ข่าวการเมืองล่าสุด

นายกฯ ย้ำ “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาจริงหรือ

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงที่น่าจับตามอง เมื่อนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการยุบสภา ก่อนที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยย้ำคำพูดที่ว่า “ไม่มีแผนตายตัว” ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

นายกฯ ย้ำ “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาจริงหรือ

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ พารากอนฮอลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและการตัดสินใจยุบสภา โดยตอบว่า “Play it by ear (ไม่มีแผนการตายตัว)” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความเป็นไปได้ในการยุบสภาหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ตอบว่า จะพิจารณาจากประเด็นที่ถูกนำมายื่น หากเป็นเรื่องของการล้างแค้นกัน ก็อาจจะตัดสินใจยุบสภา นายกฯ ยังกล่าวอย่างมั่นใจว่า จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นภายในปีหน้าอย่างแน่นอน

ความมั่นใจในการทำงานและตรวจสอบได้

เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่อาจถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องประเมิน เพราะรัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยความตั้งใจ ซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้

นอกจากนี้ นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคลว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำได้ภายใต้ขอบข่ายอำนาจและกฎหมายที่มีอยู่ เมื่อถามย้ำว่า หากไม่มีการยื่นอภิปรายนายกฯ แต่เป็นการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีคนอื่น นายกฯ จะยุบสภาหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “Play it by ear” เช่นเดิม

เมื่อถูกถามว่า หากมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรผิดหรือไม่สุจริต ทำไมไม่เปิดรับการอภิปราย นายกฯ กล่าวว่า “ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ ผมถึงบอกว่า “Play it by ear”

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจะเป็นไปในทิศทางใด ยังคงต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ทุกฝ่ายต่างมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จากคำสัมภาษณ์ของนายกฯ ที่ว่า “ไม่มีแผนตายตัว” ทำให้เห็นว่าการตัดสินใจทางการเมืองนั้นมีความซับซ้อนและผันผวนอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ

ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่านายกฯ จะตัดสินใจอย่างไรต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายเคารพในกฎเกณฑ์และกติกาของประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างโปร่งใส เพื่อให้การตัดสินใจใดๆ ที่เกิดขึ้น เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ย้ำคำพูด “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกหรือไม่

นายกฯ โบ้ยถาม “ธรรมนัส” เรื่องแต่งตั้ง “ธนดล”

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อนายกรัฐมนตรี ปัดตอบคำถามเรื่องการแต่งตั้ง “ธนดล” โดยโยนให้ไปถาม “ธรรมนัส” แทน ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการบริหารงานของรัฐบาลผสม และการแบ่งสรรอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

นายกฯ โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส” เรื่องแต่งตั้ง “ธนดล”

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่พารากอนฮอลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ อดีตที่ปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่การตัดสินใจของตนเอง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นเรื่องของการร่วมรัฐบาล โดยพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคจะต้องคัดเลือกบุคลากรเข้ามาทำงาน และถือเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อถูกถามว่าเรื่องนี้อาจเป็นประเด็นที่อ่อนไหว และท้ายที่สุดนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ นายกรัฐมนตรีตอบว่าควรไปถาม ร.อ.ธรรมนัส แทนที่จะมาถามตน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการวิวาทะกันเรื่องที่ดินก่อนหน้านี้จบลงแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า "ผมไม่เคยวิวาทะกับนายธนดล ที่ดินไม่ใช่ของผม"

ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ต่อกรณี “ธนดล”

การที่นายกรัฐมนตรี โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส” เรื่องแต่งตั้ง “ธนดล” ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ทั้งฝ่ายการเมืองและประชาชนทั่วไป หลายคนมองว่าเป็นการแสดงความไม่รับผิดชอบต่อนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาล

ฝ่ายค้านได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ในขณะที่ประชาชนบางส่วนแสดงความไม่พอใจต่อการที่รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ใส่ใจต่อความรู้สึกของประชาชน

นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทเรื่องที่ดินกับนายธนดล ก็ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ ร.อ.ธรรมนัส และพรรคร่วมรัฐบาล

ผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล

กรณีการแต่งตั้ง “ธนดล” และการที่นายกรัฐมนตรี โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส” ถูกมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลผสมในปัจจุบัน ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลอาจรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งการยุบสภา

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิเคราะห์บางส่วนที่มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กน้อย และรัฐบาลยังคงสามารถประคับประคองสถานการณ์ต่อไปได้

  • การที่นายกรัฐมนตรีโยนเรื่องให้ "ธรรมนัส" สะท้อนอะไร
  • อนาคตการเมืองของ "ธนดล" จะเป็นอย่างไร
  • เรื่องนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลหรือไม่

บทสรุป

การแต่งตั้ง “ธนดล” และท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ปัดความรับผิดชอบ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและความท้าทายในการบริหารงานของรัฐบาลผสม ความโปร่งใสและความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน การโยนเรื่องให้คนอื่นเเบบนี้ไม่ช่วยอะไร

ที่มา – นายกรัฐมนตรี โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส”กรณีแต่งตั้ง “ธนดล” ย้ำเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล ต้องให้เกียรติกัน

“อนุทิน” ปัด ไม่ได้อ่านโพสต์ฮุนเซน ปิดด่าน500ปีก็ไม่อดตาย

“อนุทิน” บอกไม่ได้อ่านโพสต์ “ฮุน เซน” ไม่สลดโต้ “ปิดด่าน 500 ปี กัมพูชาก็ไม่ตาย” ยืนยันไทยไม่ได้ตามหลังกัมพูชา  ไล่ไปอ่าน ปฏิญญาสันติภาพ

วันที่ 5 พ.ย.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไม่เคยขอให้ใครเปิดด่าน จะปิด 100 ปี หรือ 500 ปี ก็เป็นเรื่องของไทย ไม่ทำให้กัมพูชาตาย นายอนุทิน ตอบเพียงว่า ยังไม่ได้อ่าน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สมเด็จฮุน เซน บอกว่า กัมพูชาไม่ได้อ่อนข้อในการไปลงนามในคำประกาศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพ ระหว่างไทยและกัมพูชานั้น นายอนุทิน ตอบยิ้ม และพยักหน้า  ส่วนท่าทีแข็งกร้าวของสมเด็จฮุน เซน จะกระทบต่อการสร้างสันติภาพชายแดนไทยกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน ตอบย้ำว่า ยังไม่ได้อ่าน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มองอย่างไรที่ผู้นำของกัมพูชา มักจะโพสต์ข้อความผ่านโลกโซเชียล ซึ่งอาจถูกมองว่า เราเป็นฝ่ายตามเขาตลอด นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนก็มีสไตล์การทำงานของเขา ใครบอกตาม ขอให้ไปอ่าน Joint declaration (ปฏิญญา เพื่อนำไปสู่สันติภาพไทย – กัมพูชา) มีตรงไหนที่ตาม

“อนุทิน” ปัด ไม่ได้อ่านโพสต์ฮุนเซน ปิดด่าน500ปีก็ไม่อดตาย

จากกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องด่านชายแดน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่ได้อ่านโพสต์ของสมเด็จฮุน เซน

การที่นายอนุทินกล่าวว่าไม่ได้อ่านโพสต์ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า รัฐบาลไทยรับทราบถึงสถานการณ์และความคิดเห็นของผู้นำกัมพูชาหรือไม่ และจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ การที่ผู้นำทั้งสองประเทศสื่อสารกันผ่านสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย กลายเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเข้าใจผิดและการสื่อสารที่ไม่สมบูรณ์

ทำไมนายอนุทินถึงกล่าวว่า “ไม่ได้อ่านโพสต์ฮุนเซน ปิดด่าน500ปีก็ไม่อดตาย”?

คำถามนี้ยังคงเป็นที่สงสัยของหลายฝ่าย เหตุผลที่แท้จริงอาจซับซ้อนกว่าที่ปรากฏ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ รัฐบาลไทยต้องการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ไทยไม่ได้ถูกกดดันหรือต้องยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องใดๆ จากกัมพูชา การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึง “ปฏิญญาสันติภาพ” ก็เป็นการส่งสัญญาณว่า ไทยยึดมั่นในข้อตกลงและกระบวนการทางการทูต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การเจรจาและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ การสื่อสารผ่านสื่อสาธารณะอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา การรักษาสัมพันธไมตรีและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่า

ท่าทีของนายอนุทินในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างการแสดงจุดยืนของประเทศ และการรักษาสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืน การเปิดด่านชายแดนและการอำนวยความสะดวกทางการค้า จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และช่วยลดความตึงเครียดในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ ต้องอาศัยความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเคารพในอธิปไตย และการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการเจรจา จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่นายอนุทิน ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นโดยตรงเกี่ยวกับโพสต์ของสมเด็จฮุน เซน อาจเป็นกลยุทธ์ทางการทูตอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การที่รัฐบาลไทยจะต้องมีแผนการที่ชัดเจนในการจัดการกับความสัมพันธ์กับกัมพูชา และพร้อมที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเหมาะสม

ที่มา – “อนุทิน” ปัด ไม่ได้อ่านโพสต์ “ฮุน เซน” พยอง ปิดด่าน 500 ปี ก็ไม่อดตาย

เพื่อไทยขีดเส้น อนุทิน ปราบสแกมเมอร์ 1 เดือน!

“เพื่อไทย” ขีดเส้น “อนุทิน” 1 เดือน ปราบสแกมเมอร์ ก่อนยุบสภา ให้หยุดสร้างภาพ ต้องขึงขังปฏิบัติจริง จี้ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง Prince Group เร็วที่สุด

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 พ.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีที่บางพรรคการเมืองชื่นชมผลการเข้าร่วมประชุมเอเปคของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยว่า พรรคเพื่อไทยมีมุมมองแตกต่าง โดยเฉพาะเรื่องมาตรการปราบสแกมเมอร์ที่รัฐบาลประกาศเป็นผู้นำปราบแก๊งสแกมเมอร์ระดับโลก แต่ทำได้เพียงสร้างภาพ ขาดการปฏิบัติจริง ปล่อยให้กลับมาเป็นปัญหาใหญ่ ไม่ใช้เวทีโลกอย่างอาเซียนและเอเปกผลักดันความร่วมมือเชิงรูปธรรม ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งปราบสแกมเมอร์ใน 30 วัน ก่อนยุบสภา ไม่ต้องรอ 4 เดือน ต่อยอดจากกลไกที่รัฐบาลเพื่อไทยวางไว้คือ 1.ให้รัฐบาลแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านบาทต่อเดือน แลกไม่ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่เคยบอกจะสรุปผลสิ้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา 2.ดำเนินคดีบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวกับบริษัท Prince Group เร็วที่สุด

3. รัฐบาลต้องเอาคืนที่ถูกเหล่าอาชญากรยึดไปคืนให้ประชาชนมากที่สุด ใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีระงับบัญชีม้า 4.เดินหน้าความร่วมมือปราบสแกมเมอร์ 3 ฝ่าย ไทย-จีน-กัมพูชา พัฒนาจากโมเดลความร่วมมือ ไทย-จีน-เมียนมา ที่รัฐบาลเพื่อไทยริเริ่มไว้ และมาตรการตัดไฟ ตัดเน็ต ตัดการขนน้ำมัน เข้มงวดปิดกั้นเส้นทางธรรมชาติทางชายแดนด้วย รัฐบาลต้องหยุดเล่นการเมืองบนความมั่นคงของชาติ ถึงเวลาต้องทำจริง ไม่ใช่สร้างภาพตามกระแส

เพื่อไทยขีดเส้น อนุทิน ปราบสแกมเมอร์ 1 เดือน

พรรคเพื่อไทยออกมาขีดเส้นตายให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งดำเนินการปราบสแกมเมอร์ภายใน 1 เดือนก่อนที่จะมีการยุบสภา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติจริงมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ และเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับ Prince Group อย่างรวดเร็วที่สุด

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้แถลงถึงประเด็นดังกล่าว โดยแสดงความเห็นต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ชื่นชมผลงานการเข้าร่วมประชุมเอเปคของนายอนุทิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการปราบสแกมเมอร์ ซึ่งพรรคเพื่อไทยมองว่ารัฐบาลยังขาดความจริงจังในการแก้ไขปัญหา

ข้อเสนอแนะเพื่อเร่งการปราบสแกมเมอร์

พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนะแนวทางในการเร่งปราบสแกมเมอร์ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ให้รัฐบาลแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน
  • ดำเนินคดีบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Prince Group อย่างรวดเร็ว
  • รัฐบาลต้องเร่งนำทรัพย์สินที่ถูกยึดไปคืนให้กับประชาชน โดยใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • เดินหน้าความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีนและกัมพูชา เพื่อปราบสแกมเมอร์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เข้มงวดในการปิดกั้นเส้นทางธรรมชาติทางชายแดน เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการเล่นการเมืองบนความมั่นคงของชาติ และหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สถานการณ์การหลอกลวงออนไลน์หรือการสแกมยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อสังคมไทย การมีมาตรการที่เข้มงวดและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประชาชนจากอาชญากรรมเหล่านี้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาจึงเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน เพราะการแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะส่งผลดีต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว

ที่มา – “เพื่อไทย” ขีดเส้น“อนุทิน” ปราบสแกมเมอร์ 1 เดือน จี้ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องให้เร็วที่สุด

ธรรมนัสปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ ไม่อยากทำลาย!

“ธรรมนัส”ปูดมีไลน์แฉเรื่องโควตากองสลากฯ แค่ไม่อยากพูด ยืนยัน 5 เสือถูกทำลายตั้งแต่รัฐประหารปี 57 แล้ว

วันที่ 4 พ.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิเสธตอบผู้สื่อข่าว กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งโควตาขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์หายไปจากระบบ

โดยร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า วันนี้เจ็บตา พูดไม่ได้ พร้อมถามว่าทำไมมีจังหวะพอดีที่จะถามตนตลอด ก่อนจะระบุว่าในเรื่องโควตากองสลากตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 กลุ่ม “5 เสือกองสลาก” ถูกทำลายไปหมดแล้ว เป็นอวสานในอาชีพการขายสลาก แต่หลังจากนั้นยังมีการซื้อมาขายไปเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงไม่ทราบเรื่องโควตาสลากและไม่สามารถให้ข้อมูลได้ พร้อมระบุว่า ยังมีไลน์ที่คุยกับน้องบางคนที่ออกมาแฉเรื่องสลาก แต่ไม่อยากจะไปทำลาย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากมีหลักฐานเหตุใดไม่ดำเนินคดีเด็ดขาด ร้อยเอกธรรมนัส ย้อนถามกลับว่ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ดำเนินคดี แต่ไม่ได้พูดมากกว่า

ธรรมนัสปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ แต่ไม่อยากทำลาย

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงการสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยกล่าวถึงการมีข้อมูลในลักษณะ “ไลน์แฉ” เกี่ยวกับเรื่องสลาก แต่เลือกที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นออกมา ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในสังคมเกี่ยวกับเบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องนี้

ประเด็นที่น่าสนใจ: ธรรมนัสปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ

การที่รองนายกรัฐมนตรีออกมากล่าวถึงเรื่องที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ ย่อมมีนัยสำคัญบางอย่างที่ต้องการสื่อสารไปยังสังคม การที่บอกว่ามีข้อมูลแต่ไม่อยากทำลาย อาจตีความได้หลายแง่มุม เช่น

  • การปกป้องบุคคลที่เกี่ยวข้อง: อาจมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่ร้อยเอกธรรมนัสต้องการปกป้อง ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเผยข้อมูล
  • ความซับซ้อนของปัญหา: เรื่องราวเบื้องหลังอาจมีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะเปิดเผยได้ในขณะนี้ และอาจส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย
  • การส่งสัญญาณไปยังผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย: การออกมาพูดเช่นนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในวงการสลาก ให้ตระหนักถึงความเคลื่อนไหวที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัสยังได้ยืนยันว่ากลุ่ม “5 เสือกองสลาก” ได้ถูกทำลายไปตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาการทุจริตในวงการสลากที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การที่ยังคงมีประเด็นเรื่อง “ไลน์แฉ” เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าปัญหาอาจไม่ได้หมดไปอย่างสิ้นเชิง และยังคงมีเรื่องราวที่รอการเปิดเผยอยู่

ประเด็นที่น่าติดตามคือ ทำไมร้อยเอกธรรมนัสถึงไม่อยากทำลาย? การออกมาพูดเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อวงการสลากอย่างไร? และมีใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้? สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

การที่เรื่องราวของ ธรรมนัสปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ กลายเป็นข่าว ทำให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในวงการสลาก และต้องการให้มีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้การจำหน่ายสลากเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

สุดท้ายนี้ การออกมาเปิดเผยข้อมูลเพียงบางส่วนของร้อยเอกธรรมนัส ทำให้สังคมต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวที่อาจเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต และหวังว่าเรื่องราวที่ถูกซ่อนไว้จะถูกเปิดเผยออกมาในที่สุด เพื่อให้เกิดความกระจ่างและความยุติธรรมในสังคม

ที่มา – “ธรรมนัส”ปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ แต่ไม่อยากทำลาย ยัน 5 เสือถูกทำลายไปหมดแล้ว

บิ๊กเล็ก มอบ บิ๊กดุลย์ ตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก

“บิ๊กเล็ก” มอบ “บิ๊กดุลย์” แก้ปัญหาโควตาสลาก องค์การทหารผ่านศึก ยืนยันไม่นิ่งนอนใจ สั่งแก้ไขปัญหาแล้วลั่น บอกฝ่ายค้านไม่ต้องตามหา

วันที่ 4 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก หรือ อผศ. ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า โควตาถูกโอนไปอยู่ในมือบุคคลอื่นว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบในรายละเอียด เพราะในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีที่ผ่านมาก็ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มอบหมายให้พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าไปดูปัญหา และพลโท อดุลย์ ก็เป็นผู้อาสาเข้าไปดูปัญหาในเรื่องนี้ เนื่องจากท่านเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องนี้ และ ผอ.อผศ. ก็เป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับท่าน

ส่วนจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบหรือไม่ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ให้ความสนใจ และฝ่ายค้านกำลังโจมตีเรื่องนี้ พลเอก ณัฐพล ระบุว่า ทางกระทรวงกลาโหมให้ความสนใจ และให้ความสำคัญ ซึ่งตนเพิ่งเดินทางกลับจากการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ที่ประเทศมาเลเซีย ขอให้รอสักนิด เชื่อว่าไม่นาน  หากพบผู้กระทำความผิดจะมีการดำเนินการเช่นไรนั้น พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ต้องแก้ไข ซึ่งหากพบว่า เป็นเจ้าหน้าที่ ก็มีกฎกติกาที่ต้องดำเนินการ ไม่มีใครอยู่เหนือกติกาได้

เมื่อถามย้ำว่า กรณีที่ สส. ฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กตามหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะมีโอกาสไปพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหาหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ต้องตาม ยืนยันแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว และได้สั่งการไปแล้ว และพร้อมจะไปพูดคุยหากฝ่ายค้านเชิญมา โดยจะมอบให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมไปชี้แจง เพราะมีความเข้าใจในเรื่องนี้ดี

บิ๊กเล็ก มอบ บิ๊กดุลย์ ตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก

จากกรณีข่าวร้อนแรงเรื่อง บิ๊กเล็ก มอบ บิ๊กดุลย์ ตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก ทำให้เกิดความสนใจในวงกว้าง ทั้งในแวดวงการเมืองและประชาชนทั่วไป ประเด็นหลักอยู่ที่การตรวจสอบการจัดสรรโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) ที่มีการร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสและการกระจายโควตาที่ไม่เป็นธรรม

ทำไมเรื่องโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึกถึงสำคัญ?

เรื่องนี้มีความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับสิทธิและผลประโยชน์ของทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ การจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ทหารผ่านศึกได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง การตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก จึงเป็นเรื่องที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

การมอบหมายให้ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เข้ามาดูแลในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของกระทรวงกลาโหมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว พลโท อดุลย์ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี การที่ ผอ.อผศ. เป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับท่าน ก็อาจช่วยให้การประสานงานและความร่วมมือเป็นไปได้ด้วยดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความโปร่งใสและเป็นธรรมในการตรวจสอบยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือท่าทีของฝ่ายค้านที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ และพร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การที่ สส. ฝ่ายค้านโพสต์เฟซบุ๊กตามหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

การแก้ไขปัญหาโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม และผลประโยชน์ของทหารผ่านศึกเป็นสำคัญ เชื่อว่าปัญหานี้จะสามารถคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีได้

ดังนั้น การตรวจสอบอย่างละเอียดและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน รวมถึงทหารผ่านศึกเอง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” มอบ “บิ๊กดุลย์” ตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก

“ทวี” ลั่น พรรคประชาชาติพร้อมเลือกตั้ง: บุคลากรไร้มลทิน

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ยืนยันความพร้อมในการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำว่าบุคลากรของพรรคไม่มีประวัติด่างพร้อย ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติดและการพนัน

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางไปเป็นประธานทอดกฐินสามัคคีประจำปี ณ วัดวงกตบรรพต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารพรรคประชาชาติ เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชน หลังจากเสร็จสิ้นพิธี พ.ต.อ. ทวี ได้กล่าวถึงประสบการณ์การเข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยชี้ว่างานบุญในครั้งนี้คือภาพสะท้อนอันงดงามของสังคมพหุวัฒนธรรม

“วันนี้ก็มาเข้าร่วมกิจกรรม เนื่องจากสามจังหวัดเราเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรม ในช่วงเดือนนี้เป็นเดือนของการทอดกฐิน ซึ่งแม้ว่าเราจะมีผู้สมัครหรือมี สส. เป็นมุสลิมก็ตาม แต่ในกลุ่มสมาชิกของเราที่เป็นพุทธก็ประสานกับผู้สมัครที่เป็น สส. ว่าอยากจะขอให้มาร่วม ซึ่งในพรรคประชาชาติ เราให้ความสำคัญเรื่องวัฒนธรรม เรื่องศาสนา เรื่องการอยู่ร่วมกัน ซึ่งในการอยู่ร่วมกันคือการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า แม้จะมีผู้สมัครหรือ สส. ของพรรคเป็นมุสลิม แต่ก็ได้มีการประสานงานให้เข้าร่วมกิจกรรม โดยไม่ได้ร่วมในพิธีทางศาสนา ซึ่งเป็นการแสดงถึงการทำงานร่วมกันภายใต้หลักการเคารพซึ่งกันและกัน ภาพประทับใจวันนี้คือพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในงาน โดยการเข้ามาช่วยในด้านต่าง ๆ เช่น การจัดเตรียมอาหาร ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงน้ำใจและความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างพี่น้องในพื้นที่อย่างพหุวัฒนธรรม อีกทั้งยังกล่าวถึงความเก่าแก่ของวัดในพื้นที่ ซึ่งบางแห่งมีอายุยาวนานเกือบ 200 ปี

หัวหน้าพรรคประชาชาติได้ใช้โอกาสนี้ย้ำจุดยืนและอัตลักษณ์ของพรรคที่พร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง โดยเน้นหนักที่การทำงานเพื่อท้องถิ่น มั่นใจว่าพรรคประชาชาติเป็นพรรคที่มีความเข้มแข็งเรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องการให้ความสำคัญกับท้องถิ่น “เราเป็นพรรคที่เราอยากเห็นชุมชนประสบความสำเร็จ ดังนั้นสมาชิกของพรรค เวลาลงในพื้นที่ ก็ต้องเข้าไปในชุมชนต่าง ๆ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่ดี”

“ทวี” ลั่น พรรคประชาชาติพร้อมเลือกตั้ง ยันบุคลากรของพรรค ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด การพนันทุกชนิด

“พรรคประชาชาติพร้อม ถ้ามีการเลือกตั้ง เราก็เป็นพรรคการเมืองที่สามารถที่จะมองหน้ากับประชาชนได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะว่าสิ่งที่จะมาทำลายวัฒนธรรมที่ดี ก็คือยาเสพติด หรืออบายมุขต่าง ๆ หรือการพนันต่าง ๆ ซึ่งพรรคประชาชาติมีบุคลากรที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย เราไม่ได้มองแค่ตัวผู้สมัครต้องดีอย่างเดียว เราต้องการรักษาสังคมให้สังคมดีด้วย” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พรรคประชาชาติพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

พรรคประชาชาติภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง แสดงความมั่นใจในการทำงานเพื่อประชาชน และความโปร่งใสของบุคลากรในพรรค พร้อมที่จะเป็นตัวเลือกตั้งที่ดีให้กับประชาชน

การที่พรรคประชาชาติเน้นย้ำเรื่องบุคลากรที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมที่ดีและน่าอยู่ ความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเตรียมตัวเพื่อแข่งขันในสนามการเมือง แต่เป็นการแสดงเจตจำนงที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้าด้วยความสุจริตและโปร่งใส

ที่มา – “ทวี” ลั่น พรรคประชาชาติพร้อมเลือกตั้ง ยันบุคลากรของพรรค ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด การพนันทุกชนิด

“ยศสิงห์” บุกโกดัง ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมาย

“ยศสิงห์” บุกโกดังสินค้า บางเสาธง ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมาย 4,068 ชิ้น ตั้งเป้าหมาย “11/11” ทุกคำสั่งซื้อ ปลอดภัยได้มาตรฐานไทย

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่จ.สมุทรปราการ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำทีมลงพื้นที่ตรวจค้นคลังสินค้า “แฟลช ฟูลฟิลล์เม้นท์” อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ขยายผลคดีเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ได้มาตรฐานจากกรณีไดร์เป่าผมช็อตเด็กเสียชีวิตที่บุรีรัมย์ ผลตรวจพบของกลางเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มีเครื่องหมาย มอก. รวม 4,068 ชิ้น มูลค่ากว่า 6.3 ล้านบาท ยึดอายัดไว้ดำเนินคดี โดยมี น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ที่ปรึกษา รมช.อุตสาหกรรม นายพีรวัส สมวงศ์ เลขานุการ รมช.อุตสาหกรรม นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. และเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติการ

จ่าเอก ยศสิงห์ ย้ำว่า “กระทรวงอุตสาหกรรมจะไม่ปล่อยให้สินค้าอันตรายไปถึงมือประชาชน” พร้อมกำชับ สมอ. เร่งกวาดล้างเครือข่ายที่ลักลอบผลิต–จำหน่าย–นำเข้าผิดกฎหมาย และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด พร้อมเตือนผู้บริโภคให้สังเกตเครื่องหมาย มอก. ควบคู่ QR code, ชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า แหล่งที่มา และระวังราคาที่ “ถูกผิดปกติ”

ตามรอยจากไดร์มรณะ

ด้าน นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากคดีเมื่อ 11 ตุลาคม 2568 โดย สมอ. ใช้ระบบ “มอก.ว็อทช์ (TIS Watch)” สแกนโฆษณาขายไดร์เป่าผมบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวม 1,531 URL พบความผิด 374 URL สั่งระงับการขายทันที และพบว่าคลังแฟลชเป็นหนึ่งในจุดกระจายสินค้าในเครือข่ายดังกล่าว ของกลางที่ยึดได้รวมถึง ไดร์เป่าผม เครื่องหนีบ ม้วนผม หวีไฟฟ้า กล่องรับสัญญาณทีวี เครื่องนวดไฟฟ้า หม้อทอด/เตา/กระทะไฟฟ้า เครื่องฟอกอากาศ หลอดไฟ LED และหมวกกันน็อก ที่ไม่มี มอก.

ตั้งเป้า 11/11 สั่งสินค้ามาตรฐาน

นอกจากนี้ จ่าเอก ยศสิงห์ ประกาศยกระดับช่วงสัปดาห์ 11.11 เป็น “เทศกาลปราบเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมายบนออนไลน์” ประสานทุกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพิ่มการสแกน–สุ่มซื้อ–ตรวจคลังแบบเรียลไทม์ ร่วมกับมาตรการสั่งปิดลิงก์จำหน่ายผิดกฎหมายแบบ “ตัดต้นน้ำ–ปิดกลางน้ำ–ยึดปลายน้ำ” เพื่อรับมือกระแสออเดอร์ที่จะพุ่งสูงในช่วงเทศกาลช้อปปิ้ง

ทั้งนี้ สมอ. จะเดินหน้าขยายผลสืบหาผู้นำเข้าต้นทางและเครือข่ายกระจายสินค้า พร้อมอัปเดตผลจับกุมอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายคือให้ทุกคำสั่งซื้อในช่วง 11.11 ปลอดภัยกว่าเดิม และทำให้มาตรฐานไทย “ยืนหนึ่ง” ทั้งออนไลน์และออฟไลน์—ให้ผู้บริโภค ช้อปได้มั่นใจ อุ่นใจได้จริง

“ยศสิงห์” บุกโกดังสินค้า บางเสาธง ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมาย กว่า 4 พันชิ้น

จากกรณีข่าวดัง จ่าเอกยศสิงห์นำทีมบุกโกดังสินค้าที่บางเสาธง ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมายกว่า 4 พันชิ้น สร้างความตื่นตัวให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก หลายคนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญในการตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์ที่กำลังจะมาถึง

ทำไมการตรวจสอบเครื่องหมาย มอก. ถึงสำคัญ?

เครื่องหมาย มอก. หรือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการตรวจสอบและรับรองแล้วว่ามีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด การซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย มอก. ช่วยให้เรามั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะไม่เป็นอันตรายต่อการใช้งาน

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน?

การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐานอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ตั้งแต่ไฟไหม้ ไฟฟ้าช็อต ไปจนถึงการระเบิด นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่อยู่ในระบบเสียหายได้อีกด้วย ดังนั้น การเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มี มอก. จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

“ยศสิงห์” บุกโกดัง สะท้อนปัญหาอะไร?

เหตุการณ์ “ยศสิงห์” บุกโกดังสินค้าครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานในประเทศไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากการถูกเอารัดเอาเปรียบและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ผู้บริโภคควรทำอย่างไร?

ในฐานะผู้บริโภค เราควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องใช้ไฟฟ้า ควรมองหาเครื่องหมาย มอก. และตรวจสอบรายละเอียดอื่นๆ เช่น ชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า และแหล่งที่มา นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าที่มีราคาถูกผิดปกติ เพราะอาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

การบุกจับสินค้าผิดกฎหมายของ “ยศสิงห์” เป็นสัญญาณที่ดีในการปราบปรามสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้บริโภคทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกซื้อสินค้าที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ อย่ามองข้ามเครื่องหมาย มอก. เพราะความปลอดภัยของคุณสำคัญที่สุด

ที่มา – “ยศสิงห์” บุกโกดังสินค้า บางเสาธง ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมาย กว่า 4 พันชิ้น

“ชุดเต็มเหนี่ยว” สั่งปิด! ตรวจโรงงานรีไซเคิลแปดริ้ว

“ธนกร” ส่ง “ชุดเต็มเหนี่ยว” ตรวจโรงงานรีไซเคิล เมืองแปดริ้ว พบติดตั้งเครื่องจักรไม่ตรงกับได้รับอนุญาต ไร้ระบบขจัดฝุ่นละออง พบตะกอนในระบบบำบัด ออกคำสั่งปิดโรงงาน ให้แก้ไขทันที

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 ที่จ.ฉะเชิงเทรา นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ทีมชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยวกระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุรศักดิ์ จันทร์ชุม อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ บริษัท ทรัพย์เจริญ รีไซเคิล จำกัด ตั้งอยู่ที่ ถ.เขาหินช้อน – หนองว่าน ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน 3 ทะเบียนโรงงาน คือ 1.นำของเสียจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มาผ่านกรรมวิธีบดย่อย เพื่อคัดแยก นำโลหะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ 2.กิจการหลอมหล่อเศษโลหะจากเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อกลับมาใช้ใหม่ และ 3.กิจการคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย เพื่อตรวจความถูกต้องในการดำเนินกิจการ

การลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการของโรงงาน ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ส่งทีม “ชุดเต็มเหนี่ยว” ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง

“ชุดเต็มเหนี่ยว” ตรวจโรงงานรีไซเคิล เมืองแปดริ้ว

ไร้ระบบขจัดฝุ่น พบตะกอนระบบบำบัด

จากการตรวจสอบของชุดเต็มเหนี่ยว พบว่า โรงงานฯ มีอาคารโรงงานและผังการติดตั้งเครื่องจักรไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาตไว้ ไม่มีห้องเฉพาะสำหรับบดย่อย และไม่มีระบบขจัดฝุ่นละอองที่เกิดจากการบดย่อย ซึ่งไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขการอนุญาต และยังพบตะกอนอยู่ในระบบบำบัดน้ำเสียที่ยังไม่มีการกำจัด นอกจากนี้ยังพบตะกอนในถุงบิ๊กแบคเป็นจำนวนมาก ปล่องระบายอากาศระบบขจัดมลพิษทางอากาศจากการหลอมมีการชำรุดรั่วไหล

สั่งปิดปรับปรุง

“การเข้าตรวจสอบโรงงานในวันนี้ แม้จะไม่พบสิ่งผิดปกติร้ายแรง แต่พบว่ามีหลายอย่างที่โรงงานไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขการอนุญาต ทั้งเรื่องการติดตั้งเครื่องจักร การพบตะกอนที่ไม่มีการระบุชนิด รวมถึงปล่องกำจัดมลพิษ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจจะทำให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนในภายภาคหน้าได้ จึงได้สั่งโรงงานให้ระงับการดำเนินการและปรับปรุงแก้ไข และเจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างกากและน้ำในระบบบำบัดน้ำเสียไปตรวจสอบ และจะมีหนังสือเตือนให้ควบคุมและให้โรงงานฯ มีการปฏิบัติและดำเนินการต่างๆ ให้ถูกต้อง” นายฐาปกรณ์ กล่าว

จากผลการตรวจสอบดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน การที่ “ชุดเต็มเหนี่ยว” ลงพื้นที่ตรวจสอบในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการโรงงานทุกแห่ง ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ผลจากการตรวจโรงงานรีไซเคิลของ “ชุดเต็มเหนี่ยว”

  • โรงงานต้องระงับการดำเนินการและปรับปรุงแก้ไข
  • เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างกากและน้ำในระบบบำบัดน้ำเสียไปตรวจสอบ
  • โรงงานจะได้รับหนังสือเตือนให้ควบคุมและดำเนินการให้ถูกต้อง

หากคุณพบเห็นโรงงานที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือสงสัยว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้ทันที เพื่อให้มีการตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขอย่างทันท่วงที

ที่มา – “ชุดเต็มเหนี่ยว” ตรวจโรงงานรีไซเคิล เมืองแปดริ้ว พบหลายข้อบกพร่อง สั่งปิดโรงงานให้ปรับปรุง

Scroll to top