ข่าววันนี้

กองทัพภาคที่ 1 ยัน! รื้อแนวรั้วลวดหนาม ไม่จริง

กองทัพภาคที่ 1 ยันการหารือ “รื้อแนวรั้วลวดหนาม” ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงประชุม RBC

กองทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้เแจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็น “การรื้อแนวรั้วลวดหนาม” และสิ่งกีดขวางตามแนวชายแดน โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงของการประชุม RBC สมัยวิสามัญที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2567 (อ้างอิงตามข้อมูลเดิม) ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 1 ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว สืบเนื่องจากมีการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลการประชุม RBC สมัยวิสามัญที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนสิ่งกีดขวาง

ทางกองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ข้อความที่มีการกล่าวถึงเรื่องการรื้อแนวรั้วลวดหนามนั้น เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นจากฝ่ายเดียว และไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในเอกสารข้อตกลงอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการฯ และคณะเลขานุการฯ ของทั้งสองฝ่าย แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำกล่าวของ รอง ผบ.ทบ./ผบ.ภท.5/ประธานร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ฝ่ายกัมพูชา

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหารือเรื่อง “รื้อแนวรั้วลวดหนาม”

ในการกล่าวเปิดประชุม ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ เรื่องของการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้ MOU ปี 2543 ซึ่งควรที่จะให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศ คือ กัมพูชาและไทย ได้มีการหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ในช่วงของการกล่าวปิดการประชุม ก็มีการพูดถึงประเด็น “การรื้อแนวรั้วลวดหนาม” ยางรถยนต์ และสิ่งกีดขวางอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนในบริเวณชายแดน เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม พลโท แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ฝ่ายไทย ได้ตอบกลับในประเด็นดังกล่าวในช่วงปิดการประชุม โดยสรุปว่า ข้อหารือต่างๆ ที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในเอกสารข้อตกลงของคณะกรรมการ และคณะเลขานุการฯ ของทั้งสองฝ่ายนั้น จะถูกนำไปพิจารณาในการประชุมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อที่จะนำไปสู่การดำเนินการในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ในลำดับต่อไป

ดังนั้น กองทัพภาคที่ 1 จึงขอยืนยันว่า การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “การรื้อแนวรั้วลวดหนาม” และสิ่งกีดขวางตามแนวชายแดน จะต้องเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง และผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย

การชี้แจงครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคมได้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และคลายความสงสัยของประชาชนได้

การแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความมั่นคงและเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ยันการหารือ “รื้อแนวรั้วลวดหนาม” ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงประชุม RBC

หนุ่มฟินแลนด์ คว้าแชมป์กีตาร์ลมโลกปี 2025 สุดมันส์!

การแข่งขันชิงแชมป์กีตาร์ลมโลกครั้งที่ 28 รอบชิงชนะเลิศเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา ผลปรากฎว่าแชมป์ตกเป็นของหนุ่มชาวฟินแลนด์ คว้ารางวัลเป็นกีตาร์ของจริงที่สร้างโดยช่างทำกีตาร์ชื่อดังชาวฟินแลนด์

หนุ่มฟินแลนด์ คว้าแชมป์กีตาร์ลมโลกปี 2025

การแข่งขัน Air Guitar World Championships หรือแชมป์กีตาร์ลมโลกครั้งที่ 28 รอบชิงชนะเลิศเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมาที่จัดขึ้นที่ลานกลางเมืองโออูลู ทางตะวันตกของฟินแลนด์ ท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟน ๆ และบรรยากาศคึกคัก ปีนี้ตำแหน่งแชมป์ตกเป็นของ อาโป เราติโอ ชาวฟินแลนด์ที่ใช้ชื่อในเวทีว่า “ดิ แองกัส” ซึ่งสามารถเอาชนะ ยูตะ ซูโดะ ตัวแทนจากญี่ปุ่นในรอบสุดท้ายได้สำเร็จ โดยผู้ชนะได้รับกีตาร์จริงเป็นรางวัล นั่นคือกีตาร์รุ่น “Flying Finn” ที่สร้างขึ้นโดยช่างทำกีตาร์ชื่อดังของฟินแลนด์ แมตติ เนวาเลนเน่น การที่หนุ่มฟินแลนด์ คว้าแชมป์กีตาร์ลมโลกปี 2025 ในครั้งนี้สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวฟินเเลนด์เป็นอย่างมาก

การแข่งขันครั้งนี้มีผู้เข้าแข่งขันจาก 13 ประเทศทั่วโลก ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนต้องแสดงโชว์กีตาร์ลม 2 เพลง ในเวลาเพลงละ 60 วินาที โดยการตัดสินอยู่ที่ความสร้างสรรค์ ความเร้าใจ และการแสดงออกทางศิลปะบนเวที คณะกรรมการ 5 คนจากวงการศิลปะการแสดงเป็นผู้ให้คะแนน โดยอนุญาตให้ใช้พร็อพหรือเครื่องแต่งกายประกอบการแสดงได้ แต่ห้ามใช้เครื่องดนตรีจริงหรือวงดนตรีประกอบ

การแข่งขันกีตาร์ลมโลกเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1996 และกลายเป็นงานประจำที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มารวมตัวกันที่เมืองโออูลูทุกปี องค์กรผู้จัดยังคงสืบสานอุดมการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ว่า “เมื่อทุกคนในโลกเล่นกีตาร์ลม สงครามจะยุติ ภาวะโลกร้อนจะหยุด และสิ่งเลวร้ายทั้งหลายจะหายไป” งานนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อความบันเทิง แต่ยังถูกมองว่าเป็นเทศกาลแห่งสันติภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังบวกที่ผู้เข้าร่วมส่งต่อไปสู่ผู้ชมทั่วโลกอีกด้วย

ทำไมหนุ่มฟินแลนด์ถึงคว้าแชมป์กีตาร์ลมโลกปี 2025?

หลายคนอาจสงสัยว่าอะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้หนุ่มฟินแลนด์ คว้าแชมป์กีตาร์ลมโลกปี 2025 ได้อย่างน่าประทับใจ นอกเหนือจากความสามารถเฉพาะตัวและความคิดสร้างสรรค์แล้ว การฝึกฝนอย่างหนักและความมุ่งมั่นในการนำเสนอโชว์ที่ดีที่สุดก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ การมีใจรักในเสียงเพลงและการแสดงออกอย่างเป็นอิสระก็เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผู้ชมและกรรมการประทับใจ

กีตาร์ลมอาจดูเหมือนเป็นการแสดงตลกขบขัน แต่เบื้องหลังนั้นเต็มไปด้วยความทุ่มเทและความตั้งใจของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน การที่พวกเขากล้าที่จะแสดงออกอย่างเต็มที่บนเวที สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งความสร้างสรรค์และความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การชื่นชมและสนับสนุน

สำหรับใครที่สนใจอยากลองเล่นกีตาร์ลมดูบ้าง ไม่จำเป็นต้องมีทักษะทางดนตรีมากมาย สิ่งสำคัญคือการปลดปล่อยจินตนาการและความกล้าที่จะแสดงออก ไม่แน่ว่าคุณอาจเป็นแชมป์กีตาร์ลมโลกคนต่อไปก็ได้!

การที่หนุ่มฟินเเลนด์คนนี้ได้รับรางวัลเเสดงให้เห็นว่าความตั้งใจจริงเเละความสามารถจะนำพาเราไปสู้จุดหมายที่ตั้งไว้ได้

ที่มา – หนุ่มฟินแลนด์ โชว์ลีลาสุดมันส์ คว้าแชมป์กีตาร์ลมโลกปี 2025

ส่อง TOYOTA โปรจัดหนักใน BIG MOTOR SALE 2025

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับงาน BIG MOTOR SALE 2025 มหกรรมยานยนต์กลางปีที่ทุกคนรอคอย! ปีนี้ Toyota จัดหนักจัดเต็ม ขนทัพรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ “โปรได้ใจ คุ้มไซส์ BIG” มาให้คุณเลือกสรรอย่างจุใจ พบกับรถตกแต่งพิเศษหลากหลายรุ่น และพลาดไม่ได้กับ NEW YARIS ATIV HEV 2025 ที่เพิ่งเปิดตัวสดๆ ร้อนๆ พร้อมให้ทดลองขับภายในงานอีกด้วย

ส่อง TOYOTA โปรจัดหนักใน BIG MOTOR SALE 2025

อย่ารอช้า! รีบมาจอง Toyota ภายในงาน ณ บูธ A03 ฮอลล์ EH 101-102 ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 22-31 สิงหาคม 2568 หรือที่ผู้แทนจำหน่าย Toyota ทั่วประเทศ

Toyota Motor Thailand ขนรถยนต์หลากหลายรุ่นมาจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็น:

  • Fortuner
  • Hilux REVO
  • Hilux Champ รุ่นแต่งพิเศษ
  • กลุ่มรถยนต์ไฮบริด NEW YARIS ATIV HEV 2025
  • CAMRY
  • NEW COROLLA ALTIS
  • YARIS CROSS
  • COROLLA CROSS
  • INNOVA ZENIX
  • ALPHARD

และพลาดไม่ได้กับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์หลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นตระกูล HILUX REVO, ตระกูล FORTUNER และ HILUX CHAMP รวมถึงรถยนต์ยอดนิยมอย่าง YARIS / YARIS ATIV / รุ่น SPECIAL EDITION YARIS ATIV NIGHTSHADE พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ!

ไฮไลท์เด็ด: NEW YARIS ATIV HEV 2025

ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ Toyota Motor Thailand กล่าวเปิดบูธโตโยต้าว่า “ปีนี้ เรานำเสนอรถยนต์หลากหลายรุ่น ข้อเสนอพิเศษ และบริการตลอดอายุการใช้งานแบบครบวงจร นำโดย YARIS ATIV HEV รุ่นใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ กับ 2 รุ่นย่อย คือ รุ่น HEV Premium เครื่องยนต์ไฮบริด ขนาด 1.5 ลิตร ประหยัดสูงสุด ด้วยอัตราการใช้เชื้อเพลิง 29.4 กม. ต่อลิตร มาตรฐานความปลอดภัยครบ รุ่น HEV GR Sport ปรับจูนช่วงล่างพิเศษ ให้ขับสนุก ตัวรถตกแต่งแนวสปอร์ต ทั้งภายในและภายนอก”

นอกจากนี้ยังมีรถยนต์ไฮบริดอีกหลายรุ่น เช่น CAMRY และ COROLLA ALTIS HEV GR SPORT SUV/ Yaris Cross และ Corolla Cross รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง INNOVA ZENIX และ MPV Alphard สามารถมั่นใจในรถยนต์ไฮบริดทุกรุ่นจาก Toyota ด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี

ราคาและข้อเสนอพิเศษ: (NEW YARIS ATIV HEV 2025)

  • รุ่น HEV Premium: ราคาปกติ 729,000 บาท ราคาพิเศษช่วงแนะนำ เพียง 719,000 บาท
  • รุ่น HEV GR Sport: ราคาปกติ 779,000 บาท ราคาพิเศษช่วงแนะนำ เพียง 769,000 บาท

(หมายเหตุ: ราคาพิเศษช่วงแนะนำตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568)

รับข้อเสนอ: ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.39% หรือ ฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD

CAMRY ราคาเริ่มต้น 1,475,000 บาท รับข้อเสนอ: ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.09% หรือ ฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD

COROLLA ALTIS ราคาเริ่มต้น 894,000 บาท รับข้อเสนอ: ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.15% และ ฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD

YARIS CROSS ราคาเริ่มต้น 789,000 บาท รับข้อเสนอ: ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.55% หรือผ่อนสบาย เริ่มต้นเพียง 6,565 บาท ต่อเดือน

COROLLA CROSS ราคาเริ่มต้น 999,000 บาท รับข้อเสนอ: ต่อที่ 1 : ดอกเบี้ยพิเศษ 0% หรือผ่อนสบาย เริ่มต้นเพียง 7,734 บาท ต่อเดือน ต่อที่ 2 : ฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD

INNOVA ZENIX ราคาเริ่มต้น 1,379,000 บาท รับข้อเสนอ: ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.79% หรือเลือกรับ ฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD

ALPHARD ราคาเริ่มต้น 4,269,000 บาท มีรถพร้อมจำหน่าย และส่งมอบ

สำหรับกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ นำทัพโดย Hilux Revo และ Fortuner หลากหลายรุ่นย่อย ตอบโจทย์ทุกความต้องการ เริ่มจาก Hilux Revo กระบะยอดนิยม กับสมรรถนะเหนือชั้นที่ผ่านบทพิสูจน์ รุ่นต่อมาคือ Hilux Revo Pre runner ที่โดดเด่นด้วยช่วงล่างซับแรงกระแทกดีเยี่ยม และยังมี Hilux Revo Z-edition ที่แต่งสนุก ถูกใจสายแต่งรถ สำหรับผู้ประกอบการต่างๆ ขอแนะนำ Hilux Champ รถยนต์สร้างธุรกิจเคลื่อนที่ได้ในฝัน พร้อมข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจขนส่งและกระจายสินค้า ซื้อ Hilux Champ รับส่วนลด 15,000 บาท

ราคาและข้อเสนอพิเศษ: (Hilux Revo และ Fortuner)

HILUX REVO DOUBLE CAB 4×4 ROCCO ราคา 1,326,000 บาท รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1 : ผ่อนเริ่มต้น 7,374 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHY ทางเลือกที่ 2 : ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD

HILUX REVO DOUBLE CAB PRERUNNER 2×4 2.4 High ราคา 1,072,000 บาท รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1 : ผ่อนเริ่มต้น 5,366 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD ทางเลือกที่ 2 : ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD

HILUX REVO DOUBLE CAB Z EDITION ราคา 885,000 บาท รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1 : ผ่อนเริ่มต้น 7,374 บาท* พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care ทางเลือกที่ 2 : ดอกเบี้ยพิเศษ 0.55% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD

HILUX REVO SMART CAB Z EDITION ราคาเริ่มต้น 783,000 บาท รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1 : ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.29% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD ทางเลือกที่ 2 : ผ่อนเริ่มต้น 6,699 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD

HILUX CHAMP ราคาเริ่มต้น 459,000 บาท รับข้อเสนอ สำหรับผู้ประกอบการขนส่งและประกอบธุรกิจ รับดอกเบี้ยอัตราพิเศษเริ่มต้น 1.55% เมื่อซื้อไฮลักซ์ แชมป์ พร้อมดัดแปลงหรือต่อเติมเพื่อการทำธุรกิจทุกรูปแบบ

FORTUNER LEADER ราคาเริ่มต้น 1,239,000 บาท รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1 : ผ่อนเริ่มต้น 9,884 บาท ทางเลือกที่ 2 : ดอกเบี้ยพิเศษ 0.89% พร้อมประกันภัยชั้น 1 TOYOTA Care PHYD

ราคาและข้อเสนอพิเศษ: (Yaris และ Ativ)

YARIS ATIV ราคาเริ่มต้น 549,000 บาท รับข้อเสนอ: ต่อที่ 1 ดอกเบี้ยพิเศษ 0% หรือ ผ่อนเริ่มต้น 3,297 บาท ต่อเดือน ต่อที่ 2 พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD

YARIS ATIV NIGHTSHADE (Special Edition) ราคา 699,000 บาท รับข้อเสนอ: ต่อที่ 1 ดอกเบี้ยพิเศษ 0% หรือ ผ่อนเริ่มต้น 4,471 บาท ต่อเดือน ต่อที่ 2 พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD

YARIS ราคาเริ่มต้น 559,000 บาท รับข้อเสนอ: ต่อที่ 1 ดอกเบี้ยพิเศษ 0% หรือ ผ่อนเริ่มต้น 3,376 บาท ต่อเดือน ต่อที่ 2 พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่ง Toyota Care PHYD

พบกับข้อเสนอพิเศษ กับ “โปรได้ใจ คุ้มไซส์ BIG” ดอกเบี้ย 0% หรือเลือกผ่อนเริ่มต้นในอัตราพิเศษ พร้อมประกันชั้น 1 และสิทธิพิเศษที่หลากหลายในรถทุกรุ่น รวมถึงบริการด้านสินเชื่อพิเศษจาก Toyota Leasing ประเทศไทย และสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ เอกสารครบ ผ่านเงื่อนไข รับรถไว

เปลี่ยนรถคันใหม่ เลือกซื้อรถและนำรถคันเดิมเข้ารับการประเมินราคาฟรี โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Toyota Sure ภายในบูธ

รถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่น bZ4X ใหม่ หลังจากการเปิดจองสิทธิ์เป็นเจ้าของไปเมื่อวานนี้ มียอดจองมากถึง 620 คัน

TOYOTA NO.1 TRUSTED HEV ไฮบริดที่ใช่ มั่นใจทุกเจน” โดยรถยนต์โตโยต้าไฮบริดมาพร้อมกับ

TRUSTED VALUE ให้ลูกค้ามั่นใจไปกับความคุ้มค่า ด้วยอัตราการใช้น้ำมันสูงสุด 29.4 กม/ลิตร (อ้างอิงจาก Eco Sticker รุ่น NEW YARIS ATIV HEV 2025)

TRUSTED QUALITY คุณภาพที่ใครก็ไว้วางใจ

TRUSTED WARRANTY รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดนาน 10 ปี

TRUSTED SERVICE เซอร์วิสที่พร้อมให้บริการ อะไหล่ที่พร้อมส่งภายใน 48 ชั่วโมง และช่างผู้ชำนาญการกว่า 8,000 คน

TRUSTED NETWORK ศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานและครบวงจรกว่า 450 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ รวมไปถึงบริการแลกเปลี่ยนรถใหม่ที่โตโยต้าชัวร์

รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ Hilux Revo และ Fortuner หลากหลายรุ่นย่อย เริ่มจาก Hilux Revo กระบะยอดนิยม กับสมรรถนะเหนือชั้นที่ผ่านบทพิสูจน์บนเส้นทางสุดทรหดในประเทศออสเตรเลีย ขึ้นโพเดียม 2 ปีซ้อน ในการแข่งขันรายการ Asia Cross Country 2025 รุ่นต่อมาคือ Hilux Revo Pre runner ช่วงล่างซับแรงกระแทก มอบความสบาย Hilux Revo Z-edition แต่งสนุก ถูกใจสายแต่งรถ Hilux Champ รถยนต์สร้างธุรกิจเคลื่อนที่ได้ในฝัน พร้อมข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจขนส่งและกระจายสินค้า ซื้อ Hilux Champ รับส่วนลด 15,000 บาท”

โดยรวมแล้ว Toyota จัดเต็มจริงๆ ในงาน BIG MOTOR SALE 2025 ใครที่กำลังมองหารถใหม่ ห้ามพลาดโอกาสนี้เด็ดขาด! ข้อเสนอดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ นะครับ

ที่มา – ส่อง TOYOTA โปรจัดหนักใน BIG MOTOR SALE 2025

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย ฮุนเซนรักษาการ

สมเด็จนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา เสด็จฯ กรุงปักกิ่ง ของจีน เข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามปกติ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐระหว่างที่พระองค์ไม่ประทับในราชอาณาจักร

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักพระราชวังกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์สำคัญว่า สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อทรงเข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามกำหนดการเป็นประจำทุกปี ซึ่งถือเป็นกิจวัตรที่ทรงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

แถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ให้ทำหน้าที่ รักษาการประมุขแห่งรัฐ แทนพระองค์ ในระหว่างที่พระองค์มิได้ประทับอยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชา การมอบหมายหน้าที่สำคัญนี้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่ทรงมีต่อสมเด็จฮุน เซน และความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน

ในสารที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานถึงประชาชนชาวกัมพูชา พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำรัสถวายพระพรแด่ผู้นำทางศาสนาพุทธและพระสงฆ์ทุกรูป พร้อมทั้งแสดงความรักและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งต่อพสกนิกรชาวกัมพูชาทุกคน พระองค์ทรงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศชาติจะยังคงดำรงไว้ซึ่งสันติสุข ความเจริญรุ่งเรือง และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ภายใต้ร่มพระบารมีแห่งพระพุทธศาสนา

การเสด็จพระราชดำเนินไปตรวจพระพลานามัยในต่างประเทศเป็นประจำ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สมเด็จพระนโรดม สีหมุนี ทรงยึดมั่นมาโดยตลอด เพื่อให้มั่นพระทัยว่าพระองค์ทรงมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนได้อย่างเต็มที่ ครั้งล่าสุดที่พระองค์เสด็จฯ ไปทรงตรวจพระพลานามัย คือเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งในครั้งนั้น สมเด็จพระราชชนนี นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระราชชนนีเจ้า ได้เสด็จฯ ไปพร้อมกับพระองค์ด้วย

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย

การที่ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย เป็นประจำ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในสุขภาพของพระองค์เอง เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศกัมพูชาและจีนอีกด้วย

ทำไมกษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัยบ่อย?

เหตุผลหลักที่ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย เป็นประจำนั้น เนื่องมาจากการที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อให้สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการติดตามอาการและป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

  • การตรวจสุขภาพเป็นประจำช่วยให้ค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
  • การรักษาสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำประเทศ
  • ความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัมพูชาและจีนเอื้อต่อการตรวจสุขภาพ

การแต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการประมุขแห่งรัฐในระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่ ถือเป็นการดำเนินการที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และเป็นไปเพื่อให้การบริหารประเทศดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและราบรื่น สมเด็จฮุน เซน ทรงมีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างยาวนาน และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ทำให้พระองค์สามารถปฏิบัติหน้าที่รักษาการประมุขแห่งรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย ในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน ให้เป็นผู้รักษาการประมุขแห่งรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมและความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ที่มา – กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯ จีนตรวจพระพลานามัย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งฮุนเซน รักษาการประมุขแห่งรัฐแทนพระองค์

อุตุฯ เตือน! พายุดีเปรสชัน ฝนตกหนัก 24-27 ส.ค.

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือน ฉบับที่ 3 เรื่อง พายุดีเปรสชันและฝนตกหนักมากบริเวณประเทศไทย ช่วง 24–27 ส.ค. ประชาชนควรเตรียมรับมือกับสถานการณ์และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

อุตุฯ เตือน! พายุดีเปรสชันและฝนตกหนักมากบริเวณประเทศไทย ช่วง 24–27 ส.ค.

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 3 เตือนภัยเกี่ยวกับ พายุดีเปรสชันและฝนตกหนักมากบริเวณประเทศไทย ช่วง 24–27 ส.ค. โดยเน้นย้ำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก

สถานการณ์ปัจจุบัน (23 ส.ค. 68 เวลา 04.00 น.) พายุดีเปรสชันได้ก่อตัวขึ้นบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 17.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 117.0 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางอยู่ที่ประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุลูกนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีแนวโน้มที่จะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน

คาดการณ์ว่าพายุจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามและประเทศลาวตอนบนในช่วงวันที่ 25–26 ส.ค. 68 ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าว มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์ฝนในประเทศไทยรุนแรงยิ่งขึ้น

พื้นที่ไหนบ้างที่ต้องเฝ้าระวัง พายุดีเปรสชันและฝนตกหนัก?

จากอิทธิพลของ พายุดีเปรสชันและฝนตกหนักมากบริเวณประเทศไทย ช่วง 24–27 ส.ค. จะทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่:

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
  • ภาคเหนือ
  • ภาคกลาง
  • ภาคตะวันออก
  • ภาคใต้ฝั่งตะวันตก
  • กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ในพื้นที่เหล่านี้ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม

นอกจากนี้ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

คำแนะนำสำหรับประชาชน:

  • ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก
  • ตรวจสอบสภาพบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้แข็งแรง
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย
  • หากจำเป็นต้องเดินทาง ควรตรวจสอบเส้นทางและสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง

ท่านสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ พายุดีเปรสชันและฝนตกหนักมากบริเวณประเทศไทย ช่วง 24–27 ส.ค. นี้เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมรับมือและติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่าประมาทและดูแลตัวเองให้ปลอดภัย

ที่มา – อุตุฯ ฉบับ 3 เตือนพายุดีเปรสชัน และฝนตกหนักมากบริเวณประเทศไทย ช่วง 24–27 ส.ค.

ฮือฮา! ภาพปรากฏการณ์ “ภูตแดง” กลางฟ้าทิเบต

ใครจะเชื่อว่าบนท้องฟ้าเหนือเทือกเขาหิมาลัย จะซ่อนปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าทึ่งเอาไว้! เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวซินหัวของจีนได้เผยแพร่ภาพที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก นั่นคือภาพปรากฏการณ์ “ภูตแดง” (red sprites) หรือ “ฟ้าผ่าแดง” ที่เกิดขึ้นกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนใกล้กับเขากังเหรินโปฉี หรือเขาไกรลาส สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา ในเขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

ฮือฮา! ภาพปรากฏการณ์ “ภูตแดง” กลางฟ้าทิเบต

ภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ถูกบันทึกได้โดยทีมช่างภาพจากไชน่า สตาร์วิชัน อลิอันซ์ (China StarVision Alliance) ซึ่งเป็นกลุ่มช่างภาพดาราศาสตร์ชื่อดังของจีน พวกเขาได้เฝ้าติดตามและบันทึกภาพปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง และครั้งนี้พวกเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สามารถจับภาพการปะทุสีแดงคล้ายดอกไม้ไฟ หรือแมงกะพรุนเรืองแสงที่ส่องสว่างเหนือท้องฟ้าในช่วงพายุฝนฟ้าคะนอง

ความพิเศษของ “ภูตแดง” คืออะไร ทำไมถึงหายากและสร้างความฮือฮาได้ขนาดนี้? ต่างจากฟ้าผ่าที่เราคุ้นเคยกันอย่างไร?

“ภูตแดง” ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าที่แตกต่าง

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า “ภูตแดง” คือปรากฏการณ์การคายประจุไฟฟ้าขึ้นสู่ด้านบนแบบผิดปกติ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากพายุฝนฟ้าคะนอง โดยปกติแล้ว ฟ้าผ่าจะเกิดขึ้นจากเมฆลงสู่พื้นดิน หรือภายในเมฆเอง แต่สำหรับ “ภูตแดง” นั้น เกิดจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าจำนวนมหาศาลที่รบกวนสนามไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศเบื้องบน ทำให้เกิดแสงสีแดงเรืองแสงเหนือพายุฝนฟ้าคะนองนั่นเอง

ความแตกต่างที่สำคัญคือ:

  • ทิศทาง: ฟ้าผ่าทั่วไปลงสู่พื้นดิน แต่ “ภูตแดง” พุ่งขึ้นสู่ด้านบน
  • ลักษณะ: ฟ้าผ่าทั่วไปเป็นเส้นสายฟ้าที่รวดเร็ว แต่ “ภูตแดง” มีลักษณะคล้ายดอกไม้ไฟ หรือแมงกะพรุนเรืองแสง
  • ความถี่: ฟ้าผ่าทั่วไปเกิดขึ้นบ่อยกว่า “ภูตแดง” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หายากกว่ามาก

ทำไมถึงหายาก? ปัจจัยหลายอย่างมีผลต่อการเกิด “ภูตแดง” เช่น ความรุนแรงของพายุฝนฟ้าคะนอง สภาพอากาศในชั้นบรรยากาศเบื้องบน และตำแหน่งของผู้สังเกตการณ์ ทำให้การบันทึกภาพ “ภูตแดง” เป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องการความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก

นอกจากความสวยงามแล้ว การศึกษา “ภูตแดง” ยังมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมในชั้นบรรยากาศโลกอีกด้วย นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าปรากฏการณ์นี้อาจมีผลกระทบต่อชั้นโอโซนและการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุ ทำให้การศึกษา “ภูตแดง” เป็นประโยชน์ต่อวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระยะยาว

การที่ทีมช่างภาพชาวจีนสามารถบันทึกภาพ “ภูตแดง” ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่ช่วยให้เราได้เห็นความงดงามและความลึกลับของธรรมชาติมากยิ่งขึ้น และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาสนใจและใส่ใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรามากขึ้นอีกด้วย

ปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั้นยังคงมีความลับอีกมากมายให้เราค้นหา การได้เห็นภาพ “ภูตแดง” ทำให้เราตระหนักว่าโลกของเรานั้นสวยงามและน่าค้นหาเพียงใด อย่าหยุดที่จะเรียนรู้และสำรวจสิ่งใหม่ๆ เพราะความรู้คือพลังที่จะนำพาเราไปสู่โลกที่กว้างใหญ่และน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าเดิม

ที่มา – ฮือฮา ภาพปรากฏการณ์ “ภูตแดง” หายาก กลางท้องฟ้ายามค่ำคืนของทิเบต

ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย

ฮุน เซน โพสต์เดือด! โต้สถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ตั้งแต่ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด บอกไม่ใช่สิ่งที่สร้างความสำเร็จในชีวิตการเมือง แต่เป็นประชาชนและสถาบันกัมพูชาต่างหาก

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียตอบโต้กรณีมีสถาบันการศึกษาไทยแห่งหนึ่งประกาศเพิกถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ที่เคยมอบให้ โดยย้ำชัดว่าเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากไทยตั้งแต่ต้น และได้ทิ้งทั้งหมดไปแล้ว

ฮุนเซนเผยว่า ปริญญาบัตรทั้ง 3 ใบ มอบให้เขาเมื่อปี 2544 2549 และ 2562 แต่ไม่มีส่วนใดที่มีคุณค่าในการสร้างความสำเร็จของชีวิตการเมืองเลย เพราะความรู้ ความสามารถ และความสำเร็จทั้งหมดมาจากประชาชนกัมพูชาและสถาบันการศึกษาของกัมพูชาเอง ไม่ใช่จากไทย พร้อมระบุว่าสถาบันไทยเหล่านี้ควรละอายใจเสียด้วยซ้ำ ที่นำประเมินคุณงามความดีของเขาเพื่อขอให้รับปริญญาบัตรโดยสมัครใจ ไม่ใช่เขาที่เป็นฝ่ายร้องขอ

ทั้งนี้ ฮุนเซนยังท้าว่าสำนักงานของเขาจะนำเอกสารการประเมินคุณสมบัติจากสถาบันการศึกษาไทยที่ใช้ในการมอบปริญญาบัตรมาประกาศต่อสาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า สถาบันไทยเหล่านี้เป็นฝ่ายมอบเกียรติยศให้เอง ไม่ใช่สิ่งที่เขาแสวงหา พร้อมย้ำว่าความภาคภูมิใจของเขามาจากการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่จากกระดาษเพียงแผ่นเดียว

ทั้งนี้ โพสต์เดือดล่าสุดของอดีตผู้นำกัมพูชามีขึ้นหลังจากที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นแก่ฮุน เซน และก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีมติลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จฮุน เซน หลังมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย แสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณ

ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย

เรื่องราว ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย นี้ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา หลายคนแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของสถาบันการศึกษาไทยที่ถอนปริญญาบัตร ในขณะที่บางส่วนก็มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การที่สถาบันการศึกษาไทยตัดสินใจถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์จากสมเด็จฮุน เซน นั้น สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของสถาบันต่อสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การกระทำดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่าสถาบันการศึกษาไทยให้ความสำคัญกับหลักการและค่านิยมที่ถูกต้อง

ทำไมสถาบันการศึกษาไทยถึงถอนปริญญาบัตรจากฮุนเซน?

เหตุผลหลักที่สถาบันการศึกษาไทยตัดสินใจถอนปริญญาบัตรจากสมเด็จฮุน เซน นั้น มาจากท่าทีและพฤติกรรมของสมเด็จฮุน เซน ที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย และขัดแย้งกับคุณสมบัติและเกียรติคุณที่เคยได้รับจากสถาบัน การถอนปริญญาบัตรจึงเป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนต่อพฤติกรรมดังกล่าว

นอกจากนี้ การถอนปริญญาบัตรยังเป็นการปกป้องชื่อเสียงและเกียรติภูมิของสถาบันการศึกษาไทย การที่สถาบันยังคงมอบปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ให้กับบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่สังคมมีต่อสถาบันได้

ประเด็นเรื่อง ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในสังคม หลายฝ่ายต่างจับตาดูว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศอย่างไรต่อไป

สำหรับสมเด็จฮุน เซน การถูกถอนปริญญาบัตรจากสถาบันการศึกษาไทย อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานะและความนิยมของท่านในประเทศกัมพูชามากนัก เพราะความสำเร็จทางการเมืองของท่านมาจากปัจจัยอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการได้รับการยอมรับจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสถาบันการศึกษาไทย ในการพิจารณาและคัดเลือกบุคคลที่จะได้รับปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติและพฤติกรรมที่เหมาะสม และสมควรได้รับการยกย่องจากสังคมอย่างแท้จริง

การออกมาตอบโต้เรื่อง ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย ของสมเด็จฮุน เซน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของสถาบันการศึกษาไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการยืนยันว่าท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากต่างประเทศมากนัก

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือด้วยการกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่การได้รับการยอมรับจากภายนอกเท่านั้น

ที่มา – ฮุนเซน โพสต์เดือดโต้ปมสถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด

FBI บุกค้นบ้าน “จอห์น โบลตัน” คาดปมเอกสารลับ

เอฟบีไอเข้าตรวจค้นบ้านและสำนักงานของ “จอห์น โบลตัน” อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงทำเนียบขาว ที่หันมาเป็นศัตรูตัวฉกาจทรัมป์ คาดปมเอกสารลับ ขณะที่ทรัมป์ สบถเรียก “ไอ้เลว” แต่ยืนยันไม่ได้สั่งการ

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่สำนักสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) เข้าค้นบ้านพักและสำนักงานของนายจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลชุดแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย่านเบเทสดา รัฐแมริแลนด์ และที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปฏิบัติการ FBI บุกค้นบ้าน “จอห์น โบลตัน” ครั้งนี้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองอเมริกันไม่น้อย

โดยคาดว่าปฏิบัติการนี้เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเอกสารลับ ซึ่งเขายังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นต่อกรณี แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหาอาญา และไม่มีการควบคุมตัว

ทางด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ปฏิเสธว่าไม่ได้สั่งการบุกค้นในครั้งนี้ แต่กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาไม่อยากเข้าไปยุ่ง ขณะเดียวกันนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี ระบุว่า เอกสารลับเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวน พร้อมบอกว่ามีความกังวลเกี่ยวกับนายโบลตัน แต่ยืนยันเอฟบีไอจะดำเนินคดีก็ต่อเมื่อพบหลักฐานว่าเขาทำผิดกฎหมายจริง ไม่ใช่เพราะการเมือง

ที่ผ่านมานายโบลตัน ลาออกจากรัฐบาลชุดแรกของทรัมป์ในปี 2562 และหันมาเป็นศัตรูการเมืองคนสำคัญของอดีตเจ้านาย โดยทำเนียบขาวสมัยทรัมป์ เคยกล่าวหานายโบลตันว่า เปิดเผยข้อมูลลับในหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ The Room Where It Happened ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2563 และวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง ถึงขั้นระบุว่า “หลักฐานมหาศาลชี้ชัดว่าทรัมป์ไม่เหมาะสมที่จะเป็นประธานาธิบดี” และต่อมาคดีแพ่งที่กระทรวงยุติธรรมฟ้องโบลตันในสมัยนั้นถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2564

ล่าสุดเขายังออกมาวิจารณ์การบริหารสงครามยูเครน-รัสเซียของรัฐบาลทรัมป์อย่างเปิดเผย ขณะที่การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการเมืองสหรัฐฯ ที่เดือดระอุ หลายฝ่ายมองว่าเป็นอีกสมรภูมิที่แสดงให้เห็นถึงการปะทะกันระหว่างทรัมป์กับอดีตผู้ช่วยระดับสูงที่แตกหักจนกลายเป็นศัตรู

FBI บุกค้นบ้าน “จอห์น โบลตัน”

เหตุการณ์ FBI บุกค้นบ้าน “จอห์น โบลตัน” อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของความผิดที่เกี่ยวข้องกับเอกสารลับ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการเมืองสหรัฐฯ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการ FBI บุกค้นบ้าน “จอห์น โบลตัน”

  • สาเหตุการบุกค้น: การสอบสวนเอกสารลับคือสาเหตุหลักที่ FBI เข้าทำการตรวจค้น
  • ท่าทีของทรัมป์: ทรัมป์ปฏิเสธการสั่งการ แต่แสดงความไม่พอใจต่อนายโบลตัน
  • ความขัดแย้งในอดีต: โบลตันเคยเป็นอดีตที่ปรึกษาของทรัมป์ แต่กลายมาเป็นคู่ขัดแย้ง

การบุกค้นครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการสอบสวนเอกสารลับ แต่ยังสะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ร้าวลึกระหว่างอดีตพันธมิตรที่ผันตัวมาเป็นศัตรู ความสัมพันธ์ของทรัมป์และโบลตันที่เคยแน่นแฟ้น แปรเปลี่ยนเป็นความบาดหมาง และการกล่าวหากันไปมาอย่างรุนแรง

คดีนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการจัดการเอกสารลับอย่างระมัดระวัง และความรับผิดชอบของผู้ที่เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ การละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบอาจนำไปสู่การสอบสวน และผลกระทบทางกฎหมายที่ร้ายแรงได้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายโบลตันอาจเป็นบทเรียนสำหรับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความลับของข้อมูล และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเมืองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง และการรักษาจุดยืนของตนเองในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างชาญฉลาด

การ FBI บุกค้นบ้าน “จอห์น โบลตัน” เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองสหรัฐฯ ในระยะยาว

ที่มา – FBI บุกค้นบ้าน-ออฟฟิศ “จอห์น โบลตัน” อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงของทรัมป์ คาดปมเอกสารลับ

UN ประกาศ กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย: วิกฤตอดอยาก

องค์การสหประชาชาติ (UN) ประกาศว่า กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย อย่างเป็นทางการแล้ว ประชาชนกว่าครึ่งล้านคนกำลังเผชิญกับความอดอยากรุนแรง และเด็ก ๆ คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด สถานการณ์นี้ถูกเรียกว่าเป็น “ความล้มเหลวของมนุษยชาติ”

กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ยูเอ็นประกาศว่าฉนวนกาซาได้เข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย (Famine) อย่างเป็นทางการ หลังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการอดอยาก 2 รายในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซาสูงเกิน 62,000 รายแล้ว

หน่วยงานระบบการจัดระดับความมั่นคงทางอาหารแบบบูรณาการ (Integrated Food Security Phase Classification -IPC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากยูเอ็น ระบุว่า ประชาชนกว่า 500,000 คนในกาซากำลังเผชิญ “ความอดอยาก ความยากไร้ และความตาย” โดยมีการยืนยันว่า ภาวะทุพภิกขภัยเกิดขึ้นจริงในเมืองกาซาซิตีและพื้นที่โดยรอบ และมีแนวโน้มที่จะลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในเดือนหน้า สัญญาณอันตรายเหล่านี้บ่งชี้ถึงความต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน

นายอันโตนิโอ กูเตียร์เรส เลขาธิการยูเอ็น กล่าวว่า วิกฤตการณ์ในกาซาถือเป็นความล้มเหลวของมนุษยชาติ พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่พื้นที่โดยไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้น

นายมาร์ติน กริฟฟิทส์ อดีตหัวหน้าฝ่ายมนุษยธรรมยูเอ็น กล่าวว่า การประกาศ กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย ครั้งนี้เป็น “อาชญากรรมอันเลวร้ายที่มนุษย์สร้างขึ้น” พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ชาติตะวันตกที่ตอบสนองต่อการกระทำของอิสราเอลในกาซาล่าช้าเกินไป และตั้งคำถามถึงความจริงจังของรัฐบาลทั่วโลกในการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่สั่งห้ามการขายอาวุธให้อิสราเอล และให้สอบสวนการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้น

ผลกระทบต่อเด็กจากภาวะทุพภิกขภัยในกาซา

สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมสำหรับเด็กจำนวนมากที่กำลังเผชิญภาวะขาดสารอาหาร เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์รายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในกาซาซิตีเปิดเผยว่า เด็กจำนวนมากไม่ได้กินอาหารเช้า และหลายคนมีอาการเวียนหัวเนื่องจากความหิวโหยอย่างรุนแรง

นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 การโจมตีของอิสราเอลในกาซาทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 62,263 รายและบาดเจ็บกว่า 157,365 ราย ขณะที่อิสราเอลสูญเสียประชาชนไป 1,139 รายและถูกจับตัวเป็นเชลยกว่า 200 คน

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลปฏิเสธรายงานของยูเอ็น โดยอ้างว่า “กาซาไม่ได้เผชิญภาวะทุพภิกขภัย” และกล่าวหาว่าข้อค้นพบทั้งหมด “เป็นคำโกหกของฮามาส” พร้อมยังคงไม่อนุญาตให้องค์กรสื่อสากล รวมถึง BBC เข้าพื้นที่กาซาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างอิสระ

สถานการณ์ในกาซายังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การประกาศ กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย เป็นสัญญาณเตือนว่าประชาคมโลกต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังทุกข์ทรมาน ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการเจรจาเพื่อสันติภาพเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

ที่มา – UN ประกาศ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย” ประชาชนครึ่งล้านเผชิญความอดอยาก เด็กคือผู้รับกรรมหนักสุด

Scroll to top