การเมืองไทย

“วิโรจน์” แนะรัฐบาลวางท่าทีรอบคอบ หลังสหรัฐบุกอิหร่าน

“วิโรจน์” แนะรัฐบาลวางท่าทีให้รอบคอบ อย่าผลีผลามหลังสหรัฐฯบุกอิหร่าน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาให้คำแนะนำสำคัญต่อรัฐบาลไทยใหม่ ในการรับมือกับการบุกโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน

“วิโรจน์” แนะรัฐบาลวางท่าทีให้รอบคอบ อย่าผลีผลามหลังสหรัฐฯบุกอิหร่าน

วันที่ 1 มีนาคม 2569 นายวิโรจน์ เน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยต้องวางท่าทีอย่างรอบคอบ โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการสากล ไม่ควรกลัวจนละเลยหลักการ หรือผลีผลามเลือกข้าง โดยเฉพาะในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เด็ดขาดทั้งด้านทหารและสงครามการค้า สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อไทยในหลายมิติ เช่น การค้าขาย พลังงาน และความมั่นคง ดังนั้น รัฐบาลควรประเมินผลกระทบอย่างละเอียด

วิเคราะห์ท่าทีรัฐบาลไทยหลังสหรัฐบุกอิหร่าน

การบุกโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางร้าวฉาน ไทยซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากอิหร่านและพันธมิตร อาจเผชิญราคาน้ำมันพุ่งสูง นายวิโรจน์ แนะนำให้รัฐบาลใช้外交ที่สมดุล ไม่ประกาศจุดยืนชัดเจนทันที เพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติ

แซวให้แมว 3 ตัวแบกครม. นอกจากประเด็นต่างประเทศ นายวิโรจน์ยังวิจารณ์การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ว่าเป็นระบบโควตา ใช้ "3 ทหารเสือ" คือ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ-รมว.คลัง เป็นหน้าเป็นตา ที่เหลือเกลี่ยโควตาตามพรรคร่วม ไม่ใช่จากความสามารถ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เองก็มีปัญหา เพราะสมาชิกแท้ๆ เพียง 70 คน ที่เหลือดูดมารวมจากมุ้งต่างๆ อาจไม่ภักดีเต็มที่ หากเปรียบเป็นทีมฟุตบอล ครม. 35 คน แต่มีแค่ 3 คนเป็นตัวหลัก หากเจ็บก็ล้มทั้งทีม

300 เสียงในสภา: ไม่ง่ายอย่างที่คิด

แม้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงเกือบ 300 เสียง แต่ไม่ใช่เสียงแท้ทั้งหมด ร้อยกว่าคนมาจากบ้านใหญ่ มีอำนาจต่อรอง ในระยะสั้นอาจราบรื่นเพราะ "ขี้ใหม่หมาหอม" แต่ระยะยาว "ขี้เก่าหมาแกว" อาจมีปัญหา นายวิโรจน์ เปรียบเหมือนประเทศราชที่ส่งบรรณาการแต่ต้องการผลตอบแทน หากไม่ได้อาจแข็งข้อ

  • เสียง 70 เสียงแท้: ควบคุมง่าย
  • เสียงร้อยกว่าจากมุ้งอื่น: มีทรัพยากรตัวเอง ต่อรองได้
  • เสี่ยงล้มครม. หากไม่แบ่งโควตาเหมาะสม

อ่านเกมนายธรรมนัส: ต้องการร่วม ไม่ใช่ล้มรัฐบาล

สำหรับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายวิโรจน์ ชี้ว่าไม่ใช่ศัตรูจริง แต่เป็น "กิ๊กอยากชิงบ้าน" ต้องการร่วมรัฐบาลมากกว่าล้ม ข่าวขู่เลือกตั้งโมฆะอาจเป็นแค่กลยุทธ์เจรจา หากนายอนุทินยื่นมือ ก็อาจถอนทัพ ทั้งคู่อยู่ใต้ "กลุ่มจารีต" จึงไม่กล้าสู้สุดทาง

สรุปแล้ว “วิโรจน์” แนะรัฐบาลวางท่าทีให้รอบคอบ อย่าผลีผลามหลังสหรัฐฯบุกอิหร่าน จะช่วยให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าได้มั่นคง ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญของผู้นำไทย ควรเน้นผลประโยชน์ชาติเหนือการเมืองพรรค คุณคิดอย่างไรกับคำแนะนำนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “วิโรจน์” แนะรัฐบาลวางท่าทีให้รอบคอบ อย่าผลีผลามหลังสหรัฐฯบุกอิหร่าน

ยศชนัน นำทัพเพื่อไทยลุยสภาฯ ชู 4 กฎหมายเปลี่ยนประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวเด็ดมาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ ยศชนัน นำทัพเพื่อไทย กำลังเคลื่อนไหวแรงมาก หลังจากโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 โดยประกาศพร้อมลุยงานในสภาให้สุดพลัง ชู 4 ร่างกฎหมายสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยไปเลยทีเดียว แถมยังมีข่าวสะพัดว่าโควตารัฐมนตรีลงตัวแล้วด้วย มาฟังรายละเอียดกันเลยดีกว่าครับ

ยศชนัน นำทัพเพื่อไทย

หลังการประชุมใหญ่ร่วมกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และ นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ได้โพสต์ข้อความสุดฮึกเหิม บอกว่าพรรคพร้อมเริ่มทำงานทันทีที่สภาเปิดเซสชัน โดยย้ำชัดว่างานนิติบัญญัติคือ “กระดูกสันหลัง” ของการเปลี่ยนแปลงประเทศจริงๆ ครับ ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ นะ

ที่เจ๋งสุดคือ ยศชนัน นำทัพเพื่อไทย เตรียมยื่นร่างกฎหมาย 4 เรื่องใหญ่โตเลย มาดูกันว่ามันคืออะไรบ้าง และจะช่วยคนไทยยังไง

4 กฎหมายเปลี่ยนประเทศจากยศชนัน นำทัพเพื่อไทย

  • New Growth Engine: สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วยนวัตกรรม ช่วยให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล แก้ปัญหาการเติบโตแบบเก่าที่ชะงักงัน
  • Modern Security: ความมั่นคงในทุกมิติของโลกยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ทหาร แต่รวมถึงไซเบอร์ ความมั่นคงอาหาร พลังงาน ครอบคลุมหมด
  • Transparent Rules: ออกแบบกติกาสังคมที่โปร่งใสและทันสมัย ลดคอร์รัปชัน ให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่าย
  • Infrastructure for All: โครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด เช่น รถไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โรงพยาบาล

กฎหมายเหล่านี้ไม่ใช่แค่นโยบายลอยๆ แต่เป็นแผนที่ชัดเจน จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงของไทยในยุคใหม่ได้จริงๆ ครับ ถ้าผ่านสภาได้ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่เลย

สะพัดโควตา รมต.ลงตัว พรรคเพื่อไทยได้ 8 เก้าอี้

นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว ยังมีข่าวร้อนว่าในการร่วมรัฐบาลรอบนี้ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นหัวหอก พรรคเพื่อไทยได้โควตารัฐมนตรีรวม 8 ตำแหน่งเลยนะครับ แบ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ (รมว.) 5 ตำแหน่งหลักๆ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงแรงงาน, และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

ตัวผู้เล่นหลักชัดเจนมาก น่าจะเป็น 3 แคนดิเดตนายกฯ คือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ บวกด้วย ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯพรรค และ สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำรุ่นใหญ่ กำลังพิจารณาวางตัวลงกระทรวงไหนให้เหมาะสม

ส่วนรัฐมนตรีช่วย (รมช.) 3 ตำแหน่ง คาดเกษตรฯ 2 และศึกษาฯ 1 พรรคเน้นคัด ส.ส. พื้นที่เกรดเอ ที่รู้ปัญหาชาวบ้านจริงๆ เช่น นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม 5 สมัย อดีต รมช. ประสบการณ์เพียบ, น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผลงานเด่นโคราช, นายพัฒนา สัพโส ส.ส.สกลนคร 4 สมัย บ้านใหญ่สุดในพื้นที่, นายศุภชัย นพขำ ส.ส.ปทุมธานี ตัวแทนปริมณฑล, และ ส.ส.จากอุดรธานีที่กวาดเก้าอี้เพียบ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ ยศชนัน นำทัพเพื่อไทย แสดงให้เห็นว่าพรรคจริงจังกับการบริหารประเทศ เพื่อขับเคลื่อนสัญญาที่หาเสียงไว้ให้เกิดผลจริง กู้คะแนนนิยมกลับมาให้ปึ้ก สำหรับเลือกตั้งรอบหน้าแน่นอนครับ

ในมุมมองผมเองนะครับ การชู 4 กฎหมายนี้ถือเป็นจุดเด่นที่ฉลาดมาก เพราะตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของชาติ ถ้าทำได้จริง ไทยเราจะก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดเลย ฝากติดตามกันต่อนะครับว่าสุดท้ายจะลงเอยยังไง คุณคิดเห็นยังไงกับแผนนี้ ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างเลย!

ที่มา – “ยศชนัน” นำทัพเพื่อไทยลุยงานสภาฯ ชู 4 กฎหมายเปลี่ยนประเทศ สะพัดโควตา รมต.ลงตัว

“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส”

ในวงการการเมืองไทยที่ร้อนระอุ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อตรวจสอบกรณี“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาและจุดประกายการถกเถียงเรื่องจริยธรรมของนักการเมืองไทย

“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เดินทางยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีแต่งตั้งร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผ่านมา แม้ปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลรักษาการแล้วก็ตาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยืนยันว่าการแต่งตั้งดังกล่าวอาจเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) เกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมร้ายแรง จึงขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

สาเหตุที่เพิ่งร้องเรียนในช่วงนี้

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อธิบายว่าสาเหตุที่เลือกยื่นตอนนี้เพราะมองเห็นแนวโน้มว่านายอนุทินกำลัง “กินรวบ” อำนาจ โดยเฉพาะการใช้อำนาจรักษาการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดจังหวัดและนายอำเภอ ซึ่งอาจกระทบต่อกระบวนการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังหยิบยกพฤติกรรมเก่าๆ อย่างการซื้อเสียงในบุรีรัมย์เมื่อ 30 ปีก่อนมาเปรียบเทียบ เพื่อเน้นย้ำปัญหาจริยธรรมที่ฝังรากลึก

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบต่อร้อยเอกธรรมนัส พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ไม่สน” เพราะทำเพื่อประเทศชาติ ยืนยันจุดยืนไม่สนับสนุนบุคคลที่มีปัญหาคุณธรรม แม้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเรื่องคดีต่างประเทศจะเป็นแค่ด้านกฎหมาย แต่ด้านจริยธรรม ผู้แต่งตั้งอย่างนายอนุทินต้องรับผิดชอบเต็มๆ

วิจารณ์กกต. และประเด็นอื่นๆ

นอกจากประเด็นหลักแล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังวิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างดุเดือด โดยเฉพาะการรีบประกาศรับรองผลเลือกตั้งภายใน 17 วัน ทั้งที่กฎหมายให้เวลาถึง 60 วัน สงสัยว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายอนุทินจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ พร้อมขู่ดำเนินคดีกับนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. หากรับรอง ส.ส. บัญชีรายชื่อโดยไม่เคลียร์ข้อกังขา

  • ตั้งคำถามกรณีพรรคประชาชนเปลี่ยนผู้สมัครเขต 33 บางกอกน้อย ส่งนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร แทน สงสัยว่ามีการ “ฮั้ว” จ่ายเงินใต้โต๊ะให้กกต. หรือไม่ เตรียมยื่นฟ้องเพิ่ม
  • ปฏิเสธการรวมพรรคกับภูมิใจไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาล 300 เสียง ยืนยืนยันจุดยืนปราบโกง
  • เสนอให้ ส.ส. ที่ไม่เห็นด้วยกับทุจริต รวมตัวกัน และชูอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ที่เหมาะสม

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทิ้งท้ายว่า ไม่ได้เกลียดอนุทินหรือธรรมนัสเป็นการส่วนตัว แต่ไม่อยากเห็น “คนชั่ว” มาปกครองบ้านเมือง อยากได้คนดีตามพระราชดำรัส ร.9

ผลกระทบและมุมมองต่อการเมืองไทย

ประเด็น“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง สะท้อนปัญหาโครงสร้างการเมืองไทยที่จริยธรรมนักการเมืองถูกตั้งคำถามบ่อยครั้ง การร้องเรียนครั้งนี้ไม่เพียงตรวจสอบบุคคล แต่ยังเป็นการเตือนใจให้สังคมตื่นตัวกับการใช้อำนาจ หากศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลรักษาการที่อำนาจล้นมือ

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การเมืองไทยต้องการการปฏิรูปจริยธรรมอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติ争议เข้ามามีอำนาจ นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาใหญ่เช่น การซื้อเสียง โยกย้ายข้าราชการ และความไม่โปร่งใสของกกต. ซึ่งหากไม่แก้ไข ประชาธิปไตยไทยอาจเสี่ยง

ในฐานะนักข่าวการเมืองที่ติดตามใกล้ชิด เรามองว่าการเคลื่อนไหวของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ายังมีนักการเมืองที่กล้าต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แม้จะเสี่ยงต่อกระแสต่อต้าน

คุณคิดอย่างไรกับประเด็น“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง ? การเมืองไทยควรมีกลไกตรวจสอบจริยธรรมที่เข้มงวดกว่านี้หรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้สังคมตื่นตัว!

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง

“เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน

“เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับหลักการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน นายเอกราช อุดมอำนวย ว่าที่ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย

“เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน

วันที่ 24 ก.พ. 2569 นายเอกราช ได้ให้สัมภาษณ์ถึงโพสต์เฟซบุ๊กของตัวเองที่คัดค้านการตั้งคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคในพรรคประชาชน เขายอมรับว่าภาษาที่ใช้ “เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน อาจทำให้หลายคนไม่พอใจ “ผมขออภัยที่ใช้คำแรง แต่ในฐานะทนายความที่ดูแลสิทธิมนุษยชน ผมต้องยืนยันหลักการนี้ให้ชัดเจน” เขากล่าว โดยยกตัวอย่างกรณีผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม ที่ถูกกล่าวหา แต่ย้ำว่าต้องรอคำตัดสินจากศาลเป็นที่สุด

นายเอกราช ชี้แจงว่า ทุกครั้งที่ศาลปฏิเสธประกันตัวผู้ต้องหาในคดีอาญา มักมีเหตุผลว่าตัดสินไปแล้วล่วงหน้า ดังนั้นหลักการไม่ตัดสินคนผิดก่อนศาลจึงสำคัญมาก หากละเลย อาจนำไปสู่ “สังคมพิพากษา” ที่เสียสมดุล แม้พรรคการเมืองจะต้องมีมาตรฐานสูงกว่าประชาชนทั่วไป แต่ก็ต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญที่ทุกคนยอมรับ

จุดยืนทนายของ “เอกราช” ในประเด็นนี้

ในฐานะทนายความ นายเอกราชยืนกรานว่าหลักการนี้คือหัวใจของการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน หากไม่ยืนยันตอนนี้ เวลาไปศาลต่อสู้ให้ผู้บริสุทธิ์ ก็จะขาดความชอบธรรม เขายอมรับว่าพรรคต้องมีมาตรฐานสูง แต่การพิพากษาล่วงหน้าอาจถูกใช้กลั่นแกล้งจากพรรคอื่นได้ ต้องมีกลไกถ่วงดุลเพื่อความเป็นธรรม

  • ไม่ตัดสินก่อนศาล: หลักพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนมีสิทธิ์สันนิษฐานว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาอันเป็นที่สุด
  • มาตรฐานพรรคการเมือง: นักการเมืองต้องรับผิดชอบสูงกว่า แต่ไม่ใช่ละเลยหลักยุติธรรม
  • ป้องกันกลั่นแกล้ง: ในทางการเมือง มีการโจมตีกันบ่อย หลักนี้ช่วยบาลานซ์
  • บทบาททนาย: เอกราชต้องยืนยันเพื่อความน่าเชื่อถือในการต่อสู้นอกศาล

กรณีผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม และบริบทกว้าง

ประเด็นนี้ผุดขึ้นจากกรณีผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคามของพรรคที่ถูกกล่าวหา สื่อสารสังคมบางส่วนเรียกร้องให้พรรคมีคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อความเสมอภาคทางเพศหรือจริยธรรม แต่เอกราชมองว่าอาจกลายเป็นการตัดสินล่วงหน้า ซึ่งขัดหลัก เขาย้ำว่า “เราต้องเชื่อในกระบวนการยุติธรรมจริงๆ มิเช่นนั้นจะไม่จบ”

ในมุมกว้าง พรรคประชาชนที่ก่อตั้งใหม่ กำลังสร้างภาพลักษณ์โปร่งใส แต่การเคลื่อนไหวภายในพรรคเช่นนี้ สะท้อนความท้าทายในการบาลานซ์ระหว่างการเมืองกับหลักกฎหมาย นักวิเคราะห์เห็นว่าจุดยืนของเอกราชช่วยเตือนใจว่าพรรคฝ่ายค้านต้องยึดหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนให้มั่นคง

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างในอดีตที่นักการเมืองถูกพิพากษาสังคมจนเสียโอกาส เช่น คดีการเมืองหลายคดีที่ศาลสุดท้ายยกฟ้อง แต่ชื่อเสียงเสียหายไปแล้ว เอกราชจึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิด “สังคมพิพากษา” ที่อาจนำไปสู่ความอยุติธรรม

ผลกระทบต่อพรรคประชาชนและการเมืองไทย

การออกมาของเอกราช ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ทั้งสนับสนุนและคัดค้าน บางคนมองว่าเขาปกป้องผู้ถูกกล่าวหามากเกินไป ขณะที่อีกฝั่งชื่นชมความกล้าที่ยืนยันหลักการ ท่ามกลางกระแส #MeToo ในวงการเมืองไทย พรรคต้องหาทางออกที่สมดุล เช่น ตั้งคณะกรรมการที่เคารพกระบวนการศาล

สำหรับพรรคประชาชนที่นำโดยน.ส.นาตาลี จันทนลาภา กำลังขยายฐานกว้าง การจัดการภายในพรรคจะเป็นบททดสอบสำคัญ หากสามารถรวมจุดยืนของเอกราชเข้ากับนโยบายเสมอภาคได้ จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ได้มาก

สุดท้ายแล้ว ประเด็น “เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน สะท้อนว่าการเมืองไทยยังต้องการการถ่วงดุลระหว่างความรับผิดชอบและสิทธิส่วนบุคคล ในมุมมองของผม จุดยืนนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะช่วยรักษาหลักประชาธิปไตยไม่ให้บิดเบี้ยว คุณล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงที่สร้างสรรค์กันเถอะ!

ที่มา – “เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน ยันจุดยืนทนาย ไม่ตัดสินคนผิดก่อนศาลสั่ง

นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่สนใจการเมืองไทย วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องดราม่าร้อนๆ ในแวดวงรัฐสภา นั่นคือ นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ นี่แหละครับ! หลังจากเลือกตั้ง ส.ส. ผ่านไป กกต. กำลังจะประกาศรับรองผล แต่ยังมีประเด็นค้างคาเพียบ จน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกรัฐสภา (สว.) ออกมาแสดงความเห็นแบบแซ่บๆ ว่า อย่ารีบร้อนนักเลย ไม่งั้นอาจดูเหมือนก้าวก่ายงาน กกต. ไปแล้วนะ

นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์

ย้อนเหตุการณ์วันที่ 24 ก.พ. 2567 ที่รัฐสภา นันทนาได้ให้สัมภาษณ์ชัดเจน ถึงกรณีที่ กกต. เตรียมรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ภายในสิ้นเดือน ก.พ. แต่จนบัดนี้ กกต. ยังไม่เคลียร์ข้อสงสัยสำคัญให้สังคมฟังเลย เช่น จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจริงๆ เป็นเท่าไหร่? กระบวนการลงคะแนนมีปัญหาอะไรบ้าง? โดยเฉพาะบัตรเขย่งที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ถ้าเร่งรับรองตอนนี้ มันขัดใจประชาชนชัดๆ เลยครับ

ที่หนักกว่านั้นคือคำพูดของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่บอกว่าต้องจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ให้เสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์แน่นอน นันทนาเลยแคลงใจหนักมาก! เธอบอกว่าถ้าเป็นแบบนี้ มันเหมือนเข้าไปแทรกแซง แกว่งก่ายการทำงานของ กกต. โดยตรง เพราะการจัดตั้งรัฐบาลต้องรอให้ กกต. ตรวจสอบทุกประเด็นให้กระจ่างก่อนสิ ไม่ใช่รีบเร่งให้ประกาศรับรองแบบหักคอ ถ้าทำจริง อาจโดนมองว่ารับคำสั่ง ไม่เป็นกลางเอาได้นะ

ทำไมนันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ ถึงขนาดนี้

นันทนาแนะนำชัดๆ ว่า กกต. ควรใช้เวลาให้เต็มที่ โดยมีกฎหมายให้เวลา 60 วันนับจากวันเลือกตั้งในการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใส สุจริต และยุติธรรม อย่ารีบรับรอง ส.ส. ทั้งที่ยังมีปมปัญหาค้างคา มันจะทำให้สังคมไทยไม่ไว้ใจได้ยังไงล่ะครับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องรอผลพิจารณาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่กำลังดูคำร้องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องกระบวนการเลือกตั้ง และวันที่ 27 ก.พ. กกต. ต้องชี้แจงเพิ่มด้วย ถ้าคนยังสงสัยอยู่ แต่รีบรับรอง มันอาจถูกตีความว่าเอื้อพรรคการเมืองบางพรรคเพื่อความได้เปรียบทางการเมืองชัดๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น มาดูประเด็นหลักๆ ที่ยังค้างคากันครับ

  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง: ตัวเลขจริงๆ คือเท่าไหร่? ยังไม่ชัดเจน สร้างความสับสนให้ประชาชน
  • ปัญหาการลงคะแนน: มีจุดบอดหลายแห่ง ต้องตรวจสอบให้ละเอียด
  • บัตรเขย่งหรือบัตรเปล่า: ไม่มีสรุปชัด อาจกระทบผลรวมคะแนน
  • การร้องเรียนจากผู้สมัคร: หลายพรรคยังไม่ยอมรับผล ต้องรอศาลตัดสิน

นันทนากล่าวเน้นย้ำว่า “กกต. ควรเร่งชี้แจง สื่อสารกับประชาชนในทุกประเด็นข้อสงสัยต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง รวมไปถึงควรรอผลการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน… การตรวจสอบผลการเลือกตั้งก่อนประกาศรับรอง กกต. มีเวลา 60 วัน… ควรใช้เวลาที่ได้รับตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพื่อให้หมดข้อสงสัย ไม่มีปัญหา” คำพูดนี้สะท้อนความห่วงใยต่อประชาธิปไตยไทยจริงๆ ครับ

จากมุมมองของผมเองนะครับ เรื่อง นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ นี้ เป็นสัญญาณเตือนว่าการเมืองไทยยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ โดยเฉพาะความโปร่งใสในการเลือกตั้ง ถ้ารัฐบาลใหม่จะมั่นคงจริง ต้องเริ่มจากฐานที่แข็งแรง ไม่ใช่รีบร้อนแบบนี้ สงกรานต์ปีนี้ ถ้าตั้งรัฐบาลไม่ทัน ก็ช่างมันเถอะครับ อย่าให้เสียชื่อวันหยุดสงกรานต์ที่แสนสนุกไปเลย

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าประชาชนอย่างเราควรติดตามใกล้ชิด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทำงานอย่างตรงไปตรงมา เพื่ออนาคตของชาติ คุณล่ะครับคิดเห็นยังไงกับประเด็นนี้? มาคอมเมนต์แชร์ความคิดกันด้านล่างเลยนะ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “นันทนา” แคลงใจ “พิพัฒน์” เร่งตั้งรัฐบาลใหม่ให้ได้ก่อนสงกรานต์ ชี้ ส่อก้าวก่ายงาน กกต.

ตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง นางสาวตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทินอย่างไม่มีเงื่อนไข รอเพียงการรับรองผลจาก กกต. เท่านั้น ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่นักการเมืองและประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด

ตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 (ย่อจาก 2569 ในข่าว) นางสาวตรีนุช เทียนทอง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกรรมการบริหารพรรค โดยยืนยันว่าตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน ซึ่งเป็นจุดยืนที่พรรคยึดถือมาตั้งแต่แรก เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด จึงสมควรเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

ตรีนุช เน้นย้ำว่ายังไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆ ในการเจรจา และต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งก่อน จึงจะเข้าสู่การหารือเรื่องการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ แม้พรรคพลังประชารัฐจะมี ส.ส. เพียง 5 เสียง แต่ก็พร้อมสนับสนุน โดยเรื่องจำนวนเก้าอี้จะขึ้นอยู่กับพรรคใหญ่

บริบทการประชุมพรรคพลังประชารัฐ

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคครบกำหนด 60 วันตามกฎหมาย พรรคจึงต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมใหญ่สามัญในเดือนหน้า ตรีนุช ชี้แจงถึงกระแสวิจารณ์จากผู้สมัคร ส.ส. บางส่วนที่เรียกร้องให้บิ๊กป้อมกลับมา ว่า พรรคมีนโยบายและอุดมการณ์ชัดเจน แม้ช่วงเปลี่ยนผ่านจะไม่ลงพื้นที่ทั่วถึง แต่ทุกคนที่ร่วมงานตกลงใจกันแล้ว

จุดยืนต่อกระแสตั้งรัฐบาลแข่ง

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวการตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคภูมิใจไทย ตรีนุช ปัดตอบและย้ำให้เกียรติพรรคที่ได้คะแนนสูงสุดก่อน โดยตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทินเต็มที่ โดยฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก ไม่ปิดประตูเจรจากับพรรคอื่นแบบสิ้นเชิง แต่ขณะนี้โฟกัสที่พรรคแกนนำ

  • ไม่มีเงื่อนไขชัดเจน: เจรจาเบื้องต้นแล้ว แต่รอ กกต. รับรอง
  • ยึดผลเลือกตั้ง: ภูมิใจไทยได้คะแนนสูงสุด สมควรนำ
  • จำนวน ส.ส. จำกัด: 5 เสียง แต่พร้อมต่อรองเก้าอี้
  • เตรียมประชุมใหญ่: หลังประวิตรลาเก้าอี้ 60 วัน
  • ตอบโต้กระแส: ไม่ปิดประตูพรรคอื่น แต่ให้เกียรติก่อน

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของพรรคพลังประชารัฐในการเคารพผลการเลือกตั้ง หาก กกต. รับรองผลเร็ว รัฐบาลใหม่น่าจะเกิดขึ้นโดยเร็ว สร้างเสถียรภาพให้ประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน การยืนยันจุดยืนของตรีนุชนี้เป็นสัญญาณดีต่อการเมืองไทยที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง หลีกเลี่ยงความขัดแย้งไม่จำเป็น คุณคิดอย่างไรกับการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “ตรีนุช” ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน ยังไม่มีเงื่อนไข รอคุยเก้าอี้หลัง กกต. รับรองผล

“อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ นั่นคือ “อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล” ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตา หลังจากมีข่าวลือหนาหูเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มาดูกันว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน ได้ออกมาพูดอะไรบ้าง

“อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 11.50 น. นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หลังจากที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาแฉว่าดีลตั้งรัฐบาลจบแล้ว 300 เสียง นายอนุทินตอบแบบชัดเจน ร้อง ‘ฮึ’ แล้วถามสื่อว่า ‘มาตู้ผมป่าว’ พร้อมชี้ตัวเองและย้ำว่า ‘คนดีลคือคนนี้’ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและบทบาทหลักในการเจรจาของตัวเอง

สถานการณ์คะแนนเสียงยังไม่นิ่ง กกต. กำลังนับใหม่

นายอนุทิน ชี้แจงว่าตอนนี้ยังไม่มีการเริ่มดีลอะไรทั้งสิ้น เพราะกำลังมีการนับคะแนนใหม่ ส.ส. บัญชีรายชื่อหลายเขต และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เพิ่งออกข่าวมา ดังนั้นจึงยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องดีลตั้งรัฐบาล ส่วนหลักการเดิมที่ต้องโหวตนายกฯ ก่อนแล้วค่อยคุยตำแหน่งนั้น ตอนนี้ยังรอให้ทุกอย่างนิ่งก่อน ‘ทุกวันนี้ได้แต่ประมาณเอาว่ามี ส.ส. อยู่เท่าไหร่ ถ้าทุกอย่างไม่นิ่งก็ไปคุยกับใครไม่ได้’

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการประกาศผลจาก กกต. นายอนุทิน บอกว่า กกต. ไม่ได้ขึ้นกับรัฐบาล จึงรายงานไม่ได้ และเรื่องประเด็นเลือกตั้งโมฆะจากบาร์โค้ด ก็ตอบว่า ‘ไม่ทราบครับ’ แสดงถึงความระมัดระวังในการให้ข้อมูล

เมินกระแสข่าวรัฐบาลไฟจราจรและเซอร์ไพรส์จาก ร.อ.ธรรมนัส

ที่น่าสนใจคือ เมื่อสื่อถามถึงกระแสตั้งรัฐบาลสีไฟจราจร ที่พรรคเพื่อไทย กล้าธรรม และประชาชน ร่วมมือกันเพื่อผลักพรรคภูมิใจไทยไปเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทิน ไม่ตอบตรงๆ เพียงหัวเราะในลำคอ และเมื่อถามเรื่องตั้งรัฐบาลแข่งเพื่อล้มรัฐบาลปัจจุบัน ก็หัวเราะแล้วบอก ‘เหรอ’

  • กระแสเซอร์ไพรส์ใหญ่หลัง 25 ก.พ. จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่จะกลับจากต่างประเทศ
  • นายอนุทิน ตอบ ‘ไม่ได้ยิน’
  • เมื่อถามกลัวจะโดนแฉหรือมีไม้เด็ด ก็ย้อน ‘กลัวหมายความว่ากลัวยังไง’

พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านายอนุทินยังคงนิ่งและไม่หวั่นไหวกับข่าวลือ สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้มข้น ทุกฝ่ายกำลังรอผลนับคะแนนใหม่จาก กกต. ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางต่อไป

จากมุมมองของผม สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย ที่ดีลต่างๆ ต้องรอให้คะแนนชัดเจนก่อน นายอนุทินที่ลั่น ‘ผมเป็นคนดีล’ น่าจะมีแผนการในใจแล้ว แต่ยังไม่เปิดไพ่ ทุกคนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีเซอร์ไพรส์รออยู่!

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากชอบ เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อัพเดทข่าวการเมืองล่าสุด

ที่มา – “อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

“จุลพันธ์” ยัน ภูมิใจไทย-เพื่อไทย ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง

หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเร็วๆ นี้ สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุด้วยกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างพรรคใหญ่ๆ อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ล่าสุด “จุลพันธ์” ยัน “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง มั่นใจเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ ทำให้หลายคนโล่งใจที่การเมืองไม่รีบร้อนเกินไป แต่ยังคงต้องรอความชัดเจนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการรับรองผล ส.ส. มาดูรายละเอียดกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

“จุลพันธ์” ยัน “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง มั่นใจเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงกระแสข่าวที่ว่า แกนนำพรรคภูมิใจไทยจะนัดพบแกนนำพรรคเพื่อไทยในวันพรุ่งนี้ (24 ก.พ.) เพื่อหารือเรื่องแบ่งกระทรวง โดยยืนยันชัดเจนว่า ยังไม่มีการนัดหมายใดๆ กันเลย ตนเองเคยป่วยจึงไม่ได้เข้าร่วมแถลงข่าวแสดงเจตจำนงค์ร่วมรัฐบาลครั้งก่อน และหลังจากนั้นทั้งสองพรรคก็ยังไม่มีการพูดคุยกันเพิ่มเติม ทุกอย่างต้องรอให้ กกต. รับรองรายชื่อ ส.ส. ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยนัดพบปะกันใหม่

ยังไม่มีข้อตกลงเรื่องแบ่งกระทรวง รอการพูดคุยอย่างเป็นทางการ

นายจุลพันธ์ ยังย้ำว่าการพูดคุยครั้งก่อนหน้านี้ไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องการแบ่งกระทรวงเลย ข่าวที่ออกมาในสื่อเป็นเพียงกระแสข่าวลือเท่านั้น พรรคเพื่อไทยยึดหลักการเจรจาที่โปร่งใสและรอบคอบ ไม่รีบร้อนตกลงอะไรโดยไม่สมบูรณ์แบบ นี่เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของพรรคการเมืองไทยในยุคนี้

สำหรับเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ นายจุลพันธ์มั่นใจว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาแน่นอน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพียงพอต่อความมั่นคงในการบริหารประเทศ ส่วนจำนวนที่นพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำจะเห็นว่าดีที่สุดนั้น เป็นสิทธิ์ของเขาเอง พรรคเพื่อไทยไม่ก้าวก่าย แต่พร้อมสนับสนุนเต็มที่

สานต่อนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทยในทุกกระทรวง

เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยเลือกเข้าร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย นายจุลพันธ์ชี้ว่าเพื่อสานต่อนโยบายสำคัญๆ ที่เคยตั้งเป้าไว้ โดยพรรคเพื่อไทยมีนโยบายกระจายตัวไปในทุกหน่วยงานและกระทรวงอยู่แล้ว ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงที่พร้อมขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน แม้ยังไม่พูดถึงกระทรวงเฉพาะเจาะจง แต่เชื่อว่าจะมีการหารือเพื่อรวมพลังผลักดันนโยบายที่ตรงกัน

  • นโยบายดิจิทัลวอลเล็ท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
  • แก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนและเกษตรกร
  • การปฏิรูประบบสาธารณสุขให้เข้าถึงทุกคน
  • พัฒนาการศึกษาและอาชีวะเพื่ออนาคตเยาวชน
  • นโยบายพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่นโยบายพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่หากรวมกับนโยบายพรรคร่วม จะยิ่งแข็งแกร่งและตอบโจทย์ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ประเด็นร้องเรียนการเลือกตั้งและคำถามถึง กกต.

ในส่วนของการประกาศผลรับรอง ส.ส. ของ กกต. นายจุลพันธ์คาดว่าจะใช้เวลาอีกสักพัก แต่พรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่นิ่ง หลังเลือกตั้งได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบการเลือกตั้ง ส่งเรื่องร้องเรียนกว่า 200 รายการ โดย 100 กว่ารายการผ่าน กกต. แล้ว เพื่อให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด และเรียกร้องให้ กกต. ตอบคำถามข้อสงสัยของประชาชน

โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้งซ่อมบางหน่วยเมื่อวานนี้ที่ไม่มีเลขต้นขั้วและบาร์โค้ด ซึ่งต่างจากวันเลือกตั้งหลัก (8 ก.พ.) ต่างหาก นี่เป็นประเด็นที่สร้างความสงสัยให้สังคม การเปลี่ยนแปลงบัตรเลือกตั้งยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความชอบธรรมของการเลือกตั้งครั้งก่อน พรรคเพื่อไทยได้ส่งข้อสงสัยทั้งหมดไปให้ กกต. แล้ว เพราะประชาชนเสียสละเวลาไปโหวต ทุกฝ่ายต้องให้คำตอบที่ชัดเจนเพื่อความโปร่งใส

  • ตรวจสอบบัตรเลือกตั้งไม่มีเลขต้นขั้ว
  • ร้องเรียนการเลือกตั้งกว่า 200 เรื่อง
  • เรียกร้องความยุติธรรมจาก กกต.

การเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับหลักประชาธิปไตยและความเชื่อมั่นของประชาชน

สรุปแล้ว “จุลพันธ์” ยัน “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง มั่นใจเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ เป็นข่าวดีที่ลดทอนความสับสน และเปิดทางให้การเจรจาเดินหน้าอย่างมีระบบ ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลใหม่นี้มีโอกาสสูงที่จะมั่นคงและสานต่อนโยบายประชาชนเป็นศูนย์กลางได้ หากทุกพรรคร่วมมือกันจริงจัง

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? รัฐบาลภูมิใจไทย-เพื่อไทยจะเสถียรแค่ไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ชอบบทความนี้อย่าลืมแชร์และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “จุลพันธ์” ยัน “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง มั่นใจเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ

พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปทัมภ์ ตั้งอาสาส้มทุกหมู่บ้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่สนใจการเมืองไทย! วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนๆ จาก พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปถัมภ์ กันเลย พรรคที่กำลังเคลื่อนไหวครั้งใหญ่หลังถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งล่าสุด โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรค เผยแผนเด็ดในการตั้ง “อาสาส้ม” เครือข่ายอาสาสมัครที่จะครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อสู้กับระบบอุปถัมภ์ที่ครอบงำการเมืองมานาน นี่คือก้าวสำคัญที่จะทำให้พรรคใกล้ชิดประชาชนมากขึ้นจริงๆ

พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปถัมภ์ เริ่มจากอาสาส้ม

ในงานสัมมนาใหญ่ของพรรคที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 นายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์แบบตรงไปตรงมาว่า พรรคต้องทำงานในพื้นที่ให้เข้มข้นกว่านี้ หลังจากเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แม้จะได้คะแนนบัญชีรายชื่ออันดับหนึ่ง แต่ยังแพ้ในเขตเลือกตั้งหลายแห่ง เพราะระบบอุปถัมภ์หรือที่เรียกกันว่า “บ้านใหญ่” ยังแข็งแกร่ง

แผนหลักคือการตั้ง อาสาส้ม หรือ อสส. ให้ครอบคลุมทุหมู่บ้าน อาสาส้มเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น “หูเป็นตา” ของพรรค สะท้อนปัญหาชาวบ้าน เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน การซื้อสิทธิ์-ขายเสียงที่หนาหูในเลือกตั้งครั้งนี้ รวมถึงช่วยส่งข่าวสารให้ผู้สมัคร ส.ส. ผลักดันนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมท้องถิ่น ประเพณีต่างๆ เพื่อสร้างความใกล้ชิด ไม่ใช่แค่นโยบายบนเวที แต่ลงพื้นที่จริงจัง

อาสาส้มช่วยสู้ระบบอุปถัมภ์อย่างไร

ระบบอุปถัมภ์คือเครือข่ายอิทธิพลที่ผูกมัดชาวบ้านด้วยผลประโยชน์ ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม พรรคประชาชนจึงตอบโต้ด้วยเครือข่ายอาสาประชาชนที่อิสระ อาสาส้มจะช่วยให้ชาวบ้านหลุดพ้นจาก “โซ่ตรวน” ของระบบเก่า โดยเข้าไปแก้ปัญหาจริงๆ เช่น สุขภาพ การศึกษา ถนนหนทาง ทำให้ชาวบ้านเห็นว่ามีทางเลือกใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งบ้านใหญ่

  • ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน: สร้างฐานรากทั่วประเทศ
  • เฝ้าระวังทุจริต: รายงานการซื้อเสียงแบบเรียลไทม์
  • สะท้อนปัญหา: เชื่อมโยงชาวบ้านกับ ส.ส. และนโยบาย
  • กิจกรรมชุมชน: สร้างความผูกพันระยะยาว

นี่ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นแผนปฏิบัติที่ถอดจากบทเรียนเลือกตั้ง โดยยอมรับว่าพรรคทำงานเชิงรุกในพื้นที่น้อยเกินไป แม้ประชามติจะได้ 60% แต่ต้องเสริมด้วยการทำงานฐานราก

แผนดูแล ส.ส. สอบตกและการปรับโครงสร้างพรรค

สำหรับผู้สมัครที่ยังไม่ผ่านการเลือกตั้ง พรรคไม่ทิ้งใคร! ทุกคนยังมีไฟเต็มเปี่ยม จะให้ทำงานต่อในกรรมาธิการ งานพรรค หรือตำแหน่งในสภา จัดสัมมนา 2 วันเพื่อเร่งเคาะผู้สมัครใหม่ ลงพื้นที่เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังเตรียมประชุมใหญ่เดือนมีนาคม เพื่อวางยุทธศาสตร์ชัดเจน

เรื่องคดี 44 ส.ส. ที่ ป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา หัวหน้าพรรคยืนยันไม่ยึดติดตำแหน่ง หากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะไปสร้างเครือข่ายพื้นที่แทน มีทีมกฎหมายยื่นคำร้องปกป้อง ส.ส. 10 คนหลัก และมีบุคลากรพร้อมขึ้นแทน เช่น ประธานวิปฝ่ายค้าน ไม่กังวลภายในพรรคเลย

สาเหตุแพ้เลือกตั้งและบทเรียนสำคัญ

จากถอดบทเรียน พรรคสรุป 2 ภาพใหญ่: 1) ประชาชนเห็นด้วยกับแนวคิดพรรค 60% ทั่วประเทศ แม้แพ้ภูมิใจไทยหรือกล้าธรรมในบางเขต แต่ยังได้แชมป์บัญชีรายชื่อ 2) ทำงานพื้นที่ตั้งรับไม่ดี ไม่เชิงรุกพอ จึงแพ้ระบบอุปถัมภ์

พรรคย้ำว่าไม่ดูถูก “บ้านใหญ่” เพราะประชาชนเลือกด้วยเหตุผล แต่จะสู้ด้วยการเข้าใกล้ชิด แก้ปัญหาจริง เปลี่ยนการเมืองจากบนลงล่าง

ส่วนตัวผมมองว่า แผน พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปถัมภ์ นี้คือก้าวย่างสู่การเมืองใหม่ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ถ้าทำได้จริง จะช่วยลดอิทธิพลอุปถัมภ์ได้เยอะ คุณล่ะคิดเห็นยังไง? อยากเป็นอาสาส้มไหม ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติมที่นี่เพื่อไม่พลาดอัปเดต!

บทความนี้มีประมาณ 850 คำ หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ที่มา – พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปถัมภ์ เตรียมตั้ง “อาสาส้ม” ครอบคลุมหมู่บ้านทั่วประเทศ

Scroll to top