ข่าวการเมืองล่าสุด

“ศศิธร” ไม่หวั่น “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวังภูมิใจไทยชนะกระบี่

“ศศิธร” เมินกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง ย้ำผลงานคือแต้มต่อ ลั่นไม่หวั่นไหว โยนประชาชนตัดสินใจ หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 ที่บ้านเลขที่ 1 จังหวัดกระบี่ นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ว่า มีการทำการบ้านอยู่ตลอด ไม่ได้ห่างหายจากประชาชน แม้ว่าตนจะติดภารกิจ ร่วมกับคณะรัฐมนตรีตามที่ได้รับมอบหมาย และมี สส. ทั้ง 3 เขต ที่สังกัดพรรคภูมิใจไทยอยู่

ส่วน 4 เดือนที่เหลือของการทำงานจะเป็นแต้มต่อให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นางสาวศศิธรย้อนถามว่า แต้มต่อหรือ จริงๆ อยู่ที่การทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก จะแต้มต่ออย่างไรก็ขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เรามองว่าการบูรณาการเป็นส่วนสำคัญมากๆ ที่ภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่จะต้องร่วมมือกัน ส่วนรอบหน้าจะลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. เขต ในพื้นที่จังหวัดกระบี่หรือไม่ นางสาวศศิธรกล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคต แต่ส่วนตัวตั้งแต่ทำงานมา อยู่เป็นเบื้องหลัง เราชอบปิดทองหลังพระ แต่เมื่อผู้ใหญ่เห็นความสามารถ และให้โอกาส เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลกรมพัฒนาชุมชน องค์การจัดการน้ำเสีย และองค์การตลาด ก็จะทำช่วงเวลานี้ให้มีคุณภาพ

ส่วนจะมีกลุ่มการเมืองใดในพื้นที่มาเสริมอีกหรือไม่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า เป็นลักษณะเครือข่ายพันธมิตรที่ดีกันมากกว่า เพราะเน้นสร้างสังคมที่แข็งแรง เนื่องจากเราอยู่ด้วยกันเพราะผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะสามารถชนะยกจังหวัดกระบี่หรือไม่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า หวังว่าเป็นอย่างนั้น

ส่วนการกลับมาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะช่วยตัดคะแนนเสียงในพื้นที่ได้หรือไม่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการทำงานของเราว่าตอบโจทย์ประชาชนมากน้อยเพียงใด เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน มีข้อจำกัดมากมาย แต่ตนมีเครือภาคีเครือข่ายค่อนข้างครอบคลุม และทำงานเพื่อสังคมตั้งแต่เรียนจบ ขณะเดียวกันนายสมศักดิ์ กิตติธรกุล บิดาก็เป็นนายกฯ อบจ. กระบี่ 8 สมัย ทำให้ซึมซับมาโดยตลอด ยืนยันว่าไม่หวั่นไหวกับกระแสของนายอภิสิทธิ์แต่อย่างใด เพราะทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพ ที่จะลงสมัครรับการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน

เมื่อถามว่า เชื่อว่าฟ้าจะไม่สามารถหักน้ำเงินได้หรือไม่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า เราไม่ยึดติด การที่ตนเข้ามารับตำแหน่ง รัฐบาลก็มีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว การที่เข้ามาอยู่ในระยะเวลา 4 เดือน ทำให้มองว่าตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป

“ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่

ศศิธร มั่นใจ ผลงานที่ผ่านมาคือแต้มต่อ

นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงความมั่นใจว่าผลงานที่ผ่านมาจะเป็นแต้มต่อสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ว่าจะมีกระแสการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะลงชิงชัยในพื้นที่จังหวัดกระบี่ด้วยเช่นกัน นางสาวศศิธร ย้ำว่าการทำงานเพื่อประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด และเชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร

นางสาวศศิธร กล่าวว่า ตนเองทำงานในพื้นที่จังหวัดกระบี่มาโดยตลอด และมีเครือข่ายที่เข้มแข็งที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ การที่บิดาของตนคือนายกฯ อบจ. กระบี่ถึง 8 สมัย ทำให้ตนเองซึมซับการทำงานการเมืองมาตั้งแต่เด็ก และมีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี

เมื่อถามถึงโอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจะชนะการเลือกตั้งยกจังหวัดกระบี่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น และเชื่อว่าด้วยผลงานที่ผ่านมาและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน จะทำให้พรรคภูมิใจไทยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนชาวกระบี่อย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์การเมืองในจังหวัดกระบี่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สร้างความท้าทายให้กับทุกพรรคการเมือง แต่ถึงกระนั้น นางสาวศศิธรยังคงมั่นใจในศักยภาพของตนเองและพรรคภูมิใจไทย ว่าจะสามารถ “ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่ ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เเละเน้นย้ำว่า “ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่ ต้องอาศัยการตัดสินใจของประชาชนเป็นสำคัญ หากประชาชนเห็นว่าการทำงานที่ผ่านมาของพรรคเป็นประโยชน์ เเละตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนก็ย่อมได้รับความไว้วางใจอย่างเเน่นอน

ดังนั้นการเลือกตั้งที่จะถึงนี้จึงเป็นสนามที่ท้าทายสำหรับทุกพรรคการเมือง เเละ “ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่ จะเป็นจริงได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคภูมิใจไทย

ที่มา – ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่

อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

“อนุทิน” ไม่ตั้งใครแทน หลัง “วรภัค” ลาออก บ่นเสียดาย แต่ต้องขอบคุณที่แสดงสปิริต ยืนยันไม่ได้กดดันให้ลาออก มองถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม

เมื่อเวลา 15.35 น. วันที่ 22 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง ประกาศลาออกจากตำแหน่งรมช.คลัง ว่า ยังไม่ได้คุยกัน ตนได้รับจดหมายชี้แจงจากนายวรภัคมา 3 แผ่น พร้อมกับชูเอกสารดังกล่าวให้สื่อมวลชนเห็น ก่อนกล่าวว่า เดี๋ยวจะอ่านในรถ เนื่องจากวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้แจ้งให้นายวรภัค ทำรายงานเข้ามา แต่เมื่อสักครู่ทราบว่านายวรภัค ได้แถลงข่าวและแจ้งว่าจะลาออก ก็เสียดาย เดี๋ยวก็คงจะโทรหา แต่ต้องขอบคุณนายวรภัค ที่แสดงสปิริต และที่คุยกันวันที่ 21 ต.ค. นายวรภัค ก็ไม่ได้มีการปรารภอะไร เมื่อถามว่ายืนยันไม่ได้กดดันให้ นายวรภัค ลาออกใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าไม่มีใครกดดัน นายวรภัค คงคิดถึงภาพรวม ตนรู้จักท่านมาหลายปีเป็นเพื่อนกันพอเห็นสไตล์การทำงาน เมื่อถามว่าจะกระทบภาพลักษณ์รัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า น่าจะเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม เพราะตอนนี้จะถือว่าท่านมีความผิดก็ไม่ได้ พอมีการกล่าวหาเช่นนี้มา ท่านก็แสดงสปิริต

ไม่ยึดเป็นบรรทัดฐานดูเป็นกรณีไป

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีเพิ่มเติมมาแทนที่ นายวรภัค หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ตั้งใคร เวลาเรามีจำกัด 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ เชื่อว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง สามารถบริหารงานได้ เราก็ช่วยกันบริหาร เมื่อถามว่ากรณีของนายวรภัคจะเป็นบรรทัดฐานให้รัฐมนตรีคนอื่นที่มีข้อครหาแบบนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเรื่อง เมื่อถามอีกว่ากังวลหรือไม่ว่าจะมีรัฐมนตรีคนอื่นถูกเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์อีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่กังวล อย่างที่บอกตอนแต่งตั้งรัฐมนตรีเราตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างแล้วถ้าใครมีประวัติที่ถูกดำเนินคดี เราก็ไม่ตั้ง เมื่อถามว่ากังวลจะมีการร้องเรียนตามหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ได้กังวลอะไร เมื่อถามย้ำว่าก่อนแต่งตั้งนายวรภัค เป็นรัฐมนตรี ได้มีเสียงทักท้วงหรือไม่ และกังวลจะมีการร้องย้อนหลังหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่มีใครทักท้วง และไม่กังวลอะไร

“วรภัค”ส่งไลน์ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรภัคได้ส่งข้อความและเหตุผลในการลาออกไปยังกลุ่มไลน์ของคณะรัฐมนตรี ที่มีนายอนุทินอยู่ในกลุ่ม ถึงเหตุผลในการตัดสินใจด้วย โดยยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

จากกรณีที่นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ทำให้เกิดคำถามต่างๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาพลักษณ์ของรัฐบาล และการดำเนินงานหลังจากนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ โดยแสดงความเสียดายต่อการลาออกของนายวรภัค แต่ก็เข้าใจและขอบคุณที่แสดงสปิริต

อนุทินมองการลาออกของวรภัคเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

นายอนุทินได้กล่าวว่า การลาออกของนายวรภัคถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี เนื่องจากแสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีมีความรับผิดชอบและคิดถึงภาพรวมของประเทศเป็นสำคัญ แม้ว่าจะไม่ได้มีการกดดันให้ลาออก แต่การตัดสินใจครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงสปิริตและความเสียสละ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ โดยยืนยันว่าจะไม่มีการแต่งตั้งใครมาแทนที่ เนื่องจากมีเวลาจำกัด และเชื่อว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง สามารถบริหารงานได้

สำหรับประเด็นเรื่องการถูกเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างแล้วก่อนที่จะแต่งตั้งรัฐมนตรี และหากใครมีประวัติที่ไม่ดี ก็จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายจับตามองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อรัฐบาล และการดำเนินงานในอนาคต อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ย้ำว่า ไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้ และจะเดินหน้าทำงานต่อไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน

การที่ อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมือง และความสำคัญของการรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร การตัดสินใจของนายวรภัค และการตอบสนองของนายอนุทิน จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้บริหารในอนาคต

ในส่วนของการดำเนินงานหลังจากนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการบริหารงาน เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

การลาออกของนายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง และการแสดงความเห็นของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้จุดประกายให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และการถกเถียงในสังคม การพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และการเรียนรู้จากบทเรียนครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเมืองไทยต่อไปในอนาคต

ที่มา – “อนุทิน” บ่นเสียดาย “วรภัค” ลาออก มองถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม

วิโรจน์จี้! ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

“วิโรจน์” จี้ “นายกฯ อนุทิน” ลากคอขบวนการคอลเซ็นเตอร์ และใช้ความร่วมมือองค์กรต่างประเทศทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา จัดการเงินสกปรก ผลัก “กัมพูชา”กลับเข้าสู่บัญชีสีเทา

วันที่ 22 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส. บัญชีรายชื่อของพรรค ได้รับมอบหมายจากผู้นำฝ่ายค้านให้ รับหนังสือจาก นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ กรณีให้ตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยและการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

มีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นายวิโรจน์ ยืนยันพรรคประชาชนติดตามการทำงานของรัฐบาลและตรวจสอบอย่างเต็มที่ ล่าสุดกรณีสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งหลอกลวงออนไลน์อยู่ในเป้าการจับตาอย่างใกล้ชิด ส่วนข้อสังเกตตามข้อร้องเรียนเรื่องการโยกย้ายข้าราชการของรัฐบาลนี้ รวมถึงคดีการเมือง มีการมอบหมายให้ สส. พรรคประชาชน จับตาดู และใช้กลไกของรัฐสภาดำเนินการอย่างเต็มที่ต่อไป

โดยยอมรับว่าเปิดรัฐสภาในสมัยประชุมหน้ามีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยืนยันที่จะใช้กลไก สส. และกลไกของกรรมาธิการในการผลักดันเรื่องที่รัฐบาลควรดำเนินการให้ดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะทั่วโลกและประชาชนให้ความสนใจการปราบปราม เครือข่ายสแกมเมอร์ การหลอกลวงออนไลน์ ที่ไม่ใช่ฉ้อโกง การฟอกเงิน ความชั่วร้ายของโลกที่พัวพันไปถึงการค้ามนุษย์และการกักกันใช้แรงงาน หรือการค้ามนุษย์ ที่เอาเหยื่อมาหลอกเหยื่อประเทศของตนเอง มองว่าเป็นการสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลในระดับโลก ที่นายรังสิมันต์และตนเองจะมีการตรวจสอบเรื่องนี้ พยายามผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจัง

รอดูรัฐบาลดำเนินการให้ชัด

นายวิโรจน์ ระบุว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจถ้ารัฐบาล ยังอยู่ในเงื่อนไขการพิจารณาของฝ่ายค้าน หากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยเฉพาะหากพบหรือมีข้อสงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวพันหรือเกี่ยวโยง ในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย หรือการสนับสนุนการกระทำความผิดหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้สแกมเมอร์จากกัมพูชาออกอาละวาด และมาหาผลประโยชน์ในราชอาณาจักรไทย อาจจะนำมาสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

จี้รัฐบาลสั่งการเชือดเส้นทางเงิน

ส่วนไทยควรมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหาร่วมกับนานาชาติเรื่องการปราบสแกมเมอร์ นายวิโรจน์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มี 2 เรื่องที่ต้องชี้แจงต่อนานาชาติ โดยเรื่องแรก คือมาตรการภายในประเทศ บทบาทของหน่วยงานต่างๆ (ปปง. กลต. ตำรวจไซเบอร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผล แล้วลากคอเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์มาลงโทษได้อย่างไร และจะออกกฎระเบียบอย่างไรในการเปิดเผยตัวตนและรายงานเส้นทางทางการเงิน ตัวตนของผู้โอนและผู้รับเงิน สินทรัพย์ดิจิทัลหรือเปิดเผยข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งการเปิดเผยเส้นทางการเงินถือว่าเป็นความโปร่งใส และเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่โจรสแกมเมอร์กลัวที่สุด ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งสั่งการ

มั่นใจ ก๊ก อาน มีเครือข่ายในไทย

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมองว่า ก๊ก อาน หรือ เครือข่ายของเฉิน จื้อ ที่เข้ามาอาละวาดในประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยเพียงลำพัง จะต้องมีเครือข่ายของประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นนายทุนของคนไทยหรืออาจเป็นกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนหรือมีส่วนรู้เห็นด้วย ก็ต้องลากคอมารับโทษทางกฎหมายและดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ให้สิ้นซาก เพราะเงินเหล่านี้เป็นเงินที่หลอกพี่น้องประชาชนคนไทยและเอามาปล้นมายึดประเทศไทยเสียเอง ซึ่งตนมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ต่ำทรามอย่างมาก

ห่วงถ่ายเททรัพย์สินหนี

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะยึดอายัดทรัพย์หรือไม่หรือจะมีการถ่ายเททรัพย์สินไปก่อน นายวิโรจน์ กล่าวว่า นี่คือความกังวลไม่ใช่แค่เฉพาะกรรมาธิการ แต่เป็นความกังวลของประชาชนว่าวันนี้ตั้งแต่ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาพูด ว่ามีกลุ่มคนไทยและกลุ่มทุนไทยนักการเมืองไทย ที่เข้าไปหาผลประโยชน์ กับธุรกิจผิดกฎหมายในกัมพูชา ซึ่ง ฮุนเซน ขู่ว่าจะเปิดโปง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่คนไทยทั่วไปและไม่ใช่นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตได้อยู่แล้วว่าโจรสแกมเมอร์แบบนี้ มาก่อคดีตามลำพังในไทยไม่ได้อยู่แล้ว บริษัทต่าง ๆ ในไทยยังใช้นอมินีและบัญชีม้าเลย ซึ่งนอมินีและบัญชีม้าก็เป็นคนไทยทั้งสิ้น แต่ในกรณีนี้ เป็นการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายที่ครอบคลุมถึงการค้ามนุษย์ออนไลน์ จะบอกว่าไม่มีคนไทยรู้เห็นหรือสนับสนุนเลยไม่มีเกลือเป็นหนอนเลยจนคิดว่าคงไม่มีใครเชื่อ

จี้ลากคอขบวนการให้เห็น

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลไทยยังไม่สามารถลากคอขบวนการเหล่านั้นที่เป็นคนไทยให้ประชาชนได้เห็นหน้าเห็นตาได้เลย ตนกังวลเรื่องนี้อย่างมาก มั่นใจว่าสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรที่เป็นประเทศพันธมิตรต่าง ๆ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเส้นทางทางการเงินและข้อมูลทางด้านอาชญากรทางไซเบอร์ เขาอาจจะมีเบาะแสอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นถ้าหากรัฐบาลของนายอนุทิน รู้ตัวต้องเร่งลากคอกระบวนการเหล่านั้นออกมาก่อนที่สหรัฐอเมริกาและบรรดานานาประเทศจะเปิดเผยรายชื่อเหล่านั้นเอง เนื่องจากจะทำให้เสียหายต่อเกียรติภูมิประเทศชาติ และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศด้วย

เชื่อโลกอยากรู้ ไทย จัดการอย่างไร

เมื่อถามว่าการประชุมอาเซียนที่จะถึงนี้จะมีการลงนามระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เรื่องการประกาศสันติภาพโดยมี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาเป็นประธาน นายวิโรจน์ เชื่อว่าประเทศต่าง ๆ ในโลกอยากฟังนายกรัฐมนตรีของไทย บอกว่าจะจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์นี้อย่างไร

“ ท่าทีฮุนเซน และฮุน มาเนต เงียบไม่โต้ตอบเหมือนยอมจำนนต่อโลก เพราะรู้อยู่แล้วว่า หลักฐานเส้นทางทางการเงิน ขององค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินบ่งชี้อยู่แล้วว่าฐานปฏิบัติการก่อการสแกมเมอร์ ที่เป็นค่ายกักกันแรงงานค้ามนุษย์ด้วยอยู่ที่กัมพูชาจำนวนไม่น้อย ดังนั้นทั่วโลกต้องการฟังความชัดเจนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าจะจัดการแก๊งสแกมเมอร์ที่มีฐานที่ตั้งในกัมพูชาอย่างไร” นายวิโรจน์ กล่าวและว่า

เสนอผลักกัมพูชาสู่บัญชีสีเทา

นายวิโรจน์ กล่าวยังเสนอด้วยว่า ประเทศไทยมีความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ และบรรดาประเทศพันธมิตรในการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาอย่างไร ซึ่งบางบริษัทสามารถตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน ที่มีการส่งเงินสกปรกจากกัมพูชา หากตรวจสอบอย่างจริงจังจะสามารถผลักกัมพูชากลับเข้าสู่บัญชีสีเทา ซึ่งจะมีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินอย่างมากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจการค้าของกัมพูชาอย่างรุนแรง นี่คือการเอาคืน ฮุนเซน อย่างสาสมที่สุด

วิโรจน์จี้! ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ทำไมต้องทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา?

การทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาไม่ใช่แค่เรื่องภายในประเทศ แต่เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของหลายประเทศทั่วโลก หากปล่อยไว้ ภัยคุกคามนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

การที่นายวิโรจน์ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงปัญหาและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขอย่างเด็ดขาด การร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและการจัดการเส้นทางการเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ ว่าประเทศไทยจะไม่ปล่อยให้เป็นแหล่งพักพิงของอาชญากรข้ามชาติ

ที่มา – “วิโรจน์” จี้ “อนุทิน” ร่วมมือองค์กรต่างประเทศทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา จัดการเงินสกปรก

กมธ.ปปง. สภาฯ ตามเส้นทางเงินปริ้นซ์กรุ๊ป ส่อเอี่ยวสแกมเมอร์

“กมธ.ปปง. สภาฯ” ตาม เส้นทางเงิน เครือบริษัทปริ้นซ์กรุ๊ป ส่อเอี่ยวแก๊ง“สแกมเมอร์”ในไทย ลั่น วันนี้รู้เรื่อง เชื่อ“เฉิน จื้อ” ซุกทรัพย์สินในไทย หนึ่งในเป้าการฟอกเงิน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกมธ.ว่า เราเชื่อว่านายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งบริษัทปริ้นซ์ โฮลดิง กรุ๊ป (ปริ้นซ์กรุ๊ป) มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย กมธ.จึงได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ,อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ สำนักอัยการสูงสุด(อสส.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเงินบริษัทในเครือของนายเฉิน รวมถึงกรณีข่าวมีนักการเมืองไทยมีส่วนเกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์ แม้สถานทูตเกาหลีจะออกมาปฏิเสธแล้วก็ตาม แต่ตนคิดว่าอาจเป็นเพราะเรื่องมารยาททางการทูตจึงได้ปฏิเสธ หาก กมธ.สืบพบว่ามีทรัพย์สินเราจะรีบแจ้งให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร็ว เพราะหากช้า อาจมีการยักย้ายทรัพย์ ออกนอกประเทศ

ฟุ้งคนให้ข้อมูลเพียบ

“ทั้งนี้ มีคนส่งข้อมูลทางลับให้กมธ.จำนวนมาก ซึ่งตนเห็นว่าไม่ใช่ผลงานของพรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะตนเคยคุยกับนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) มาแล้ว 2 ครั้ง และสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้คุยกับนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ว่าเราจะตามเส้นทางเงินให้ถึงที่สุด เพราะกระทบกับความมั่นคงของประเทศและประชาชน”ประธาน กมธ.ปปง.สภาฯ กล่าว

วันนี้รู้ผลบริษัทเอี่ยวทุนเทาเพิ่ม

เมื่อถามถึง ความล่าช้าของรัฐบาลในการจัดการสแกมเมอร์ นายดนุพร กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถไปก้าวก่ายงานของรัฐบาลได้ แต่เมื่อเรามีข้อมูล เราต้องรีบส่งให้รัฐบาลจัดการโดยเร็ว ยืนยันว่า วันนี้จะทราบผลว่า บริษัทปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กับบริษัทปริ้นซ์กรุ๊ป เป็นบริษัทเดียวกันหรือไม่ และ ปปง.อาจต้องรับบางเรื่องเพื่อไปตามข้อมูลให้ กมธ.ต่อไป หากสัปดาห์นี้ไม่จบก็จะไปต่อในสัปดาห์หน้า และเชื่อว่า บริษัทปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ไม่ใช่บริษัทเดียวที่มีความเกี่ยวพัน แม้ทางบริษัทจะออกมาชี้แจงแล้วก็ตาม แต่บริษัทก็ยอมรับว่าในอดีตเคยลงทุนร่วมกัน การที่ยึดทรัพย์ได้ทั้งที่สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ จึงเชื่อว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นเป้าหมายในการฟอกเงินก็ได้

กมธ.ปปง. สภาฯ ตาม เส้นทางเงิน เครือบริษัทปริ้นซ์กรุ๊ป ส่อเอี่ยวแก๊ง “สแกมเมอร์” ในไทย

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือบริษัทปริ้นซ์กรุ๊ปที่ส่อเค้าว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศไทย ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศและผลประโยชน์ของประชาชน

นายดนุพร ปุณณกันต์ ประธาน กมธ.ปปง.สภาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบ โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะติดตามเส้นทางการเงินให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ ก็ตาม ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การตรวจสอบนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ความคืบหน้าล่าสุด กมธ.ปปง. สภาฯ ตาม เส้นทางเงิน

ล่าสุด กมธ.ปปง. สภาฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาและวิเคราะห์เส้นทางการเงินของบริษัทในเครือปริ้นซ์กรุ๊ป ข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปประมวลผลและตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาความเชื่อมโยงกับขบวนการสแกมเมอร์

นอกจากนี้ กมธ.ยังได้รับข้อมูลทางลับจากประชาชนจำนวนมาก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสืบสวน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง ก่อนนำไปใช้ในการดำเนินการต่อไป

ความโปร่งใสและความรวดเร็วในการดำเนินการเป็นสิ่งสำคัญที่ กมธ.ปปง. สภาฯ ยึดมั่น เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์

การดำเนินการของ กมธ.ปปง. สภาฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทย การติดตามเส้นทางการเงินของเครือบริษัทปริ้นซ์กรุ๊ปอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้สามารถระบุและจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการตรวจสอบนี้จะนำไปสู่การเปิดโปงขบวนการสแกมเมอร์ที่แฝงตัวอยู่ในประเทศไทย และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

การที่ กมธ.ปปง. สภาฯ ตาม เส้นทางเงิน ของปริ้นซ์กรุ๊ปอย่างเข้มข้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “กมธ.ปปง. สภาฯ” ตาม เส้นทางเงิน เครือบริษัทปริ้นซ์กรุ๊ป ส่อเอี่ยวแก๊ง “สแกมเมอร์” ในไทย

“พีระพันธุ์” ย้ำ เฟ้นผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง

“พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม ยืนยันพรรคยังมี DNA “ลุงตู่” เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการสีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง ทาง Youtube โดยเปิดเผยถึงจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติว่า นโยบายที่เป็นธงนำของพรรคก็คือการกำกับดูแลและเสริมสร้าง “ความมั่นคง” ของชาติในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงในการดำรงชีวิต ความมั่นคงในเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ความมั่นคงด้านเกษตรกรรม ไปจนถึงความมั่นคงในด้านการศึกษา พร้อมเน้นย้ำว่า ความมั่นคงมีความสำคัญและยั่งยืนมากกว่านโยบายประชานิยม

“จะมีประโยชน์อะไรถ้ามีประชานิยมแต่ไม่มีความมั่นคง แล้วประชานิยมจะช่วยให้ประเทศชาติยั่งยืนได้แค่ไหน?” นายพีระพันธุ์ตั้งคำถาม พร้อมได้ยกตัวอย่างความมั่นคงด้านพลังงานว่า “ช่วงที่ผมบริหารกระทรวงพลังงานตั้งแต่วันแรก ผมบอกกับทุกคนเลยว่าภารกิจของกระทรวงนี้เกี่ยวข้องกับประชาชนมาก แต่ที่ผ่านมาประชาชนไม่ได้รู้สึกถึงความสำคัญของกระทรวงพลังงาน เพราะฉะนั้นกระทรวงพลังงานต้องกลับมามุ่งเน้นในเรื่องของประชาชน ไม่ใช่มุ่งเน้นในเรื่องของธุรกิจการลงทุน และในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาผมทำให้ประชาชนเห็นแล้วว่ากระทรวงพลังงานมีความสำคัญกับชีวิตของประชาชนแค่ไหน”

พูดมากบอกโหน พูดน้อยบอกลืม

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า “ทุกวันนี้พรรคก็ยังเป็น DNA ของ “ลุงตู่” แต่เมื่อผมพูดถึงมาก ก็กล่าวหาว่าผมไปโหน “ลุงตู่” แต่พอไม่พูด ก็กล่าวหาว่าผมลืมลุงไปแล้ว นี่เป็นตัวอย่างของคนที่หาเรื่อง ท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนรักชาติบ้านเมือง คนตั้งใจทำงาน จุดนี้คือสิ่งที่ต้องเก็บรักษาไว้ให้เป็น DNA ของลุงตู่ในพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นแนวทางของพรรคตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว”

เตรียมหาผู้สมัครสู้เลือกตั้ง

นายพีระพันธุ์ ยังมั่นใจเหตุผลที่ถูกโจมตีมาตลอด เพราะมีเบื้องหลังคือมาจากการที่ต่อสู้ในเรื่องของราคาพลังงาน ทำในสิ่งที่ต้องทำ และทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ยืนยันการเข้าสู่เส้นทางทางการเมืองของตน ไม่ใช่เพราะอยากเป็นนักการเมือง เมื่อลาออกจากผู้พิพากษาเพื่อมาทำงานการเมือง ไม่ได้มาเล่นการเมือง  ส่วนการแยกตัวของสมาชิก ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเข้าใจ ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ตนเคารพในความคิดของทุกคน ทุกคนมีสิทธิตัดสินใจอนาคตของตนเอง ทุกคนมีแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขา ซึ่งในตอนนี้ตนก็รู้สึกสบายใจเพราะสามารถบริหารจัดการพรรคได้อย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น และกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งถัดไป

ลั่นอยากได้คนรุ่นใหม่

“พรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ระหว่างเตรียมคนอยู่ ซึ่งผมพูดตรง ๆ เลยว่า ผมอยากได้คนใหม่ คนที่ไม่ใช่นักการเมือง และเป็นคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อชาวบ้าน เพื่อประชาชน ในทุก ๆ ครั้งของการสำรวจมีคนไม่ตัดสินใจเยอะที่สุด ทำไมคนไม่ตัดสินใจ เพราะว่าคนเบื่อการเมือง คนเบื่อนักการเมืองเก่า ๆ คนอยากได้นักการเมืองอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมพร้อมที่จะเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้เล่นการเมืองแบบเก่า ๆ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน ถ้าประชาชนต้องการเห็นพรรคการเมืองที่มาทำงาน ก็สนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันหลักของการเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วยนายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าร่วมชมงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ณ ย่านพาหุรัดและคลองโอ่งอ่าง ระหว่างการเข้าชมงานในครั้งนี้ นายพีระพันธุ์ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์และกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรมประจำเทศกาลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังได้พบปะพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าที่ออกร้านจำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิด อาทิ ขนมหวานอินเดีย และอาหารสตรีทฟู้ด รวมถึงแวะชมกิจกรรมสาธิตทางวัฒนธรรม เช่น การเพ้นท์เฮนน่า ด้วย

“พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

“พีระพันธุ์” เน้นเฟ้นผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเฟ้นหาผู้สมัครเลือดใหม่เพื่อลงสู้ศึกในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำว่าพรรคต้องการคนรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนที่เบื่อหน่ายนักการเมืองแบบเดิมๆ พรรคจึงมุ่งเน้นไปที่การค้นหาบุคคลที่มีความสามารถ มีความรู้ความสามารถ และมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของความมั่นคงในทุกมิติ ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของพรรค และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติยังคงยึดมั่นใน DNA ของ “ลุงตู่” พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มที่ การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง จึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์จากนักการเมืองรุ่นเก่าที่ยึดมั่นในอุดมการณ์

การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง ที่กำลังจะมาถึงจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานการเมืองได้หรือไม่ และจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศชาติได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

ดร.เอ้ จี้ทบทวนนโยบายพื้นที่รับน้ำบางบาล

“ดร.เอ้” ลงพื้นที่บางบาล พบประชาชนลำบากมาก จี้รัฐต้องทบทวนนโยบายพื้นที่รับน้ำบางบาล ทำคนอยุธยาจมน้ำข้ามปี แนะนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาปรับใช้

วันที่ 21 ต.ค. 2568 “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่ตำบลไทรน้อย อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ประสบภัยน้ำท่วมสูงกว่า 3 เมตร นานนับเดือน หลายครอบครัวต้องมาอาศัยนอนอยู่บนถนน ส่วนที่ยังอยู่ในบ้าน เพราะมีผู้ป่วยติดเตียง ไม่สามารถย้ายออกมาได้ ต้องใช้เรือท้องแบน และเจ็ตสกี นำสิ่งของจำเป็นไปส่งให้ทางหน้าต่างบ้าน

จากนั้น ได้ลงพื้นที่บ้านหมู่ 1 ตำบลกบเจา อำเภอบางบาล ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำที่หลากมาจากทางเหนือลงไปเก็บในทุ่งนาตามนโยบายของรัฐบาล ที่ทำมาตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 โดยไม่เคยทบทวนหรือหาวิธีอื่นมาแก้ปัญหาแทน ทำให้พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำกว้างสุดสายตา และยังทำให้เกิดน้ำท่วมขังในชุมชน โดยเฉพาะซอยที่ตั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลวัดยม ที่น้ำท่วมขังทั้งซอยนานนับเดือนจนน้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว ชาวบ้านไม่สามารถใช้ห้องน้ำได้ การสัญจรไปมาลำบาก ลูกหลานไม่สามารถไปโรงเรียนได้ กระทั่งหมอและพยาบาลยังต้องย้ายไปทำงานที่อื่นเพื่อให้สามารถรักษาพยาบาลผู้ป่วยได้ ซึ่งนายเกรียงศักดิ์ ปีกขาว นายอำเภอบางบาล ที่นำเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ ให้ข้อมูลว่า น้ำท่วมขังเพราะต้องใช้เป็นพื้นที่รับน้ำบางบาลหลากจากทางเหนือ เพื่อไม่ให้น้ำไหลไปท่วมกรุงเทพฯ

ทนน้ำท่วมนานกว่า 5 เดือน

ดร.เอ้ กล่าวว่า คนอยุธยาต้องทนอยู่กับน้ำท่วม เฉพาะปีนี้ น้ำท่วมแล้ว 3 ครั้ง รวมเวลากว่า 5 เดือน หรือเกือบครึ่งปีที่คนอยุธยาไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ ทั้งนี้ เพราะนโยบายที่ใช้ทุ่งบางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำบางบาล ซึ่งอาจจะเหมาะกับในอดีตที่ยังเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า แต่ปัจจุบันพื้นที่รับน้ำส่วนใหญ่คือพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน

จี้รัฐนำเทคโนโลยีจัดการน้ำ

“รัฐบาลต้องทบทวนนโยบายการใช้พื้นที่อำเภอบางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำบางบาล ที่ทำให้คนอยุธยาต้องจมอยู่กับน้ำท่วมมานานนับสิบปี เป็นการเสียสละที่มากเกินพอแล้ว ทั้งที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการทำจนสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ แทนที่จะให้คนอยุธยาเสียสละอยู่ฝ่ายเดียวตลอดเวลา” ดร.เอ้ กล่าว

ดร.เอ้ กล่าวอีกว่า ทางพรรคไทยก้าวใหม่พร้อมที่จะนำความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากให้หมดสิ้นไปได้ ไม่ต้องให้ใครมาเสียสละจมน้ำแทนคนอื่นอีกต่อไปแล้ว

ดร.เอ้ จี้ทบทวนนโยบายพื้นที่รับน้ำบางบาล

ปัญหาพื้นที่รับน้ำบางบาลที่ต้องได้รับการแก้ไข

ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นจากการใช้พื้นที่บางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำ คือ การที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมเป็นเวลานาน หลายครั้งกินเวลานานกว่า 5 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก พื้นที่การเกษตรเสียหาย บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขัง ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก และส่งผลเสียต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

นอกจากนี้ การที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลวัดยมถูกน้ำท่วมขัง ทำให้การบริการทางการแพทย์เป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างสะดวก ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่รับน้ำบางบาลจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้กลับคืนมา

ดร.เอ้ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วมและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป การลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว

การที่พรรคไทยก้าวใหม่พร้อมที่จะนำความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศชาติ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้กับประชาชนในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – “ดร.เอ้” ลงพื้นที่บางบาล จี้รัฐต้องทบทวนนโยบายพื้นที่รับน้ำ นำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาปรับใช้

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านสภาฯ วาระ 3 แล้ว

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านความเห็นชอบสภาผู้แทนราษฎร วาระ 3 แล้ว หลังพิจารณายาวนานเกือบ 2 เดือน รอส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อ

วันที่ 21 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ในวาระ 2-3 ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 โดยหลังจากที่พิจารณาวาระ 2 เสร็จสิ้นครบทั้ง 104 มาตราแล้ว ที่ประชุมลงมติเห็นชอบวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ด้วยคะแนน 309 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 4 ไม่ลงคะแนน 5 ส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป

ถือเป็นการเสร็จสิ้นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่ใช้เวลาพิจารณายาวนาน 1 เดือนกว่า หลังจากที่เริ่มพิจารณาวาระ 2 ครั้งแรกในวันที่ 24 ก.ย. 2568 เนื่องจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวมี 104 มาตรา แต่มีการแทรกมาตราย่อยๆเพิ่มขึ้นใหม่เป็นจำนวนมากเกือบ 300 มาตรา ทำให้ต้องใช้เวลาลงมติและพิจารณายาวนาน

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีความสำคัญอย่างไร?

การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทย ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ การมีกฎหมายที่เข้มแข็งและครอบคลุม จะช่วยให้การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์หลักในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ตั้งแต่การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาระบบการตรวจวัดและเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ ไปจนถึงการให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชน

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีสาระสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารจัดการอากาศสะอาดแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผนงานด้านการจัดการอากาศสะอาด
  • กำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดมากขึ้น
  • กำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่างๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ยานยนต์ และการเผาในที่โล่ง
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • พัฒนาระบบการตรวจวัดและเฝ้าระวังคุณภาพอากาศที่ทันสมัยและครอบคลุม
  • ให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชนเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางอากาศและวิธีการป้องกัน

การผ่านร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ในวาระ 3 นี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางอีกยาวไกล กว่าที่กฎหมายฉบับนี้จะถูกบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือการติดตามและผลักดันให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้โดยเร็ว และที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประเทศไทยมีอากาศที่สะอาดและบริสุทธิ์อย่างยั่งยืน

การที่ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับทุกคนที่ห่วงใยสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่เรายังต้องจับตาดูกันต่อไปว่า วุฒิสภาจะพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายนี้อย่างไร และเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว จะมีการนำไปปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ขึ้นอยู่กับการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในสังคม

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและผลักดันให้ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่ออากาศที่สะอาดและชีวิตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านความเห็นชอบสภาผู้แทนราษฎร วาระ 3 แล้ว หลังพิจารณายาวนานเกือบ 2 เดือน

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ประชามติ 2568 บังคับใช้ 22 ต.ค.นี้

โปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ใช้บังคับตั้งแต่ 22 ต.ค. เป็นต้นไป การจัดทำประชามติสามารถทำในวันเดียวกับวันเลือกตั้งได้ และเสียงข้างมากต้องสูงกว่าเสียงไม่แสดงความเห็น

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งให้ไว้ ณ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568 โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีเหตุผลและความจำเป็นเพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

มาตราสำคัญที่ควรทราบ:

  • มาตรา 1: พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568”
  • มาตรา 2: พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (22 ตุลาคม 2568)
  • มาตรา 3 – 12: เป็นการแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564

สาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมมีดังนี้:

  • การกำหนดวันออกเสียงประชามติสามารถทำในวันเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ หากอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อลดภาระงาน งบประมาณ และความสะดวกของประชาชน
  • วิธีการออกเสียงมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะการใช้บัตรออกเสียง แต่สามารถใช้วิธีการทางไปรษณีย์ เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้
  • ผลการออกเสียงประชามติจะถือว่ามีข้อยุติเมื่อใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็น
  • การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง รอบด้าน และไม่ชี้นำ

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568

การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการจัดการออกเสียงประชามติ รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระและเท่าเทียมกัน

ความสำคัญของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568

พระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทย เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นสำคัญของชาติผ่านการออกเสียงประชามติ การแก้ไขกฎหมายให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

การที่ โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568 นี้ จะทำให้การทำประชามติในอนาคตมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดวัน หรือวิธีการลงคะแนนเสียง

การประกาศใช้ โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบประชาธิปไตยของไทย โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่างๆ ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568 ใช้บังคับตั้งแต่ 22 ต.ค.

สีหศักดิ์เชื่อ ไทย-กัมพูชา ตกลงแผนงานร่วมกันได้

“สีหศักดิ์” เชื่อ กลไกเจรจา JBC-GBC ยังได้ผล มอง “ไทย-กัมพูชา” สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 21 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่าหากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ไม่ได้ผลก็จะไม่มีการประชุมอีกแล้ว ว่า ตนเชื่อว่าได้ผล

เมื่อถามว่าหากทั้ง 2 เวทีการเจรจาไม่ได้ผลจะไม่หยุดแค่นี้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า การประชุม GBC เกี่ยวกับเรื่องที่จะลงนาม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นถ้อยแถลงตามที่คุยกัน เชื่อว่าจะสามารถทำแผนงานในรายละเอียดต่างๆ ได้

เมื่อถามว่าหากผลไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ทางกระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการเช่นไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่าเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันได้และสามารถตกลงกันได้ อย่างไรก็ตามต้องพูดคุยกับคณะผู้แทน กำลังประชุมกันอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

สีหศักดิ์เชื่อ ไทย-กัมพูชา สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความร่วมมือและการจัดการชายแดน ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้ผ่านกลไกการเจรจาที่มีอยู่

การแสดงความเชื่อมั่นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกลไกการเจรจา JBC (คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม) และ GBC (คณะกรรมการชายแดนทั่วไป) ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมความร่วมมือตามแนวชายแดน

ความสำคัญของกลไก JBC และ GBC

กลไก JBC และ GBC มีบทบาทสำคัญในการ:

  • แก้ไขปัญหาเขตแดนที่ยังคงค้างคา
  • ส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน
  • สร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ความท้าทายและโอกาส

แม้ว่ากลไก JBC และ GBC จะมีบทบาทสำคัญ แต่ก็ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความซับซ้อนของปัญหาเขตแดน ความแตกต่างทางวัฒนธรรม และความผันผวนทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสอีกมากมายในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา เช่น การส่งเสริมการค้าและการลงทุน การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการร่วมมือด้านการศึกษาและสาธารณสุข

แนวทางสู่ความสำเร็จในการตกลงแผนงานร่วมกัน

เพื่อให้ไทยและกัมพูชาสามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้:

  1. การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ: ทั้งสองฝ่ายควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน และพยายามลดอคติและความเข้าใจผิด
  2. การให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ร่วมกัน: การเจรจาควรเน้นที่การแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การเอาชนะซึ่งกันและกัน
  3. การใช้กลไกการแก้ไขข้อพิพาทที่เป็นกลาง: หากเกิดข้อพิพาทที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง ควรใช้กลไกการแก้ไขข้อพิพาทที่เป็นกลาง เช่น การไกล่เกลี่ยหรืออนุญาโตตุลาการ
  4. การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน: การสร้างความเข้าใจและการสนับสนุนจากภาคประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการเจรจา

นายสีหศักดิ์ยังคงเชื่อมั่นว่า ไทย-กัมพูชา สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้ โดยอาศัยกลไกที่มีอยู่ และการเจรจาอย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ แม้จะมีความท้าทาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือ ก็จะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืนได้

การที่นายสีหศักดิ์เชื่อว่า ไทย-กัมพูชา สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และแก้ไขปัญหาที่ยังคงค้างคาอยู่ การเจรจาและการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

สิ่งสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้าน การหารือและการเจรจาอย่างเปิดอกเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนและนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

ที่มา – “สีหศักดิ์” เชื่อ “ไทย-กัมพูชา” สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้

Scroll to top