ข่าวการเมืองล่าสุด

“ทักษิณ” ห่วงใย! มอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิด EOD

“ทักษิณ” ห่วงทหาร – หน่วย EOD ลาดตระเวนชายแดนไทย-กัมพูชา มอบ “รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด” มาตรฐานเยอรมัน ปฏิบัติภารกิจ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 15 ก.ค. 2568 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.ต. สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 เปิดเผยว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยทหารชุดลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และหน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า EOD (Explosive Ordnance Disposal) ที่ต้องเผชิญกับการเหยียบทุ่นระเบิดจนได้รับบาดเจ็บและสูญเสียขา จึงมีความประสงค์ที่จะมอบ “รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด” ซึ่งมีนวัตกรรมสำคัญในการเพิ่มความปลอดภัยและรักษาอวัยวะสำคัญให้กับทหารที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงภัย และหน่วย EOD ที่ต้องเผชิญกับทุ่นระเบิด โดยมอบผ่าน พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทน รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) นำไปมอบให้กับทหารชายแดน จำนวน 100 คู่ เป็นเงิน 2,500,000 บาท และมอบให้หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) จำนวน 20 คู่ เป็นเงิน 500,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท เพื่อใช้ลาดตระเวน โดยจะเป็นการสั่งผลิตพิเศษจากโรงงานตามมาตรฐานเยอรมันที่กองทัพใช้ โดยจะทยอยส่งมอบให้ครบภายใน 30 วัน

“ทักษิณ” ห่วงทหาร – หน่วย EOD มอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดใช้ลาดตระเวน

การมอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้ ถือเป็นความช่วยเหลือที่สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเสี่ยงชีวิตในพื้นที่อันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารที่ลาดตระเวนตามแนวชายแดนและหน่วย EOD ที่ต้องเผชิญหน้ากับวัตถุระเบิดอยู่เสมอ การมีอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้อย่างมาก

ความสำคัญของรองเท้ากันสะเก็ดระเบิด

รองเท้ากันสะเก็ดระเบิดที่นายทักษิณมอบให้ในครั้งนี้ เป็นรองเท้าที่ผลิตตามมาตรฐานเยอรมัน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการป้องกันสะเก็ดระเบิด วัสดุที่ใช้ในการผลิตมีความทนทานสูง สามารถลดแรงกระแทกและป้องกันการทะลุทะลวงจากสะเก็ดระเบิดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ รองเท้ายังมีน้ำหนักเบา ทำให้ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องแคล่วและปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่นายทักษิณให้ความสำคัญกับการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้กับทหารและหน่วย EOD แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจต่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

นอกจากรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดแล้ว ยังมีอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น เสื้อเกราะกันกระสุน หมวกกันน็อค และแว่นตากันสะเก็ด ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานและช่วยให้พวกเขาสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านอุปกรณ์ป้องกันมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีการนำวัสดุและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการผลิตอุปกรณ์ป้องกันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและมีน้ำหนักเบาลง ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น การลงทุนในอุปกรณ์ป้องกันที่ทันสมัยจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง

การสนับสนุนและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทหารและหน่วย EOD ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของภาครัฐเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมสามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน การสนับสนุนอุปกรณ์ หรือการให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญและเป็นกำลังใจให้พวกเขาเหล่านั้น

การมอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐานในการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น

การที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เล็งเห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และหวังว่าการสนับสนุนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต่อไป

ที่มา – “ทักษิณ” ห่วงทหาร – หน่วย EOD มอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดใช้ลาดตระเวน

“วรวัจน์” ฉะ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด

กมธ.งบประมาณ ฉะของบจังหวัดซ้ำซ้อนงบสร้างถนน กระทรวงคมนาคม “วรวัจน์” ลั่นงบประมาณ 2570 อย่าใส่เข้ามาอีก ควรเปิดโอกาสให้นำเงินไปพัฒนาจังหวัด ไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

เมื่อเวลา 15.26 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 11 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี 2569 วาระ 2-3 ในมาตรา 28 งบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า คนต่างจังหวัดหวังกับงบก้อนนี้ แต่ทำไมไม่ให้งบประมาณก้อนนี้ใช้พัฒนาจังหวัดจริงๆ ทำไมถึงมีงบกระทรวงคมนาคม อย่างงบสร้างถนนทางหลวง ทางหลวงชนบทมาอยู่ในงบฟังก์ชัน (งบในส่วนอำเภอที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด) แฝงในงบประมาณของจังหวัด กรรมาธิการหลายคนไม่เห็นด้วย และบอกกับจังหวัดว่า อย่าใส่มาอีก ในงบฯ ปี 2570 โดยกรรมาธิการระบุว่าต่อไปนี้ตั้งแต่งบฯ ปี 2570 หากตั้งงบประมาณขอตัดถนนเข้ามาอีก จะตัดออกจริงหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้เงินก้อนนี้ไปพัฒนาจังหวัดได้จริง นี่คือความเห็นด้วยของ สส. เกือบทั้งสภา ไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

“วรวัจน์” ฉะ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด

จากนั้น นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ลุกขึ้นชี้แจงว่า งบประมาณรายจ่ายจังหวัดและกลุ่มจังหวัดปี 2569 ตั้งไว้ 26,525 ล้านบาท มีหน่วยงาน 94 หน่วย ขอปรับลดลง 40% หรือ 10,000 ล้านบาท การตั้งงบฯ จังหวัดและกลุ่มจังหวัด ปี 67-69 ยังกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างพื้นฐาน ปี 69 ลดลงเป็นโครงการก่อสร้างบำรุง ปรับปรุง ถนน 10,600 ล้านบาท หรือ 39% ไปกระจุกที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อยู่ในงบฯ ผู้ว่าฯ ซีอีโอ การจัดสรรงบฯ จึงยังไม่ตอบโจทย์ ตามที่ประชาชนต้องการจริง เช่น ไม่มีงบฯ เรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ อยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณให้ตอบโจทย์ที่ชาวบ้านต้องการ

ทำไมถึงต้องตรวจสอบงบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด?

ขณะที่นายพงศกร อรรณนพพร กรรมาธิการเสียงข้างมาก อภิปรายว่า กรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตทุกปีเกี่ยวกับงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ผู้ว่าจังหวัดไหนตั้งงบซ้ำกับงบหลักของกระทรวงหลัก หรืองบฟังก์ชัน พวกเราจะตัดออก พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สิ่งที่ทำกลับมาก็ยังของบฯ ซ้ำซ้อน งบ 26,000 ล้านบาท คูณ 4 ปี ตก 100,000 ล้านบาทเศษ ไปซ้ำกับงบทางหลวง-ทางหลวงชนบท ที่มีงบประจำทุกปี บางจังหวัดซอยแบ่งซื้อแบ่งจ้างเป็นชุดละ 50 ล้านบาท ต้องฝาก ป.ป.ช. ไปดูเรื่องนี้ว่า งบแบ่งซื้อแบ่งจ้างในส่วนของตำบลและ อปท. คืนสู่รัฐบาลกลางเท่าไหร่ 

ขอฝากถึงคณะกรรมการนโยบายบริหารเชิงพื้นฐานแบบบูรณาการ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ดูงบฯ ซ้ำซ้อนแต่ละกระทรวงด้วย ให้ตัดออก ตนขอยืนยันถ้าอยู่ในกรรมาธิการงบประมาณปีหน้า มีงบตัวนี้จะต้องตัดจริง มีบางจังหวัดให้ความใส่ใจ อาทิ งบฯ ปี 2567 จังหวัดที่ผู้ว่าราชการ ใส่ใจ ได้คืนมา 3,900 ล้านบาท งบฯ ปี 2568 ได้คืน 5,200 ล้านบาท มาปี 2569 ตัดมาได้ 6,586 ล้านบาท วิธีแก้ปัญหางบจังหวัดที่ดีที่สุด ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ คือผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมาจากการเลือกตั้ง ก่อนที่จะโหวตผ่านตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก

การตรวจสอบ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด เป็นเรื่องสำคัญที่ สส. หลายท่านให้ความสนใจ เพราะเงินที่ถูกนำไปใช้ควรถูกจัดสรรให้ตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในแต่ละจังหวัด การที่งบประมาณไปซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น ๆ ทำให้โอกาสในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ของจังหวัดลดลง

ในท้ายที่สุดแล้ว การมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง อาจเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะผู้ที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่มากกว่า

ดังนั้นการพิจารณา งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศชาติ

ประเด็นเรื่อง งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด นี้ยังคงเป็นที่จับตา และมีการหารือกันอย่างต่อเนื่องในวงการการเมืองไทย

ที่มา – “วรวัจน์” ฉุนใส่งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด ลั่นควรนำเงินไปพัฒนาจังหวัดไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

“สุชาติ” รอ พศ. รายงานผลสอบวัดพระบาทน้ำพุ

“สุชาติ” เผยยังไม่ได้รับรายงานผลสอบวัดพระบาทน้ำพุ หลังสั่ง พศ. ลงพื้นที่ลุยพร้อมตำรวจ

เมื่อเวลา 14.05 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐมนตรี นายสุชาติ ตันเจริญ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ จ. ลพบุรีว่า ขณะนี้ตนกำลังรอ พศ. รายงานกลับมา หลังเข้าไปตรวจสอบร่วมกับจังหวัดและตำรวจ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปติดตามอย่างใกล้ชิด โดยให้ พศ. ไปดูและรายงาน ซึ่งขณะนี้ตนยังไม่ได้รับรายงาน โดยขอรอดูจากคณะทำงานอาจจะมีการรายงานมา หากมีการรายงานมาจะแจ้งสื่อให้ทราบ

“สุชาติ” รอ พศ. รายงานผลสอบวัดพระบาทน้ำพุ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจและจังหวัด

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร? นายสุชาติได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานผลการสอบสวนจาก พศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการตรวจสอบเรื่องนี้ โดยก่อนหน้านี้ ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ พศ. เป็นผู้รวบรวมข้อมูลและรายงานผลการตรวจสอบกลับมายังรัฐมนตรี

ความโปร่งใสและความคืบหน้าในการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ

ถึงแม้ว่าผลการสอบสวนยังไม่ออกมา แต่การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใส และความเป็นธรรมในทุกภาคส่วนของสังคม

ความล่าช้าในการรายงานผลการสอบสวน อาจทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุ อย่างไรก็ตาม นายสุชาติได้ให้ความมั่นใจว่า จะแจ้งความคืบหน้าให้สื่อมวลชนและประชาชนทราบทันทีที่มีการรายงานผลการสอบสวนจากคณะทำงาน

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ:

  • การสั่งการของนายสุชาติ ตันเจริญ ให้ พศ. ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับตำรวจและจังหวัด
  • การยังไม่ได้รับรายงานผลการสอบสวนจาก พศ.
  • ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความโปร่งใสและความเป็นธรรม
  • การให้ความมั่นใจว่าจะแจ้งความคืบหน้าให้ประชาชนทราบ

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นธรรม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจหรือดำเนินการใดๆ ต่อไป การรอผลการสอบสวนอย่างใจเย็น และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในขณะนี้

การที่นายสุชาติ ตันเจริญ ยังคงรอรายงานผลสอบวัดพระบาทน้ำพุ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม หวังว่าผลการสอบสวนจะออกมาในเร็ววัน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเพื่อรักษาศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา

การดำเนินการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุอย่างละเอียดรอบคอบ จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการปกป้องพระพุทธศาสนา และรักษาความถูกต้องเป็นธรรมในทุกกรณี โครงการริเริ่มประเภทนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเสริมสร้างความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาสนา

อย่าลืมติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงผลการสอบสวนและการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “สุชาติ” รอ พศ.รายงานผลสอบวัดพระบาทน้ำพุ

“แสวง” รอประเมิน เลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5

การเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ศรีสะเกษ เขต 5 ยังคงต้องรอการประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยจากฝ่ายความมั่นคง ก่อนที่จะมีการกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน นี่คือประเด็นสำคัญที่นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กล่าวถึงในการประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“แสวง” รอฝ่ายความมั่นคงประเมินความปลอดภัยเลือกตั้งซ่อมสส.ศรีสะเกษเขต 5

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายแสวง บุญมี ได้กล่าวถึงความพร้อมของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ซึ่งจะครบวาระในปี 2569 โดยยอมรับว่าการสื่อสารของ กกต. ยังไม่ดีเท่าที่ควร และกำลังปรับปรุงเพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าของคำร้องต่างๆ ได้

ในส่วนของการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ศรีสะเกษ เขต 5 นั้น นายแสวงกล่าวว่า กกต. กำลังรอสัญญาณจากฝ่ายความมั่นคงเพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยของประชาชน หากฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่าการจัดการเลือกตั้งจะปลอดภัย กกต. จังหวัดศรีสะเกษจะเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้งซ่อมที่ชัดเจนอีกครั้ง

ความคืบหน้าการประเมินความปลอดภัย เลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5

ล่าสุด ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษได้สอบถามไปยังกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้เมื่อใด นายแสวงย้ำว่า การดำเนินการจะเกิดขึ้นเมื่อสถานการณ์สงบเรียบร้อยเท่านั้น

นอกจากประเด็นเรื่องการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ศรีสะเกษ เขต 5 แล้ว นายแสวงยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ ซึ่งจะครบวาระในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 โดยคาดว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 11 มกราคม 2569 สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะครบวาระในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 คาดว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เช่นเดียวกับการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาที่จะมีการเลือกตั้งในวันเดียวกัน

กกต. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการนับคะแนนให้รวดเร็วและเสถียรมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในทุกระดับ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ เกิดขึ้น แต่ กกต. ก็พร้อมที่จะปรับปรุงและพัฒนาการทำงานอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ศรีสะเกษ เขต 5 ยังไม่มีกำหนดวันที่แน่นอน แต่ กกต. ได้เตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ อย่างเต็มที่ และเมื่อได้รับการยืนยันจากฝ่ายความมั่นคงแล้ว ก็จะสามารถดำเนินการจัดการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ศรีสะเกษ เขต 5 ได้ทันที

การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยได้อย่างเต็มที่

ที่มา – “แสวง” รอฝ่ายความมั่นคงประเมินความปลอดภัยเลือกตั้งซ่อมสส.ศรีสะเกษเขต 5

รอ สมช. ประเมินยุบ ศบ.ทก. “ภูมิธรรม” ยันไร้ปัญหา

รอ สมช. ประเมินยุบ ศบ.ทก. “ภูมิธรรม” ยันไร้ปัญหา

“ภูมิธรรม” เผยรอ สมช. ประเมินยุบ “ศบ.ทก.” สัปดาห์หน้า ยันไร้ปัญหากองทัพ พร้อมแจง ตั้งที่ปรึกษาของ “บิ๊กเล็ก” ไม่ใช่ที่ปรึกษา ศบ.ทก. ปัดดึงชื่อใครออก

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนในการยุบศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา (ศบ.ทก.) ว่า ได้พูดคุยกับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. ในช่วงสถานการณ์ที่คลี่คลาย ซึ่งเป็นการประเมินจากหน้างาน หากสถานการณ์ดีขึ้นก็จะมีการยุบศูนย์ และปล่อยให้อำนาจให้กระทรวงต่างๆ ได้ทำหน้าที่ ก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกันว่าจะยุบภายหลังจากการพูดคุยการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เสร็จสิ้น แต่เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมามีสถานการณ์เกิดขึ้นในลักษณะบานปลาย จึงยังไม่จำเป็นที่จะเรียกประชุม สมช. ภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ สมช. จะมีการประชุมอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม 2568 ซึ่งน่าจะมีความชัดเจน โดยเรื่องนี้ไม่ได้มีปัญหาแต่เป็นการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาสถานการณ์ในแต่ละช่วง เพราะใน สมช. และ ศบ.ทก. มีเหล่าทัพในนี้ด้วย ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เข้าใจกัน ก็ได้มีการมอบอำนาจให้ส่วนหน้าเป็นหลัก อยากให้ทุกส่วนเข้าใจไม่อยากให้เกิดความบานปลาย

สำหรับการรับมือกรณีประชาชนที่ออกจากศูนย์อพยพไปและบางส่วนต้องไปอยู่ที่สถานีบริการน้ำมัน นายภูมิธรรม ระบุว่า เรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลและทหารรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจให้กับประชาชน ซึ่งเราห้ามความกังวลของใครไม่ได้ แต่ต้องพยายามทำความเข้าใจให้ทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร อีกทั้งมองว่าเรื่องนี้ทุกส่วนต้องช่วยกันแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด

ความคืบหน้าการประเมินยุบ ศบ.ทก.

ขณะที่ความคืบหน้าในการประชุมเพื่อพิจารณายุบ ศบ.ทก. จะเป็นสัปดาห์หน้าหรือไม่นั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ที่มีการพูดคุยกันมาสม่ำเสมอเห็นว่าควรจะประเมินสถานการณ์ให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง เพราะขณะนี้ยังมีประเด็นต่างๆ อยู่ และยังไม่มีการปรับการบริหารทางยุทธวิธี จึงไม่สามารถที่จะยุติหน่วยงานได้ในทันที

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงการตั้งที่ปรึกษาของ ศบ.ทก. โดยยืนยันว่าการตั้งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการสภาพัฒน์ ไม่มีอะไรเลย เพราะเป็นการตั้งที่ปรึกษาของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่การตั้งที่ปรึกษา ศบ.ทก. ซึ่งตนอยากให้ผู้สื่อข่าวกลับไปถาม พล.อ.ณัฐพล ว่าตนไม่ได้เอาชื่อใครออก และก็เห็นชอบให้มีการแต่งตั้ง ตั้งแต่สมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว ย้ำว่าการตั้งที่ปรึกษาดังกล่าวไม่ได้เกิดปัญหาอะไรกับรัฐบาล

การพิจารณายุบ ศบ.ทก. เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงสถานการณ์ชายแดนและความมั่นคงของประเทศเป็นสำคัญ การประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ ทำให้ประชาชนคลายความกังวลและเข้าใจถึงกระบวนการทำงานของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจคือการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ และหน่วยงานพลเรือน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน การบูรณาการความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

โดยสรุปแล้ว การรอ สมช. ประเมินยุบ ศบ.ทก. เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความรอบคอบ การพิจารณาสถานการณ์อย่างถี่ถ้วนและการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – รอ สมช. ประชุม 18 ส.ค. ประเมินยุบ ศบ.ทก. “ภูมิธรรม” ยันไร้ปัญหากองทัพ

มาริษคุยจีน-กัมพูชา ย้ำร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีนและกัมพูชา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญที่กัมพูชาจะต้องร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความปกติสุขในพื้นที่

มาริษคุย รมว.ต่างประเทศจีน-กัมพูชา เน้นย้ำกัมพูชาต้องร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศตามกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 10 ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ได้รับเชิญจากนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน ให้เข้าร่วมการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ไทย และกัมพูชา

นายมาริษได้แสดงความขอบคุณต่อบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีต่างๆ และการบังคับใช้ให้เกิดการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากอาเซียน

ความสำคัญของการร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ประเด็นสำคัญที่นายมาริษเน้นย้ำคือ ความจำเป็นเร่งด่วนที่ไทยและกัมพูชาต้องร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดและฟื้นฟูความเป็นปกติสุขในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศอีกด้วย

นายมาริษได้กล่าวขอบคุณนายหวัง อี้ สำหรับการสนับสนุนในประเด็นนี้ และคาดการณ์ว่าจะมีการหารือกันในรายละเอียดเพิ่มเติมในการประชุม RBC ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นพ้องกันถึงความจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในสื่อโซเชียล ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น

การหารือในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนกับกัมพูชาอย่างสันติวิธี โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากจีน การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ความร่วมมือระหว่างประเทศถือเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย การที่ไทย กัมพูชา และจีน จับมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับชายแดนควรเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากประเด็นเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจและการส่งเสริมการค้าชายแดนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การสร้างงาน การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสร้างโอกาสและความหวังให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาชายแดนจึงไม่ใช่เพียงแค่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจอันดี การส่งเสริมความร่วมมือ และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “มาริษ” คุย รมว.ต่างประเทศจีน-กัมพูชา เน้นย้ำกัมพูชาต้องร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

คลิปเสียงว่อน สส.ถูกดีล “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม”


กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อมี คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” ปรากฏบนโลกออนไลน์ โดยเนื้อหาในคลิปบ่งชี้ถึงการเสนอผลประโยชน์เพื่อแลกกับการโหวตในสภา

คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” จริงหรือ?

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ภายหลังจากที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียง สส.ภายในพรรค เพื่อสนับสนุนการลงมติผ่านร่างกฎหมายที่เสนอโดยรัฐบาล ต่อมา นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยว่า มีการเสนอเงินสดจำนวน 10 กิโลกรัม เพื่อแลกกับการลงมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) จริง

สถานการณ์ยิ่งทวีความเข้มข้น เมื่อมี คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” เผยแพร่ออกมา โดยในคลิปเป็นบทสนทนาระหว่างหญิงสาวปริศนากับ สส.ชายรายหนึ่ง ซึ่งมีการเจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนในการยกมือโหวตสนับสนุนกฎหมายที่รัฐบาลเสนอ หญิงสาวในคลิปเสนอให้ สส.ชาย เรียกจำนวนเงินที่ต้องการ โดยระบุว่า “เอาแบบนี้ พี่พูดมา พี่ไม่อยากร่วมงานกับใคร หนูจะตอบให้ว่าใช่หรือไม่ใช่… ส่วนบัดเจ็ทพี่เรียกมา ถ้าเรียกมาแล้วจบ เกิน 10 โลขึ้นไป เฉพาะยกมือ ไม่เกี่ยวกับย้าย ยกมือตามที่มีเอกสารให้… เอาง่ายๆ แค่ค่ายกมือ”

ทางด้าน สส.ชาย พยายามสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการจ่ายเงิน และยืนยันว่าเป็นการจ่ายเฉพาะ “ค่ายกมือ” เท่านั้น โดยหญิงสาวตอบว่าจะแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด จำนวน 10 กิโลกรัม สำหรับการโหวต 2 เรื่อง และชักชวนให้ สส.ชายมาพบปะพูดคุยเพื่อหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมทั้งอ้างว่าจะติดต่อผู้ใหญ่ให้ เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่

### ประเด็นที่น่าสนใจจากคลิปเสียง

  • การเสนอผลประโยชน์ตอบแทน: หญิงสาวในคลิปเสนอเงินจำนวน 10 กิโลกรัม เพื่อแลกกับการยกมือโหวตสนับสนุนกฎหมาย
  • การแบ่งจ่าย: มีการพูดถึงการแบ่งจ่ายเงินเป็น 3 งวด
  • การอ้างถึง “ผู้ใหญ่”: หญิงสาวอ้างว่าจะติดต่อ “ผู้ใหญ่” เพื่อหารือในรายละเอียด
  • ความหวาดระแวง: สส.ชาย แสดงความไม่ไว้วางใจ และต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ

นอกจากนี้ ในคลิปเสียงยังมีการพูดถึงพรรคการเมืองต่างๆ โดยหญิงสาวปฏิเสธว่าไม่ใช่พรรคอาจารย์… หรือพรรคผู้กองธรรมนัส และระบุว่า เงินที่เสนอมานั้น “มาจากฟากรัฐบาล ที่เหนือรัฐบาลอีก” พร้อมทั้งกล่าวถึงบุคคลตัวย่อ “ส.” แต่ไม่ยอมเปิดเผยว่าเป็นใคร

คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” นี้ สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการการเมืองไทยเป็นอย่างมาก และก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงจริยธรรมของนักการเมือง

การปรากฏตัวของ คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมไทยต้องตระหนักถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงการเมือง และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สุดท้ายนี้ ประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสาร และติดตามความคืบหน้าของกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ที่มา – คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม”

แพทองธารแจง! ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก ปมหยุดปฏิบัติหน้าที่

เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร ชินวัตร” คดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ขอศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก เพื่อข้อเท็จจริงรอบด้าน ชี้แจงคำพูดในคลิป พร้อมขอพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

จากกรณีคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) โดยพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียก หากไม่มาตามกำหนดนัดถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาล หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่น โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ นัดฟังคำวินิจฉัย

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยรายละเอียดคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดย น.ส.แพทองธาร ยืนยันว่า การกระทำของตนเองตามข้อกล่าวหาของผู้ร้อง ไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 แต่อย่างใด และยังได้ขออนุญาตให้ไต่สวนพยานบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ปากเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านความมั่นคงของประเทศและตามแนวชายแดนปัจจุบันและบางรายมีประสบการณ์ในอดีตทั้งความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้แก่

ขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ในฐานะผู้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่า และเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้สั่งการฝ่ายปกครองด้านชายแดน

พล.อ.ภุชงค์ รัตนวรรณ ในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกัมพูชา ทำงานด้านปฏิบัติในกัมพูชามาตั้งแต่ยศ ร.ท. และทำงานอยู่กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการรบพิเศษอย่างต่อเนื่อง

พล.ท.พุฒิพงษ์ ชีพสมุทร รองเจ้ากรมพระธรรมนูญทหาร ในฐานะผู้ชำนาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของทหารและเรื่องอำนาจอธิปไตยของประเทศ

นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ อดีตทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น, ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศรัสเซีย ในฐานะผู้ชำนาญด้านการต่างประเทศ และสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงวิธีปฏิบัติทางการทูตในการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ

อีกทั้งพยาน 5 รายดังกล่าว ยังเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน เพื่อให้ศาลฯ ได้รับทราบถึงความคิดเห็นว่าการดำเนินการของตนในช่วงเหตุการณ์ ไม่ได้กระทำโดยมีเจตนาตามที่ผู้ร้องกล่าวหา หรือเป็นการละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ทั้งยังเป็นการดำเนินการตามข้อมูลและคำแนะนำของฝ่ายความมั่นคงที่ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน และเพื่อแสดงว่าเจตนาของตนมุ่งเพื่อรักษาเอกราชอธิปไตย และความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เจตนาดังที่ผู้ร้องกล่าวหา จึงขอศาลฯ โปรดพิจารณาอนุญาตให้มีการไต่สวนพยานบุคคลดังกล่าว เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรม โดยปราศจากข้อสงสัยอันอาจกระทบต่อความชอบธรรมและสถานะของตนในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศ

ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงความเป็นสัดส่วนในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่กล่าวมา หากตนยังคงปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ต่อไป ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอธิปไตยของชาติ อีกทั้งสามารถปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะบูรณาการเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายให้สนับสนุนการทำหน้าที่ของฝ่ายทหาร และแสดงถึงความเข้มแข็งภายในชาติ ซึ่งส่งผลเชิงจิตวิทยาแก่กัมพูชาในการรุกรานประเทศไทย

น.ส.แพทองธาร ขอศาลมีคำสั่งยกเลิกมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71 ตามที่ผู้ร้องมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลเพียง 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการ สมช.

ขณะเดียวกัน มีการยืนยันข้อมูลในเรื่องการใช้ถ้อยคำว่า “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” เป็นเพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาเสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคสำคัญ คือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง ไม่ได้มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณี

ส่วนถ้อยคำที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า “เป็นฝั่งตรงข้าม” เนื่องจาก นายเคลียง ฮวด คนสนิทของสมเด็จฮุน เซน พยายามอธิบายมูลเหตุของการที่สมเด็จฮุน เซน สั่งการให้มีการปิดด่านชายแดนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องมาจากความไม่พอใจของสมเด็จฮุน เซน ที่มีต่อแม่ทัพภาคที่ 2 (พล.ท.บุญสิน พาดกลาง) เป็นการเฉพาะเจาะจง ตนจึงจำต้องใช้เทคนิคการเจรจาที่แยกปัญหาออกจากตัวบุคคล ไม่ได้เป็นการตำหนิติเตียนในทางลบหรือแสดงให้เห็นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทยแต่อย่างใด แต่เป็นการอธิบายสถานการณ์ต่อฝ่ายกัมพูชาในเชิงสร้างความเข้าใจว่าฝ่ายบริหารของไทยมีเจตนาที่จะรักษาสันติและไม่ได้เป็นการโอนอ่อนหรือเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นการดำเนินนโยบายโดยอาศัยหลักทางการทูตเพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศและป้องกันความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

ทำไมแพทองธาร ชินวัตรถึงขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก?

ในคำชี้แจง น.ส.แพทองธาร ยังระบุด้วยว่า การที่ตนเองกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ในบทสนทนาเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับแจ้งจากฝ่ายความมั่นคงว่าทางการกัมพูชาไม่พอใจการเคลื่อนย้ายกำลังทหารของไทย ณ ช่องบก ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าในวันที่ 4 มิถุนายน 2568 จึงจำเป็นต้องสื่อสารเพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง ซึ่งสมเด็จฮุน เซน รู้สึกว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับกัมพูชาในขณะนั้น และเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจที่อาจนำไปสู่การเปิดเจรจาในระดับทางการต่อไปโดยไม่ใช้มาตรการทางทหาร และทางเศรษฐกิจ อันอาจส่งผลกระทบแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ในการขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากครั้งนี้ น.ส.แพทองธารหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

ความตั้งใจเดียวของข้าพเจ้าตลอดบทสนทนา จึงเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยไม่มีเจตนาจะได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาว่าไม่มีข้อความตอนใดที่ตนเรียกร้องเอาผลประโยชน์ให้ตกเป็นของตนเองหรือครอบครัวแต่อย่างหนึ่งอย่างใดหรือได้ถือเอาประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ.

การขอไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถือเป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร” ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก วอนพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

“ชัยชนะ” ค้าน ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย ควรรอหารือ!

“ชัยชนะ” ค้าน ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย หากต้องแก้กฎหมายเอื้อนำเข้าหมูสหรัฐฯ ต้องหารือในสภาฯก่อน

นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุขและ สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเป็นที่กังวลของประชาชนเกี่ยวกับการใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อหมูที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนไทย โดยนายชัยชนะได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย และจะยึดมั่นในการดำเนินการตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ. 2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีในกลุ่มเบตาอะโกนีสต์ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522

ทำไมถึงต้องค้านการใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย?

เหตุผลหลักที่นายชัยชนะและอีกหลายฝ่ายคัดค้านการใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทยนั้น มาจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค สารเร่งเนื้อแดง หรือที่รู้จักกันในชื่อ เบตาอะโกนีสต์ เป็นสารเคมีที่ถูกใช้ในการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้มีกล้ามเนื้อมากขึ้นและไขมันน้อยลง แต่สารนี้มีผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก และในบางกรณีอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

การที่ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงนั้น เป็นไปเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ การนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศที่อาจมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหมูนั้นปลอดภัยต่อการบริโภค

นายชัยชนะยังกล่าวอีกว่า “ในขณะนี้คณะรัฐมนตรี รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ได้รับแจ้งรายละเอียดใด ๆ จากท่านพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ เจรจาแก้ปัญหาภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่หากมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ผมก็ต้องเรียกร้องให้นำเรื่องนี้มาหารือในที่ประชุมสภาฯเพื่อรับฟังความคิดเห็นจาก สส.ตัวแทนของประชาชนก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ”

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน และต้องผ่านการหารือในสภาฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การตัดสินใจใด ๆ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

การที่ สส. ออกมาคัดค้านการ **ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย** นั้น แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชน และความตั้งใจที่จะรักษากฎหมายที่มีอยู่เพื่อปกป้องผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ดังนั้น การหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องสุขภาพของประชาชนกับการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย

การออกมาคัดค้านการ**ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย** ของนายชัยชนะในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทุกคน การเปิดโอกาสให้มีการหารือในสภาฯ จะช่วยให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดได้

ดังนั้น การตัดสินใจเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ จึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถดำเนินการได้โดยง่าย แต่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของประชาชน และการออกมาคัดค้านการ **ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย** ของ สส. ในครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนเพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การปกป้องสุขภาพของประชาชนชาวไทยควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และการหารือในสภาฯ จะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดในประเด็นนี้

ที่มา – “ชัยชนะ” ค้าน ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย หากต้องแก้กฎหมายเอื้อนำเข้าหมูสหรัฐฯ ต้องหารือในสภาฯก่อน

Scroll to top