด สร้างความมั่นคงให้ลูกหลาน”

นายเจษฎา ตันติบัญชาชัย นายกเทศมนตรีตำบลเขื่อนอุบลรัตน์ ก็มองบวก “นี่คือความหวังด้านน้ำที่นำไปสู่เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

จุดเด่นที่ทำให้โครงการโขง-เลย-ชี-มูล ระยะที่ 1 แตกต่าง:

  • ประหยัดค่าไฟ เพราะใช้น้ำไหลเอง
  • คลองเปิดบางช่วง ลดต้นทุนขุดอุโมงค์ทั้งสาย
  • ส่งน้ำเร็ว ทั่วถึงพื้นที่เกษตร
  • ยั่งยืน ลดพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

สรุปแล้ว โครงการนี้ไม่ใช่แค่โครงสร้าง แต่คืออนาคตของอีสานที่สดใสกว่าเดิม เมื่อมีน้ำ เกษตรกรจะยิ้มได้ทั้งปี เศรษฐกิจหมุนเวียน ชุมชนเข้มแข็ง คุณล่ะ คิดว่าอีสานจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง? คอมเมนต์แชร์ความคิดเห็นด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ชาวอีสานด้วยนะครับ!

ที่มา – พลิกฟื้นอีสาน กรมชลประทาน เดินหน้าโครงการ “โขง-เลย-ชี-มูล” ระยะที่ 1 เติมน้ำ 1.3 ล้านไร่

กรมชลประทาน เตรียมเครื่องจักร–เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง “พายุฤดูร้อน”

กรมชลประทาน เตรียมเครื่องจักร–เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง “พายุฤดูร้อน” ที่จะพัดปกคลุมภาคเหนือและขยายวงกว้างไปยังภาคอื่นๆ ในช่วงวันที่ 11–13 มีนาคม 2567 นี้ เพื่อรับมือสถานการณ์ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บ และน้ำท่วมฉับพลัน กรมชลประทานได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ ช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมชลประทาน เตรียมเครื่องจักร–เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง “พายุฤดูร้อน” 11–13 มี.ค.นี้

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ของกรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนภัยพายุฤดูร้อนที่จะกระทบประเทศไทยตอนบน โดยเริ่มจากภาคเหนือ แล้วลามไปภาคกลางด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พายุนี้จะนำพาฝนฟ้าคะนองหนัก ลมแรง ลูกเห็บ และฟ้าผ่าในบางพื้นที่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน

สาเหตุของพายุฤดูร้อนที่กรมชลประทาน เตรียมเครื่องจักร–เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง

สภาพอากาศแปรปรวนเกิดจากคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากเมียนมาเคลื่อนเข้ามาปกคลุมภาคเหนือ ประกอบกับมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และทะเลจีนใต้ ขณะที่ตอนบนของไทยมีอากาศร้อนอบอ้าว ทำให้เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิ ส่งผลให้พายุฤดูร้อนก่อตัวอย่างรวดเร็ว ในอดีต พายุแบบนี้เคยสร้างความเสียหายหนัก เช่น ในปี 2566 ที่มีรายงานน้ำท่วมในหลายจังหวัด

มาตรการเตรียมความพร้อมรับมือพายุฤดูร้อนของกรมชลประทาน

เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบ กรมชลประทาน เตรียมเครื่องจักร–เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง “พายุฤดูร้อน” โดยกำชับโครงการชลประทานทั่วประเทศให้บริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม ดังนี้

  • บริหารระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ: ตรวจสอบและปรับระดับน้ำให้ต่ำกว่าปกติ เพื่อรองรับน้ำฝนเพิ่มฉับพลัน ปัจจุบันหลายอ่างเก็บน้ำมีพื้นที่รับน้ำว่างมากพอ
  • ตรวจสอบโครงสร้างชลประทาน: ดูความแข็งแรงของเขื่อน คลอง และระบบระบายน้ำ รวมถึงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เพื่อป้องกันพังทลาย
  • กำจัดผักตบชวาและวัชพืช: ดำเนินการต่อเนื่องในแหล่งน้ำหลัก เพื่อเพิ่มการไหลของน้ำ ลดการอุดตันเมื่อฝนตกหนัก
  • จัดเตรียมเครื่องจักรและอุปกรณ์: เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ ปั๊มฉุกเฉิน พร้อมใช้งานทันที หากเกิดน้ำหลากหรือท่วมขัง
  • ระดมกำลังเจ้าหน้าที่: เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง รายงานสถานการณ์เรียลไทม์ผ่าน SWOC และประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น

ผลกระทบที่คาดหวังและคำแนะนำประชาชน

พายุฤดูร้อนอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ลำพูน และขยายไปนครสวรรค์ อ่างทอง กรุงเทพฯ ประชาชนควรเตรียมตัวดังนี้

  • ติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุฯ และประกาศน้ำจากกรมชลประทานทุกวัน
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงบ่ายถึงค่ำ ซึ่งเป็นเวลาที่พายุรุนแรงที่สุด
  • เตรียมเสบียงอาหาร น้ำดื่ม และยา สำหรับกรณีฉุกเฉิน
  • อย่าไปในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมหรือเนินสูงที่อาจมีลูกเห็บ
  • ถอนทุนจากที่ดินต่ำและเก็บทรัพย์สินให้พ้นน้ำ

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดน้ำและดาวเทียม เพื่อพยากรณ์น้ำหลากล่วงหน้า ช่วยให้การตอบสนองรวดเร็วขึ้น

การเตรียมความพร้อมเชิงรุกของกรมชลประทาน ในครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ยั่งยืน ช่วยลดความสูญเสียได้อย่างมีนัยสำคัญ หากประชาชนร่วมมือกัน ติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด เราจะผ่านพ้นช่วงพายุฤดูร้อนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

ติดตามข่าวสารและประกาศน้ำล่าสุดจากเว็บไซต์กรมชลประทาน เพื่อความพร้อมสูงสุด!

ที่มา – กรมชลประทาน เตรียมเครื่องจักร–เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง “พายุฤดูร้อน” 11–13 มี.ค.นี้

อรรถกรสั่งเร่งช่วยนักท่องเที่ยวตกค้างหาดใหญ่

สถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ล่าสุด “อรรถกรสั่งเร่งส่งอาหาร–น้ำดื่มเข้าช่วยนักท่องเที่ยวตกค้างนับพันที่หาดใหญ่” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก พบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้เนื่องจากน้ำท่วมสูง

นายอรรถกรได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือ โดยมีการประสานงานเพื่อจัดส่งอาหารและน้ำดื่มให้กับนักท่องเที่ยวที่ติดค้างตามโรงแรมต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับกงสุลเพื่อช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ สนามบินหาดใหญ่ได้จัดตั้งจุดให้ความช่วยเหลือ และตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับเจ้าหน้าที่ TAC คอยรับเรื่องและให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง

อรรถกรสั่งเร่งส่งอาหาร–น้ำดื่มเข้าช่วยนักท่องเที่ยวตกค้างนับพันที่หาดใหญ่

นายอรรถกรกล่าวว่า มีนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนติดค้างตามโรงแรมต่างๆ เนื่องจากระดับน้ำสูงเกินกว่ารถทั่วไปจะเข้าถึงได้ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กรมชลประทานจัดรถบรรทุก 10 ล้อเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งอาหาร น้ำดื่ม และรับนักท่องเที่ยวที่ติดค้างไปยังศูนย์พักพิงหรือสนามบิน โดยให้ประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง

“สถานการณ์น้ำไหลมาเร็วและแรง ทำให้รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เดินทางยากลำบาก เราจึงประสานรถขนาดใหญ่ของกรมชลประทานเข้าช่วยเหลือเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังได้ประสานร้านอาหารหลายแห่งในพื้นที่ให้นำอาหารและน้ำดื่มไปแจกจ่ายแก่ผู้ติดค้างอย่างต่อเนื่อง” นายอรรถกรกล่าว

สำหรับสถานการณ์ที่สนามบินหาดใหญ่ นายอรรถกรคาดว่าจะมีผู้โดยสารตกค้างประมาณ 800–1,000 คน เนื่องจากเดินทางเข้าตัวเมืองลำบาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประสานให้สนามบินจัดจุดช่วยเหลือ จัดเตรียมน้ำดื่ม อาหาร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และของใช้จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องพักค้าง โดยเฉพาะจุดปฐมพยาบาลและห้องน้ำต้องเพียงพอต่อความต้องการ ตำรวจท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ TAC ได้จัดเวรผลัดเปลี่ยนดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ความคืบหน้าล่าสุด: อรรถกรสั่งเร่งส่งอาหาร–น้ำดื่มเข้าช่วยนักท่องเที่ยวตกค้างนับพันที่หาดใหญ่

นายอรรถกรกล่าวเพิ่มเติมว่า “ทุกหน่วยงานเร่งปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง ทั้งจังหวัดสงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ ตำรวจท่องเที่ยว หน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนอาหารและน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ผมประเมินว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายในช่วง 2–3 วันนี้ หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม”

รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ และจะดูแลอย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

นายอรรถกรยังได้เดินตรวจเยี่ยมและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ตกค้างภายในสนามบิน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและประชาชนที่ไม่สามารถกลับบ้านได้ โดยได้ขอให้สนามบินจัดจุดบริการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ และให้บริการน้ำและอาหาร

สถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ อรรถกรสั่งเร่งส่งอาหาร–น้ำดื่มเข้าช่วยนักท่องเที่ยวตกค้างนับพันที่หาดใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในยามยากลำบาก

ที่มา – “อรรถกร” สั่งเร่งส่งอาหาร–น้ำดื่มเข้าช่วยนักท่องเที่ยวตกค้างนับพันที่หาดใหญ่

ปภ. เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 8 จังหวัดที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างหนัก

ปภ. เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้หลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปภ. จึงได้ระดมสรรพกำลังและเครื่องมือเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการส่ง เครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง โดยมี 8 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล และสงขลา ซึ่งมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ปภ. ได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคใต้เร่งส่ง เครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด อย่างเร่งด่วน โดยมีการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ รถบรรทุก และอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อช่วยในการระบายน้ำและช่วยเหลือผู้ประสบภัย

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา ได้สนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัย รวม 11 รายการ กระจายกำลังปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง

การติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ต่างๆ

สำหรับจังหวัดสงขลา มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดท่อส่ง 12 นิ้ว และขนาดท่อส่ง 14 นิ้ว จำนวน 7 เครื่อง ในพื้นที่ 7 จุด ได้แก่

  • ชุมชนแหล่งพระราม ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา
  • ชุมชนท่าเรือประมงเก่า ต.บ่อยาง อ.เมืองขลา
  • สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา
  • หน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา
  • ตำบลทุ่งหวัง อ.เมืองสงขลา
  • เทศบาลตำบลพะวง อ.เมืองสงขลา
  • เทศบาลตำบลกำแพงเพชร อ.รัตภูมิ

ในส่วนของจังหวัดปัตตานี มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดท่อส่ง 14 นิ้ว และขนาดท่อส่ง 16 นิ้ว จำนวน 4 เครื่อง ในพื้นที่ 3 จุด ได้แก่

  • หน้าร้านไทปัน ทม.รูสะมิแล อ.เมืองปัตตานี
  • เชิงสะพานเดชานุชิต ทม.ปัตตานี อ.เมืองปัตตานี
  • หน้าวิทยาลัยเทคนิคปัตตานี ทม.ปัตตานี อ.เมืองปัตตานี

ปภ. ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีการกระจายกำลัง เครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด รวม 338 รายการ เจ้าหน้าที่รวม 159 คน จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 แห่ง

นอกจากพื้นที่ภาคใต้แล้ว ปภ. ยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะสนับสนุนทรัพยากรเครื่องจักรกลสาธารณภัยช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย หากเรามีการวางแผนที่ดีและทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะสามารถลดผลกระทบจากภัยพิบัติและช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างทันท่วงที ปภ. เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด เป็นสัญญาณที่ดีของการพร้อมช่วยเหลือ

ที่มา – ปภ. เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด

ธรรมนัสอนุมัติงบ 20 ล้าน สร้างประตูระบายน้ำ แก้น้ำท่วม

“รมว.ธรรมนัส” อนุมัติงบ 20 ล้าน สร้างประตูระบายน้ำ แก้น้ำท่วมเรื้อรัง ที่อำเภอนครชัยศรี พร้อมลุยขยายตลาด ส้มโอ–มะพร้าว–กล้วยไม้ ส่งไปจีน

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และนายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ตรวจราชการ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและความคืบหน้าโครงการก่อสร้างด้านชลประทาน

คณะของ ร.อ.ธรรมนัส ได้เข้าตรวจจุดก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำท่าจีนเชื่อมคลองสูบน้ำ โรงพยาบาลห้วยพลู หมู่ 2 ก่อนเดินทางต่อไปยังวัดใหม่สุคนธาราม เพื่อตรวจพื้นที่ก่อสร้าง โครงการประตูระบายน้ำคลองพระน้อย โดยมี สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม (กธ.) คือ นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์ นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ และนายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ อดีต สส.นครปฐม พรรคพลังประชารัฐ ให้การต้อนรับ

ร.อ.ธรรมนัส ได้พบปะกับประชาชนและมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ พร้อมกล่าวกับประชาชนว่า ตนเองได้เดินทางไปนครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปสู่รัฐและมณฑลต่างๆ ของจีน และประเทศต่างๆ เพื่อเจรจาเปิดตลาดสินค้าทางการเกษตร จึงขอฝากเกษตรกรชาวนครปฐมที่ปลูกส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม และกล้วยไม้ รวมถึงเรื่องสุกร จะมีมาตรการที่กำลังจะทำตามนโยบายควิกวิน เพื่อขยายตลาดส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการประตูระบายน้ำ-สถานีสูบน้ำโรงพยาบาลห้วยพลู ที่ประชาชนเรียกร้องมา ตนเองจะใช้เงินเหลือจ่ายปี 2569 ประมาณ 20 ล้านบาท จะเริ่มก่อสร้างได้ทันทีหลังแบบเสร็จในเดือนธันวาคม ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมเรื้อรังในพื้นที่ เพราะโรงพยาบาลห้วยพลูได้รับผลกระทบมานาน ต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้งบประมาณดังกล่าวได้อนุมัติแล้วเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา สามารถดำเนินการได้ทันที

ส่วนการบริหารจัดการน้ำ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ตอนแรกเข้าใจว่าพายุลูกสุดท้ายคือ บัวลอย น่าจะจบแล้ว แต่ก็ยังมีตัวใหม่มา กรมชลประทานมีศูนย์บริหารจัดการน้ำอัจฉริยะที่สามารถประชุมออนไลน์และสั่งการได้ทันทีในทุกจังหวัด เราสั่งการไปทั่วประเทศได้เลย และจะรู้ข้อมูลจริงๆ ว่าปริมาณน้ำทั้งหมดมีเท่าไหร่ ฉะนั้นเวลาพูดกัน ไม่ว่าหน่วยงานใดก็ตาม ถ้าไม่มีข้อมูลบนข้อเท็จจริงมันจะทำให้เกิดความสับสน ในอนาคตตนเองในฐานะกำกับดูแลกรมชลประทานซึ่งเป็นหน่วยงานปฏิบัติการต้องรู้ว่า มวลน้ำมีปริมาณเท่าไหร่ แล้วเราจะต้องสั่งการอย่างไรให้มันเป็นระบบ

ส่วนของลำน้ำสาขาต่างๆ ที่มีความตื้นเขิน โดยอยู่ในความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า ตนเองได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเห็นชอบว่าจะให้กรมชลประทานที่มีความพร้อม ร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม หน่วยทหารช่างที่มีเครื่องมือขุดลอก ก็จะมอบหมายให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ไปหารือดำเนินการทันทีที่กระทรวงคมนาคมส่งมอบพื้นที่

ธรรมนัสอนุมัติงบ 20 ล้าน สร้างประตูระบายน้ำ แก้น้ำท่วม

งบ 20 ล้าน สร้างประตูระบายน้ำ แก้น้ำท่วม อ.นครชัยศรี

การอนุมัติงบประมาณในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่นครชัยศรีอย่างจริงจัง การสร้างประตูระบายน้ำจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประชาชนในพื้นที่ ช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วม และสร้างความมั่นใจในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ

การที่ ร.อ.ธรรมนัส ลงพื้นที่ด้วยตนเอง ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันก็จะสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การผลักดันสินค้าเกษตรไปสู่ตลาดต่างประเทศ ก็เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลที่จะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกร การขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร จะช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้ามากขึ้น และมีรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น

โครงการ สร้างประตูระบายน้ำ แก้น้ำท่วม ที่ อ.นครชัยศรี เป็นเพียงหนึ่งในหลายโครงการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาประเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันก็จะสามารถสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ธรรมนัส” ลุย อ.นครชัยศรี อนุมัติงบ 20 ล้าน สร้างประตูระบายน้ำ แก้น้ำท่วม

“ภราดร” ห่วง! เร่งระบายน้ำ หวั่นเขื่อนภูมิพลเต็ม

สถานการณ์น้ำน่าเป็นห่วง! “ภราดร” เร่งระบายน้ำลงทุ่งสองฝั่ง ป้องกันเขื่อนภูมิพลเต็มความจุ สกัดน้ำเข้ากรุงเทพฯ พร้อมพิจารณามาตรการเยียวยาพื้นที่ประสบภัยซ้ำซาก

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมบริหารจัดการน้ำเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า สถานการณ์น้ำน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลสูงถึง 90 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่การระบายน้ำอยู่ที่ 45-48 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นวันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป คาดว่าอีกไม่นานเขื่อนภูมิพลจะเต็มความจุ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำเพื่อป้องกันเขื่อนล้น จากเดิม 45 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน อาจต้องเพิ่มเป็น 50-55 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

การเพิ่มการระบายน้ำจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำปิงและแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้น กรมชลประทานกำลังพิจารณาแนวทางการระบายน้ำเพิ่มเติม โดยมีมาตรการดังนี้:

  • ลดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ เนื่องจากปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนไม่มากเท่าเขื่อนภูมิพล จากเดิมระบาย 10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ลดลงเหลือ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือน้อยกว่านั้น
  • เพิ่มการระบายน้ำออกทางฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อรักษาระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาให้คงที่

พื้นที่รับน้ำทางฝั่งตะวันตกและตะวันออกอาจได้รับผลกระทบบ้าง จึงได้กำชับให้เร่งระบายน้ำเข้าทุ่ง แต่ต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ และใช้เป็นพื้นที่เก็บน้ำชั่วคราว เมื่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดลงแล้วจึงค่อยปล่อยน้ำออกจากทุ่ง

“ภราดร” รับสถานการณ์น้ำน่าห่วง เร่งระบายลงทุ่ง 2 ฝั่ง หวั่นเขื่อนภูมิพลเต็มความจุ

กรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่องน้ำระหว่างชาวบ้านในจังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยา ได้มีการพูดคุยเพื่อหาแนวทางแก้ไขแล้ว นายกรัฐมนตรีติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งหาแนวทางแก้ไขโดยด่วน รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัย โดยก่อนหน้านี้ ครม. ได้อนุมัติงบประมาณส่วนหนึ่งแล้ว และปภ. กำลังสำรวจเพิ่มเติมเพื่ออนุมัติงบประมาณเป็นระยะ เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว

มาตรการเยียวยาเพิ่มเติมสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ขณะนี้กำลังพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นเวลานาน เช่น ในจังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลา 2-3 เดือน จะมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นแนวทางที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ

ส่วนสถานการณ์น้ำในกรุงเทพฯ นั้น หากไม่เร่งระบายน้ำและหาพื้นที่เก็บน้ำ น้ำจะไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ อย่างแน่นอน จึงจำเป็นต้องนำน้ำไปเก็บในระบบชลประทานหรือในทุ่งให้มากที่สุด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

สำหรับข้อเสนอของฝ่ายค้านในการพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การดีดบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซากนั้น กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา โดยเฉพาะในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง และอีกหลายอำเภอ จะต้องพิจารณาแนวทางการดำเนินการอย่างเหมาะสม

สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้เป็นสิ่งที่ท้าทาย รัฐบาลกำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการบริหารจัดการน้ำและช่วยเหลือผู้ประสบภัย เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่าน

ที่มา – “ภราดร” รับสถานการณ์น้ำน่าห่วง เร่งระบายลงทุ่ง 2 ฝั่ง หวั่นเขื่อนภูมิพลเต็มความจุ

เขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำเพิ่ม เตือน 15 จังหวัด

กรมชลประทานคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีประมาณ 3,300 – 3,400 ลบ.ม./วินาที ทำให้มีการอนุญาตปรับระบายน้ำ “เขื่อนเจ้าพระยา” มากกว่า 2,700 ลบ.ม. เตือน 15 พื้นที่เฝ้าระวัง พื้นที่ริมน้ำ 15 แห่งต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อนุญาตให้ปรับเพิ่มการระบายน้ำ

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทานเปิดเผยว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 29/2568 เรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก สทนช.ได้ติดตามสภาพอากาศและประเมินสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่าในช่วงวันที่ 7 – 10 พฤศจิกายน 2568 มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือและภาคใต้ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม

กรมชลประทานคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 2,900 – 3,000 ลบ.ม./วินาที และปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาเพิ่มขึ้นประมาณ 400 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา มีประมาณ 3,300 – 3,400 ลบ.ม./วินาที และรับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรวม 550 ลบ.ม./วินาที

จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมชลประทานได้ดำเนินการภายใต้เกณฑ์การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา โดยประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติอนุญาตให้กรมชลประทาน อนุญาตปรับระบายน้ำ “เขื่อนเจ้าพระยา” มากกว่า 2,700 ลบ.ม. เตือน 15 พื้นที่เฝ้าระวัง โดยปริมาณน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ระดับน้ำตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน

อนุญาตปรับระบายน้ำ “เขื่อนเจ้าพระยา” มากกว่า 2,700 ลบ.ม. เตือน 15 พื้นที่เฝ้าระวัง

พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่:

  1. คลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง, คลองบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา, ตำบลลาดชิด ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย)
  2. วัดสิงห์ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  3. อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี
  4. อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  5. อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง
  6. ตำบลโพธิ์นางดำออก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท
  7. วัดเสือข้าม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
  9. บ้านท่าทราย อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท
  10. ตำบลอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  11. ตำบลเทวราช อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง
  12. ตำบลตลาดกรวด ตำบลย่านซื่อ ตำบลบ้านแห ตำบลจำปาหล่อ ตำบลมหาดไทย ตำบลโพสะ อำเภอเมือง, ตำบลบางจัก ตำบลสี่ร้อย ตำบลท่าช้าง ตำบลไผ่จำศีล ตำบลศาลเจ้าโรง อำเภอวิเศษชัยชาญ, ตำบลโพธิ์รังนก ตำบลบ่อแร่ ตำบลบางระกำ และตำบลองครักษ์ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง
  13. ตำบลตลุก ตำบลหาดอาษา และตำบลสรรพยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท
  14. ตำบลบ้านกระทุ่ม อำเภอเสนา, ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล, ตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน และตำบลประตูชัย อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  15. อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

กรมชลประทานแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ

กรมชลประทานได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 10 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 11 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมรับการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาที่เพิ่มขึ้น ขอให้ประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือหากระดับน้ำเพิ่มขึ้น หากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง จะรายงานให้ทราบทันที

สถานการณ์น้ำในขณะนี้ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การอนุญาตปรับระบายน้ำ “เขื่อนเจ้าพระยา” มากกว่า 2,700 ลบ.ม. เตือน 15 พื้นที่เฝ้าระวัง เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อบริหารจัดการน้ำในภาพรวม แต่ก็ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ การเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – อนุญาตปรับระบายน้ำ “เขื่อนเจ้าพระยา” มากกว่า 2,700 ลบ.ม. เตือน 15 พื้นที่เฝ้าระวัง

Scroll to top