ข่าววันนี้

คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง สำนึกผิด

คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง สำนึกผิดขอขมาดวงวิญญาณทั้งน้ำตา

จากกรณีสะเทือนขวัญ คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง ในจังหวัดขอนแก่น ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว น.ส.ปนัดดา ผู้ต้องหาในคดีนี้ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ณ จุดเกิดเหตุ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและการสำนึกผิด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 มีการพบศพเด็กทารกแรกเกิดถูกเผาในเตาเผาถ่านกลางไร่อ้อยในพื้นที่อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น การสืบสวนนำไปสู่การจับกุม น.ส.ปนัดดา อายุ 34 ปี และ นายพงศธร อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นพ่อและแม่ของเด็ก

ในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ น.ส.ปนัดดา อยู่ในอาการอ่อนเพลียและเครียดจัด ต้องมีทีมแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด โดยจุดแรกที่ทำแผนคือบริเวณเตาเผาถ่าน ซึ่งเป็นจุดที่ น.ส.ปนัดดา สารภาพว่านำร่างของลูกชายที่เสียชีวิตมาเผาทำลาย

น.ส.ปนัดดา ให้การว่า หลังจากนำศพลูกมาเผาแล้ว ได้ใช้ผ้าชุบน้ำมันจุดไฟ และใช้สังกะสีปิดทับ จากนั้นได้ไปหาเจ้าของเตาเผาถ่านในหมู่บ้าน ทำทีเป็นนั่งเล่นตามปกติ ก่อนจะกลับที่พักและหลบหนีไปในที่สุด

ระหว่างการทำแผน คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง น.ส.ปนัดดา ได้ประนมมือขอขมาดวงวิญญาณลูกชายด้วยน้ำตา พร้อมเปิดเผยถึงสาเหตุที่ลงมือก่อเหตุว่า เกิดจากความเครียดและปัญหาชีวิตรุมเร้า ขาดคนช่วยเหลือและไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้

คำสารภาพของแม่ผู้ก่อเหตุ

น.ส.ปนัดดา กล่าวว่า “ตนเองไม่มีทางออก รู้สึกตันไปหมดจึงตัดสินใจทำแบบนี้ ตนเองไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ ไม่มีเงิน ไม่มีญาติพี่น้องทั้งตนเองและแฟน ไม่มีใครคอยซัพพอร์ต จึงไม่รู้ว่าจะไปยังไง”

เธอยอมรับว่าสำนึกผิด แต่ไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้ว โดยอ้างว่าขณะที่นำผ้าปิดหน้าลูกนั้น ตนเองอยู่ในภาวะเครียดและไม่รู้จะทำอย่างไร หลังจากคลอดลูกในห้องพัก

หลังจากการทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว น.ส.ปนัดดา และ นายพงศธร กลับไปยัง สภ.บ้านฝาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยจะถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา และร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย”

เหตุการณ์ คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สะท้อนถึงปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อน ทั้งเรื่องความเครียด ปัญหาเศรษฐกิจ และการขาดแคลนคนช่วยเหลือ ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและการสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้

สังคมควรหันมาให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีก

การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง การฆ่าคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กทารกหรือผู้ใหญ่ ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นการทำลายชีวิต การกระทำดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของครอบครัวและสังคมโดยรวม

ที่มา – คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง สำนึกผิดขอขมาดวงวิญญาณทั้งน้ำตา

ไต้หวันเตรียมเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2026 จริงหรือ?

สถานการณ์ระหว่างประเทศทวีความตึงเครียดขึ้นทุกขณะ ทำให้หลายประเทศต้องหันมาทบทวนและเพิ่มศักยภาพด้านความมั่นคงของตนเอง หนึ่งในนั้นคือไต้หวัน ที่ล่าสุดได้ประกาศเตรียม ไต้หวันเตรียมเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2026 ให้สูงถึง 3.23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) การตัดสินใจครั้งนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไร และจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอย่างไร เราจะมาเจาะลึกในบทความนี้

ไต้หวันเตรียมเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2026

นายกรัฐมนตรีไต้หวันได้เปิดเผยถึงแผนการสำคัญนี้ โดยระบุว่าการเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็นความจำเป็น เพื่อรับมือกับแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจากจีน ซึ่งถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน และพร้อมที่จะใช้กำลังยึดครองหากจำเป็น

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไต้หวันได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางการทหาร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันตนเอง การเพิ่มงบประมาณในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความพร้อมรบของไต้หวัน

รายละเอียดงบประมาณกลาโหมที่เพิ่มขึ้น

นายกรัฐมนตรีโช จุงไถ่ กล่าวย้ำว่า การเพิ่มงบประมาณครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถของไต้หวันในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ โดยงบประมาณที่เสนอจะต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาเสียก่อน

คณะรัฐมนตรีไต้หวันได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 949,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 1.015 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 3.23% ของ GDP สำหรับการใช้จ่ายด้านกลาโหมในปี 2026 โดยงบประมาณนี้คำนวณตามแบบจำลองและมาตรฐานขององค์การนาโต้ รวมถึงงบประมาณสำหรับหน่วยยามฝั่งด้วย

สำหรับงบประมาณรายจ่ายโดยรวมในปี 2026 นั้นอยู่ที่กว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 110 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 3.8% จากปี 2025

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ เคยให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้มากกว่า 3% ของ GDP ซึ่งสอดคล้องกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ไต้หวันและรัฐบาลอื่นๆ ทั่วโลกเพิ่มการลงทุนด้านความมั่นคง

ผลกระทบและปฏิกิริยา

การประกาศ ไต้หวันเตรียมเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2026 เกิดขึ้นในขณะที่ไต้หวันกำลังเจรจาข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้าจากไต้หวัน รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า

พรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภานิติบัญญัติของไต้หวัน ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับงบประมาณกลาโหม โดยก่อนหน้านี้ได้มีการตัดลดงบประมาณปี 2025 ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม พรรคก๊กมินตั๋งก็มีแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมเป็นสถิติสูงสุดเช่นกัน แม้จะมีการปรับลดบางรายการ

การที่ ไต้หวันเตรียมเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงภัยคุกคามและความมุ่งมั่นในการปกป้องตนเอง แม้ว่าไต้หวันจะมีอุตสาหกรรมด้านกลาโหมที่กำลังเติบโต แต่ก็ยังต้องพึ่งพาการขายอาวุธจากสหรัฐฯ อย่างมาก เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคง

การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน จีน และสหรัฐฯ อย่างไร คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ ไต้หวันกำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายในอนาคต

ที่มา – ไต้หวันเตรียมเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2026 กว่า 3.23% ของจีดีพี

แผ่นดินไหว 5.4 ในทะเลเมียนมา: คนกรุงรู้สึก!

เหตุการณ์ “แผ่นดินไหว” ขนาด 5.4 ในทะเล บริเวณนอกชายฝั่งเมียนมา เกิดจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนสะกาย ทำให้คนกรุงเทพฯ บนตึกสูงรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนระดับ 3

แผ่นดินไหว 5.4 ในทะเลเมียนมา ชาวกรุงบนตึกสูง รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนระดับ 3

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 09.58 น. ตามเวลาประเทศไทย ได้เกิด แผ่นดินไหว 5.4 ในทะเลเมียนมา ชาวกรุงบนตึกสูง รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนระดับ 3 ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร จัดเป็นแผ่นดินไหวขนาดปานกลาง (Moderate) บริเวณนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเมียนมา พิกัดอยู่ที่ละติจูด 16.145 องศาเหนือ ลองจิจูด 96.686 องศาตะวันออก ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 500 กิโลเมตร ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้มีสาเหตุมาจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนสะกายในประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นรอยเลื่อนแบบเหลื่อมขวา (right-lateral strike-slip fault) ที่มีการเคลื่อนตัวประมาณ 2 เซนติเมตรต่อปี

ผลกระทบจากรอยเลื่อนสะกายต่อ แผ่นดินไหว 5.4 ในทะเลเมียนมา ชาวกรุงบนตึกสูง รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนระดับ 3

รอยเลื่อนสะกายนี้เคยสร้างความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มาแล้วในอดีต ตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ. 2473 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500 คน และเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 คน และหลายพื้นที่ในประเทศไทยรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้

สำหรับแรงสั่นสะเทือนจาก แผ่นดินไหว 5.4 ในทะเลเมียนมา ชาวกรุงบนตึกสูง รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนระดับ 3 ครั้งนี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่บนตึกสูงในกรุงเทพฯ สามารถรับรู้ได้ โดยมีความรุนแรงของแผ่นดินไหวอยู่ในระดับ 3 (เบามาก) ตามมาตราเมอร์คัลลี ซึ่งหมายความว่าคนที่อยู่กับที่จะรู้สึกว่าพื้นสั่น แต่ไม่ส่งผลกระทบถึงขั้นสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างหลักของอาคาร (ข้อมูลจาก กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรธรณี และเครือข่ายฯ ทธ.) ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ทธ. ในพื้นที่จังหวัดตาก และแม่ฮ่องสอน ไม่ได้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว

เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัยกำลังติดตามและประเมินสถานการณ์แผ่นดินไหวอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่เครือข่ายฯ ทธ. และประชาชนในพื้นที่ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงต่อผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียง แม้ว่าความรุนแรงในครั้งนี้จะไม่สูงมากนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่เตือนให้เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแผ่นดินไหว และการมีแผนรับมือที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – แผ่นดินไหว 5.4 ในทะเลเมียนมา ชาวกรุงบนตึกสูง รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนระดับ 3

สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์”

สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” หลังสละชีพขณะปกป้องอธิปไตยที่ปราสาทตาควาย ด้านพ่อแม่ซึ้งใจขอบคุณกองทัพที่ให้เกียรติลูกชายและครอบครัว

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก กองกำลังนเรศวร ได้โพสต์ข้อความสดุดีวีรกรรมสหาย UAS#4 ที่ได้สละชีวิตอย่างกล้าหาญ ณ ปราสาทตาควาย เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมกับเผยภาพโดรนที่มีการสลักชื่อของกำลังพลทั้ง 3 นาย ได้แก่ สิบเอก จิรายุ สิงห์อั้น สิบเอก นพดล บุญเลิศ และ สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร

ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร
ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร

โดยระบุข้อความว่า ชื่อของทั้งสามท่านจะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป และจะสืบสานเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่านักรบทุกคนเดินหน้าขับไล่ศัตรู และปกป้องประเทศชาติจนกว่าลมหายใจสุดท้าย ในนามแห่งเกียรติภูมิ ได้มีการนำนามของวีรบุรุษทั้งสามมาเป็นชื่อโดรนฟีนิกซ์ เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ และตอกย้ำว่า “แม้ร่างกายจากไป แต่เกียรติศักดิ์จะคงอยู่เหนือกาลเวลา”

ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร
ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร

“นกฟีนิกซ์” คือ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องกับเทพแห่งไฟ เพราะขนของฟีนิกซ์นั้นจะออกเป็นประกายเหลืองทองคล้ายเปลวไฟ บ้างก็ว่าปกคลุมด้วยเปลวไฟทั้งตัว มีเสียงร้องที่ไพเราะดังเสียงดนตรี รูปร่างสวยสง่างาม เปี่ยมด้วยความเป็นมิตร ตามความเชื่อ เชื่อว่านกฟีนิกซ์สามารถชุบชีวิตผู้ตายได้ และสามารถฟื้นพลังทั้งหมดให้กลับสู่ปกติได้ เพลงของฟีนิกซ์มีเวทมนตร์สามารถกระตุ้นความกล้าหาญแห่งจิตใจบริสุทธิ์ และทำให้เกิดความกลัวในจิตใจที่คิดชั่วร้าย

“ฟีนิกซ์” จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะ มีชีวิตยั่งยืนนิรันดร์ เพราะสามารถฟื้นคืนชีพได้ด้วยตัวเอง เมื่อร่างกายสิ้นอายุขัย (500 ปี หรือ 1,461 ปี) ตัวจะลุกเป็นไฟ จากนั้นฟีนิกซ์ก็จะฟื้นจากกองขี้เถ้ามาเป็นนกตัวใหม่

ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร
ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร

ล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังพื้นที่ ต.ลือ อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นบ้านของ สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร หนึ่งในทหารที่มีชื่อสลักอยู่บนโดรน พบกับนายเสกสรรค์ น้อยโคตร อายุ 55 ปี และนางกฤษณา น้อยโคตร อายุ 53 ปี พ่อแม่ของ สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร

โดยนายเสกสรรค์ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากที่ทราบข่าวว่าทางกองทัพได้นำชื่อของลูกชายมาตั้งเป็นชื่อโดรนฟีนิกซ์ ก็รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก นับเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของครอบครัวน้อยโคตร และขอขอบคุณทางกองทัพที่ยังไม่ลืมทหารตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ขอขอบคุณจากหัวใจ

ต่อมาทางแม่ของสิบเอก กฤษฎา ได้พาผู้สื่อข่าวไปดูของใช้ส่วนตัวของลูกชาย ซึ่งได้จัดใส่ไว้ในตู้กระจกอย่างสวยงาม มีธงชาติ เครื่องแบบ เกียรติบัตร กรอบรูป เสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันที่เสียชีวิต รองเท้าคอมแบท ที่เก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกถึงลูกชาย ถึงแม้จะเสียใจกับการจากไปของลูกแต่ก็ภาคภูมิใจในตัวเขา เพราะอาชีพทหารเป็นความใฝ่ฝันของเขาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ในวันนี้เขาก็ได้ทำเต็มที่แล้ว ขอบคุณกองทัพที่ให้เกียรติลูกชายและครอบครัว

สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์”

การสดุดีวีรกรรมของทหารกล้าทั้ง 3 นายด้วยการจารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” ไม่เพียงแต่เป็นการให้เกียรติแก่ผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยและความเสียสละเพื่อส่วนรวม

โดรนฟีนิกซ์ สัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ

การตั้งชื่อโดรนว่า “ฟีนิกซ์” เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นอมตะและการฟื้นคืนชีพ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า แม้ร่างกายของทหารกล้าทั้ง 3 จะจากไป แต่เกียรติประวัติและความกล้าหาญของพวกเขายังคงอยู่ตลอดไป การสดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” จึงเป็นการเชิดชูเกียรติอย่างสูงสุด

เราขอสดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย

ที่มา – สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” สละชีพเหตุปะทะที่ปราสาทตาควาย

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี ยิ้มรับ!

“แพทองธาร ชินวัตร” ยิ้มแย้มหลังไต่สวนต่อศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น พยักหน้ายิ้มรับ วันนี้กำลังใจดี หยุดทักทายประชาชน พร้อมขอบคุณที่มาให้กำลังใจ ก่อนเดินทางกลับบ้านพร้อมสามีและพี่สาว

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าไต่สวนต่อศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น ได้ลงมาจากตึกในเวลา 13.24 น. พร้อมกับนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี และ นางสาวพิณทองธาร ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมไหว้ขอบคุณสื่อที่มาเกาะติดการทำข่าว

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า วันนี้กำลังใจดีหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ได้พยักหน้ารับ ก่อนตอบว่าดีค่ะ จากนั้น น.ส.แพทองธารพร้อมสามี ได้เดินไปทำความเคารพ พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนเดินทางออกไปจากตึก โดยมีประชาชนนั่งวีลแชร์มารอตรงประตูทางออก เพื่อส่งกำลังใจ ซึ่งน.ส.แพทองธารได้หยุดทักทายและขอบคุณที่วันนี้มาให้กำลังใจ ก่อนเดินทางกลับบ้าน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.แพทองธาร ได้ใช้เวลาในการชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 30 นาที ขณะที่นายฉัตรชัย บางฉวด เลขา สมช. ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลสำคัญทางการเมืองอย่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อความสนใจของประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก การปรากฏตัวของ น.ส.แพทองธารในวันนี้จึงเต็มไปด้วยความหมายและนัยยะสำคัญต่างๆ

การที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ปรากฏตัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและกล่าวว่า “วันนี้กำลังใจดี” ย่อมสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับผู้สนับสนุนและผู้ที่ติดตามข่าวสารของเธอ นอกจากนี้ การที่เธอหยุดทักทายและขอบคุณประชาชนที่มาให้กำลังใจ ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความใกล้ชิดกับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักการเมือง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี

จากรายงานข่าว น.ส.แพทองธารใช้เวลาในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน สิ่งนี้อาจบ่งชี้ได้ว่ามีประเด็นสำคัญหลายอย่างที่ต้องชี้แจงและอธิบายต่อศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ การที่นายฉัตรชัย บางฉวด เลขา สมช. ใช้เวลาในการชี้แจง 1 ชั่วโมง ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นกัน เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคงหรือประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

โดยสรุปแล้ว การปรากฏตัวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่ารายละเอียดของการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญจะยังไม่ถูกเปิดเผย แต่การที่เธอแสดงออกถึงความมั่นใจและกำลังใจที่ดี ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้สนับสนุนและผู้ที่ติดตามข่าวสารของเธอ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน และการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคต ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ประชาชนให้ความสนใจและเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความหวังที่พวกเขามีต่อนักการเมืองรุ่นใหม่ การสนับสนุนและความไว้วางใจจากประชาชนจะเป็นกำลังใจสำคัญที่จะช่วยให้ น.ส.แพทองธาร สามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไปได้

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก การที่เธอแสดงความมั่นใจและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สนับสนุนและประชาชนทั่วไป

ที่มา – “แพทองธาร” พยักหน้ายิ้มรับ แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี

กองทัพเรือรับมอบปืนใหญ่ 155 มม. ยิงไกล 40 กม.

กองทัพเรือรับมอบปืนใหญ่ ขนาด 155 มิลลิเมตร แบบอัตตาจรล้อยาง มีระยะยิงไกลกว่า 40 กม. อัตราการยิง 6 นัดต่อนาที นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารของไทย

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ณ กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ค่ายกรมหลวงชุมพร กองทัพเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ) เป็นประธานในพิธีรับมอบ ปืนใหญ่ ขนาด 155 มิลลิเมตร แบบอัตตาจรล้อยาง จากศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร จำนวน 6 กระบอก โดยมี พลเรือโท ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล รองเสนาธิการทหารเรือและประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาปืนใหญ่ฯ พร้อมด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการ และกำลังพล เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

โครงการจัดหา ปืนใหญ่ ขนาด 155 มิลลิเมตร แบบอัตตาจร ล้อยาง (ATMG) นี้ ดำเนินการเพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ให้มีขีดความสามารถในการป้องกันและรักษาอำนาจอธิปไตยทางบกของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในลักษณะการแสดงกำลังเพื่อการป้องปราม และการป้องกันอย่างจริงจัง

การจัดหาในครั้งนี้เป็นโครงการผูกพันงบประมาณระหว่างปีงบประมาณ 2566 ถึง 2568 รวม 3 ปี โดยมอบหมายให้ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร เป็นหน่วยงานหลักในการจัดหาและเบิกจ่ายงบประมาณแทนกองทัพเรือ ภายใต้วงเงินรวม 929,486,100.00 บาท (เก้าร้อยยี่สิบเก้าล้านสี่แสนแปดหมื่นหกพันหนึ่งร้อยบาทถ้วน) ซึ่งครอบคลุมถึง ระบบปืนใหญ่ จำนวน 6 กระบอก สำหรับกองร้อย, ระบบควบคุมการยิงอัตโนมัติ, ระบบเรดาร์ตรวจสภาพอากาศ, อะไหล่ พร้อมอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ ที่จำเป็น, และที่สำคัญคือการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

การผลิต ปืนใหญ่ เหล่านี้ดำเนินการในประเทศไทย โดยศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ร่วมกับบริษัท Elbit Systems จากประเทศอิสราเอล โดยเป็นการบูรณาการระบบ ATMOS เข้ากับรถบรรทุก Tatra 6×6 จากสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นคือระยะยิงไกลกว่า 40 กิโลเมตร และอัตราการยิงที่รวดเร็วถึง 6 นัดต่อนาที ทำให้เป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูง

การใช้งานจริงของปืนใหญ่ขนาด 155 มม. เหล่านี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญด้านความมั่นคงของประเทศ และสะท้อนถึงความก้าวหน้าของประเทศไทยในการพึ่งพาตนเองด้านยุทโธปกรณ์ ซึ่งผลการดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการทดสอบทดลองตามสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน รวมถึงการฝึกอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่กำลังพลของกองทัพเรือได้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จนกระทั่งสามารถส่งมอบให้แก่กองทัพเรือเพื่อใช้งานต่อไปได้

กองทัพเรือรับมอบปืนใหญ่ 155 มม. ยิงไกล 40 กม.

ความสำคัญของการรับมอบปืนใหญ่ของกองทัพเรือ

การได้รับมอบ กองทัพเรือรับมอบปืนใหญ่ ขนาด 155 มม. ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสร้างศักยภาพทางการทหาร แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และลดการพึ่งพาต่างประเทศในด้านยุทโธปกรณ์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว

การมีระบบปืนใหญ่ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องปรามภัยคุกคามต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับการจัดซื้อปืนใหญ่ ยังเป็นการเพิ่มพูนความรู้และความสามารถให้กับบุคลากรของกองทัพเรือ และบุคลากรในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอีกด้วย

การที่กองทัพเรือมี ปืนใหญ่ ที่มีระยะยิงไกลกว่า 40 กิโลเมตร ทำให้สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันชายฝั่ง การสนับสนุนการปฏิบัติการทางบก หรือการช่วยเหลือประชาชนในกรณีเกิดภัยพิบัติ

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ต้องพึ่งพาตนเองให้มากขึ้นในทุกด้าน รวมถึงด้านความมั่นคง ดังนั้น การลงทุนในเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และการรับมอบปืนใหญ่ในครั้งนี้ ก็เป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพเรือ และความมั่นคงของประเทศไทย

ที่มา – “กองทัพเรือ” รับมอบ “ปืนใหญ่” ขนาด 155 มิลลิเมตร มีระยะยิงไกลกว่า 40 กม.

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญเสร็จ ศาลย้ำห้ามเผยแพร่

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ใช้เวลาเกือบ 1 ชม. ศาลสั่งย้ำห้ามเผยแพร่

ศาลรัฐธรรมนูญให้เลขา สมช. ชี้แจงเป็นคนแรก ใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 30 นาที ส่วน “นายกฯ แพทองธาร” ล่าสุดชี้แจงเสร็จสิ้นแล้ว โดยใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ศาลสั่งย้ำห้ามนำคำไต่สวนไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 12.58 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลรัฐธรรมนูญว่า การไต่สวนในกรณีที่ประธานวุฒิสภาได้ส่งคำร้องของ ส.ว. จำนวน 36 คน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีที่ปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร (ผู้ถูกร้อง) กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชานั้น มีความคืบหน้าแล้ว

วันนี้ ศาลได้แจ้งให้กับสื่อมวลชนและผู้ที่มาฟังการไต่สวนได้รับทราบว่า การไต่สวนจะเรียกไต่สวนทีละคน โดยเริ่มจากนายฉัตรชัย บางฉวด เลขา สมช. และตามด้วย น.ส.แพทองธาร โดยจะไม่มีการถ่ายทอดสดสัญญาณให้บุคคลภายนอกได้รับชมและรับฟัง เนื่องด้วยประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงของชาติ ศาลรัฐธรรมนูญให้นายฉัตรชัยชี้แจงเป็นคนแรก ซึ่งใช้เวลาในการชี้แจงไปทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 30 นาที ส่วน น.ส.แพทองธาร นั้นได้ทำการไต่สวนเสร็จสิ้นแล้วในเวลา 13.01 น. โดยใช้เวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวได้รายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 13.02 น. คณะตุลาการได้อ่านปิดการไต่สวนสำหรับวันนี้ โดยได้สั่งกำชับทุกคนว่าห้ามนำข้อมูลจากการไต่สวนไปเผยแพร่ต่อ และห้ามบิดเบือนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่อาจจะสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน

ทั้งนี้ ศาลได้กำหนดให้นัดปิดคดีในวันที่ 27 สิงหาคม เวลา 09:30 น. และนัดอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในวันเดียวกัน พิจารณาแล้วเห็นว่าตุลาการแต่ละท่านมีเวลาในการทำความเห็นส่วนตัวเพียงหนึ่งวัน ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอต่อการพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบคอบและครบถ้วน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบพิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 31 จึงให้คู่กรณีแถลงปิดคดีต่อศาลภายในวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 หากไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาที่กำหนด จะถือว่าไม่ติดใจที่จะยื่นคำแถลงดังกล่าว ส่วนการนัดแถลงด้วยวาจาและการลงมติ รวมถึงการอ่านคำวินิจฉัยนั้น ยังคงเป็นไปตามกำหนดเดิม คือวันที่ 29 สิงหาคม นี้

ความสำคัญของการพิจารณาคดี “แพทองธาร”

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองไทย การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะส่งผลกระทบต่อนายกรัฐมนตรีและเสถียรภาพของรัฐบาล การตัดสินใจที่โปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น: หากศาลตัดสินว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลง จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในคดีนี้อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มีความซับซ้อนทางกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในวงกว้าง การรายงานข่าวอย่างถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐบาล การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นที่จับตามองของประชาชนและทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – “แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ใช้เวลาเกือบ 1 ชม. ศาลสั่งย้ำห้ามเผยแพร่

ไฟไหม้เรือรบสหรัฐฯ ใกล้โอกินาวา! กะลาสีเจ็บ

เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้เรือรบสหรัฐฯ USS New Orleans ขณะล่องเรืออยู่ใกล้ชายฝั่งโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น เหตุการณ์นี้ส่งผลให้กะลาสีเรือ 2 นายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย กองทัพเรือสหรัฐฯ เร่งควบคุมสถานการณ์

ไฟไหม้เรือรบสหรัฐฯ ใกล้ฐานทัพเรือโอกินาวา

ตามรายงานจากกองทัพเรือสหรัฐฯ เหตุไฟไหม้เรือรบสหรัฐฯ เกิดขึ้นบนเรือ USS New Orleans ซึ่งเป็นเรือรบขนาดใหญ่ มีความยาวถึง 684 ฟุต ทำหน้าที่บรรทุกทั้งทหารและอุปกรณ์ทางยุทธวิธี โดยขณะเกิดเหตุ เรือจอดอยู่ใกล้กับฐานทัพเรือไวท์บีชในโอกินาวา เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลานานเกือบ 12 ชั่วโมงกว่าจะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้สำเร็จ

นาวิกโยธินที่อยู่บนเรือได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วจากทีมเรือ USS San Diego ซึ่งเป็นเรือรบอีกลำของสหรัฐฯ ที่บรรทุกทหารและอากาศยาน นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังชายฝั่งและกองทัพญี่ปุ่นในการอพยพผู้คนและช่วยดับไฟอีกด้วย ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุไฟไหม้เรือรบสหรัฐฯ

แม้จะเกิดเหตุไฟไหม้เรือรบสหรัฐฯ ครั้งนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ ยืนยันว่าลูกเรือทั้งหมดจะยังคงประจำการอยู่บนเรือ USS New Orleans ต่อไป โดยในขณะนี้ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งทำการสอบสวนหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้อย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

เรือพิฆาต USS New Orleans เป็นเรือที่ถูกนำเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2007 และมีความสามารถในการบรรทุกบุคลากรได้สูงสุดถึง 800 คน เรือลำนี้มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติการต่างๆ ของกองทัพเรือสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ไฟไหม้เรือรบสหรัฐฯ ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยและการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ทั้งนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมและการดูแลอุปกรณ์ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ากำลังพลทุกคนมีความพร้อมที่จะเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

ถึงแม้จะมีความเสียหายเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินของกองทัพเรือสหรัฐฯ รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการให้ความช่วยเหลือและความสนับสนุน

ที่มา – ไฟไหม้เรือรบสหรัฐฯ ใกล้ฐานทัพเรือโอกินาวา กะลาสีเรือเจ็บเล็กน้อย 2 นาย

“ธนกร” เชื่อ สว. โหวตผ่านร่างงบฯ 69 แน่นอน!

“ธนกร” เชื่อ ส.ว.โหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 ไม่มีปัญหา หลังลือมีบางกลุ่มจ่อคว่ำ ชี้เป็นกฎหมายสำคัญขับเคลื่อนประเทศ ฝากทุกฝ่ายเห็นแก่บ้านเมือง ไม่เล่นเกมการเมือง ขออย่าสร้างกลไกสภาให้สะดุด

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและ สส. บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวมีสมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่มเตรียมโหวตคว่ำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า หลายฝ่ายมีข้อห่วงใยเรื่องนี้ หลัง สว. มีมติเลื่อนวันพิจารณาร่างงบประมาณจากเดิมกำหนดวันที่ 25-26 สิงหาคมเป็นวันที่ 1-2 กันยายน นั้น ตนมองว่าจะทำให้ขั้นตอนการพิจารณางบประมาณล่าช้าออกไป แต่ก็เชื่อว่า สมาชิกวุฒิสภาทุกท่านจะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศและประชาชนมาก่อน เพราะเป็นกฎหมายสำคัญในการขับเคลื่อนบริหารราชการแผ่นดิน เป็นงบประมาณที่จะใช้จ่ายประจำของหน่วยราชการทุกกระทรวงลงไปทำงานให้กับประชาชน รวมถึงการดูแลความมั่นคงภายในประเทศในทุกมิติ

ทั้งนี้ นายธนกร ขอฝากไปยังบางกลุ่ม บางฝ่ายที่มีแนวทางจะล้มหรือคว่ำร่างงบประมาณปี 2569 นั้น ควรมองเห็นความสำคัญของประชาชนมากกว่ามุ่งเล่นเกมการเมือง ไม่ควรสร้างสถานการณ์ในสภาให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วน จนทำให้งบปี 2569 สะดุด ซึ่งล่าสุดโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ได้ออกมาแถลงข่าวแล้วว่า การโหวตคว่ำงบประมาณปี 2569 ของ สว.ไม่เป็นความจริง ก็ถือว่าเป็นข่าวดี ตนเชื่อว่า สว.จะผ่านทั้ง 3 วาระอย่างราบรื่นเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

“รัฐสภาเป็นกลไกที่จะทำให้การบริหารประเทศราบรื่น ออกกฎหมายที่สำคัญเป็นประโยชน์ต่อประเทศ นำการพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้จริง ไม่ใช่เป็นที่มาเล่นเกมการเมืองทำให้เกิดกลไกที่ปั่นป่วน จนการบริหารประเทศสะดุด ซึ่งเป็นสิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ขอให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ชาติบ้านเมืองมาก่อนการเมือง” นายธนกร ระบุ

“ธนกร” แนะทุกฝ่ายไม่เล่นเกมการเมือง เชื่อ สว. โหวตผ่านร่างงบฯ 69

สถานการณ์ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่า สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะทำการโหวตผ่านร่างงบประมาณดังกล่าว โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

นายธนกรเน้นย้ำว่า ร่างงบประมาณปี 2569 เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อให้ร่างงบประมาณผ่านไปได้อย่างราบรื่น ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ทุกฝ่ายพึงมีต่อประเทศชาติ

ทำไมร่างงบประมาณ 69 ถึงสำคัญ

ร่างงบประมาณปี 2569 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การสนับสนุนการศึกษา การสาธารณสุข และการสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ หากร่างงบประมาณไม่ได้รับการอนุมัติ จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของภาครัฐ และอาจทำให้โครงการสำคัญต่าง ๆ ต้องหยุดชะงัก

นอกจากนี้ การที่ สว. โหวตให้ผ่านร่างงบประมาณยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีไปยังนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ว่าประเทศไทยมีความมั่นคงทางการเมือง และมีความพร้อมที่จะเดินหน้าพัฒนาประเทศต่อไป

ข้อเสนอแนะของนายธนกร

นายธนกรได้ฝากข้อเสนอแนะไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ขอให้พิจารณาร่างงบประมาณด้วยความรอบคอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ หลีกเลี่ยงการนำประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องกับการพิจารณางบประมาณ เพราะอาจทำให้เกิดความล่าช้า และส่งผลเสียต่อประเทศในระยะยาว

การที่ สว. โหวตผ่านร่างงบประมาณ 69 จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศของสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน

ดังนั้น เราจึงขอสนับสนุนให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2569 อย่างสร้างสรรค์ และร่วมมือกันเพื่อให้ร่างงบประมาณผ่านไปได้อย่างราบรื่น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทุกคน

ที่มา – “ธนกร” แนะทุกฝ่ายไม่เล่นเกมการเมือง เชื่อ สว. โหวตผ่านร่างงบฯ 69

Scroll to top