ข่าววันนี้

แฉ! ทหารกัมพูชาทำ “หลุมขวาก” ป้องกันทหารไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง! มีรายงานว่า “ทหารกัมพูชา” ได้ทำการสร้างกับดัก “หลุมขวาก” บริเวณภูมะเขือ โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกัน “ทหารไทย” จากการลาดตระเวนในพื้นที่ โชคดีที่ยังไม่มีทหารไทยได้รับอันตรายจากกับดักดังกล่าว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ทหารที่ประจำการอยู่บริเวณชายแดนภูมะเขือได้ส่งภาพหลักฐาน “หลุมขวาก” ที่ถูกพรางไว้ให้กับทีมข่าวไทยรัฐ พร้อมระบุข้อความว่า “เจอแบบนี้ จะลาดตระเวนกันยังไง” สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากและความเสี่ยงที่ทหารไทยต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่

ทหารกัมพูชาทำหลุมขวาก

แหล่งข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า “ทหารกัมพูชา” ได้ทำการพราง “หลุมขวาก” เหล่านี้ด้วยการใช้ใบไม้ปกคลุมปากหลุม ทำให้ยากต่อการสังเกต โชคดีที่ช่วงนี้มีฝนตกลงมา ทำให้สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติและพบว่าเป็นหลุมพราง ก่อนที่จะมีใครตกลงไปได้รับบาดเจ็บสาหัส

ลักษณะของหลุมขวาก

“หลุมขวาก” ภัยร้ายชายแดนที่ต้องระวัง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาความสงบบริเวณชายแดน และความจำเป็นที่ทหารไทยจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลาดตระเวน เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากกับดักที่อาจถูกซ่อนไว้

อันตรายจาก “หลุมขวาก”

“หลุมขวาก” เป็นกับดักที่อันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากมักจะถูกพรางไว้ใต้ดิน ทำให้ยากต่อการสังเกต หากตกลงไป อาจได้รับบาดเจ็บสาหัสจากของมีคมที่ปักอยู่ภายในหลุม หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การกระทำดังกล่าวของ “ทหารกัมพูชา” อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น หากไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

ข้อควรระวังในการลาดตระเวน

เพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ ทหารไทยควรปฏิบัติตามข้อควรระวังดังต่อไปนี้:

  • เพิ่มความระมัดระวังในการเดินลาดตระเวน สังเกตความผิดปกติของพื้นดิน
  • ใช้เครื่องมือตรวจจับวัตถุแปลกปลอม เพื่อหาร่องรอยของกับดัก
  • แจ้งเตือนเพื่อนร่วมงาน หากพบสิ่งผิดปกติ
  • หลีกเลี่ยงการเดินในพื้นที่รกทึบ หรือพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ

เหตุการณ์ “ทหารกัมพูชา” ทำ “หลุมขวาก” บริเวณชายแดน ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และหามาตรการป้องกัน เพื่อความปลอดภัยของทหารไทย และเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

การลาดตระเวนตามแนวชายแดนมีความเสี่ยงอยู่เสมอ การมีสติ ความรอบคอบ และการทำงานเป็นทีม จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ ขอเป็นกำลังใจให้ทหารไทยทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – แฉ “ทหารกัมพูชา” ทำกับดัก “หลุมขวาก” บริเวณภูมะเขือ ป้องกัน “ทหารไทย”

วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ ช่วยทหารชายแดน

นักศึกษา วปอ. นำไม้กอล์ฟ “บิ๊กตู่” ประมูลสมทบช่วยทหารบาดเจ็บ ขณะที่ วปอ.บอ.รุ่นที่ 1 ของนายกฯ อิ๊งค์ มอบ 50,000 บาท รอง ผบ.ทสส. ยันนำไปตอบแทนทหารที่เสียสละ “บิ๊กกุ้ง” ย้ำ พระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยทหารทุกนาย

วันที่ 19 ส.ค. 2568 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ มีการจัดพิธีมอบความช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บ รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงของฐานที่มั่นในการปกป้องอธิปไตย จากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับมอบ รวมมูลค่ากว่า 14,800,000 บาท ขณะที่ในส่วนนักศึกษา วปอ. ในแต่ละรุ่น ได้มอบเงินช่วยเหลือ รวมกว่า 3 ล้านบาท โดย วปอ.64 ที่มี นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานรุ่น วปอ.64 ได้มอบเงินกว่า 776,000 บาท โดยรุ่นดังกล่าวได้มีการจัดระดมทุนหลายทาง เช่น มีการประมูลสิ่งของ หนึ่งในนั้นคือไม้พัตเตอร์ (ไม้กอล์ฟ) ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ขณะที่ วปอ.บอ.รุ่นที่ 1 รุ่นของ นส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และ รมว.วัฒนธรรม มอบเงิน 50,000 บาท นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชน เครือข่ายต่างๆ เช่น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง 1 ล้านบาท และบริษัท ปตท. 5 ล้านบาท เป็นต้น

พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราร่วมใจในวันนี้เพื่อเชิดชูเกียรติตอบแทนคุณงามความดีของกำลังพลผู้เสียสละ โดยมอบสวัสดิการกำลังพลบาดเจ็บทุกท่าน โดยแต่ละนายมีอาการบาดเจ็บสาหัส และหลายนายสูญเสียอวัยวะส่งผลต่อการดำรงชีวิตในอนาคต รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถยุทโธปกรณ์เพื่อการปฏิบัติการพิเศษ เช่น เทคโนโลยีในการพิสูจน์ทราบ เพิ่มความทันสมัยเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องอธิปไตยของฝ่ายเรา และสร้างบังเกอร์ความมั่นคงของฐานที่มั่น เส้นทางปรับปรุงก่อสร้างภูมิประเทศที่สำคัญเช่น ภูมะเขือ รวมถึงการจัดหาระบบโซลาร์เซลล์ กล้องส่องทางไกลอินฟราเรด เมื่อทหารได้รับจะเกิดเป็นสิทธิประโยชน์และเป็นความปลอดภัยในการปฏิบัติงานปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนต่อไป ความร่วมมือของทุกท่านแสดงให้เห็นถึงความรักความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ ช่วงเวลาสำคัญนี้

วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ ช่วยทหารชายแดน

พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า รู้สึกชื่นชมและดีใจที่ประเทศชาติเราเป็นอย่างนี้ คนไทยไม่ทิ้งกัน เหตุการณ์ตลอดแนวชายแดนเกือบ 1,000 กิโลเมตร มีหลายเหตุการณ์ ลูกหลานทหารพยายามทำให้ดีที่สุด ทั้งนี้การสูญเสียพวกเราป้องกันอย่างเข้มงวดทุกระดับชั้น แต่การเข้าตีบางอย่างเราเป็นฝ่ายรุกอาจมีเหตุที่พวกเราบาดเจ็บบ้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยทหารทุกนายที่ได้รับผลกระทบ การปฏิบัติด้านยุทธการครั้งนี้ พระองค์ทรงรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ทั้งหมด

รู้จักโครงการ วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ ช่วยทหารชายแดน

โครงการ วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ ช่วยทหารชายแดน เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของคนไทยในการช่วยเหลือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ การระดมทุนผ่านการประมูลสิ่งของต่างๆ เช่น ไม้กอล์ฟของอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นการสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ขอขอบคุณสิ่งของที่มอบให้ในวันนี้ จะนำไปใช้กับน้องๆ ที่อยู่หน้าแนวตามวัตถุประสงค์ ที่ทุกท่านได้มอบให้โดยด่วน ซึ่งบางครั้งงบประมาณราชการ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก รัฐบาล ได้มอบให้เพียงพอ แต่บางรายการนั้นเร่งด่วน รอการจัดหาตามช่วงเวลาไม่ทัน จึงต้องขอบคุณทุกท่านที่สอบถามไปยังหน่วย ช่วงนี้สถานการณ์ยัง 50-50 ตามภาพข่าวประเทศกัมพูชา ก็เป็นไปตามที่เราเข้าใจ ไม่มีอะไรที่เราไว้ใจได้ ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 2 โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีความห่วงใยได้ลงไปตรวจเยี่ยมเป็นประจำ รวมถึงผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเหล่าทัพมีความพร้อม ทั้งที่จะคุยกันแบบมิตรภาพ ถ้ามีเหตุจะปะทะกันอีก ก็พร้อม ขอให้พี่น้องทุกท่านสบายใจในการปฏิบัติของทหารเรา หวังว่าเหตุการณ์พวกนี้จะยุติโดยเร็ว ปลายเดือน ส.ค.นี้ ตนจะประชุมอาร์บีซี กับแม่ทัพกัมพูชา คงจะพูดคุยกันให้เข้าใจ เพื่อนำไปสู่การประชุมจีบีซีอีกรอบ จึงหวังว่าจะคุยกันเข้าใจ โดยทุกสิ่งทุกอย่างตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

การที่รุ่น วปอ.64 ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ ช่วยทหารชายแดน นั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการสนับสนุนการทำงานของทหาร และเป็นการส่งเสริมความรักชาติและความสามัคคีในสังคมไทย

โครงการ วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ ช่วยทหารชายแดน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การระดมทุน แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการรวมพลังของคนไทยในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามที่ประเทศชาติต้องการ การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขามีขวัญและกำลังใจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ที่มา – วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ “บิ๊กตู่” ช่วยทหารชายแดน – วปอ.บอ. รุ่น “อิ๊งค์” มอบ 5 หมื่น

วงจรปิดจับภาพ “โจรไฮโซ” ขโมยรถเข็นราคา 300

หลักฐานชัดมาก! เจ้าของร้านเปิดภาพวงจรปิดนาที “โจรไฮโซ” 2 ผัวเมีย แต่งตัวดี ขี่บิ๊กไบค์ มาขโมยรถเข็นราคา 300 บาท ทำเอาเจ้าของร้านถึงกับงง

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก น.ส.ภัทราทิพย์ เล็กดารา อายุ 30 ปี เจ้าของร้านเทียนฝู่หม่าล่า ว่ากล้องวงจรปิดหน้าร้าน จับภาพได้ว่ามีชายหญิงแต่งตัวดี ขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์มาขโมยรถเข็นราคา 300 บาทที่วางไว้บริเวณข้างร้านแล้วขับหนีไป เหตุเกิดที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

น.ส.ภัทราทิพย์ เล็กดารา เล่าว่า ลูกน้องโทรมาแจ้งว่ารถเข็นขยะที่หน้าร้านหายไปเมื่อวันที่ 28 ก.ค. เวลาประมาณ 03.00 น. ตอนนั้นเธออยู่ที่ต่างประเทศ เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็พบว่ามีชายหญิงคู่หนึ่งแต่งตัวดีมาก ขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์มาจอดหน้าร้าน จากนั้นผู้ชายได้เอาถุงขนาดใหญ่มาคลุมรถเข็นแล้วก็ขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว

จากการสังเกตของ น.ส.ภัทราทิพย์ ฝ่ายชายดูเหมือนจะรู้ว่ามีกล้องวงจรปิด และพยายามหลบมุมกล้องอย่างมืออาชีพ หลังจากเธอกลับจากต่างประเทศ จึงได้โพสต์คลิปวิดีโอเพื่อเตือนภัยในกลุ่มคลองสาม

น.ส.ภัทราทิพย์ คาดว่าสาเหตุอาจมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี ทำให้คนต้องขโมยของที่มีราคาน้อยนิดอย่างรถเข็นราคา 300 บาท เธอมองว่าการตามคืนหรือแจ้งความอาจไม่คุ้มค่า เขาจึงเลือกขโมยสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ อีกทั้งเธอยังคิดว่าคนร้ายน่าจะเคยก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง เพราะดูจากท่าทางที่หลบมุมกล้องได้อย่างชำนาญ

วงจรปิดจับภาพ “โจรไฮโซ” ขโมยรถเข็นราคา 300

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์เตือนภัยให้กับร้านค้าต่างๆ ให้ระมัดระวังในการวางสิ่งของไว้หน้าร้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีอะไรล็อกไว้ บางครั้งเราคิดว่ามันเป็นเพียงของเล็กน้อย ของที่ไม่สำคัญ หรือของที่ไม่ได้ใช้ ก็ควรเก็บรักษาไว้ให้ดี เพราะในยุคเศรษฐกิจเช่นนี้ อะไรที่นำไปขายเป็นเงินได้ก็อาจตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพได้ ทำให้เราเดือดร้อนและเสียเวลาไปหาซื้อมาใหม่ได้

บทเรียนจากเหตุการณ์ “โจรไฮโซ” ขโมยรถเข็นราคา 300 บาท

เหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่า ไม่ควรประมาทในการดูแลทรัพย์สินของตนเอง แม้ว่าจะเป็นของราคาไม่แพงก็ตาม นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อาจผลักดันให้ผู้คนกระทำสิ่งที่ผิดศีลธรรมได้ ดังนั้น การช่วยเหลือและแบ่งปันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้อื่นได้

  • อย่าประมาท: ดูแลทรัพย์สิน แม้ราคาไม่แพง
  • ระวังภัย: ติดตั้งกล้องวงจรปิด สังเกตสิ่งผิดปกติ
  • ช่วยเหลือกัน: แบ่งปัน ช่วยเหลือผู้เดือดร้อน

การป้องกันดีกว่าแก้ หากเราระมัดระวังและใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็จะสามารถลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยได้ นอกจากนี้ การสร้างสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ก็จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมได้ในระยะยาว

ถึงแม้ว่ารถเข็นราคา 300 บาทอาจจะไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากมาย แต่การที่ต้องเสียเวลาและเสียความรู้สึกจากเหตุการณ์นี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้น การป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ที่มา – วงจรปิดจับภาพ “โจรไฮโซ” 2 ผัวเมีย แต่งตัวดี-ขี่บิ๊กไบค์ ขโมยรถเข็นราคา 300 บาท

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน ชี้ข้าราชการใช้เงินรัฐ ไม่มีสีสันทางการเมือง!

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์กรณีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการล้างสายสีน้ำเงิน โดยขอให้ผู้บริหารชุดใหม่สบายใจได้ว่าตนไม่เคยโทรศัพท์ถึงปลัดกระทรวงฯ หรือนัดหมายเพื่อขอให้ทำสิ่งใดเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ยังโยนคำถามไปยังรัฐบาลว่ามีการเตรียมพร้อมรับมืออุบัติเหตุทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคมนี้หรือไม่

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายอนุทินฯ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นการล้างสายสีน้ำเงิน ว่า “คำถามเหล่านี้อย่าถามผมเลย วันนี้เราไม่ได้มีหน้าที่ในกระทรวงมหาดไทยแล้ว จึงไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้บริหารชุดใหม่ แต่ถ้าวันใดที่ผมมีโอกาสกลับเข้าไปบริหารและมีนโยบายอย่างไร ผมคิดว่าคงไม่มีใครมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผมเช่นกัน ซึ่งถือว่าแฟร์ๆ ดี แต่ละคนมีสไตล์การทำงานที่ไม่เหมือนกัน ใครมีนโยบายอย่างไรก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้”

นายอนุทินฯ ยังยืนยันว่าไม่มีข้าราชการสายน้ำเงินหรือสายแดง พร้อมตั้งคำถามกลับว่า “พรรคภูมิใจไทยไปจ่ายเงินเดือนข้าราชการหรือไม่” ดังนั้นทุกคนควรตระหนักว่าตนเป็นข้าราชการของพี่น้องประชาชน กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ใช้เงินของรัฐ ดังนั้นคำว่าสายน้ำเงิน สายแดง หรือสายใดๆ ก็ตาม ไม่ควรมีอยู่อีกต่อไป

“ตั้งแต่ผมออกจากกระทรวงมหาดไทย ผมเจอท่านปลัดกระทรวงฯ กี่ครั้ง ลองไปถามท่านดูสิ ผมต้องให้เกียรท่าน แต่โทรไปเดี๋ยวท่านเดือดร้อน ผมไม่เคยโทรไปหาท่าน ดังนั้นต้องเลิกคิดเรื่องนี้ได้แล้ว ต้องสบายใจได้แล้ว ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยชุดใหม่ก็สบายใจได้เลย ผมไม่เคยมีการพบปะกันแบบตั้งใจมาสุมหัว นัดคุยกันว่าให้ทำแบบนั้นแบบนี้ให้ผมได้ไหม หากเจอกันตามงานก็ไม่เกินครึ่งนาทีก็ต้องแยกย้าย เรารู้บทบาทของเรา” นายอนุทิน กล่าว

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การโยกย้ายครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหลังวันที่ 29 สิงหาคมหรือไม่ นายอนุทินฯ ตอบว่า “ต้องไปถามเขา”

ทำไมอนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน?

การที่นายอนุทินฯ ปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย อาจเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางการเมือง และต้องการให้ผู้บริหารชุดใหม่ของกระทรวงมหาดไทยสามารถทำงานได้อย่างอิสระ โดยไม่มีแรงกดดันจากภายนอก นอกจากนี้ การที่นายอนุทินฯ ย้ำว่าข้าราชการทุกคนควรทำงานเพื่อประชาชน โดยไม่แบ่งแยกสีสันทางการเมือง แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะสร้างความเป็นเอกภาพและความสมานฉันท์ในสังคม

ประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ ข้าราชการต้องทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลใด การโยกย้ายเป็นเรื่องปกติของการบริหารราชการ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรกระทำ อย่างไรก็ตาม การมุ่งเน้นไปที่การทำงานเพื่อประชาชนและการสร้างความสามัคคีในชาติยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน แต่เน้นย้ำถึงการทำงานเพื่อประชาชนโดยไม่แบ่งสี ถือเป็นจุดยืนที่น่าสนใจและควรได้รับการสนับสนุน

การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่พวกเราในฐานะประชาชนทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างมีสติ ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ และร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเป็นธรรม

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน เป็นการแสดงออกถึงการเคารพการตัดสินใจของผู้บริหารชุดใหม่ และเป็นการส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือหากได้รับการร้องขอ

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ขอวิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน ชี้ ขรก. ใช้เงินรัฐ ไม่มีสี

ผบ.ทอ. บินสวีเดนลงนามจัดซื้อ “กริพเพน E/F” พร้อมชดเชย

กองทัพอากาศเตรียมลงนามจัดซื้อ “กริพเพน E/F” ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ พร้อมรับข้อตกลงชดเชยทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลถึง 1 แสนล้านบาท! มาดูกันว่าดีลนี้จะส่งผลดีต่อประเทศไทยอย่างไร

ผบ.ทอ. บินไปสวีเดน ลงนามจัดซื้อ “กริพเพน E/F” 25 ส.ค. นี้ ไทยได้ชดเชย 1 แสนล้าน

พล.อ.ท.ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้กองทัพอากาศเดินหน้าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตี “กริพเพน E/F” ต่อไป โดยมีข้อตกลง “ชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์” (Defence Offset) จากบริษัท Saab AB ประเทศสวีเดน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทย

ทำไมการจัดซื้อ “กริพเพน E/F” ครั้งนี้ถึงสำคัญ?

ไม่ใช่แค่เรื่องความมั่นคง! การจัดซื้อ “กริพเพน E/F” ในครั้งนี้มาพร้อมกับข้อตกลงชดเชย (Offset Policy) มูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยพัฒนาประเทศในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และเทคโนโลยี ลองมาดูรายละเอียดกัน:

  • ความโปร่งใสและความรอบคอบ: รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบกฎระเบียบและขั้นตอนต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้อง
  • ประโยชน์หลากหลายมิติ: ข้อตกลงชดเชยจาก Saab AB ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านความมั่นคง แต่ยังช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และยกระดับการศึกษาของไทยอีกด้วย
  • ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน: กองทัพอากาศจะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จสูงสุดและเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง
  • ประชาชนเป็นศูนย์กลาง: การลงทุนด้านความมั่นคงในครั้งนี้ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พร้อมคณะ มีกำหนดเดินทางไปลงนามในสัญญาจัดซื้อ “กริพเพน E/F” ที่ประเทศสวีเดนในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพอากาศและพัฒนาประเทศไปพร้อมๆ กัน

Defence Offset หรือ Offset Policy คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ? Offset Policy คือข้อตกลงที่ผู้ขาย (ในที่นี้คือ Saab AB) จะต้องให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ซื้อ (ประเทศไทย) ในรูปแบบต่างๆ เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุนในอุตสาหกรรม การจ้างงาน หรือการพัฒนาบุคลากร ซึ่งข้อตกลงนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาขีดความสามารถของประเทศผู้ซื้อ

สำหรับโครงการจัดหา “กริพเพน E/F” ครั้งนี้ ประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์ชดเชยทางเศรษฐกิจ (Defence Offset) ประมาณ 1 แสนล้านบาท จากโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตี 1 ฝูง (12 เครื่อง) มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและจะส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน

การจัดซื้อ “กริพเพน E/F” พร้อมข้อตกลงชดเชย 1 แสนล้านบาทนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทยอย่างแท้จริง!

ที่มา – ผบ.ทอ. บินไปสวีเดน ลงนามจัดซื้อ “กริพเพน E/F” 25 ส.ค. นี้ ไทยได้ชดเชย 1 แสนล้าน

เปิดภาพ ทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิด PMN-2 ภูมะเขือ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อมีการเปิดเผยภาพหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำของ “ทหารกัมพูชา” ที่ลักลอบนำทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 เข้ามาฝังในพื้นที่ภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลและความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดเก็บกู้กวาดล้างที่ 1 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท.ทร.) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด ได้ตรวจพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ภูมะเขือ บริเวณร้อย ร.132 พัน.13 (ฐานเหนือเมฆ)

เจ้าหน้าที่ได้นำโทรศัพท์ดังกล่าวมาตรวจสอบ โดยการใส่แบตเตอรี่และเปิดดูข้อมูลภายในเครื่อง ก็พบสิ่งที่น่าตกใจ นั่นคือ คลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นภาพทหารกัมพูชาถือทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 อย่างชัดเจน ในคลิปวิดีโอ ปรากฏเสียงพูดภาษากัมพูชา ซึ่งคาดว่าเป็นการสาธิตหรือแนะนำวิธีการใช้งานทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ก่อนที่จะนำไปลักลอบฝังดินในพื้นที่ดังกล่าว

เปิดภาพหลักฐาน “ทหารกัมพูชา” ขณะฝังทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ในพื้นที่ภูมะเขือ

หลังจากพบหลักฐานดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ส่งมอบโทรศัพท์มือถือให้กับหน่วยงานกองทัพบกในพื้นที่ เพื่อดำเนินการสืบสวนและสอบสวนต่อไป การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศไทย

ผลกระทบจากการฝังทุ่นระเบิดชนิด PMN-2

การลักลอบนำทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 มาฝังไว้ในพื้นที่ชายแดน นอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย ทุ่นระเบิดเหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ว่าใครก็ตามที่บังเอิญเหยียบย่างเข้าไป อาจได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ทันที

นอกจากนี้ การมีอยู่ของทุ่นระเบิดยังส่งผลกระทบต่อการทำมาหากินของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม การเก็บหาของป่า หรือการเลี้ยงสัตว์ เมื่อมีทุ่นระเบิดอยู่ในพื้นที่ ก็ย่อมทำให้ประชาชนไม่กล้าเข้าไปทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้น เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย

ทุ่นระเบิด PMN-2 คืออะไร? ทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายขาหรือเท้าของผู้ที่เหยียบมัน ทุ่นระเบิดชนิดนี้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และทำจากพลาสติก ทำให้ตรวจจับได้ยาก และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพลเรือน

  • ขนาด: เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 เซนติเมตร
  • น้ำหนัก: ประมาณ 400 กรัม
  • สารระเบิด: TNT หรือ เฮกโซเจน
  • แรงระเบิด: สามารถทำให้เสียชีวิตหรือพิการได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน เราหวังว่าทางการกัมพูชาจะให้ความร่วมมือในการสืบสวนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – เปิดภาพหลักฐาน “ทหารกัมพูชา” ขณะฝังทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ในพื้นที่ภูมะเขือ

ศาลสั่งจำคุก 8 ปี ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ คดีที่ดิน

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 พิพากษาจำคุก 8 ปี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดินสระบุรี รุกป่าทำเหมืองปูน คุมตัวส่งเรือนจำจังหวัดสระบุรี ระหว่างรอคำสั่งขอประกันตัว

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 วันที่ 19 ส.ค. 68 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อท.98/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท.84/2568 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริตภาค 1 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายณรงค์พล แก้วสาร จำเลยที่ 1, นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ จำเลยที่ 2 และ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตทำโฉนดที่ดินปลอมรวม 11 ฉบับ ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ป่า ภูเขา ซึ่งโดยสภาพไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยได้รับเงินจากนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 จำนวนทั้งสิ้น 1,050,000 บาท เป็นการตอบแทนและก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินนั้น จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการผู้มีอำนาจได้ลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัว และนายสุนทร ดิษยนันท์ นำส่งเอกสาร รับเอกสารต่าง ๆ กรณีที่หัวหน้าสายตรวจปราบปรามการกระทำความผิดว่าด้วยการป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) กรมป่าไม้ แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 นายไวพจน์ได้แสดงสำเนาโฉนดที่ดินทั้ง 11 ฉบับต่อพนักงานสอบสวน เหตุเกิดที่ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี และตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรีและแขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 151, 268 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ทางไต่สวนได้ความว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐาน การออกหนังสือสำคัญกรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี เมื่อปี 2557 คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 พบว่าประกอบกิจการนอกเขตที่ได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองแร่จึงดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รวม 5 คดี เป็นผลให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ให้นำเอาหินแร่อุตสาหกรรมชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3 ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท ในระหว่างการตรวจสอบที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 กับนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ มอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัวและหรือนายสุนทร ดิษยนันท์ เป็นผู้นำส่งเอกสารต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายไวพจน์นำสำเนาโฉนดที่ดินรวม 11 ฉบับ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องเขตประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวน โฉนดทั้ง 11 ฉบับดังกล่าวออกตามนโยบายการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนของรัฐบาล

ซึ่งนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ที่ปรึกษาในการสำรวจที่ดินของจำเลยที่ 3 ได้ขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการออกโฉนดที่ดินจากจำเลยที่ 2 โดยขั้นตอนในการขอเบิกเมื่อเริ่มดำเนินการขอเบิก 1,500,000 บาท เมื่อเข้ารังวัดขอเบิกอีก 1,500,000 บาท และเมื่อทยอยออกเอกสารสิทธิ์ประมาณการขอเบิกไว้ 6,000,000 บาท จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้ว

อนุมัติให้นายจักราวุธเบิกเงินได้ตามที่เสนอ นายจักราวุธติดต่อประสานงานในการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ได้นำเอารูปแผนที่ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รังวัดของจำเลยที่ 3 เป็นผู้เขียนส่งมอบให้

นายจรูญศักดิ์ เขียนลงในแบบพิมพ์โฉนดที่ดิน โดยนายจักราวุธตกลงจะให้ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น 700,000 บาท ในการทำชุดแรกประมาณ 10 แปลง เมื่อขึ้นรูปแผนที่และลงรายละเอียดในแบบพิมพ์โฉนดที่ดินเสร็จสิ้นแล้วจะให้อีก 500,000 บาท หากสามารถนำคู่ฉบับพร้อมสารบบส่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอยได้จะให้อีก 3,000,000 บาท นายจรูญศักดิ์จึงนำเอาแบบพิมพ์โฉนดที่ดินที่ต้องส่งทำลายมาขูดลบรายละเอียดเดิมออกและ ปลอมลายมือชื่อในช่องผู้เขียน ผู้ทาน ผู้เขียนแผนที่และผู้ตรวจทานแผนที่ในโฉนดที่ดิน นายจรูญศักดิ์ทยอยส่งมอบโฉนดที่ดินและรับเงินจากนายจักราวุธแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม แต่การที่นายไวพจน์อ้างสำเนาโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 รวม 7 ฉบับกับวันที่ 25 กันยายน 2557 อีก 4 ฉบับนั้นเป็นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะอ้างสิทธิในการใช้พื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนเนื่องจากถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในคดีเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86

จำเลยที่ 2 กับที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 มาตรา 83 พฤติการณ์แห่งคดีในการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 อันเป็นผลประโยชน์ส่วนตน เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งศาลมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยที่ 3 นำเอาหินแร่อุตสาหกรรม ชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท อันเป็นผลสืบเนื่องจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก

จึงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 8 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี และลงโทษจำเลยที่ 3 ปรับ 160,000 บาท ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

ภายหลังจำเลยทั้งหมดได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิจารณาแล้วส่งเรื่องให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง ทำให้จำเลยต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดสระบุรี ระหว่างรอคำสั่งของศาลอุทธรณ์ต่อไป

ศาลสั่งจำคุก 8 ปี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดิน

ทำไมศาลถึงสั่งจำคุก 8 ปี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดิน

คดีนี้มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ทำให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน การที่ศาลตัดสินจำคุก 8 ปี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดิน แสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของการกระทำผิด และความสำคัญของการรักษากฎหมายและทรัพยากรของชาติ

การตัดสินคดี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดิน นี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจและการจัดการที่ดิน ควรตระหนักถึงความถูกต้องและโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นในคดี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดิน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและกำกับดูแลการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม

ที่มา – ศาลสั่งจำคุก 8 ปี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดิน

สุชาติสั่ง! ตรวจสอบเงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

“สุชาติ” ขีดเส้นตาย 10 วัน ตรวจสอบเงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

จากกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินของมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ตรวจสอบรายละเอียดภายใน 10 วัน โดยเน้นไปที่ประเด็นการถือครองที่ดินของกรรมการมูลนิธิ และการใช้จ่ายเงินบริจาค

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายสุชาติ ตันเจริญ พร้อมด้วยนายอินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ปรึกษาเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปที่วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรับฟังข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้อง โดยมีนายปรัชญา เปปะตัง รอง ผวจ.ลพบุรี และหน่วยงานต่างๆ ให้การต้อนรับ

ก่อนการประชุม นายสุชาติได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในการเดินทางมาที่วัด และกรณีการลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสของพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต ว่า การลาออกน่าจะเป็นไปเพื่อความสบายใจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

นายสุชาติกล่าวว่า ประเด็นสำคัญมีสองส่วน คือ เงินของวัดที่มาจากงบประมาณ ซึ่งสำนักพุทธศาสนาต้องดูแล กับเงินของมูลนิธิ ซึ่งมีหลายมูลนิธิ และเป็นข้อสงสัยของประชาชนเกี่ยวกับเงินบริจาคจำนวนมากที่อาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากมูลนิธิขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย การตรวจสอบจึงต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักพุทธศาสนาจะตรวจสอบเฉพาะงบประมาณที่ได้รับมาว่ามีการใช้อย่างถูกต้องหรือไม่

ส่วนประเด็นเรื่องที่ดิน นายสุชาติกล่าวว่า ต้องตรวจสอบว่าเงินที่ใช้ซื้อที่ดินมาจากแหล่งใด และการโอนที่ดินคืนวัดเป็นไปตามกระบวนการหรือไม่

หลังจากการประชุม นายสุชาติกล่าวว่า ยังมีข้อสังเกตหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิต่างๆ ที่วัดเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่าการรับบริจาคและการใช้เงินถูกต้องหรือไม่ หากเกี่ยวข้องกับวัด ถือว่าเป็นสมบัติของวัด สำนักพุทธศาสนาต้องเข้ามาตรวจสอบ

นายสุชาติกล่าวถึงข้อสงสัยเรื่องที่ดินหลายพันไร่ที่กรรมการมูลนิธิถือครอง ว่าต้องตรวจสอบว่าเป็นในนามมูลนิธิหรือส่วนตัว หากเป็นส่วนตัว จะต้องตรวจสอบว่ามีปัญหาในการถือครองทรัพย์สินหรือไม่ หากเป็นของมูลนิธิ ต้องตรวจสอบว่าจะพร้อมโอนคืนหรือไม่ และเหตุใดจึงถือครองแทนมูลนิธิ

ตรวจสอบการใช้เงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

นอกจากนี้ นายสุชาติยังตั้งข้อสังเกตถึงการใช้เงินมูลนิธิในการสร้างอะคาเดมี่และสนามฟุตบอล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ว่าเป็นการทำเกินหน้าที่ของวัดหรือไม่ และการใช้เงินถูกต้องหรือไม่ ตนสงสัยว่าทำไมต้องบริจาคเป็นมูลนิธิ ทำไมไม่บริจาคเข้าวัดโดยตรง ซึ่งอาจเป็นเทคนิคการใช้เงินผ่านมูลนิธิ

นายสุชาติได้สั่งการให้จังหวัดตรวจสอบเรื่องนี้ภายใน 10 วัน และกล่าวว่า ตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งตนจะไม่เข้าไปก้าวก่าย

เกี่ยวกับเงินในบัญชีวัด นายสุชาติกล่าวว่าเหลือน้อย แต่ยังพอจ่ายค่าน้ำค่าไฟได้ และถือเป็นบทเรียนที่ต้องแก้ไขให้รัดกุมในเรื่องการเงินของวัดและมูลนิธิ ส่วนกรณีหลวงพ่ออลงกตลาออกจากเจ้าอาวาส จะมีการตั้งผู้รักษาการแทน

นอกจากนี้ ยังมีข่าวเรื่องการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมของหลวงพ่อ ซึ่งได้สั่งการให้สำนักพุทธศาสนาไปตรวจสอบข้อมูลจากชาวบ้าน และตรวจสอบวุฒิการศึกษาว่าใช้ในการเลื่อนสมณศักดิ์หรือไม่ หากเป็นวุฒิปลอมจะถูกดำเนินคดี

การที่นายสุชาติลงมาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และต้องการสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคของวัดและมูลนิธิ เพื่อเรียกคืนความศรัทธาของประชาชน

การตรวจสอบ เงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของความศรัทธาและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อศาสนาพุทธ การที่ เงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ ถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใส จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคและประชาชนทั่วไป และจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของศาสนาพุทธโดยรวม การตรวจสอบ เงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “สุชาติ” ขีดเส้นตาย 10 วัน ตรวจสอบเงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย อุบตอบศาล! อิงค์ยกเลิก

เกิดอะไรขึ้นที่พรรคเพื่อไทย? วันที่ 19 สิงหาคม 2568 มีเรื่องราวให้จับตามองมากมาย เริ่มต้นที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” ยกเลิกการเข้าร่วมประชุมพรรคแบบกะทันหัน ทำเอา ส.ส. และมวลชนที่เตรียมมาอวยพรวันเกิดล่วงหน้าต้องผิดหวังไปตามๆ กัน แต่ที่น่าสนใจคือการปรากฏตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางมายังพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน

เดิมที ส.ส.พรรคเพื่อไทยเตรียมจัดงานเล็กๆ เพื่ออวยพรวันเกิดล่วงหน้าให้กับ น.ส.แพทองธาร ในวันที่ 21 สิงหาคม แต่เมื่อเจ้าตัวยกเลิกการเข้าร่วม มวลชนที่ทราบข่าวและเดินทางมาพร้อมดอกไม้และของขวัญก็ต้องผิดหวังไปด้วยเช่นกัน

ไฮไลท์อยู่ที่การเดินทางมาถึงของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางเข้ามายังพรรคเพื่อไทย และเดินทางกลับในเวลา 16.10 น. โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อมวลชนมากนัก เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงภารกิจในการมาพรรคเพื่อไทยในวันนี้ นายทักษิณตอบเพียงสั้นๆ ว่า “มาเจอแขก เจอเพื่อน เจอฝูง” เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลอาญาจะพิพากษาคดี 112 ในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ นายทักษิณกล่าวสั้นๆ ว่า “เรื่องศาลใครเขาพูดกัน” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในแวดวงการเมือง

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย อุบตอบศาล! อิงค์ยกเลิก

ในส่วนของความเคลื่อนไหวอื่นๆ ภายในพรรค นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมพรรค โดยให้สัมภาษณ์ว่าการเดินทางมาในครั้งนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีวาระพิเศษใดๆ เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวที่ชื่อของตนเองถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายชัยเกษมตอบว่าพรรคเพื่อไทยยังไงก็ต่อได้อยู่แล้ว

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยในวันนี้เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ การยกเลิกการเข้าร่วมประชุมของ น.ส.แพทองธาร การปรากฏตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร และท่าทีของนายชัยเกษม นิติสิริ ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ทำไมการมาของ “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย ถึงเป็นที่สนใจ?

การเดินทางมายังพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณในครั้งนี้ แม้จะไม่มีการเปิดเผยถึงวาระที่ชัดเจน แต่ก็เป็นที่จับตาของสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์การเมือง ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้:

  • สถานการณ์การเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง: ในช่วงเวลาที่การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัว การปรากฏตัวของนายทักษิณ ย่อมถูกตีความว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนและกำหนดทิศทางของพรรคเพื่อแก้ไขกับวิกฤตการเมือง
  • คดีความที่ยังคงอยู่: คำถามเกี่ยวกับการพิจารณาคดีมาตรา 112 ที่นายทักษิณถูกดำเนินคดี เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ การที่นายทักษิณไม่ตอบคำถามดังกล่าว ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและข้อถกเถียง
  • สัญญาณทางการเมือง: การปรากฏตัวของนายทักษิณ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความมั่นใจและการกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง แม้จะไม่ได้แสดงออกอย่างเปิดเผย

ไม่ว่าการมาของ “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทยกับเกี่ยวข้องกับอะไร การเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ยังคงเป็นที่สนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองไทย และอาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอนาคต

โดยรวมแล้วสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความซับซ้อนของการเมืองไทย การตัดสินใจและการกระทำของบุคคลสำคัญอย่าง น.ส.แพทองธาร และนายทักษิณ ชินวัตร จะมีผลกระทบอย่างมากต่อพรรคเพื่อไทยและอนาคตของประเทศ

ดังนั้นการจับตาดูความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจถึงทิศทางของการเมืองไทยและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย อุบบอกเรื่องไปศาล-“อิ๊งค์” ยกเลิกเข้าประชุม มวลชนอดเบิร์ธเดย์

Scroll to top