ข่าวการเมือง

ไทยติดกับดักเอ็นจีโอ พิพัฒน์ลั่นสวนมาสวนกลับ

ช่วงนี้วงการการเมืองไทยกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างดุเดือดเกี่ยวกับปัญหาที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยระบุว่าเรากำลังเข้าสู่สภาวะไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ที่มักจะมีการคัดค้านโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐบาลโดยขาดการศึกษาข้อมูลที่รอบด้าน

ไทยติดกับดักเอ็นจีโอ สวนมาสวนกลับ

นายพิพัฒน์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า การดำเนินโครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึก อ.จะนะ จ.สงขลา นั้น ทุกอย่างควรวางอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล หากฝ่ายค้านหรือกลุ่มเอ็นจีโอจะออกมาคัดค้าน ก็ควรจะมีเหตุผลรองรับที่ชัดเจนว่าสิ่งที่คัดค้านนั้นเป็นผลดีหรือผลเสียต่อประเทศชาติอย่างไร ไม่ใช่เพียงเพราะนึกอยากจะค้านก็ค้านทุกเรื่อง ซึ่งการกระทำเช่นนี้สุดท้ายแล้วผลกระทบก็มักจะย้อนกลับมาหาคนในพื้นที่เอง

มุมมองต่อการพัฒนาและไทยติดกับดักเอ็นจีโอ

นอกจากนี้ ท่านยังได้ย้ำถึงกรณีการประท้วงโครงการแลนด์บริดจ์หรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่มีการยกเลิกไปแล้วแต่ยังคงมีการหยิบยกขึ้นมาทวงถาม โดยมองว่าการแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ท่านยังเสริมว่าตนเองเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ไม่ชอบพูดอ้อมค้อม ใครแรงมาก็พร้อมจะแรงกลับ เพราะเชื่อว่าการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง

  • รัฐบาลต้องมีหน้าที่นำเสนอโครงการเพื่อพัฒนาประเทศ
  • ฝ่ายค้านและเอ็นจีโอควรคัดค้านด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง
  • โครงการท่าเรือน้ำลึกจะนะมีความจำเป็นเนื่องจากพื้นที่เดิมเต็มความจุ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลยุคนี้จะไม่ยอมให้โครงการต่างๆ ต้องหยุดชะงักเพียงเพราะการคัดค้านที่ไม่มีที่มาที่ไป หากมองในแง่การพัฒนา การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเป็นการมีส่วนร่วมที่สร้างสรรค์และรับฟังเหตุผลของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้โครงการต่างๆ สามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ตกหลุมพรางของการแบ่งแยกฝ่ายจนลืมเป้าหมายหลักคือการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

หากเราต้องการเห็นประเทศก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ เราอาจต้องเริ่มจากการเปิดใจรับฟังข้อมูลในเชิงลึกมากกว่าการฟังเพียงแค่กระแสในโซเชียลมีเดีย ท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้? การคัดค้านควรมีเส้นแบ่งแค่ไหนเพื่อไม่ให้กระทบกับการพัฒนาในภาพรวม มาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” บอกไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ไม่ใช่นึกอยากค้านก็ค้านทุกเรื่อง ลั่น สวนมาสวนกลับ

ไชยชนก บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา หลัง ปชน. โยงคดีฮั้ว สว.

ไชยชนก บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา หลัง ปชน. โยงคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการกล่าวถึงชื่อของ นายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เข้าไปพัวพันกับกรณีที่พรรคประชาชนออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ คดีฮั้ว สว. ซึ่งมีการพยายามเชื่อมโยงให้ถึงพรรคภูมิใจไทย โดยล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สั้นๆ ถึงกรณีดังกล่าวนี้ด้วยตัวเอง

จุดเริ่มต้นของข้อสงสัยกรณี ไชยชนก บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา หลัง ปชน. โยงคดีฮั้ว สว.

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้นำหลักฐานออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยระบุว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างตัวของนายกเทศมนตรีตำบลโพนสากับเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทยในเรื่องการจัดการเลือกตั้ง สว. ที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และมีการทำเป็นขบวนการจริงหรือไม่ ตามที่ฝ่ายค้านได้ตั้งข้อกล่าวหาไว้

ทางด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ในส่วนตัวของเขานั้น ไชยชนก บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา เลยแม้แต่น้อยว่าเขาเป็นใครหรือมีหน้าที่การงานอย่างไร และยังไม่ทราบรายละเอียดลึกๆ เกี่ยวกับคดีที่พรรคประชาชนกำลังตรวจสอบอยู่

  • นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ออกมาเปิดเผยข้อมูลชุดใหม่
  • ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการเลือก สว.
  • นายไชยชนกยืนยันสถานะความสัมพันธ์ว่าไม่รู้จักบุคคลดังกล่าว

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและเครือข่ายในท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบถ่วงดุล หากใครมีหลักฐานที่ชัดเจนก็ควรดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏต่อสายตาประชาชน ส่วนในมุมมองของนักสังเกตการณ์การเมือง การออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนของเลขาสังกัดพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ เป็นการดึงตัวเองออกจากความขัดแย้งก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้

ท้ายที่สุดแล้ว ต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีฮั้ว สว. นี้จะจบลงอย่างไร และข้อมูลที่พรรคประชาชนถืออยู่ในมือนั้น จะสามารถมัดตัวผู้กระทำผิดหรือเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอำนาจระดับสูงได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงประเด็นทางการเมืองที่ใช้โจมตีกันในช่วงเวลาที่มีความเปราะบางเช่นนี้

ที่มา – “ไชยชนก” บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา หลัง ปชน. โยงคดีฮั้ว สว. กับภูมิใจไทย

นฤพนธ์ หลานชาย ธงชัย เย็นประเสริฐ ลงสมัครนายก อบจ.นนทบุรี เบอร์ 1

เรียกได้ว่าสนามการเมืองท้องถิ่นจังหวัดนนทบุรีกำลังคึกคักสุดๆ เลยครับ เมื่อบรรยากาศการเปิดรับสมัครเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ล่าสุดมีสีสันจากการปรากฏตัวของ นฤพนธ์ หลานชาย ธงชัย เย็นประเสริฐ ลงสมัครเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ได้เบอร์ 1 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มผึ้งหลวงที่ต้องการสานต่อเจตนารมณ์เดิมให้สำเร็จ

นฤพนธ์ หลานชาย ธงชัย เย็นประเสริฐ ลงสมัครเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ได้เบอร์ 1

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ท่ามกลางกองเชียร์ที่มารวมตัวกันให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ได้เข้ายื่นเอกสารการสมัครเป็นลำดับแรก ทำให้เขาคว้าหมายเลข 1 ไปครอง โดยเจ้าตัวเผยความรู้สึกว่าพร้อมที่จะนำประสบการณ์และความตั้งใจมาสานต่องานด้านการศึกษา สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมที่คุณอา (ธงชัย เย็นประเสริฐ) ได้วางรากฐานเอาไว้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องชาวนนทบุรีทุกคน

ประวัติและก้าวสำคัญของ นฤพนธ์ หลานชาย ธงชัย เย็นประเสริฐ ลงสมัครเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ได้เบอร์ 1

นายนฤพนธ์ไม่ได้มีดีแค่เรื่องนามสกุลเท่านั้น แต่ยังมีโปรไฟล์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ:

  • จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
  • มีประสบการณ์การทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทมหาชน
  • เป็นบุตรชายของนายณรงค์ เย็นประเสริฐ อดีต สจ.นนทบุรี

ทางด้านลูกสาวของอดีตนายกธงชัยเอง ก็ได้ออกมากล่าวขอโอกาสให้พี่ชายคนนี้ได้เข้ามาทำหน้าที่ เพื่อสานต่อความฝันและโครงการต่างๆ ที่คุณพ่อเคยตั้งใจไว้ โดยเฉพาะโครงการด้านดนตรีและกีฬาที่ตั้งใจจะผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ในสนามการเมืองครั้งนี้ยังมีผู้สมัครท่านอื่นเช่น พลเอกนิพนธ์ สีตบุตร ที่ลงสมัครในนามอิสระเข้ามาเพิ่มสีสันให้กับสนามแข่งนี้ด้วย

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเลือกตัวบุคคล แต่เป็นการเลือกว่าเราจะก้าวต่อไปอย่างไรในทิศทางที่เคยถูกวางไว้ การที่ นฤพนธ์ หลานชาย ธงชัย เย็นประเสริฐ ลงสมัครเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ได้เบอร์ 1 ถือเป็นการยืนยันความตั้งใจที่จะรักษาสิ่งดีๆ เดิมเอาไว้พร้อมกับพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร แต่การเห็นคนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นอาสาเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเกิด ก็เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนครับ อย่าลืมติดตามนโยบายของแต่ละทีมให้ดีก่อนตัดสินใจใช้สิทธิเลือกตั้งกันนะครับ

ที่มา – “นฤพนธ์” หลานชาย “ธงชัย เย็นประเสริฐ” ลงสมัครเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ได้เบอร์ 1

“ยศชนัน” เผย ก.แรงงาน ชงร่างกฎหมาย 4 ฉบับ เข้าที่ประชุม ครม. วันนี้

เชื่อว่าพี่น้องแรงงานหลายคนคงกำลังจับตามองข่าวสำคัญในวันนี้ เมื่อ “ยศชนัน” เผย ก.แรงงาน ชงร่างกฎหมาย 4 ฉบับ เข้าที่ประชุม ครม. วันนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและคุ้มครองสิทธิแรงงานในหลายกลุ่มที่เคยถูกละเลยไปครับ

“ยศชนัน” เผย ก.แรงงาน ชงร่างกฎหมาย 4 ฉบับ เข้าที่ประชุม ครม. วันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย แต่ยังเป็นการสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นจริงในสังคมการทำงาน โดยสาระสำคัญที่ “ยศชนัน” เผย ก.แรงงาน ชงร่างกฎหมาย 4 ฉบับ เข้าที่ประชุม ครม. วันนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

สรุปสาระสำคัญของกฎหมายใหม่เพื่อแรงงาน

  • แรงงานทางทะเล: คนประจำเรือขนส่งจะได้รับความคุ้มครองจากประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน ไม่ต่างจากแรงงานบนบก
  • คุ้มครองคนรับงานไปทำที่บ้าน: ยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน กำหนดค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และมีบทลงโทษผู้จ้างงานที่ผิดนัดชำระเงิน
  • สมรสเท่าเทียมในรัฐวิสาหกิจ: เปลี่ยนคำว่าคู่สามีภรรยา เป็น “คู่สมรส” เพื่อให้สิทธิประโยชน์สวัสดิการครอบคลุมคู่รักทุกเพศอย่างเท่าเทียม

ทางด้านปลัดกระทรวงแรงงานได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มาตรการเหล่านี้จะครอบคลุมถึงการกำหนดอายุขั้นต่ำในการรับงานไปทำที่บ้านที่ 15 ปี และต้องไม่มีงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งถือว่าเป็นการวางรากฐานการคุ้มครองแรงงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างมากครับ

การผลักดันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มแรงงานนอกระบบและแรงงานเฉพาะทางมากขึ้น การที่กฎหมายมีผลย้อนหลังในบางประเด็น โดยเฉพาะเรื่องสมรสเท่าเทียม ยังแสดงถึงความตั้งใจจริงที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้เห็นผลโดยเร็วที่สุด

ถือว่าเป็นข่าวดีที่น่าติดตามอย่างยิ่งครับ เพราะหากร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. จะส่งผลดีต่อแรงงานไทยหลายแสนชีวิตให้มีความมั่นคงในอาชีพและได้รับสวัสดิการที่เหมาะสมอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน เรามาร่วมลุ้นกันว่าผลการประชุมจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ

ที่มา – “ยศชนัน” เผย ก.แรงงาน ชงร่างกฎหมาย 4 ฉบับ เข้าที่ประชุม ครม. วันนี้

อนุทิน-เอกนิติ ลั่น GDP โต 2.2% ยังไม่พอใจ ต้องโตกว่านี้

เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองเมื่อ “นายกฯ อนุทิน” ควงคู่ “เอกนิติ” ออกมาให้สัมภาษณ์จากแดนไกลถึงเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยทั้งสองท่านได้ระบุตรงกันว่า อนุทิน-เอกนิติ ลั่นตัวเลข GDP ที่ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้ ศก.ไทย ต้องโตกว่านี้ ซึ่งถือเป็นทัศนคติที่สะท้อนว่ารัฐบาลต้องการผลักดันประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง

อนุทิน-เอกนิติ ลั่นตัวเลข GDP ที่ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้ ศก.ไทย ต้องโตกว่านี้

ในการแถลงข่าวล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดว่า ตัวเลขการเติบโตที่ระดับ 2.2% นั้นยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เราไม่สามารถหยุดอยู่แค่นี้ได้ เพราะในโลกเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันสูง การที่เศรษฐกิจจะโตเพียงเล็กน้อยนั้นยังไม่เพียงพอต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว ท่านนายกฯ ได้ตั้งคำถามเชิงสะท้อนความคิดว่า ทำไมเราไม่มองไปถึงการเติบโตระดับ 3-6% เพื่อให้ประเทศก้าวผ่านวิกฤตไปได้อย่างมั่นคง

วิเคราะห์แนวทางเศรษฐกิจจากมุมมองของ อนุทิน-เอกนิติ ลั่นตัวเลข GDP ที่ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้ ศก.ไทย ต้องโตกว่านี้

ทางด้านนายเอกนิติ ได้เสริมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้ว โดยได้นำมาประคองเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40” อย่างไรก็ตาม เรายังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง 3 ด้าน ได้แก่:

  • วิกฤตพลังงาน: ที่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลอย่างหนักจากการนำเข้าน้ำมัน
  • วิกฤตค่าครองชีพ: จากอัตราเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น
  • วิกฤตกำลังซื้อ: ซึ่งส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ

แม้ตัวเลขจะดูท้าทาย แต่เราเห็นสัญญาณบวกจากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตถึง 13% ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ที่มีการเข้ามาลงทุนจริงในไทย ช่วยสร้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับแรงงานในประเทศ นี่คือจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่น่าจับตามอง

ในฐานะประชาชน เราคงต้องรอดูว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนได้หรือไม่ แต่การที่ผู้นำระดับสูงกล้าที่จะตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นและยอมรับว่าเราต้องปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ครับ

ที่มา – “อนุทิน-เอกนิติ” ลั่นตัวเลข GDP ที่ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้ ศก.ไทย ต้องโตกว่านี้

เงียบเหงา วันแรกไร้ผู้สมัคร ชิงตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนนทบุรีทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์การเมืองท้องถิ่นที่หลายคนกำลังจับตามองกันอยู่ นั่นคือการเปิดรับสมัครเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี แทนตำแหน่งที่ว่างลงครับ แต่บรรยากาศการเปิดรับสมัครในวันแรกกลับกลายเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจไม่น้อย เพราะเกิดเหตุการณ์ เงียบเหงา วันแรกไร้ผู้สมัคร ชิงตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี อย่างแท้จริง

สรุปสถานการณ์ เงียบเหงา วันแรกไร้ผู้สมัคร ชิงตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 17 ส.ค. 69 ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเปิดรับสมัครเวลา 08.30 น. เป็นต้นมา จนกระทั่งปิดรับสมัครในเวลา 16.30 น. ปรากฏว่ายังไม่มีผู้สนใจเดินทางมายื่นใบสมัครเพื่อชิงเก้าอี้นายก อบจ. เลยแม้แต่รายเดียว โดยมีเจ้าหน้าที่จาก กกต. ประจำจังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.รัตนาธิเบศร์ คอยดูแลความเรียบร้อยและสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

ทำไมถึงยังไม่มีใครมาสมัครใน เงียบเหงา วันแรกไร้ผู้สมัคร ชิงตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี?

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงไม่มีใครรีบมาลงชื่อสมัครตั้งแต่วันแรก ซึ่งจากการวิเคราะห์สถานการณ์มีความเป็นไปได้หลายประเด็นครับ:

  • การเตรียมเอกสารและคุณสมบัติ: ผู้สมัครหลายท่านอาจกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด เพื่อป้องกันปัญหาการถูกตัดสิทธิ์ภายหลังตามข้อกฎหมายเลือกตั้งที่เข้มงวด
  • การบริหารจัดการเวลา: มีกระแสข่าวว่ากลุ่มการเมืองหลักอย่าง ‘กลุ่มผึ้งหลวง’ ที่เปิดตัวนายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ อาจรอให้เสร็จสิ้นภารกิจงานพระราชทานเพลิงศพ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ ในวันที่ 19 ส.ค. 69 ก่อนจะดำเนินการสมัครอย่างเป็นทางการ
  • ความพร้อมของพรรคการเมือง: ผู้สมัครในนามอิสระหรือตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ อาจกำลังวางกลยุทธ์ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดรับสมัครในวันที่ 21 ส.ค. 69 นี้

สำหรับการเปิดรับสมัครจะยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายวัน ซึ่งเชื่อว่าหลังจากผ่านพ้นช่วงวันหยุดหรือเสร็จสิ้นภารกิจส่วนตัวแล้ว เราน่าจะเริ่มเห็นรายชื่อผู้สมัครทยอยเดินเข้ามาที่ อบจ. นนทบุรี กันมากขึ้นครับ การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาจังหวัดของเรา ดังนั้นการตรวจสอบคุณสมบัติให้ครบถ้วนถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดเพื่อให้ได้ผู้นำที่สง่างาม

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เรามารอลุ้นกันดีกว่าครับว่า ใครจะเป็นคนแรกที่ประเดิมก้าวเข้ามาลงสมัครอย่างเป็นทางการ แล้วโค้งสุดท้ายก่อนปิดรับสมัครจะคึกคักสมกับการรอคอยของชาวนนทบุรีหรือไม่ เพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ คอมเมนต์พูดคุยกันได้นะครับ

ที่มา – เงียบเหงา วันแรกไร้ผู้สมัคร ชิงตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี

“ภัทรพงศ์” ถกเอกชนยกระดับศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวความคืบหน้าด้านอุตสาหกรรมการบินของไทยกันมาบ้าง โดยล่าสุด นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดวงหารือร่วมกับหน่วยงานด้านการบินและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมในภาพรวม โดยมีประเด็นหลักคือ “ภัทรพงศ์” ถกเอกชนยกระดับศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ให้มีความพร้อมและแข่งขันได้ในระดับสากล

“ภัทรพงศ์” ถกเอกชนยกระดับศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน เพื่ออนาคตการบินไทย

ในการประชุมที่จัดขึ้น ณ สถาบันการบินพลเรือน นายภัทรพงศ์ได้เน้นย้ำถึงนโยบายที่เปิดกว้างให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่มีมาตรฐานสูง โดยรัฐบาลไม่ได้มองแค่เรื่องการซ่อมบำรุงทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงการ Private Jet Terminal ที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินและนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาสู่ประเทศอีกด้วย ทั้งนี้ การจะทำโครงการใหญ่ให้สำเร็จ สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัย ซึ่งต้องมีการจัดการวัตถุอันตรายและระบบนิรภัยในสนามบินอย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานสากล

ก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่กับ “ภัทรพงศ์” ถกเอกชนยกระดับศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน พร้อมดันสนามบินเพชรบูรณ์เป็น Sandbox

ไม่เพียงแค่เรื่อง MRO เท่านั้น แต่ในที่ประชุมยังมีการพูดถึงการนำเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้ สนามบินเพชรบูรณ์ กลายเป็นพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม (Sandbox) สำหรับโครงการ Urban Air Mobility (UAM) หรือที่เรารู้จักกันในนาม “แท็กซี่บินได้” รวมถึงอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (eVTOL) ซึ่งถือเป็นก้าวที่กล้าหาญและน่าจับตามองมากสำหรับอุตสาหกรรมการบินของไทยในอนาคต

เหตุผลที่เลือกสนามบินเพชรบูรณ์เป็นพื้นที่ทดสอบ มีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญดังนี้:

  • ไม่มีเที่ยวบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ให้บริการ ทำให้การจัดตารางเวลาบิน (Slot) มีความคล่องตัวสูง
  • พื้นที่เอื้อต่อการทดสอบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และ eVTOL โดยไม่กระทบต่อเที่ยวบินอื่น
  • เหมาะสำหรับการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงนวัตกรรมทางการบินของภูมิภาค

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเล็งเห็นประโยชน์ของนวัตกรรมเหล่านี้ในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสาธารณสุข โดยเฉพาะการขนส่งเวชภัณฑ์เร่งด่วนไปยังพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที นี่คือวิสัยทัศน์ที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการบินไม่ได้มีไว้เพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอีกด้วย

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี eVTOL และการซ่อมบำรุงอากาศยานอย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณบวกที่ยอดเยี่ยม หากรัฐบาลสามารถประสานความร่วมมือกับเอกชนได้สำเร็จตามกรอบที่วางไว้ ประเทศไทยเราจะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการบินในอาเซียนได้อย่างแน่นอนครับ คงต้องคอยติดตามดูกันต่อไปว่าโครงการ Sandbox ที่เพชรบูรณ์นี้จะผลิดอกออกผลให้เราได้เห็นแท็กซี่บินได้บนท้องฟ้าไทยเร็วแค่ไหน

ที่มา – “ภัทรพงศ์” ถกเอกชนยกระดับศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน

สภา กทม. ตั้ง 3 สก. สอบปมกดบัตรแทนกัน ตีกรอบ 60 วัน

สภา กทม. เห็นชอบตั้ง 3 สก. เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงปมกดบัตรแทนกัน ตีกรอบ 60 วัน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อสภากรุงเทพมหานครมีการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับกรณีร้องเรียนเรื่องการกดบัตรลงคะแนนแทนกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อธรรมาภิบาลและการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ล่าสุด สภา กทม. เห็นชอบตั้ง 3 สก. เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงปมกดบัตรแทนกัน ตีกรอบ 60 วัน เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรมที่สุด

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ อาคารไอราวัตพัฒนา โดยมีนางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม ท่ามกลางกระแสสังคมที่เฝ้าจับตามองการทำงานของสมาชิกสภา กทม. ว่าจะสามารถกู้คืนความเชื่อมั่นกลับมาได้มากน้อยเพียงใด โดยการตั้งคณะกรรมการชุดนี้มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น อาทิ ข้อมูลจากกล้อง CCTV และระบบดิจิทัลในการลงคะแนน เพื่อพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวมีมูลหรือไม่

รายละเอียดการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง

หลังจากมีการถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับรายชื่อคณะกรรมการ เพื่อให้เกิดความเป็นกลางและได้รับความยอมรับจากทุกฝ่าย ท้ายที่สุดที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการ 3 ท่าน ได้แก่:

  • นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ สก.เขตคลองเตย
  • นายอมรินทร์ สวัสยานุภาพ สก.เขตดินแดง
  • นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สก.เขตลาดกระบัง

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงต้องมีการตั้งกรรมการขึ้นมาสอบ? คำตอบคือเพราะ สภา กทม. เห็นชอบตั้ง 3 สก. เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงปมกดบัตรแทนกัน ตีกรอบ 60 วัน เพื่อเป็นการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 โดยกรรมการชุดนี้ไม่ได้มีหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิดโดยตรง แต่มีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อเสนอต่อประธานสภาฯ หากพบว่ามีมูลจริง ก็จะส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการจรรยาบรรณเพื่อพิจารณาบทลงโทษตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

สำหรับความกังวลเรื่องความลำเอียง นายสุรจิตต์ หนึ่งในคณะกรรมการได้ยืนยันความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและยึดถือหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ โดยเชื่อว่าความจริงจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับสังคม นอกจากนี้ ทางฝ่ายกฎหมายยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า กระบวนการนี้ต้องดำเนินไปตามหลักการที่มีส่วนได้เสียไม่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผลการสอบสวนมีความน่าเชื่อถือและไม่ถูกครหาในภายหลัง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร การที่ สภา กทม. เห็นชอบตั้ง 3 สก. เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงปมกดบัตรแทนกัน ตีกรอบ 60 วัน ถือเป็นบททดสอบสำคัญของสภา กทม. ในการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสถาบัน หากกระบวนการตรวจสอบทำได้อย่างตรงไปตรงมา ก็เชื่อว่าจะช่วยสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับสภาฯ ในอนาคต และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าระบบตรวจสอบภายในองค์กรยังมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะจัดการกับความไม่โปร่งใสได้จริง

ที่มา – สภา กทม. เห็นชอบตั้ง 3 สก. เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงปมกดบัตรแทนกัน ตีกรอบ 60 วัน

“สุรศักดิ์” เยี่ยมนักท่องเที่ยวต้นไม้ล้มทับที่อยุธยา

จากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่สร้างความตกใจให้กับหลายฝ่าย เมื่อต้นไม้ใหญ่ล้มทับนักท่องเที่ยวชาวสเปนในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ล่าสุด “สุรศักดิ์” เยี่ยมนักท่องเที่ยวต้นไม้ล้มทับที่อยุธยา เพื่อติดตามสถานการณ์และกำชับให้มีการเยียวยาอย่างเต็มที่ที่สุด

สถานการณ์ล่าสุด: “สุรศักดิ์” เยี่ยมนักท่องเที่ยวต้นไม้ล้มทับที่อยุธยา

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เดินทางลงพื้นที่ทันทีหลังทราบข่าว โดยมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา เพื่อเยี่ยมกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวสเปนทั้ง 4 รายที่ประสบอุบัติเหตุจากต้นนกยูงขนาดใหญ่ล้มทับ บริเวณทางเดินข้างวัดพระศรีสรรเพชญ์เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

รายละเอียดการช่วยเหลือจากกรณี “สุรศักดิ์” เยี่ยมนักท่องเที่ยวต้นไม้ล้มทับที่อยุธยา

จากการรายงานอาการล่าสุด พบว่ามีนักท่องเที่ยวที่ได้รับบาดเจ็บแตกต่างกันไป ดังนี้:

  • ผู้ได้รับบาดเจ็บชาย 1 ราย: ได้รับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้วและอยู่ในการดูแลของห้องไอซียู (ICU)
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บหญิง 1 ราย: นอนพักฟื้นในโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าดูอาการ
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บหญิงอีก 2 ราย: บาดเจ็บเล็กน้อย แพทย์อนุญาตให้กลับที่พักได้หลังทำแผลเรียบร้อยแล้ว

ทางศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) และตำรวจท่องเที่ยวได้จัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลกลุ่มนักท่องเที่ยวชุดนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับความปลอดภัยและได้รับการดูแลที่ดีที่สุดตลอดการพักผ่อนในประเทศไทย

นายสุรศักดิ์ ได้เน้นย้ำและสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประสานกับกรมศิลปากรและอุทยานประวัติศาสตร์ เร่งตรวจสอบความแข็งแรงของต้นไม้ใหญ่ทั่วบริเวณโบราณสถานโดยด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเดิม เพราะความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวถือเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวไทย หากเราสามารถจัดการปัญหาเชิงรุกได้ดี ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับแขกผู้มาเยือนจากทั่วโลกได้มากขึ้น

ในฐานะนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ชื่นชอบการเดินทาง การได้รับทราบถึงมาตรการตอบสนองที่รวดเร็วเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทุกคน หวังว่าผู้บาดเจ็บจะหายเป็นปกติในเร็ววัน และอยากฝากให้หน่วยงานรัฐคงมาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวให้เข้มงวดสม่ำเสมอ เพื่อให้การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของเรามีความยั่งยืนและน่าประทับใจตลอดไป

ที่มา – “สุรศักดิ์” เยี่ยมนักท่องเที่ยวต้นไม้ล้มทับที่อยุธยา สั่งดูแล-เยียวยาเต็มที่

Scroll to top