การเลือกตั้ง

นายกฯ ย้ำ “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาจริงหรือ

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงที่น่าจับตามอง เมื่อนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการยุบสภา ก่อนที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยย้ำคำพูดที่ว่า “ไม่มีแผนตายตัว” ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

นายกฯ ย้ำ “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาจริงหรือ

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ พารากอนฮอลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและการตัดสินใจยุบสภา โดยตอบว่า “Play it by ear (ไม่มีแผนการตายตัว)” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความเป็นไปได้ในการยุบสภาหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ตอบว่า จะพิจารณาจากประเด็นที่ถูกนำมายื่น หากเป็นเรื่องของการล้างแค้นกัน ก็อาจจะตัดสินใจยุบสภา นายกฯ ยังกล่าวอย่างมั่นใจว่า จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นภายในปีหน้าอย่างแน่นอน

ความมั่นใจในการทำงานและตรวจสอบได้

เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่อาจถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องประเมิน เพราะรัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยความตั้งใจ ซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้

นอกจากนี้ นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคลว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำได้ภายใต้ขอบข่ายอำนาจและกฎหมายที่มีอยู่ เมื่อถามย้ำว่า หากไม่มีการยื่นอภิปรายนายกฯ แต่เป็นการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีคนอื่น นายกฯ จะยุบสภาหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “Play it by ear” เช่นเดิม

เมื่อถูกถามว่า หากมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรผิดหรือไม่สุจริต ทำไมไม่เปิดรับการอภิปราย นายกฯ กล่าวว่า “ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ ผมถึงบอกว่า “Play it by ear”

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจะเป็นไปในทิศทางใด ยังคงต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ทุกฝ่ายต่างมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จากคำสัมภาษณ์ของนายกฯ ที่ว่า “ไม่มีแผนตายตัว” ทำให้เห็นว่าการตัดสินใจทางการเมืองนั้นมีความซับซ้อนและผันผวนอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ

ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่านายกฯ จะตัดสินใจอย่างไรต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายเคารพในกฎเกณฑ์และกติกาของประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างโปร่งใส เพื่อให้การตัดสินใจใดๆ ที่เกิดขึ้น เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ย้ำคำพูด “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกหรือไม่

“ทวี” ลั่น พรรคประชาชาติพร้อมเลือกตั้ง: บุคลากรไร้มลทิน

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ยืนยันความพร้อมในการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำว่าบุคลากรของพรรคไม่มีประวัติด่างพร้อย ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติดและการพนัน

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางไปเป็นประธานทอดกฐินสามัคคีประจำปี ณ วัดวงกตบรรพต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารพรรคประชาชาติ เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชน หลังจากเสร็จสิ้นพิธี พ.ต.อ. ทวี ได้กล่าวถึงประสบการณ์การเข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยชี้ว่างานบุญในครั้งนี้คือภาพสะท้อนอันงดงามของสังคมพหุวัฒนธรรม

“วันนี้ก็มาเข้าร่วมกิจกรรม เนื่องจากสามจังหวัดเราเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรม ในช่วงเดือนนี้เป็นเดือนของการทอดกฐิน ซึ่งแม้ว่าเราจะมีผู้สมัครหรือมี สส. เป็นมุสลิมก็ตาม แต่ในกลุ่มสมาชิกของเราที่เป็นพุทธก็ประสานกับผู้สมัครที่เป็น สส. ว่าอยากจะขอให้มาร่วม ซึ่งในพรรคประชาชาติ เราให้ความสำคัญเรื่องวัฒนธรรม เรื่องศาสนา เรื่องการอยู่ร่วมกัน ซึ่งในการอยู่ร่วมกันคือการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า แม้จะมีผู้สมัครหรือ สส. ของพรรคเป็นมุสลิม แต่ก็ได้มีการประสานงานให้เข้าร่วมกิจกรรม โดยไม่ได้ร่วมในพิธีทางศาสนา ซึ่งเป็นการแสดงถึงการทำงานร่วมกันภายใต้หลักการเคารพซึ่งกันและกัน ภาพประทับใจวันนี้คือพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในงาน โดยการเข้ามาช่วยในด้านต่าง ๆ เช่น การจัดเตรียมอาหาร ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงน้ำใจและความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างพี่น้องในพื้นที่อย่างพหุวัฒนธรรม อีกทั้งยังกล่าวถึงความเก่าแก่ของวัดในพื้นที่ ซึ่งบางแห่งมีอายุยาวนานเกือบ 200 ปี

หัวหน้าพรรคประชาชาติได้ใช้โอกาสนี้ย้ำจุดยืนและอัตลักษณ์ของพรรคที่พร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง โดยเน้นหนักที่การทำงานเพื่อท้องถิ่น มั่นใจว่าพรรคประชาชาติเป็นพรรคที่มีความเข้มแข็งเรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องการให้ความสำคัญกับท้องถิ่น “เราเป็นพรรคที่เราอยากเห็นชุมชนประสบความสำเร็จ ดังนั้นสมาชิกของพรรค เวลาลงในพื้นที่ ก็ต้องเข้าไปในชุมชนต่าง ๆ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่ดี”

“ทวี” ลั่น พรรคประชาชาติพร้อมเลือกตั้ง ยันบุคลากรของพรรค ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด การพนันทุกชนิด

“พรรคประชาชาติพร้อม ถ้ามีการเลือกตั้ง เราก็เป็นพรรคการเมืองที่สามารถที่จะมองหน้ากับประชาชนได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะว่าสิ่งที่จะมาทำลายวัฒนธรรมที่ดี ก็คือยาเสพติด หรืออบายมุขต่าง ๆ หรือการพนันต่าง ๆ ซึ่งพรรคประชาชาติมีบุคลากรที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย เราไม่ได้มองแค่ตัวผู้สมัครต้องดีอย่างเดียว เราต้องการรักษาสังคมให้สังคมดีด้วย” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พรรคประชาชาติพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

พรรคประชาชาติภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง แสดงความมั่นใจในการทำงานเพื่อประชาชน และความโปร่งใสของบุคลากรในพรรค พร้อมที่จะเป็นตัวเลือกตั้งที่ดีให้กับประชาชน

การที่พรรคประชาชาติเน้นย้ำเรื่องบุคลากรที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมที่ดีและน่าอยู่ ความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเตรียมตัวเพื่อแข่งขันในสนามการเมือง แต่เป็นการแสดงเจตจำนงที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้าด้วยความสุจริตและโปร่งใส

ที่มา – “ทวี” ลั่น พรรคประชาชาติพร้อมเลือกตั้ง ยันบุคลากรของพรรค ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด การพนันทุกชนิด

ศิริกัญญา ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่

“ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ บลั๊ฟ พรรคประชาชนเป้า 250 สส. ชูสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” โวมีอีกหลายเรื่องพัฒนาชีวิต

วันที่ 2 พ.ย. 2568 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) กล่าวถึงการปรับโครงสร้างและเลือกกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรคชุดใหม่ของพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีหลังจากพรรคเพื่อไทยเผชิญอุปสรรคทางการเมือง ตั้งแต่พ้นจากการเป็นรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี 2 คนของพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง การปรับทัพพรรคเป็นเหมือนปี่กลองทางการเมืองสนามเลือกตั้ง หากมีการยุบสภาตาม MOA การเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป จึงขอแสดงความยินดีกับพรรคเพื่อไทยที่ได้หัวหน้าคนใหม่ด้วย ส่วนการตั้งเป้า 200 สส. ของพรรคเพื่อไทยนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อาจจะตั้งต่ำกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และเชื่อว่าอาจเป็นไปได้จริง การตั้งเป้า สส.ของแต่ละพรรคเพื่อให้บรรลุผล ซึ่งเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรคเพื่อไปกำหนดยุทธศาสตร์ให้เดินไปสู่เป้าหมาย ส่วนผลของการเลือกตั้งประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ในส่วนของพรรคประชาชนตนย้ำว่า ยังตั้งเป้าตามเดิมคือ 250 คนขึ้นไป

“ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่

เมื่อถามว่า ขณะนี้พรรคประชาชนชูใช้สโลแกน “มีเราไม่มีเทา” ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เป็นแคมเปญเลือกตั้งระยะเริ่มต้น และอาจมีหลายข้อความ ขอย้ำว่าเราเอาจริงไม่เพียงแต่ มีเรา ไม่มีเทา ยังมีอีกหลายเรื่องที่เอาจริงในทุกเรื่อง เรื่องอื่นอาจจะไม่เซ็กซี่เท่า มีเรา ไม่มีเทา แต่ถ้ามีเราก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีเศรษฐกิจที่สดใส มีอนาคตที่รองรับทุกคนและทุกช่วงวัย ซึ่งผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี โดยเฉพาะมีเราไม่มีเทา หมายความว่า ประชาชน สนใจให้ความสำคัญ กับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันการฟอกเงิน และทุนเทาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใดเป็นเรื่องที่พรรคประชาชนเอาจริงมาตลอด และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่จะทำได้ดี ทำได้จริงก็ต่อเมื่อเราเป็นรัฐบาลพรรคเดียวที่สอดคล้องกับเป้าหมาย 250 เสียงที่ได้ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้

ความคืบหน้าการคัดเลือก สส. พรรคประชาชน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าขั้นตอนการคัดเลือกผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การคัดเลือกสส.เขตเกือบครบทุกเขตแล้ว ส่วนแบบบัญชีรายชื่อกำลังทำ ยังมีอีกหลายขั้นตอน ยืนยันเดินหน้าตามไทม์ไลน์ ที่พรรคได้วางกรอบเอาไว้ ซึ่งกระบวนการคัดเลือกพรรคพัฒนามาตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา เราใช้บทเรียนในอดีตมาปรับปรุงการคัดสรรผู้สมัครตลอดเวลา ครั้งนี้มีเวลานานกว่าปกติ มีการเปิดหลักสูตรให้ผู้ประสงค์ลงสมัครเลือกตั้ง ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติผ่านการอบรม ในหลายเรื่องให้ทำการบ้านล่วงหน้า เพื่อทำให้การคัดสรรผู้สมัครสามารถตรวจสอบได้อย่างเข้มข้นมากขึ้น แต่ยอมรับว่าในหลายเรื่องหลายคุณสมบัติ ไม่สามารถพบได้ในช่วงการคัดเลือก และต้องยอมรับว่าในท้ายที่สุด อาจไม่ได้ผู้สมัครที่สมบูรณ์ 100% แต่กระบวนการหลังจากนั้นเมื่อเกิดเหตุแล้ว มีคณะกรรมการวินัยขึ้นมาสอบสวน และมีบทลงโทษก็น่าจะทำให้กระบวนการทั้งหมด สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ตนขอบคุณผลโหวตประชาชนชาวอีสานของนิด้าโพล ที่สนับสนุนแคนดิเดตของพรรคประชาชนเป็นอันดับ 3 และยังคงเลือกพรรคประชาชนเป็นอันดับ 1 โดยพรรคจะใช้ผลสำรวจนี้เป็นกำลังใจและนำไปปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในพรรคเพื่อให้โดนใจประชาชนมากยิ่งขึ้น ส่วนผลโหวตนายกฯของพรรค ประชาชนเป็นอันดับ 3 เป็นสาเหตุจากการไปโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า มีหลายเรื่องที่ส่งผลกับการตัดสินใจของประชาชนผ่านนิด้าโพล อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้ง ยังมีเวลาให้พรรคประชาชนได้ปรับตัว ปรับกลยุทธ์ในพรรค เพื่อทำให้แคนดิเดตนายกฯ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้

ส่วนที่มีการวิเคราะห์โดยโยงไปถึงการตรวจสอบของพรรคประชาชนที่พุ่งเป้าเพียงพรรคร่วมรัฐบาล แต่ไม่พุ่งเป้าไปยังพรรคภูมิใจไทยนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆแล้วพรรคประชาชนกระทุ้งไปที่นายอนุทินตลอดในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนแรกที่ต้องลุกมาสอบสวนในเรื่องนี้ พรรคประชาชนยังเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาทุนเทาเพราะไม่มีใครเหมาะสมไปมากกว่านายอนุทิน ซึ่งไม่มีความเกี่ยวโยงเชื่อมไปถึงนายกรัฐมนตรี แต่พรรคประชาชนยังตรวจสอบอย่างเข้มข้นตลอดเวลา ดังนั้นไม่ได้เป็นการเลือกที่รักมักที่ชัง เรายังคงตรวจสอบเข้มข้นในทุกพรรคการเมือง หากเรามีข้อมูลข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวพันกับการฟอกเงินหรือทุนเทา เมื่อถามถึงคดีฮั้ว สว. และที่ดินเขากระโดงทำไมถึงเงียบในเรื่องนี้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ไม่ได้เงียบ ทุกวาระที่มีการสอบสวนในเรื่องนี้เราตรวจสอบอย่างเข้มข้นตลอดเวลา อย่างเขากระโดงก็เห็นว่าเดินหน้าไปตามที่เห็นสมควร ว่าควรจะเป็น คือการที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)สั่งฟ้อง เพื่อขอคืนที่ดินและพรรคประชาชนก็มีข้อคิดเห็นไปเรียบร้อยแล้วว่ามีที่ดินอยู่ 2 แปลง ที่ถูก ปปช.ชี้มูลไปเรียบร้อยแล้ว ในส่วนเรื่องคดีฮั้ว สว. พรรคประชาชนก็เป็นคนออกมาเปิดเผย แต่กระบวนการที่เป็น สส.ไม่สามารถเข้าไปสอบสวนได้เอง ยืนยันว่าเราทำหน้าที่ตามอำนาจที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่แล้ว การที่ “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองที่น่าสนใจและทิศทางที่พรรคประชาชนจะเดินหน้าต่อไปในอนาคต

การที่ “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ครั้งนี้ จะส่งผลต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี“เพื่อไทย”ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ บลั๊ฟ พรรคประชาชนเป้า250 สส.

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน ไม่แตะหมวด 1-2

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2 ตรงกับร่างพรรคภูมิใจไทยและร่วมรัฐบาล ย้ำความจำเป็นต้องส่งเสริมคนดีให้ปกครองประเทศ รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ 

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เหตุผลที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี2560 ไม่สำเร็จ เพราะเขียนไว้ให้แก้ยาก ซึ่งโดยปกติการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าเสียงข้างมากของที่ประชุมร่วมรัฐสภา เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งก็สามารถแก้ได้แล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งและยังจะต้องประกอบด้วย เสียงของฝ่ายค้านไม่น้อยกว่าร้อยละ20 และเพิ่มเติมด้วยเสียงของวุฒิสมาชิก (สว.) ไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสาม รวมทั้งบางมาตรา หากจะแก้ต้องทำประชามติ ถามความเห็นประชาชนอีก จึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ไม่เห็นด้วยกับบทเฉพาะการ ที่กำหนดเงื่อนไขให้ สว.สามารถลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในขณะนั้น แต่เมื่อประชาชนได้ลงประชามติเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับสิ่งที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และก่อนที่ประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีเงื่อนไข3 ข้อ คือ 1. ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน 2. ต้องใช้นโยบายประกันรายได้สินค้าเกษตร 3. ต้องสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น โดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด2

คงมิติ ปชต.คู่ สถาบัน

“วันนี้ มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เพื่อสนองต่อเอ็มโอเอ ที่เป็นข้อตกลงระหว่าง 2 พรรคการเมือง แม้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องสำคัญมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่จะต้องพิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญทั้ง3 ร่างนี้  จุดยืนของผมและพรรคประชาธิปัตย์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรเปลี่ยน คือ ต้องไม่แตะหมวด1 และหมวด2 ซึ่งหมวด1เป็นบททั่วไป มี 5 มาตรา ซึ่งมี 3 มาตราที่สำคัญคือ มาตรา 1 ระบุชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ผมจึงเห็นว่าห้ามแตะหมวด 1 ส่วนมาตรา2 ระบุ ประเทศไทยมีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ควรห้ามแตะ

และมาตรา 5 ระบุด้วยข้อความวรรคท้ายว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อความตรงนี้ที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 5 วรรคท้าย หมวด1 ต้องห้ามแตะ เพราะมีปรากฏต่อเนื่องตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี2492 จนมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นมิติต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิติทางกฎหมาย หากไม่มีบทบัญญัติใดรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ และมิติทางการเมืองการปกครองที่ยึดมั่นในประชาธิปไตยและองค์พระมหากษัตริย์อย่างสมดุล” นายจุรินทร์ กล่าว

จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์: “จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับร่างของพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า ห้ามเปลี่ยนแปลง การปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ตรงนี้เป็นข้อห้ามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อห้ามอยู่แล้ว และระบุไว้ในมาตรา 255 บังคับใช้อยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็แก้ไม่ได้ คือต้องห้ามตามข้อบังคับ แต่ร่างนี้ไม่มีบทบัญญัติ ห้ามแตะหมวด1 หมวด2 ระบุไว้ ส่วนร่างของพรรคประชาชน เช่นเดียวกันไม่มีบทบัญญัติห้ามแตะ หรือห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 หมวด 2 แต่ในร่างของพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ระบุชัดเจนว่า การแก้ไขหมวด1 หมวด 2 จะกระทำไม่ได้ หากรัฐสภาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นการแก้ไขหมวด1หมวด2 ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตกไป ฉะนั้นนี่คือความแตกต่างสำหรับ3ร่างที่เราจะต้องพิจารณาตัดสินใจ วันนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาลงมติใน2ประเด็นหลัก คือจะเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดบ้าง ถ้าแยกลงมติ หรือถ้ารวมลงมติ ก็จะกลายเป็นว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา และการลงมติอีกเรื่องก็คือจะใช้ร่างใด เป็นร่างหลักในการพิจารณา ในวาระที่สอง ขั้นเรียงมาตรา

ต้องคงรมต.ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนยืนยันในจุดที่ยึดมั่นมาโดยตลอด และขอเพิ่มความเห็นและข้อเสนอแนะเป็น4 ข้อดังนี้

1. ตนพร้อมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เปิดทางให้มี สสร. ขึ้นมา ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องไม่แตะหมวด1 หมวด 2

2. หากจะต้องลงมติว่า จะใช้ร่างใดเป็นร่างหลักในการพิจารณาวาระสอง ตนจะลงมติใช้เงื่อนไขเดิมคือ ต้องใช้ร่างที่ไม่แตะหมวด1 หมวด2 เป็นหลัก เพราะเป็นห่วงหากไม่ใช้ร่างนี้ อาจจะเป็นหัวเชื้อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบปลายเปิดและในที่สุดอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสองได้ต่อไปในอนาคต

3. การแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ จะต้องไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของสสร. เพื่อจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ไม่เป็นหมันต่อไปในอนาคต

4. รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สสร. ถ้ามี จะต้องยกร่างขึ้น ควรจะต้องมีเจตจำนง ที่จะส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมืองตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 160(4) (5) ที่ระบุไว้ว่า ผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจสำคัญๆ ทั้งรัฐมนตรี นอกจากจะต้องมีวัยวุฒิ คุณวุฒิตามที่กำหนดแล้ว ยังจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ สนองตอบ และคงมั่นมาตรฐานผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และตำแหน่งสำคัญของประเทศไว้ได้ต่อไป เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนโดยรวม

การยืนยันจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ที่จะไม่แตะหมวด 1-2 เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสถาบันหลักของชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องทำด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2 ตรงกับร่างพรรคภูมิใจไทยและร่วมรัฐบาล

ทวี ย้ำ! พรรคประชาชาติเน้นจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

“ทวี” ย้ำจุดยืน “พรรคประชาชาติ” เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเน้น “จัดทำใหม่ทั้งฉบับ” เหตุอำนาจไม่สมดุล งบเหลื่อมล้ำสูง หวังส่งมอบมรดกใหม่ที่ดีสู่สังคมไทย

วันที่ 12 ต.ค. 2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดใจถึงจุดยืนของพรรคในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในวันที่ 15-16 ต.ค.นี้ จุดยืนของพรรคประชาชาติคือต้องเป็นรูปแบบ “จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” ไม่ใช่การแก้ไขรายมาตรา เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีปัญหาเชิงโครงสร้าง มีบางอย่างที่มากเกินไป เช่น อำนาจขององค์กรอิสระ อำนาจของสมาชิกวุฒิสภา ขณะที่อำนาจของประชาชนในการเลือก สส. และจัดตั้งรัฐบาลกลับน้อยเกินไป จนอาจถูกปลดเมื่อไหร่ก็ได้ และมีบางอย่างที่ไม่มีเลย เช่น กลไกตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ การปฏิรูปศาลอัยการ และการตรวจสอบทหาร ซึ่งทำให้คนกลุ่มนี้ใช้งบประมาณไปมาก

พรรคประชาชาติชูธง จัดทำใหม่ทั้งฉบับ

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง การแก้ไขเพียงบางส่วนจะไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกได้ จำเป็นต้อง จัดทำใหม่ทั้งฉบับ เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง พรรคประชาชาติจึงมุ่งมั่นที่จะผลักดันประเด็นนี้ให้สำเร็จ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืน

เหตุผลที่ต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

พ.ต.อ.ทวี ได้แจกแจงเหตุผลสำคัญที่พรรคประชาชาติเห็นว่าจำเป็นต้อง จัดทำใหม่ทั้งฉบับ ดังนี้:

  • อำนาจไม่สมดุล: องค์กรอิสระและสมาชิกวุฒิสภามีอำนาจมากเกินไป ขณะที่ประชาชนมีอำนาจน้อยเกินไป
  • ขาดกลไกตรวจสอบ: รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่มีกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ การปฏิรูปศาลอัยการ และการตรวจสอบทหาร
  • งบประมาณเหลื่อมล้ำ: การจัดสรรงบประมาณไม่เป็นธรรม คนในส่วนกลาง (กทม.) ได้รับงบประมาณมากเกินไป ขณะที่จังหวัดอื่นๆ ได้รับงบประมาณน้อยเกินไป
  • แก้ไขรายมาตราไม่ตอบโจทย์: การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้

แจงเหตุเหลื่อมล้ำสูง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เกิดการ “แย่งชิงงบประมาณ” โดยคนในส่วนกลาง (กทม.) ไม่ถึง 10% ได้งบประมาณเกือบ 80% ส่วน 60 จังหวัด (60 ล้านคน) ได้ไปเพียง 20% และองค์กรท้องถิ่นเหลือแค่ 8%

“การแก้ไขรายมาตราคงยากที่จะแก้ไข ควรจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” และจะมีการทำประชามติถึง 3 ครั้ง โดยมีเป้าหมายคือ “ส่งมอบมรดกใหม่ๆ ที่ดี สู่สังคมไทยและสังคมโลก”

ต้องการนักสร้างสันติภาพ

พ.ต.อ.ทวี ยังกล่าวถึงหลักการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยว่า ปัญหาหลักไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจหรือยาเสพติด แต่ต้องการ “นักสร้างสันติภาพ” ไม่ใช่นักความมั่นคงหรือนักกฎหมาย ขอเรียกร้องประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สนับสนุนการพูดคุยสันติสุข และใช้ช่วงเวลาการเลือกตั้งแสดงบทบาททางการเมืองเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยหวังว่ารัฐบาลจะนำรายงานของกรรมาธิการสันติภาพฯ ไปดำเนินการต่อ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลก็เป็นกรรมาธิการด้วย เรื่องนี้ไม่มีการเมือง มีแต่ความห่วงใยของทุกฝ่าย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ และการ จัดทำใหม่ทั้งฉบับ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

ที่มา – “ทวี” ย้ำจุดยืน “พรรคประชาชาติ” เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเน้น “จัดทำใหม่ทั้งฉบับ”

“พิธา” ย้ำ พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ จี้ “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญา

“พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญาตรงไปตรงมา ฟุ้งหากเป็น “ภูมิใจดูด”ระวังแพ้ คาด ป.ป.ช. ชี้มูลคดี 44 สส. ช่วงใกล้ยุบสภา

วันที่ 10 ต.ค. 2568 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนถูกวิจารณ์ว่าเป็นพรรคฝ่ายค้ำให้พรรคภูมิใจไทยได้บริหารบ้านเมืองว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ใช้กลไกสภาตรวจสอบรัฐบาลอย่างต่อเนื่องให้เห็นแล้วว่า ไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เพียงแต่ต้องเรียกร้องไปยังรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ให้ทำตามคำสัญญาอย่างตรงไปตรงมาว่าจะรักษาสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะสโลแกนของพรรคภูมิใจไทยคือ “พูดแล้วทำ” ถ้าพลิกไปมา ก็ห่วงว่า แบรนด์ของพรรคจะไม่ได้ใช้อีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

“เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทยเองว่าจะทำตามสโลแกนของพรรคเพื่อใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ หรือจะเสี่ยงในระยะสั้นเพื่อที่จะสูญเสียความเป็นตัวตนของพรรคในระยะยาว” นายพิธา กล่าวและว่า

“ภูมิใจดูด” ระวังแพ้

หากตอบแบบส่วนตัว ที่สื่อตั้งฉายาว่าพรรค “ภูมิใจดูด” แต่ตอนนั้นที่ดูดผมไป แพ้ผมหมดเลยนะ คนที่โดนดูดก็จะต้องรู้ว่า มีแผลทางการเมืองตลอดชีวิต ประชาชนก็จะลงโทษ ส่วนตัวแล้วในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่มีความกังวล เพราะเป็นคนละยุทธภูมิกัน ยุทธภูมิของเราทำงานแบบล่างขึ้นบน ในขณะที่ส่วนใหญ่ทำแบบบนลงล่าง คนที่ต้องกังวลคือ คนทำงานการเมืองแบบบ้านใหญ่ ใช้กลไกข้าราชการเดินเกมการเมืองมากกว่า

พิธายังแซวอนุทินด้วยว่า “ซักผ้าเสร็จแล้ว กลับมาตอบคำถามสื่อมวลชนด้วย”

แนะ ปชน. ตั้งสมาธิให้ดี

นายพิธา ระบุด้วยว่า ปัญหาของพรรคประชาชนขณะนี้อยู่ที่การตั้งสมาธิกับตนเอง ต้องแก้ปัญหาของตัวเอง หาแคนดิเดตให้ดี หายุทธศาสตร์ที่ดี และสื่อสารทางการเมืองมากขึ้น ไม่ต้องสนใจโพลหรือสถิติ ขอให้มีสมาธิ จะต้องกู้ภาพลักษณ์ด้วยการทำงานอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้การตัดสินใจของพรรคประชาชนอาจไม่สมบูรณ์ แต่ตอนนี้ผ่านไปแล้ว กลับไปแก้อะไรไม่ได้ ก็ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้ให้ได้มากที่สุด และคอยเตือนนายกรัฐมนตรีตลอดเวลาว่า เป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจ ที่มาจากอำนาจเฉพาะกิจ เพื่อภารกิจเฉพาะกิจ

แนะ ภท. เน้นบ้านเมืองมากกว่า

ส่วนฉากทัศน์การเมือง 4 เดือน ที่จะยุบสภา นายพิธา ประเมินว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คือน่าจะเน้นบ้านเมืองมากกว่าการเมือง และอย่าให้การเมืองนำบ้านเมือง เพราะฉากทัศน์ต่าง ๆ มาจากหลายเรื่องทั้งการต่างประเทศ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น อย่างวันนี้ตนเองมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มาสอน 2 เรื่องด้วยกัน คือ 1.การเลือกตั้งประเทศเมียนมาที่จะมาถึง และ 2.การประชุมอาเซียน เป็น 2 เรื่องร้อนสำหรับนายกฯ เฉพาะกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตอนนี้ที่ต้องดูแล รวมถึงเรื่องนิติรัฐนิติธรรม เป็นเรื่องสำคัญที่กดทับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ควรเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองหลายพรรคเริ่มตั้งเป้าตัวเลขเก้าอี้ สส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าแล้วนั้น นายพิธา ประเมินว่า การแข่งกันประกาศจำนวน สส. ที่อยากได้ 80, 200 หรือ 250 ที่นั่ง เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ และไม่สะท้อนความพร้อมทางการเมืองอย่างแท้จริง และหากมองย้อนกลับไปในช่วงที่ตนเองดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกล พรรคให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยตั้งเป้าสร้างพรรคในลักษณะพรรคมวลชนที่มี สส.เขตมากกว่าบัญชีรายชื่อ และมีตัวแทนกระจายครบทุกภูมิภาค ไม่ใช่เพียงพรรคที่มีฐานเสียงเฉพาะในบางภูมิภาคเท่านั้น

เร่งขยายฐานพื้นที่อ่อนแอ

นายพิธา กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากชวนพรรคประชาชนให้หันมาคิดในเชิงคุณภาพว่า จะเพิ่มศักยภาพและขยายฐานเสียงในแต่ละพื้นที่ได้อย่างไร เช่น พื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีจังหวัดสำคัญอย่างนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมกันประมาณ 42 เขต รวมถึงภาคอีสานและภาคเหนือ ที่ในการเลือกตั้งครั้งก่อน ที่พรรคก้าวไกลยังทำผลงานได้ไม่ดี

คาด ป.ป.ช. ชี้มูลใกล้ยุบสภา

นายพิธายังกล่าวถึง คดี 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล เสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมชี้มูลปลายปีนี้ ด้วยว่า การเอาจริยธรรมมาประหัตประหารทางการเมืองตลอดชีวิตนั้นไม่ถูกต้อง หากไม่ได้สัดส่วน ส่วนตัวได้ตรวจสอบกับทีมกฎหมายของตนเอง คดีนี้อยู่ในชั้นอนุกรรมาธิการใน ป.ป.ช. น่าจะเสร็จสิ้นในชั้นนี้ภายในเดือนพฤศจิกายน มีความเป็นไปได้ที่จะมีการชี้มูลในช่วงการยุบสภา หากยุบสภาเร็ว และมีการเลือกตั้งในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชนจะถูกทำลายอีกครั้ง เหมือนพรรคก้าวไกลและอนาคตใหม่

“ผมเองไม่เป็นไรอยู่แล้ว แต่หลายคนยังเป็นแกนนำพรรค จึงอยากส่งเสียงถามประชาชนดังๆ เพราะอยู่ดีๆ ก็มีข่าวออกมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่ามีใครให้ข่าว ไม่รู้ว่าเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของพรรคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ หรือตั้งใจจะทำลายล้างกันจริงๆ โดยใช้จริยธรรมที่ไม่ได้สัดส่วน เพราะคนที่ตรวจสอบจริยธรรมไม่มีใครไปทำลายดาบเขาได้ เป็นสิ่งที่อันตรายมาก” พิธาระบุ

แนะ “เท้ง” อย่าเสียกำลังใจ

เมื่อถามว่าให้คำแนะนำนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับคดี 44 สส. และการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไรบ้าง นายพิธา กล่าวว่า เป็นตัวของตัวเอง มองไปข้างหน้าให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเพิ่งเสียกำลังใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญา

จากกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยนั้น ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ ในอนาคต การที่นายพิธายืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำและเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยทำตามสัญญา ถือเป็นการสะท้อนถึงความคาดหวังของประชาชนต่อพรรคการเมืองต่างๆ ว่าจะต้องมีความซื่อสัตย์และทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

พิธาชี้ พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ แต่ต้องตรวจสอบรัฐบาล

นายพิธาได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำรัฐบาล แต่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา การที่พรรคการเมืองต่างๆ ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวม

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่ประชาชนมีความเข้าใจในสถานการณ์ทางการเมือง และติดตามการทำงานของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้สามารถตัดสินใจในการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ การที่พรรคการเมืองต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น จะช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่พรรคการเมืองทุกพรรคจะต้องยึดมั่นในหลักการของความซื่อสัตย์และความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่นายพิธาออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยทำตามสัญญา เป็นการสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นนักการเมืองทำตามสัญญาที่ให้ไว้ การที่นักการเมืองรักษาคำพูดและทำตามสัญญา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้พรรคการเมืองทุกพรรคตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานเพื่อประชาชน และการรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน การที่พรรคการเมืองทุกพรรคสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และยึดมั่นในหลักการของความซื่อสัตย์และความโปร่งใส จะช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ประชาชนควรติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และตัดสินใจในการเลือกตั้งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญาตรงไปตรงมา

วรชัย ย้ำ! ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคเข้มแข็ง

“วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ลั่นสกัดสส.ย้ายพรรคทรยศคนเลือก

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า วันเสาร์ที่ 11 ต.ค. นี้ กลุ่มคนรักประชาธิปไตยทุกกลุ่มทุกสีเสื้อทุกพรรคการเมือง นิสิตนักศึกษาและประชาชน ยังคงมีนัดทานข้าวหน้าเรือนจำคลองเปรมเหมือนทุกเสาร์ที่ผ่านมา โดยการกินข้าวหน้าเรือนจำเป็นประจำทุกวันเสาร์ เวลา 13.00 น. นอกจากจะเป็นการทานข้าวเป็นเพื่อนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้ว ยังเป็นการสื่อสารประเด็นที่สำคัญที่สุดของประเทศในวันนี้คือการขับเคลื่อนเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้เราเห็นได้ชัดว่าสส. แต่ละพรรควิ่งย้ายพรรค มีการซื้อขายตำแหน่งต่อรองอำนาจโดยไม่ได้คำนึงถึงเสียงของประชาชนที่เลือกมาตอนเลือกตั้ง แต่กลับทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเองเท่านั้น

นายวรชัย เหมะ ย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ให้ ส.ส.ทรยศต่อประชาชนที่เลือกเข้ามา โดยการชุมนุมหน้าเรือนจำคลองเปรมเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตย

ต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

นายวรชัย กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ให้สส. ย้ายพรรคทรยศต่อคนเลือก คือการทำรัฐธรรมนูญ ที่ได้มาโดยประชาชนเพื่อประชาชน การชุมนุมของพวกตนจุดประสงค์หลัก คือการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และทำให้พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเข้มแข็ง สส.ไม่สามารถทรยศขายตัวหักหลังประชาชนผู้ลงคะแนนได้ และเหตุที่ต้องมาชุมนุมหน้าเรือนจำ เพราะตนมองว่านายทักษิณ ถือเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง ทำประโยชน์ให้คนไทยไม่มีวันลืม แต่ถูกกระทำจากการยึดอำนาจที่ถือเป็นเหยื่อทางการเมือง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เสียงของประชาชนต้องได้รับการเคารพและการตัดสินใจของนักการเมืองต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

การที่นายวรชัยออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย การชุมนุมหน้าเรือนจำเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจให้รับฟังเสียงของประชาชน

การเรียกร้องให้ “วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคมควรสนับสนุนเเละร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยเป้าหมายหลักของการชุมนุมคืออะไร?

  • เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
  • เพื่อให้พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเข้มแข็ง
  • เพื่อป้องกันไม่ให้ ส.ส.ทรยศต่อประชาชน

ทำไมต้องชุมนุมหน้าเรือนจำ?

  • เพื่อสื่อสารถึงประเด็นสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการเรียกร้องความเป็นธรรม

วรชัย ย้ำ! ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคเข้มแข็ง

ประเด็นสำคัญที่นายวรชัยเน้นย้ำคือการ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เพื่อป้องกันการทรยศต่อประชาชน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: จุดเริ่มต้นของการทำให้พรรคเข้มแข็ง

การมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จะช่วยให้พรรคการเมืองมีความมั่นคงและไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจภายนอก ส.ส. จะมีความรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกเข้ามาและไม่สามารถย้ายพรรคหรือขายตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวได้

การ เรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ทุกคนต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืน

การชุมนุมหน้าเรือนจำคลองเปรมจึงเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องประชาธิปไตยและต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นธรรม และนำไปสู่การเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีกว่า

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เสียงของเราได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ที่มา – “วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

ดร.เอ้เปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบายธนู 4 ดอก

ดร.เอ้เปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบายธนู 4 ดอก

ในวันที่ 3 ตุลาคม 2568 วงการการเมืองไทยมีสีสันใหม่เมื่อ “ดร.เอ้” หรือนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้เปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการ โดยชูนโยบายหลักภายใต้อุปมาของ “ธนู 4 ดอก” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศด้วยพลังความรู้และนวัตกรรม ดร.เอ้เชื่อมั่นว่าการศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากปัญหาความยากจนและเศรษฐกิจที่ติดหลุมดำ

“ดร.เอ้” เปิดตัวพรรค “ไทยก้าวใหม่” ชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก” เชื่อการศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด

การเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่ครั้งนี้มาพร้อมกับทีมผู้บริหารที่แข็งแกร่ง โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ดำรงตำแหน่งประธานพรรค ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และนายวราวิช กำภู ณ อยุธยา เป็นรองหัวหน้าพรรค สโลแกน “ไทยก้าวใหม่ ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง” สะท้อนวิสัยทัศน์ที่จะผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การพึ่งพามันสมองและนวัตกรรมมากกว่าแรงงานราคาถูกแบบเดิมๆ พรรคนี้มุ่งสนับสนุน SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างเศรษฐกิจที่คนไทยเป็นศูนย์กลาง

นโยบาย “ธนู 4 ดอก” เป็นหัวใจสำคัญของพรรค ซึ่งประกอบด้วยด้านต่างๆ ที่ครอบคลุมการพัฒนาทุกมิติของสังคมไทย ดร.เอ้ย้ำว่าการศึกษาคือกุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหาปากท้องและความยากจนได้อย่างแท้จริง โดยไม่ใช่แค่การลงทุนเงิน แต่เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ

รายละเอียดนโยบาย “ธนู 4 ดอก” จากดร.เอ้

  • ดอกแรก: สร้างคนใหม่พลิกโฉมการศึกษาไทย – มุ่งปฏิรูประบบการศึกษาตั้งแต่ฐานราก เพื่อให้เยาวชนไทยมีทักษะที่ตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัล โดยเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียม
  • ดอกที่สอง: สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่คนไทยต้องมาก่อน – ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้สูง สนับสนุนสตาร์ทอัพและ SME ให้แข่งขันในเวทีโลก โดยให้ความสำคัญกับแรงงานไทยมากกว่ากำไรระยะสั้น
  • ดอกที่สาม: สร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทยปลอดภัย สุขภาพดี มีความสุข – พัฒนาระบบสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ยั่งยืนและมีคุณภาพ โดยลดช่องว่างทางสังคม
  • ดอกที่สี่: สร้างค่านิยมใหม่คนดีต้องมีที่ยืน – สร้างสังคมที่โปร่งใส ปราบปรามคอร์รัปชัน และให้โอกาสคนมีคุณธรรมในการเมืองและธุรกิจ

โลโก้พรรคเป็นรูปธนูที่สื่อถึงความมุ่งมั่นก้าวไปข้างหน้า โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือให้คนไทยอยู่อันดับหนึ่ง และประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำโลก หลังการเปิดตัว ดร.เอ้ให้สัมภาษณ์ว่า แม้พรรคจะเป็นน้องใหม่และมีเวลาจำกัดก่อนเลือกตั้ง แต่พร้อมสู้เต็มที่ โดยตนจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและ ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับหนึ่ง การส่งผู้สมัครยังอยู่ระหว่างพิจารณา แต่พรรคมุ่งสร้าง “สังคมนิยมใหม่” ที่เน้นคนดีและปราบคอร์รัปชัน

เมื่อถูกถามถึงการเมืองแบ่งขั้ว ดร.เอ้ยืนยันว่าพรรคไทยก้าวใหม่จะเป็นพรรคที่เปิดกว้าง ร่วมงานกับทุกฝ่ายเพื่อการเปลี่ยนแปลงระยะยาว โดยไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างอนาคตที่สดใสให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการศึกษาที่ดร.เอ้มองว่าเป็นยาวิเศษแก้จนได้ดีที่สุด

การปรากฏตัวของพรรคไทยก้าวใหม่นี้ ถือเป็นลู่ทางใหม่ในเวทีการเมืองไทยที่เน้นนวัตกรรมและความรู้มากกว่าความขัดแย้งเก่าๆ หากคุณสนใจการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ลองติดตามพัฒนาการของพรรคนี้ต่อไป เพราะนโยบาย “ธนู 4 ดอก” อาจเป็นคำตอบสำหรับประเทศไทยในยุคใหม่

ที่มา – “ดร.เอ้” เปิดตัวพรรค “ไทยก้าวใหม่” ชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก” เชื่อการศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง ภูมิธรรม-ทวี แทรกแซง กกต.

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง กรณีนี้เกี่ยวข้องกับนายภูมิธรรม เวชยชัย และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะในกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

วันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ให้ดำเนินการพิจารณาคำร้องนี้ต่อไป แม้ว่าทั้งสองผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วก็ตาม คำร้องนี้เกิดจากการที่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนยื่นต่อประธานวุฒิสภา โดยอ้างว่าการที่ทั้งคู่มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) ถือเป็นการแทรกแซงและครอบงำอำนาจของ กกต. ผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งนำไปสู่การกลั่นแกล้ง กดดัน และข่มขู่สมาชิกวุฒิสภา

พฤติกรรมดังกล่าวถูกมองว่าขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักนิติธรรม ทำให้เกิดคำถามถึงความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมของทั้งสองคน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ซึ่งอาจนำไปสู่การสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) การตัดสินใจของศาลนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะแม้ทั้งคู่จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่การวินิจฉัยจะช่วยกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมในอนาคต

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเดินหน้าพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการพิจารณาคดีต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 51 ตุลาการส่วนใหญ่ 6 คน ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นชอบกับการดำเนินคดีต่อ ขณะที่ตุลาการ 2 คน คือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ มองว่าพอทั้งคู่พ้นตำแหน่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อ

ก่อนหน้านี้ ในขณะที่คดีกำลังพิจารณา ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยของศาล ทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ต่อมาพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยไม่มีชื่อของนายภูมิธรรมและ พ.ต.อ. ทวี ทำให้ทั้งคู่ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 หลังนายกฯ ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ

กรณี ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ นี้ สะท้อนถึงความพยายามของสถาบันตุลาการในการรักษาความโปร่งใสในระบบการเมืองไทย แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อตำแหน่งปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์อาจส่งผลต่อโอกาสทางการเมืองในอนาคตของบุคคลที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองในการใช้อำนาจอย่างสุจริต

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ การแทรกแซงดังกล่าวหากพิสูจน์ได้ จะเป็นการละเมิดหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะการใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับคดีพิเศษในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

  • ประเด็นหลัก: การแทรกแซง กกต. ผ่านคดีพิเศษ
  • ผลกระทบ: ตั้งคำถามถึงจริยธรรมนักการเมือง
  • ความสำคัญ: สร้างมาตรฐานสำหรับการใช้อำนาจ

ในท้ายที่สุด การวินิจฉัยของศาลนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

Scroll to top