ข่าวการเมืองไทย

ศุภมาส-เอกนัฏ นำทีม สส.กทม.ชู คนละครึ่งพลัส

การเลือกตั้งครั้งสำคัญกำลังจะมาถึง และพรรคภูมิใจไทยก็พร้อมนำเสนอทีมผู้สมัคร สส.กทม. ที่แข็งแกร่ง โดยมี “ศุภมาส-เอกนัฏ” เป็นหัวหน้าทีม พร้อมชูนโยบายที่จับต้องได้และตรงใจประชาชนอย่าง “คนละครึ่งพลัส-ความมั่นคง” เน้นการสานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์และสร้างความมั่นใจให้กับคนไทยทุกคน

ศุภมาส-เอกนัฏ นำทีมผู้สมัคร สส.กทม. พรรคภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส-ความมั่นคง”

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี และ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แกนนำเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยผู้สมัคร สส.กทม. ทั้ง 33 เขต ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวี ถึงความพร้อมในการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยเน้นย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีเพียงแค่คนใดคนหนึ่ง แต่มีทีมงานที่แข็งแกร่ง มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยหาเสียงต่างๆ ที่พร้อมจะทำงานเพื่อคนกรุงเทพฯ และคนไทยทุกคน

นายเอกนัฏ กล่าวว่า จุดเด่นของการหาเสียงครั้งนี้คือความจริงใจและความตั้งใจจริงที่จะทำเพื่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศล่วงหน้าว่าจะเสนอใครเป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พร้อมย้ำว่า “พูดแล้วทำพลัส” ไม่ได้ขายฝัน และนโยบายต่างๆ ก็มีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

น.ส.ศุภมาส เสริมว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะประชาชนได้เห็นผลงานที่จับต้องได้ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เช่น โครงการ คนละครึ่งพลัส ที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง การบริหารจัดการเรื่องชายแดน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่ทำให้เห็นแล้ว

ทำไมต้องเลือก “คนละครึ่งพลัส” และนโยบายความมั่นคง?

นโยบาย 2 อย่างที่ น.ส.ศุภมาส เน้นย้ำคือด้านเศรษฐกิจและด้านความมั่นคง โดย คนละครึ่งพลัส เป็นนโยบายที่ช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดรายจ่าย และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก ขณะที่นโยบายความมั่นคงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับคนไทยทุกคน เพราะเป็นการปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

เมื่อถูกถามว่าทำไมต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย นายเอกนัฏ ตอบว่า ผู้สมัครของพรรคมีความหลากหลาย ตั้งแต่รุ่นเก่า หน้าใหม่ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย และอีกหลายๆ คน ซึ่งเป็นการผสมผสานประสบการณ์และความคิดใหม่ๆ เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน

เกี่ยวกับเป้าหมายจำนวนที่นั่ง สส.กทม. น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่นอนได้ในขณะนี้ แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจน และจะทำงานกันเป็นทีมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น

เมื่อถามว่าพื้นที่ กทม. จะแพ้ไม่ได้ใช่หรือไม่ น.ส.ศุภมาส ตอบว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คิดถึงเรื่องแพ้ แต่จะทำทุกวิถีทางให้ดีที่สุด เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน และพร้อมที่จะนำเสนอมืออาชีพเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ

สำหรับความเป็นไปได้ที่จะเห็น นายเอกนิติ และนางศุภจี มาช่วยหาเสียงในพื้นที่ กทม. นางสาวศุภมาศ ยืนยันว่าทั้งสองท่านจะมาช่วยหาเสียงอย่างแน่นอน เพราะเป็นผู้ช่วยหาเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมาย

  • คนละครึ่งพลัส: นโยบายสานต่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
  • ความมั่นคง: ปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
  • ทีมผู้สมัคร สส.กทม. ที่มีความหลากหลายและประสบการณ์

พรรคภูมิใจไทยมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่พร้อมจะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ดังนั้น อย่าลืมติดตามข่าวสารและนโยบายของพรรคภูมิใจไทย เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “ศุภมาส-เอกนัฏ” นำทีมผู้สมัคร สส.กทม. พรรคภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส-ความมั่นคง”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ 19 ทหารกรณีพิเศษ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ทหารที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งในเวลาเหตุฉุกเฉินและในเวลาปกติ สร้างความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติแก่ครอบครัวผู้เสียสละ

พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการพระราชทานยศให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำนวน 19 นาย ดังนี้

รายชื่อทหารที่ได้รับพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ

กองบัญชาการกองทัพไทย

  • นาวาเอกไอศูรย์ วิวัฒน์เจน เป็น พลเรือตรี (ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2567)

กองทัพบก

  • ร้อยเอกจุลพงษ์ ทัพมีชัย เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2567)

กองทัพเรือ

  • นาวาเอกธวัช เจริญสุขสวัสดิ์ เป็น พลเรือตรี (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  • เรือโทสัญชัย ผลจันทร์ เป็น นาวาตรี (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  • พันจ่าเอกสุภาพ คำปรีชา เป็น เรือโท (ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2565)

นอกจากนี้ ยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีอีกฉบับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการพระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบกที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน จำนวน 14 นาย ได้แก่

  • จ่าสิบเอกธวัชชัย บุสภา เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกอโณทัย ป้องแก้ว เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกอภิรมย์ ทรงพุฒิ เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกจิรายุ สิงห์อัน เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกนพพล บุญเลิศ เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกกฤษฎา น้อยโคตร เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกจิรายุส อินทุมาน เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกอัมรินทร์ ผาสุข เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • สิบโทศราวุฒิ นามสวัสดิ์ เป็น ร้อยเอก (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารวรัญชิต ยวงสุวรรณ เป็น ร้อยตรี (ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารญาณพัฒน์ โคตรสาขา เป็น ร้อยตรี (ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารสิรวิชญ์ ภิญโญสุข (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)

การพระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ในครั้งนี้ ถือเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและแสดงความขอบคุณต่อความเสียสละของทหารกล้าที่ได้อุทิศตนเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ถือเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

การเสียสละของทหารทั้ง 19 นาย เป็นสิ่งที่ควรจดจำและยกย่องอย่างยิ่ง พวกเขาได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน เราควรระลึกถึงคุณงามความดีของพวกเขาและนำมาเป็นแบบอย่างในการทำความดีเพื่อสังคมต่อไป

ที่มา – พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเวลาเหตุฉุกเฉิน

ทบ. แจงปมทหารหญิงร้องปวีณาฯ คาดมี ร.อ. เอี่ยว

ทบ. แจงปมทหารหญิงร้องมูลนิธิปวีณาฯ คาดมีทหารยศ ร.อ. และอดีตทหารยศพลโทเอี่ยว

กองทัพบก (ทบ.) ได้ออกมาชี้แจงกรณี ทบ. แจงปมทหารหญิงร้องมูลนิธิปวีณาฯ คาดมีทหารยศ ร.อ. และอดีตทหารยศพลโทเอี่ยว ซึ่งเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากสังคม โดยระบุว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว และคาดว่ามีผู้เกี่ยวข้องเป็นอดีตทหารยศพลโทและทหารยศร้อยเอก

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีนายทหารหญิงยศร้อยโท อายุ 29 ปี สังกัดกองทัพบก ร้องเรียนต่อมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ว่าถูกคุกคามและกระทำความรุนแรงจากอดีตนายทหารยศสูงที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว

รายละเอียดการชี้แจงกรณี ทบ. แจงปมทหารหญิงร้องมูลนิธิปวีณาฯ

ตามข้อมูลที่ได้มีการเผยแพร่ออกมา ทบ. แจงปมทหารหญิงร้องมูลนิธิปวีณาฯ คาดมีทหารยศ ร.อ. และอดีตทหารยศพลโทเอี่ยว โดยมีผู้ถูกกล่าวหา 2 นาย ได้แก่ อดีตนายทหารยศพลโท (เกษียณอายุราชการแล้ว) และนายทหารยศร้อยเอก สังกัดเดียวกับร้อยโทหญิงผู้เสียหาย ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

กองทัพบกยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุดต่อร้อยโทหญิงผู้เสียหาย เนื่องจากมีผู้ถูกกล่าวหาที่ยังรับราชการอยู่ ซึ่งจะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางวินัยทหารด้วย กองทัพบกให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่กำลังพลที่ได้รับความเสียหาย และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

เหตุการณ์ ทบ. แจงปมทหารหญิงร้องมูลนิธิปวีณาฯ คาดมีทหารยศ ร.อ. และอดีตทหารยศพลโทเอี่ยว ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายอย่างโปร่งใส แม้ว่าจะมีผู้เกี่ยวข้องเป็นบุคคลในแวดวงราชการก็ตาม การให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของกำลังพลทุกระดับ และการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเที่ยงตรง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับสังคมโดยรวม

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

ที่มา – ทบ. แจงปมทหารหญิงร้องมูลนิธิปวีณาฯ คาดมีทหารยศ ร.อ. และอดีตทหารยศพลโทเอี่ยว

“บิ๊กเล็ก” ประชุม GBC ถ้าหยุดยิง 72 ชม. เดินหน้าต่อ

“อนุทิน” ประชุม สมช. ลั่น ถ้าหยุดยิงครบ 72 ชั่วโมง เดินหน้าปฏิญญาต่อ ลงนามครั้งนี้ต้องหยุดยิงทันที “เลขาฯ สมช.” จ่อชง ครม. ขอเพิ่มงบเยียวยาชายแดนรอบ 2 ย้ำไทยไม่ยอมเสียพื้นที่สถาปนาธิปไตยแล้ว

เมื่อเวลา 15.10 น. วันที่ 26 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จากนั้นเวลา 17.15 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลัง ว่า วันนี้นอกจากประชุม สมช. แล้ว ยังเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน โดยที่ประชุมมีมติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์) ไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ จ.จันทบุรี ซึ่งจะยังคงอยู่ในกรอบของปฏิญญาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ใน 4 ข้อหลัก ถ้า รมว.กลาโหม ตกลงกันที่ทำให้ยอมรับกันได้

ส่วนที่จะลงนาม ซึ่งจะเรียกอะไรไม่สำคัญ แต่ความสำคัญคือต้องไม่รุกรานยั่วยุและลดความเป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่ง พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ในฐานะเลขานุการ GBC หารือมา 2 วันแล้ว และได้รายงานให้ทราบถึงแนวโน้มที่ดี ถ้าเป็นไปอย่างที่ท่านว่าก็น่าจะหาข้อยุติที่ดี ที่ทำให้ประเทศไทยยังดำรงอธิปไตยและสถาปนาบูรณภาพแห่งดินแดนตามจุดที่เป็นเป้าหมายที่กองทัพกำหนดไว้ได้

เมื่อถามว่าข้อตกลงหยุดยิง 72 ชั่วโมงเรารับได้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เรื่องนี้เป็นข้อกำหนดที่ประเทศไทยขอให้เขายอมรับ และถ้าทำได้เราก็จะพิจารณาปล่อยทหารที่เราควบคุมไว้ ผู้สื่อข่าวถามต่อ มีคนตั้งคำถามว่าไว้ใจกัมพูชาได้มากแค่ไหน นายอนุทิน กล่าวว่า เรามีความพร้อม ถ้าจะไปบอกคุณต้องรักษาสัญญา เราทำมากี่รอบแล้ว แต่ในวันนี้เราต้องถามว่าประเทศไทยได้สิ่งที่ตัวเองต้องการในเบื้องต้นแล้วหรือยัง ซึ่งกองทัพได้รายงานว่าบรรลุเป้าหมายการประกาศบูรณภาพแห่งดินแดนแล้ว เมื่อเราควบคุมดินแดนต่างๆ ได้ก็สามารถคุยกับเขาได้ และสิ่งที่ร่างมาครั้งนี้ตนได้สอบถามว่ากัมพูชาเห็นและยอมรับแล้วใช่หรือไม่ ก็ได้รับรายงานว่านี่คือของล่าสุดที่เพิ่งออกมาเห็นตรงกันแล้วก็นับจากวันนี้

ส่วนคำถามว่า นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โอเคในร่างที่จะลงนามนี้แล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า อันนี้ถือเป็นการพูดคุยในระดับตัวแทนรัฐบาล ไม่ทราบว่ากัมพูชาได้รับความเห็นชอบนี้จากไหน แต่ถ้ามีการลงนามโดยตัวแทนรัฐบาลในวันที่ 27 ธันวาคม ไว้ใจไทยได้แน่นอนว่ารักษาข้อตกลงเสมอ และขอให้การลงนามครั้งนี้เป็นการลงนามครั้งสุดท้าย จะได้เกิดสันติภาพในพื้นที่ ประชาชนจะได้กลับบ้าน

คำถามต่อมาว่า ระหว่าง 72 ชั่วโมงที่หยุดยิง หากมีทหารไทยเหยียบกับระเบิดอีก นายอนุทิน กล่าวว่า กองทัพต้องรักษาอธิปไตย เรื่องการเจรจาก็ต้องเจรจา หากการเจรจามีข้อตกลงมันก็มีไทม์ไลน์ของมันอยู่ ที่ผ่านมาเมื่อลงนามแล้วหยุดยิงหลังจากนั้น 6 ชั่วโมง ตนไม่ยอม ครั้งนี้หากลงนามแล้วก็ต้องหยุดยิง ณ เวลานั้นต่างคนต่างฝ่ายต้องหันไปสั่งการว่าให้ดำเนินการตามนั้น เราก็ต้องเริ่มจากจุดนี้ก่อน ในคำถามว่าเราเชื่อใจกัมพูชาได้หรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

ได้มีการพูดคุยกับนายฮุน มาเนต บ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ตั้งแต่มีเหตุระลอกล่าสุดยังไม่ได้คุย เพราะผมไม่ยอมคุยแล้วเนื่องจากคุยแล้วไม่เห็นอย่างที่พูด ผมคุยล่าสุดตอนที่เราเซ็นปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ วันที่ 26 ตุลาคม ก็พยายามพูดคุยกันว่าจะไปทำให้ทุกอย่างให้เป็นไปตามปฏิญญา แต่พอมันเกิดเบรกขึ้นมาเราก็ต้องมาว่ากันใหม่ ตัวผมไม่ได้คุย แต่มีคณะกรรมการ GBC และเจบีซีพูดคุยอยู่”

เมื่อถามย้ำว่าระยะเวลา 72 ชั่วโมง หากมีการยิงมาจากกัมพูชา เราตอบโต้ได้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า แน่นอนเราใช้กฎแห่งการปะทะ เป็นกติกาที่เราต้องดำเนินการ ฉะนั้นมันยังมีกลไกที่ยังทำให้เราสามารถรักษาอธิปไตยและปกป้องดินแดนของเราได้อย่างเต็มที่ ประชาชนไม่ต้องกังวล

“บิ๊กเล็ก” ประชุม GBC ถ้าหยุดยิง 72 ชม. เดินหน้าต่อ

ทางด้าน นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. แถลงภายหลังการประชุม สมช. ครั้งที่ 18/2568 ว่า วันนี้ที่ประชุมมีการทบทวนหลักเกณฑ์เยียวยาให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้จ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชน ตำรวจ และทหาร ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวดเร็วขึ้น โดยจะมีกระบวนการที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังได้มีการเสนอให้มีการเพิ่มกรอบวงเงินในการสนับสนุนเงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ จำนวนเงิน 577,300,000 บาท ซึ่งเป็นการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาในรอบที่ 2 โดยจะเสนอ ครม. เห็นชอบในสัปดาห์หน้า วันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2568 นี้

ย้ำไทยเดินหน้ามาไกล ไม่ยอมเสียพื้นที่สถาปนาธิปไตยแล้ว และถ้ากัมพูชาหยุดยิง 72 ชม. เดินหน้าต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ก่อนประชุม สมช. ช่วงหนึ่งกล่าวถึงกรณีที่ผู้แทนกัมพูชาเสนอในที่ประชุม GBC ให้ทั้งสองประเทศกลับไปเริ่มต้นจากจุดเดิมก่อนเกิดสถานการณ์ตึงเครียด ว่า ฝ่ายไทยไม่สามารถยอมรับข้อเสนอดังกล่าวได้ เนื่องจากประเทศไทยได้ดำเนินการสถาปนาอธิปไตยในพื้นที่ที่มั่นใจว่าเป็นของไทยแล้ว การประชุม GBC ยังคงเดินหน้าตามกลไกปกติ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีการสื่อสารผ่านช่องทางอื่น ยืนยันว่าหากนายกรัฐมนตรีกัมพูชามีความประสงค์จะพูดคุยโดยตรงก็สามารถติดต่อกันได้ เพราะทั้งสองฝ่ายมีช่องทางสื่อสารที่เปิดกว้าง และสามารถหาทางยุติปัญหาได้ไม่ยาก หากยึดหลักตามข้อตกลงและปฏิญญาที่มีอยู่ร่วมกัน

“หลักการมันชัดเจนอยู่แล้ว ในปฏิญญาที่ทำไว้ที่กัวลาลัมเปอร์มีข้อกำหนดไว้ 4 ข้อ ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตาม ปัญหาก็จบ โดยเฉพาะเรื่องการเก็บกู้วัตถุระเบิด หากพบต้องเก็บทันที ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใด ซึ่งนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยปฏิบัติมาโดยตลอด”

นายอนุทิน เปิดเผยอีกว่า จากการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน พบว่าวัตถุระเบิดจำนวนมากเป็นของใหม่ และมีหลักฐานชัดเจน โดยผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนมีหนังสือยืนยันว่ามีการนำวัตถุระเบิดเข้ามาวางเพิ่มเติม พร้อมระบุว่าได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง เห็นของจริง จับและตรวจสอบแล้ว จึงมั่นใจในข้อเท็จจริงดังกล่าว

“ผมเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ไม่พูดโดยไม่มีหลักฐาน เรื่องนี้ไม่ใช่การต่อรองทางธุรกิจ แต่เป็นเรื่องอธิปไตยของแผ่นดิน ต้องยึดข้อเท็จจริงและหลักฐานจริง”

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังย้ำด้วยว่า หากมองเป็นคู่กรณีกัน ก็ต้องคุยกันตามกลไกที่ถูกต้อง โดย สมช. มีมติชัดเจนว่าปัญหานี้เป็นเรื่องระดับทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้น สำหรับข้อเสนอให้กลับไปเริ่มจากจุดเดิม โดยฝ่ายกัมพูชาที่เสนอในที่ประชุม GBC นายอนุทิน ตอบว่า ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าสถาปนาอธิปไตยในพื้นที่ที่มั่นใจว่าเป็นของไทยแล้ว การดำเนินการใดๆ ต้องเริ่มต้นจากจุดนี้ ไม่ใช่ถอยกลับไปจากจุดที่ได้ยืนยันอธิปไตยไปแล้ว “เราเดินหน้ามาไกลแล้ว จะให้ถอยกลับไปอีก มันเป็นไปไม่ได้”

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝั่งอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติตามข้อตกลงและหลักการที่ได้ตกลงกันไว้ เพื่อความมั่นคงและอนาคตที่ดีของทั้งสองประเทศ หากการหยุดยิง 72 ชั่วโมงเป็นผลสำเร็จ การเดินหน้าตามปฏิญญาก็จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ที่มา – ส่ง “บิ๊กเล็ก” ประชุม GBC นายกฯ ลั่นถ้ากัมพูชาหยุดยิงครบ 72 ชม. เดินหน้าปฏิญญาต่อ

นายกฯ รอฟังผล GBC ก่อนประชุม สมช. อะไรเป็นของเรา?

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา ท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ติดตามความคืบหน้าของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งมี พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานเลขานุการ GBC ฝ่ายไทย กำลังเจรจาอยู่ โดยจะนำเรื่องเข้าที่ประชุม สมช. หากทุกอย่างเรียบร้อย เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถไปร่วมลงนามได้

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนายกฯ อนุทิน ยืนยันว่าไม่มีอะไรที่เสียหาย และไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงดังกล่าว แต่ถูกยิงเข้ามาตลอด ดังนั้นการถอนกำลังจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยขอสงวนสิทธิ์ในการดูว่า กัมพูชาถอนไปก่อน ไทยจึงจะถอนตาม

นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่ยึดได้หรือไม่ หากยึดตามข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ นายกฯ อนุทิน ตอบอย่างหนักแน่นว่าไม่มีการเขียนไว้เช่นนั้น พร้อมยืนยันว่าไทยไม่ได้ยึด แต่เป็นการสถาปนาความมั่นคงและอธิปไตย สถาปนาบูรณภาพแห่งแผ่นดินบนพื้นที่ของไทยเอง

อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา: จุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาล

นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่กัมพูชายังมีการเข้ามาวางทุ่นระเบิดบริเวณปราสาทตาควาย ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้ว และอยู่ในข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ที่จะต้องมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมย้ำว่า เราไม่ต้องการเสียพื้นที่แม้แต่นิ้วเดียว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ

ความชัดเจนในท่าทีของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทยว่า รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนที่ควรเป็นของไทยอย่างเต็มที่ การ รอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. จึงเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม การแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวและชัดเจนของรัฐบาลไทย ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติ นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา คือคำประกาศิตที่สะท้อนถึงความแน่วแน่ในการปกป้องแผ่นดินไทย

การเจรจา GBC จะนำไปสู่ทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายหรือไม่? และผลการประชุม สมช. จะออกมาในทิศทางใด? คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา

ประธาน กกต. ลั่น! จัดการเลือกตั้ง สส. และประชามติ

ประธาน กกต. ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ

“ณรงค์” ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ ด้าน กกต. ออกประกาศแนวทางจัดเลือกตั้งใน 7 จังหวัดสู้รบ อำนวยความสะดวกคนในศูนย์อพยพขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชุมคณะกรรมการอำนวยการประจำศูนย์อำนวยการและประสานงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติ โดยมี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุม และมีผู้แทนจากหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ

นายณรงค์ กล่าวว่า การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติครั้งนี้ เป็นภารกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกเสียงประชามติวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ประเทศไทย กกต. และพนักงาน กกต. ไม่สามารถจัดทำประชามติและเลือกตั้งออกมาให้สมบูรณ์แบบได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ตนมั่นใจว่าด้วยความทุ่มเทการทำงานและการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งของทุกคน จะทำให้การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ความเสียสละและความตั้งใจ ทุ่มเท ร่วมกันของทุกคน และถือเป็นความสำเร็จของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ขอให้พลังความร่วมมือครั้งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยมั่นคงและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนสืบไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกประกาศเรื่อง แนวทางดำเนินการการจัดการเลือกตั้ง สส. ในเขตเลือกตั้งที่มีสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีสาระสำคัญกำหนดให้ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งในจังหวัดจันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระแก้ว สุรินทร์ และอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ดังนี้

  1. การปิดประกาศ หรือระเบียบตามที่กฎหมายกำหนดเมื่อได้ปิดประกาศ ณ ที่เลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่ที่ประชาชนสะดวกในการตรวจสอบแล้ว ให้ดำเนินการประกาศในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใดที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก หากไม่สามารถปิดประกาศ ณ ที่เลือกตั้งหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่ที่ประชาชนสะดวกในการตรวจสอบได้ ให้ถือว่าการประกาศในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใด เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
  2. กรณีจัดส่งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในทะเบียนบ้านพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ไปยังเจ้าบ้านในเบื้องต้น ให้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด หากไม่สามารถจัดส่งได้ ให้รายงานให้ กกต. ทราบและให้เก็บรักษาเอกสารดังกล่าวไว้ในที่ปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะสิ้นสุดลง แล้วจึงจัดส่งเอกสารดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
  3. จัดให้มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในศูนย์อพยพลงทะเบียน ขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง ภายในระยะเวลาตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กำหนดวัน และเวลายื่นคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง โดยขอความร่วมมือให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้งที่มีความปลอดภัยและอยู่ใกล้เคียงกับเขตเลือกตั้งที่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบ และในวันออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งให้ประสานหน่วยงานของรัฐ จัดพาหนะรับส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้งดังกล่าวด้วย
  4. การจัดหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งที่อยู่ในเขตเลือกตั้ง หากยังมีสถานการณ์ความไม่สงบ ให้ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง พิจารณาเปลี่ยนแปลงเขตของหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้ง ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งสามารถเดินทางได้สะดวกและปลอดภัย โดยหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งดังกล่าวต้องอยู่ในเขตเลือกตั้ง ตามมาตรา 30 วรรคสาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  5. ภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง ให้ประสานนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น จัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือผู้มีสิทธิเลือกตั้งในศูนย์อพยพที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งลงทะเบียนแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย.

กกต. มุ่งมั่น การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ให้โปร่งใส

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กกต. ได้ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความไม่สงบ การดำเนินการต่างๆ จึงมุ่งเน้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย

การเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและก้าวหน้า

ดังนั้น การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนทุกคนจะได้ร่วมกันแสดงพลังและกำหนดอนาคตของประเทศไปด้วยกัน

การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายและความมุ่งมั่นตั้งใจของ กกต. ในการที่จะทำให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ประธาน กกต. ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ

“ประเสริฐ” มั่นใจ เลือกตั้ง 69 เพื่อไทย กวาดโคราช

“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เชื่อมั่นเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้พื้นที่นครราชสีมาทั้งหมด 16 เขต โวผู้สมัครมีศักยภาพ

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่ทุกคนรอคอย และพรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มเดินหน้าหาเสียงกันอย่างเข้มข้น ล่าสุด นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่าในการ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราช ยกจังหวัดอย่างแน่นอน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ธ.ค. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ดูพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งส่วนตัวคิดว่าครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้แน่นอน เพราะการที่มีพรรคชาติพัฒนาได้เข้ามารวมกับพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคเพื่อไทยมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น ก็จะทำให้ในพื้นที่โคราชมีความเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้นเช่นกัน และทำให้ผู้สนับสนุน ซึ่งเดิมอยู่คนละกลุ่มกัน มารวมพลังกัน ก็มั่นใจว่าจะทำให้ยกทั้งจังหวัดได้ ทั้งนี้ ในนครราชสีมามีทั้งหมด 16 คน พรรคเพื่อไทยมี สส.12 คน ซึ่งพรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนที่ผ่านมาได้ไป 3 ที่นั่ง ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้ 1 ที่นั่ง ดังนั้น ครั้งนี้เชื่อว่าจะสามารถเจาะฐานเสียงอีก 4 ที่นั่งได้

“ประเสริฐ” มั่นใจ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราชยกจังหวัด

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้เฟ้นหาผู้สมัคร ที่มีศักยภาพและมั่นใจว่าจะทำให้พื้นที่โคราชมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้คะแนนเสียงของพรรคมีพลังและเข้มแข็ง โดยจะทำให้พื้นที่โคราชมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

การที่นายประเสริฐออกมาแสดงความมั่นใจเช่นนี้ สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าจะสามารถกวาดที่นั่งในจังหวัดนครราชสีมาได้ทั้งหมด นอกเหนือจากการรวมตัวกับพรรคชาติพัฒนาแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหรือไม่

ปัจจัยที่ทำให้พรรคเพื่อไทยมั่นใจในการเลือกตั้ง 69 กวาดโคราช

  • ศักยภาพของผู้สมัคร: นายประเสริฐกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เฟ้นหาผู้สมัครที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่ยอมรับของคนในพื้นที่
  • การรวมตัวกับพรรคชาติพัฒนา: การรวมตัวกับพรรคชาติพัฒนาทำให้พรรคเพื่อไทยมีความเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถดึงดูดผู้สนับสนุนจากทั้งสองพรรค
  • นโยบายที่โดนใจประชาชน: พรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ

อย่างไรก็ตาม การ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราช จะเป็นจริงหรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป การเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออกถึงเจตจำนงของตนเอง ดังนั้น ผลการเลือกตั้งจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนทุกคน

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถกวาดที่นั่งในจังหวัดนครราชสีมาได้ทั้งหมด ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ พรรคการเมืองอื่นๆ จะมีกลยุทธ์อย่างไรในการแข่งขันกับพรรคเพื่อไทย และประชาชนจะตัดสินใจเลือกใคร

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ขอเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมกันออกมาใช้สิทธิใช้เสียงของท่าน เพื่อเลือกผู้แทนที่ท่านไว้วางใจไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร และร่วมกันสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป อย่าลืมติดตามข่าวสารการ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราช อย่างใกล้ชิดนะครับ

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า ประชาชนชาวโคราชจะให้ความไว้วางใจพรรคเพื่อไทยมากน้อยแค่ไหน และพรรคเพื่อไทยจะสามารถทำตามที่ประกาศไว้ได้หรือไม่ มาร่วมติดตามและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปด้วยกัน

ที่มา – “ประเสริฐ” มั่นใจ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราชยกจังหวัด

ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569: ยอดทะลุ 4 แสน!

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้ง! ใครที่มีธุระสำคัญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อย่าลืมใช้สิทธิลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 กันนะครับ ตอนนี้ยอดผู้ลงทะเบียนพุ่งสูงถึง 4 แสนรายในเวลาเพียง 4 วันเท่านั้น! มาอัปเดตข่าวสารและวิธีการลงทะเบียนกัน

ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569: ยอด 4 วัน พุ่ง 4 แสนราย!

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาสรุปตัวเลขผู้ที่ได้ทำการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 ทั้งในเขต นอกเขต และนอกราชอาณาจักร ในช่วง 4 วันแรกของการเปิดลงทะเบียน (20-23 ธันวาคม 2568) พบว่ามีผู้ลงทะเบียนแล้วถึง 403,182 คน! แบ่งเป็น:

  • ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง: 565 คน
  • ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง: 369,463 คน
  • ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร: 33,154 คน

ทำไมต้องลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569?

สำหรับใครที่มีเหตุจำเป็น ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 เป็นทางออกที่ดีที่สุด! ไม่ว่าคุณจะมีธุระสำคัญ เดินทาง หรือทำงานนอกพื้นที่ ก็ยังสามารถใช้สิทธิของตัวเองได้

ขั้นตอนการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569

การลงทะเบียนนั้นง่ายมาก เพียงแค่เข้าไปที่เว็บไซต์ของ กกต. หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote แล้วกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนยืนยันด้วยนะครับ

ช่องทางการลงทะเบียน:

  • เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
  • แอปพลิเคชัน Smart Vote

เอกสารที่ต้องเตรียม:

  • บัตรประชาชน
  • ข้อมูลที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน

อย่าลืม! หมดเขต 5 มกราคม 2569

สิ่งสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ การเปิดให้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 จะสิ้นสุดในวันที่ 5 มกราคม 2569 เท่านั้น! ใครที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน รีบดำเนินการด่วนเลยนะครับ อย่าปล่อยให้เสียสิทธิอันสำคัญนี้ไป

หลังจากปิดรับลงทะเบียน กกต. จะทำการสรุปรายชื่อผู้ลงทะเบียนทั้งหมด และนำไปจัดทำเป็นทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อนำไปติดประกาศ ณ สถานที่เลือกตั้งกลางต่อไป ดังนั้น อย่าลืมไปตรวจสอบรายชื่อของตัวเองด้วยนะครับ

การเลือกตั้งเป็นสิทธิและหน้าที่ของทุกคน อย่าลืมออกมาใช้สิทธิของท่านเพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศนะครับ

ที่มา – ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 ยอด 4 วัน พุ่ง 4 แสนราย ย้ำหมดเขต 5 ม.ค. 69

นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ซบเพื่อไทย หวังปักธงใต้!

“นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” บ้านใหญ่พัทลุง ซบพรรคเพื่อไทย หวังปักธงภาคใต้ให้สีแดง

“จุลพันธ์-สุริยะ” แถลงเปิดตัว “นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” บ้านใหญ่พัทลุง สวมเสื้อเพื่อไทย เสริมความแข็งแกร่ง หวังปักธงเป็นหัวเรือภาคใต้ โว นโยบายชัด หวังหาสิ่งดีๆ ให้คนพัทลุง

เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 24 ธ.ค. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ เปิดตัวนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร อดีต สส.พัทลุง เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ มาเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.พัทลุง เขต 2 ในนามพรรคเพื่อไทย

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นายนิติศักดิ์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรุ่นล่าสุดในการเลือกตั้งปี 66 วันนี้ถือเป็นข่าวดีเราได้เสริมความแข็งแกร่งของผู้มีอุดมการณ์ ยืนยันได้ว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถปักธงในพื้นที่ภาคใต้ได้แน่นอน ขอเรียนว่านายนิติศักดิ์มีแนวคิด อุดมการณ์ทำงานร่วมกันในสภาฯ ได้พูดคุยกันมาอย่างยาวนาน มีแนวคิดที่ตรงกัน มีจิตใจที่จะทำเพื่อประชาชน วันนี้เมื่อมีการเปิดโอกาสคัดสรรผู้สมัคร นายนิติศักดิ์ก็ได้ประสานงานเข้ามากระทั่งผ่านการคัดเลือก ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยยินดีเป็นอย่างยิ่งโดยนายนิติศักดิ์จะลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยในจ.พัทลุง เขต 2 และจะไปสมัครในวันเปิดรับสมัครวันแรกคือวันที่ 27 ธ.ค.นี้แน่นอน

“ท่านถือเป็นนักการเมืองหนุ่มไฟแรง เห็นฝีไม้ลายมือกันมาแล้วในสภาฯ การทำงานที่เข้มแข็งในกรรมาธิการฯ ที่ติดตามงานอย่างไม่ลดละ ผมได้เห็นการทำงานของท่านแล้วรู้สึกดีใจที่ได้คนหนุ่มที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมกัน ยืนยันว่าภาคใต้ของพรรคเพื่อไทยเราจะต้องมี สส. โดยคุณนิติศักดิ์จะเป็นหัวเรือในการทำงานเพื่อยืนยันว่าเราจะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคใต้ และเราจะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้ เราจะนำความเจริญ การพัฒนามาให้พี่น้องประชาชนทุกคนอย่างแน่นอน” นายจุลพันธ์ กล่าว

ด้านนายก่อแก้ว กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอบคุณนายนิติศักดิ์และครอบครัว โดยเฉพาะนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง พวกตนรู้จักท่านและชื่นชมท่านมายาวนานในความตั้งใจทำงานของท่านในการพัฒนาพัทลุง ตระกูลธรรมเพชรเป็นตระกูลที่ชาวพัทลุงเคารพนับถือ เป็นตระกูลการเมือง วันนี้เป็นความโชคดีของพรรคเพื่อไทยที่นายนิติศักดิ์สนใจมาทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะสนับสนุนในการขับเคลื่อนพัฒนาพัทลุงในวันข้างหน้า วันนี้ทางคุณพ่อ (นายวิสุทธิ์) ได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับพวกตนในฐานะที่รู้จักกันมาอย่างยาวนาน และเรียนกับพวกตนว่าท่านสนใจให้ลูกชายมาลงสมัครพรรคเพื่อไทยเพราะชื่นชมในนโยบายและผลงานของพรรคเพื่อไทยที่มีมาอย่างยาวนาน และเชื่อว่าเราทั้งสองฝ่ายจะช่วยกันขับเคลื่อนผลักดันสิ่งดีๆ ให้เกิดประโยชน์กับพัทลุงได้ ซึ่งพวกตนขอขอบพระคุณท่านและครอบครัวธรรมเพชรอีกครั้งที่จะทำงานร่วมกันในวันข้างหน้า

ด้านนายนิติศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ตนอยู่ในพื้นที่และจะมีการเลือกตั้งในครั้งถัดไป ตนมองว่าวันนี้ตนอยากหาสิ่งดีๆ ให้กับพ่อแม่พี่น้องพัทลุงเขต 2 คือการพัฒนาพื้นที่ ที่ผ่านมาเราได้เคยร่วมรัฐบาลกันมาตั้งแต่นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เราได้ร่วมงานกับทางพรรคเพื่อไทยซึ่งตนมองว่าทางพรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่ชัดเจน แล้ววันนี้ตนอยากเป็นตัวแทนคนใต้ที่จะพาพรรคเพื่อไทยไปยังภาคใต้ เพราะตนรักและอยากจะสะท้อนปัญหาของคนใต้มายังพรรคเพื่อไทย ซึ่งถ้าตนไม่ได้มาอยู่จุดนี้เราอาจจะเป็นแค่พรรคร่วม ตนจะสะท้อนปัญหาของพี่น้องคนใต้ได้น้อย แต่วันนี้เมื่อตนมาอยู่จุดนี้ตนมั่นใจว่าตนจะเอาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องคนใต้ทั้งหมด สะท้อนมาถึงพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน และจะได้รู้ถึงวิถีชีวิตของคนใต้ว่าวันนี้คนใต้มีกระบวนการในการดำเนินชีวิตอย่างไร การเลือกตั้งและนโยบายที่จะดูแลคนใต้มีอะไรบ้าง ซึ่งอยากจะเสนอนายจุลพันธ์ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ทำไมนิติศักดิ์ ธรรมเพชร จึงเลือกพรรคเพื่อไทย?

การตัดสินใจของ นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ในการเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองพอสมควร หลายคนตั้งคำถามว่าอะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้อดีต สส. พัทลุง ตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ นอกจากความชื่นชมในนโยบายของพรรคแล้ว การได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันและแก้ไขปัญหาของพี่น้องชาวใต้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ

การเข้ามาของ นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ถือเป็นการเสริมทัพที่แข็งแกร่งให้กับพรรคเพื่อไทยในการขยายฐานเสียงในภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถเจาะเข้าไปได้อย่างเต็มที่ การมีบุคคลที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักในพื้นที่อย่างนายนิติศักดิ์ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคะแนนเสียงจากชาวใต้ได้มากยิ่งขึ้น

นโยบายที่ชัดเจนของพรรคเพื่อไทยเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้นายนิติศักดิ์เข้าร่วมงาน การมีนโยบายที่ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้จริง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า

มองไปข้างหน้า การจับมือกันระหว่าง นิติศักดิ์ ธรรมเพชร และพรรคเพื่อไทย จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ภาคใต้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” บ้านใหญ่พัทลุง ซบพรรคเพื่อไทย หวังปักธงภาคใต้ให้สีแดง

Scroll to top