ข่าววันนี้

วงจรปิดนาที รถตู้นักเรียน ชนท้าย 10 ล้อ

จากกรณีอุบัติเหตุเศร้า รถตู้นักเรียนชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อที่จอดอยู่ริมถนน กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ วงจรปิดนาที “รถตู้นักเรียน” เสียหลักพุ่งชนท้าย 10 ล้อจอดริมถนนหน้าปั๊มน้ำมัน ได้อย่างชัดเจน เผยให้เห็นภาพนาทีชีวิตที่รถตู้โดยสารนักเรียนพุ่งชนท้ายรถบรรทุกสิบล้ออย่างจัง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ในพื้นที่ สภ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช สร้างความตกใจและเสียใจให้กับผู้ที่ได้รับทราบข่าวสาร

วงจรปิดนาที “รถตู้นักเรียน” เสียหลักพุ่งชนท้าย 10 ล้อจอดริมถนนหน้าปั๊มน้ำมัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุรถตู้นักเรียนของโรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา ประสบอุบัติเหตุชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อที่จอดอยู่ริมถนนเอเชีย 41 ฝั่งขาขึ้น บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง จากการตรวจสอบพบรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน นข 7171 สงขลา ได้รับความเสียหายอย่างหนักบริเวณด้านหน้าซ้าย ซึ่งชนเข้ากับท้ายรถบรรทุกสิบล้อแบบตู้ทึบ ยี่ห้อฮีโน่ ทะเบียน 74-5982 สมุทรปราการ

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า รถบรรทุกสิบล้อจอดอยู่บริเวณไหล่ทางด้านซ้าย และรถตู้ได้วิ่งตามหลังมา ก่อนจะเสียหลักพุ่งชนท้ายรถบรรทุกอย่างแรง เป็นเหตุให้คนขับและผู้โดยสารที่นั่งมาในรถตู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่มูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ร่อนพิบูลย์ และพื้นที่ใกล้เคียง ได้เร่งนำส่งผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลร่อนพิบูลย์

รายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ประกอบด้วย นายวรเมธ สมานุกร คนขับรถตู้ และนักเรียนโรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา จำนวน 5 คน ได้แก่ น.ส.กนกวรรณ ช่วยบุญ, น.ส.วิมลรัตน์ ยอดมุณี, น.ส.มุฑิตา กาฬจันโท, น.ส.สิดาพร อุไรกุล และคุณครูอีก 2 ท่าน คือ นายปวินทร วงค์วรรณ์ และ นางมนชนก ทองศรี รวมผู้ได้รับบาดเจ็บจากรถตู้ทั้งหมด 7 คน ส่วนคนขับรถสิบล้อ คือ นายอนุชา ใจงาม อายุ 36 ปี ชาว จ.หนองบัวลำภู ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนเพิ่มเติมทราบว่า รถตู้คันดังกล่าวเดินทางออกจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมชื่อดังในจังหวัดสงขลา ในช่วงเช้ามืด โดยมีจุดหมายปลายทางคือกรุงเทพมหานคร เพื่อนำนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และครู รวม 7 คน ไปร่วมการแข่งขันแกะสลักผลไม้ แต่เมื่อเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ รถตู้ได้พุ่งชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อที่จอดอยู่ริมถนนอย่างจัง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าคนขับรถตู้ อาจเกิดอาการหลับใน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ วงจรปิดนาที “รถตู้นักเรียน” เสียหลักพุ่งชนท้าย 10 ล้อจอดริมถนนหน้าปั๊มน้ำมัน อย่างละเอียดอีกครั้ง

สาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้ วงจรปิดนาที “รถตู้นักเรียน” เสียหลักพุ่งชนท้าย 10 ล้อจอดริมถนนหน้าปั๊มน้ำมัน จะเป็นอย่างไร?

  • คนขับหลับในจริงหรือไม่?
  • มีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือไม่?
  • มาตรการป้องกันอุบัติเหตุรถตู้โดยสารนักเรียนควรเป็นอย่างไร?

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพักผ่อนให้เพียงพอ ก่อนการขับขี่ยานพาหนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับรถระยะทางไกล นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบสภาพรถ และการปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ การติดตั้งกล้องหน้ารถก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยบันทึกเหตุการณ์และเป็นหลักฐานสำคัญในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุได้

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถตู้นักเรียนครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่นักเรียนและผู้ที่เดินทางด้วยรถโดยสารประเภทนี้อาจต้องเผชิญ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรพิจารณามาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียน รวมถึงการตรวจสอบสภาพรถโดยสาร และความพร้อมของผู้ขับขี่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

วงจรปิดนาที “รถตู้นักเรียน” เสียหลักพุ่งชนท้าย 10 ล้อจอดริมถนนหน้าปั๊มน้ำมัน ควรเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยบนท้องถนน และร่วมมือกันป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ที่มา – วงจรปิดนาที “รถตู้นักเรียน” เสียหลักพุ่งชนท้าย 10 ล้อจอดริมถนนหน้าปั๊มน้ำมัน

รวบ”บัญชีม้า” หลอกโอน 30 ล้าน! ตามคืนได้

วงการอาชญากรรมออนไลน์สั่นสะเทือน! ตำรวจไซเบอร์รวบ “บัญชีม้า” ตัวแสบ หลอกนักธุรกิจหญิงโอนเงิน 30 ล้านบาทได้สำเร็จ แต่ยังดีที่ตามอายัดเงินคืนมาได้ 1 ล้านบาท! มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น

รวบ “บัญชีม้า” หลอกเหยื่อโอนเงิน 30 ล้าน ตามอายัดทัน 1 ล้าน คืนผู้เสียหาย

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมด้วยทีมงาน แถลงข่าวการจับกุมบัญชีม้า ที่โรงแรมกระบี่รีสอร์ท จ.กระบี่ หลังปฏิบัติการทลายเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เผยว่า คดีนี้เริ่มจากนักธุรกิจหญิงวัย 57 ปี จาก อ.เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี สนใจลงทุนเทรดหุ้น แล้วไปเจอมิจฉาชีพในเพจหุ้นที่ดูน่าเชื่อถือ ทำให้เธอหลงเชื่อและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพชักชวนให้ร่วมลงทุน โดยอ้างผลตอบแทนสูง จนผู้เสียหายโอนเงินไป 5 ล้านบาท แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับผลตอบแทนและติดต่อไม่ได้ ทำให้รู้ตัวว่าโดนหลอก

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ผู้เสียหายไปเจอเพจเฟซบุ๊กตำรวจไซเบอร์ปลอม ที่อ้างว่าสามารถช่วยติดตามเงินคืนได้ ด้วยความหวังดี เธอจึงติดต่อไป แต่กลับกลายเป็นว่าโดนหลอกซ้ำสอง! มิจฉาชีพพูดจาเหมือนตำรวจจริง อ้างว่าจะดึงเงินคืนมาได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินเพิ่มไปอีก 25 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่โดนหลอกทั้งหมด 30 ล้านบาท!

ตามรวบ “บัญชีม้า” ตัวการสำคัญ

พ.ต.อ.สุทธิชัย เทียนโพธิ์ ผกก.3 บก.สอท.5 พร้อมชุดสืบสวน ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายนิรันตร์ มณฑล อายุ 53 ปี ชาว จ.นครปฐม เป็นผู้ร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยทำหน้าที่เปิดบัญชีม้าเพื่อรับเงินจากเหยื่อ จึงออกหมายเรียกและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน

ข่าวดีคือ ชุดสืบสวนสามารถอายัดเงินจากบัญชีคนร้ายได้จำนวน 1 ล้านบาท! และจากการตรวจสอบ พบว่าเป็นเงินที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหายรายนี้ ตำรวจไซเบอร์จึงดำเนินการประสานงานเพื่อคืนเงินให้ผู้เสียหายเป็นเช็คเงินสด 1 ล้านบาท

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า การลงทุนมีความเสี่ยง และเราต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดต่อกับบุคคลที่ไม่รู้จักผ่านช่องทางออนไลน์ หากมีข้อสงสัย หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อตำรวจไซเบอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

การจับกุมบัญชีม้ารายนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และเป็นสัญญาณเตือนให้มิจฉาชีพทราบว่า ตำรวจไซเบอร์พร้อมที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องประชาชน

ที่มา – รวบ “บัญชีม้า” หลอกเหยื่อโอนเงิน 30 ล้าน ตามอายัดทัน 1 ล้าน คืนผู้เสียหาย

หลวงพ่ออลงกต ยังไม่ลาออก วัดพระบาทน้ำพุ

คณะกรรมการวัดยืนยัน “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ขณะที่เจ้าคณะตำบลเขาสามยอดบอกหากลาออกจริง ต้องได้รับหนังสือแล้ว

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ พระอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ประกาศลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ อ.เมืองลพบุรี เพื่อรับผิดชอบต่อสถานการณ์และเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินไปอย่างโปร่งใสนั้น ล่าสุดมีรายงานว่าคณะกรรมการวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมด้วยลูกศิษย์ออกมายืนยันว่า หลวงพ่ออลงกตยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส

หลวงพ่ออลงกต ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าอาวาสวัดสระมะเกลือ เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด เผยว่า ตอนนี้หนังสือในการยื่นลาออกยังไม่มาถึงตนเอง หากมีการลาออกจริง ตนต้องได้รับหนังสือแล้ว และจะต้องส่งต่อไปยังเจ้าคณะอำเภอ จากนั้นทางเจ้าคณะอำเภอจะต้องลงนามแล้วส่งขึ้นไปให้เจ้าคณะจังหวัดได้ลงนามเป็นองค์สุดท้าย จึงจะถือว่าการลาออกจากเจ้าอาวาสเสร็จสมบูรณ์ ตอนนี้ยังไม่ได้รับหนังสือก็ถือว่ายังคงดำรงตำแหน่งอยู่

เหตุผลที่ยังไม่ลาออกของ หลวงพ่ออลงกต

ส่วนการที่ท่านจะลาออกนั้น คงจะเป็นเหตุผลที่ต้องการแสดงความบริสุทธิ์ที่พร้อมจะให้เจ้าหน้าที่มาสอบสวนได้ ซึ่งการที่มีตำแหน่งอยู่ก็จะถือว่าไม่ใช่พระสงฆ์ทั่วไป เหมือนยังรับราชการอยู่นั่นเอง ทำให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ดังกล่าว สร้างความสับสนให้กับประชาชนและผู้ที่ศรัทธาในวัดพระบาทน้ำพุเป็นอย่างมาก หลายคนแสดงความเป็นห่วงต่อสถานะและบทบาทของหลวงพ่ออลงกต ในการดูแลผู้ป่วยและเด็กกำพร้าที่อยู่ในความดูแลของวัด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวัดได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า การดำเนินงานของวัดจะยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ โดยมีทีมงานและผู้ช่วยที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของหลวงพ่ออย่างเต็มที่

ข่าวการลาออกที่ยังไม่เป็นความจริงนี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการทางสงฆ์ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะมีการเผยแพร่ข่าวสาร เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในสังคม การยืนยันจากคณะกรรมการวัดและเจ้าคณะตำบลเขาสามยอด ถือเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือและสร้างความกระจ่างให้กับประชาชนได้ในระดับหนึ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และการดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มีต่อวัดพระบาทน้ำพุและพระสงฆ์ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวัดแห่งนี้

การที่หลวงพ่ออลงกตยังคงอยู่ในตำแหน่ง ทำให้มั่นใจได้ว่าการดูแลผู้ป่วย HIV และเด็กกำพร้าจะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ร่วมกันสนับสนุนวัดพระบาทน้ำพุและเป็นกำลังใจให้หลวงพ่ออลงกตกันนะคะ!

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

เลขาฯ สมช. แจงศาล รธน. 21 ส.ค. จริงหรือ?

เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. จริงหรือ?

“ฉัตรชัย บางชวด” เลขาธิการ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ นัดไต่สวนพยาน 21 ส.ค. นี้ “หมอพรหมินทร์” บอกรอ “นายกฯ แพทองธาร” ไปเองหรือไม่… เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปไต่สวนในฐานะพยาน คดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ว่า ตนจะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญเองในวันที่ 21 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่าเตรียมคำชี้แจงอย่างไรไว้บ้าง นายฉัตรชัย กล่าวว่า ต้องรอฟังในวันนั้น

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ จะมีผลต่อรูปคดีอย่างไร และจะมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมาก

ทางด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร จะไปให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ ว่า “ให้รอถามนายกฯ เอง”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ค่อนข้างตึงเครียด การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าการให้ข้อมูลของเลขาธิการ สมช. จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่

  • ความสำคัญของพยานหลักฐาน: คลิปเสียงสนทนาที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน และจะสามารถนำมาใช้ในการพิจารณาคดีได้อย่างไร
  • บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ: การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อย่างไร
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: คดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาได้หรือไม่

การที่ “หมอพรหมินทร์” โยนให้ไปถาม “อิ๊งค์” เองว่าจะไปหรือไม่ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่ามีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือไม่ หรือว่ามีเหตุผลอื่นใดที่ทำให้ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ในขณะนี้

การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นได้ ทุกฝ่ายจึงควรติดตามข่าวสารอย่างรอบคอบและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้

การที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกเลขาธิการ สมช. ไปให้ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ได้รับ และต้องการพิจารณาคดีอย่างรอบด้านเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การที่เลขาธิการ สมช. เตรียมตัวเดินทางไปให้ข้อมูลด้วยตนเองก็แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

คดีนี้เป็นบทพิสูจน์สำคัญของกระบวนการยุติธรรมของไทยว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่ การที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและติดตามการดำเนินคดีได้อย่างใกล้ชิดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและส่งเสริมให้เกิดสังคมที่มีความยุติธรรมและเสมอภาค

ที่มา – เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. “หมอมิ้ง” โยนถาม “อิ๊งค์” ไปเองหรือไม่

แก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ ขนยาลงใต้!

เรื่องราวเหลือเชื่อ! หนุ่มนักขับรถขนส่งสังเกตความผิดปกติของกล่องพัสดุ แจ้งตำรวจ ตรวจสอบเจอยาไอซ์และกัญชามูลค่ากว่า 81 ล้านบาท! พบเป็นขบวนการแก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ ขนไอซ์-กัญชา มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท ลงใต้ โดยว่าจ้างในราคา 10,000 บาท

แก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ ขนไอซ์-กัญชา มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท ลงใต้

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ณ สภ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ได้มีการแถลงข่าวการจับกุม นายทรงพล อนุรักษ์พนาวัน อายุ 31 ปี และ น.ส.พนิดา นกดี อายุ 23 ปี พร้อมของกลางยาไอซ์ 210 กิโลกรัม และกัญชาอัดแท่ง 390 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 81 ล้านบาท พร้อมรถกระบะอีก 1 คัน โดยมี พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7 และผู้เกี่ยวข้องร่วมแถลง

พล.ต.ท.นัยวัฒน์ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากการสืบสวนและได้รับเบาะแสจากพนักงานขนส่งว่าพบยาเสพติดจำนวนมาก ซุกซ่อนในพูลวิลล่าแห่งหนึ่งใน อ.อัมพวา จากการตรวจสอบพบยาไอซ์จำนวนมากในกล่องพัสดุที่บรรจุเงาะ แต่ผู้เช่าได้หลบหนีไปก่อน

ต่อมา ศาลจังหวัดสมุทรสงครามได้ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสอง และสามารถจับกุมได้ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการและยึดทรัพย์สินตามกฎหมาย

ยาเสพติด

นายไกรเลิศ ดาวเรือง ผอ.ปปส. ภ.7 คาดว่ายาเสพติดเหล่านี้มาจากฝั่งลาว ผ่านภาคเหนือ พักยาในสมุทรสงคราม แล้วว่าจ้างขนส่งเอกชนไปยังภาคใต้ เพื่อส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ผู้ต้องหารับสารภาพว่าจ้างขนส่งจริง เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ร่วมจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย และกระทำเพื่อการค้า และร่วมจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (กัญชา) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย และกระทำเพื่อการค้า” และจะขยายผลต่อไป

นายเอ (นามสมมติ) พนักงานส่งของเล่าว่า ได้รับงานผ่านแอปฯ โดยผู้ว่าจ้างอ้างว่าเป็นมังคุดอบแห้ง แต่เมื่อไปรับสินค้ากลับพบว่าเป็นเงาะ 21 ลัง และสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเปิดกล่องดูและพบว่าเป็นยาไอซ์ จึงแจ้งตำรวจ

พนักงานขับรถรายนี้ยังกล่าวว่า การกระทำดังกล่าวไม่เหมาะสม และฝากเตือนเพื่อนร่วมอาชีพให้ระมัดระวัง หากพบสิ่งผิดสังเกตให้แจ้งตำรวจ

พนักงานขนส่งกับการจับกุมแก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ

เรื่องราวของพนักงานขนส่งที่ไหวพริบดีในการสังเกตความผิดปกติ กลายเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การจับกุมแก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ ขนไอซ์-กัญชา มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท ลงใต้ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตื่นตัวและความร่วมมือของประชาชนในการต่อต้านยาเสพติด

  • การสังเกตสิ่งผิดปกติเป็นสิ่งสำคัญ
  • ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสิ่งที่ดี
  • การตระหนักถึงผลกระทบของยาเสพติดต่อสังคม

แก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ ขนไอซ์-กัญชา มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท ลงใต้ เป็นภัยร้ายที่สังคมต้องร่วมมือกันกำจัด พนักงานขนส่งท่านนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการทำหน้าที่พลเมืองที่ดี การแจ้งเบาะแสเมื่อพบสิ่งผิดปกติ ช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากยาเสพติดได้

การใช้แอปพลิเคชันเรียกรถขนส่งเพื่อกระทำผิด เป็นรูปแบบใหม่ที่อาชญากรนำมาใช้ เจ้าหน้าที่จึงต้องปรับตัวและเพิ่มมาตรการป้องกันให้ทันต่อสถานการณ์

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ประกอบอาชีพขนส่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการรับงาน และตรวจสอบสินค้าให้ถี่ถ้วน เพื่อป้องกันตัวเองจากการตกเป็นเครื่องมือของอาชญากร นอกจากนี้ ผู้บริโภคควรเลือกใช้บริการขนส่งที่มีความน่าเชื่อถือ และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี

ที่มา – แก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ ขนไอซ์-กัญชา มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท ลงใต้

เพื่อไทยไม่หวั่น! คดี “แพทองธาร” มั่นใจนายกฯ ไปต่อ

พรรคเพื่อไทยย้ำ ไม่กังวลคดี “แพทองธาร” ชินวัตร ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย 29 ส.ค. นี้ มั่นใจในเจตนาดีของนายกฯ แม้ผลออกมาไม่เป็นคุณ ก็ยังมี “ชัยเกษม” เป็นตัวสำรอง ปิดทางพรรคร่วมรัฐบาลที่จะเข้ามาเปลี่ยนตัวนายกฯ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดี “แพทองธาร” ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า สส.เพื่อไทยทุกคนกำลังใจดี ไม่มีใครกังวลหรือหวั่นไหวต่อเรื่องนี้

“เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้พูดไปนั้น เป็นการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง และเป็นการประวิงเวลาเพื่อรักษาชีวิตคนไทยในกัมพูชาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เราเชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม และไม่จำเป็นต้องมีแผนสำรอง เพราะเรามั่นใจในเจตนาดีของนายกรัฐมนตรี” นายวิสุทธิ์ กล่าว

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวอีกว่า หากเกิดอะไรขึ้น นายกรัฐมนตรีก็ยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทย โดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยรออยู่ ไม่ต้องกังวล คนอื่นต้องรอก่อน และไม่กลัวว่าจะมีการเปลี่ยนขั้ว เพราะทุกวันนี้ก็ยังอยู่กันได้ แม้ว่าเสียงในสภาฯ จะปริ่มน้ำก็ตาม

เมื่อถามถึงโอกาสที่อาจจะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเป็นคนจากพรรคร่วมรัฐบาล นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ไม่มี วันนี้ พรุ่งนี้ ก็ยังยืนยัน” สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ไม่ได้กังวลเรื่องตัวนายกรัฐมนตรี และหากมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จะดึงพรรคภูมิใจไทยกลับมาร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะวันนี้ไม่ได้คิดถึงเรื่องการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงประเด็นเรื่องคลิปสนทนาที่อาจจะทำให้ความเชื่อมั่นของนายกรัฐมนตรีลดลง จากผลสำรวจโพลที่ออกมา นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ถึงจะมีโพลก็จริง แต่ประเทศไม่ได้เสียดินแดน ไม่ได้อ่อนแอ ความสามัคคีของคนในชาติเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่น และนานาชาติเชื่อมั่นประเทศไทย” เขาไม่อยากให้ไปฟังคนที่ปลุกกระแส หรือไม่ใช่สื่อจริงๆ เพราะจะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเสียหาย

ส่วนการวิเคราะห์ที่ว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะรอดหรือไม่รอดคดี “แพทองธาร” ก็อยู่ต่อไปได้ยากนั้น นายวิสุทธิ์ยืนยันว่า “ไม่ยาก ทำไมต้องยาก ถ้าไม่ผิดจะกลัวอะไร อย่าไปสร้างกระแสให้วุ่นวาย ประเทศจะเดินหน้าได้ด้วยความรักความสามัคคี”

คดี “แพทองธาร”

เพื่อไทยมั่นใจ คดี “แพทองธาร” ไม่กระทบ

สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้อาจดูเหมือนมีความไม่แน่นอน แต่พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดและให้ความมั่นใจอย่างเต็มที่ต่อนายกรัฐมนตรี การที่พรรคกล้ายืนยันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การมี “ชัยเกษม” เป็นตัวเลือกสำรอง ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นของพรรคเพื่อไทยในการสนับสนุนนายกรัฐมนตรี แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับคดี “แพทองธาร” แต่พรรคก็ยังคงเชื่อมั่นในเจตนาดีและความสามารถในการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรี

ที่มา – คดี “แพทองธาร” พื่อไทยไม่หวั่นไหว เชื่อนายกฯ ได้ไปต่อ แม้ผลเป็นลบยังมี “ชัยเกษม”

ผู้ว่าฯ สงขลา ยัน! คำสั่งปลอม นายอำเภอจัดเลี้ยง มท.3

กลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อมีการเผยแพร่หนังสือคำสั่งที่อ้างว่า “ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา” สั่งการให้ “นายอำเภอเมือง” จัดเตรียมอาหารว่างและเจ้าหน้าที่ต้อนรับ “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย” ล่าสุด ผู้ว่าฯ สงขลา ออกมายืนยันแล้วว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของปลอม! มาเจาะลึกรายละเอียดของข่าวนี้กัน

ผู้ว่าฯ สงขลา ยืนยันคำสั่งให้ “นายอำเภอเมือง” จัดอาหารว่างรับ มท.3 เป็นหนังสือปลอม

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่มีการแชร์หนังสือคำสั่งราชการ เรื่องขอความอนุเคราะห์อำนวยความสะดวก นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยในหนังสือดังกล่าว สั่งการให้นายอำเภอเมืองสงขลาร่วมส่ง นายเดชอิศม์ ที่เดินทางมาตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 18 สิงหาคม เวลา 8.25 น. พร้อมทั้งให้เตรียมอาหารว่างเครื่องดื่มและเจ้าหน้าที่ ณ ห้องรับรอง ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ โดยอ้างอิงวันที่ในหนังสือคือวันที่ 17 สิงหาคม 2568

ผู้ว่าฯ โชตินรินทร์ ยืนยันหนักแน่นว่า หนังสือฉบับดังกล่าวไม่ใช่ของจริง “เมื่อวานนี้ผมมีภารกิจถึง 3 งาน ไม่ได้มีการลงนามในหนังสือคำสั่งลักษณะนี้อย่างแน่นอน” เขากล่าว

ข้อสังเกตเกี่ยวกับหนังสือคำสั่งปลอม

ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า โดยปกติแล้ว การออกหนังสือคำสั่งถึงนายอำเภอจะต้องออกจากที่ทำการปกครองจังหวัด ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ถูกต้องตามขั้นตอน และข้อมูลที่ปรากฏในหนังสือไม่ได้มีส่วนช่วยในการพัฒนาจังหวัดแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ยังกล่าวอีกว่า จะต้องมีการตรวจสอบว่าหน่วยงานใดเป็นผู้ออกหนังสือดังกล่าว และมีการปลอมแปลงหนังสือคำสั่งหรือไม่ รวมถึงใครเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนี้ ส่วนเรื่องลายเซ็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าคล้ายกับลายเซ็นของตนเองนั้น ผู้ว่าฯ ยืนยันว่าเมื่อตนไม่ได้เป็นผู้ลงนาม ลายเซ็นนั้นก็ถือเป็นโมฆะ และจะถือว่าสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อตนรับรองว่าได้สั่งการให้ดำเนินการจริง

สำหรับกระบวนการในการดำเนินคดีนั้น จะต้องเป็นไปตามระบบราชการ โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับผิดชอบหน่วยงานไปตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ เสริมว่า แม้ว่าผู้ที่เคยปฏิบัติงานอาจจะนำวิธีการที่เคยทำมาเขียนเป็นหนังสือได้ แต่วิธีการดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ตนปฏิบัติ และขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หนังสือที่ถูกเผยแพร่และอาจมีการปลอมแปลงลายเซ็นนั้น อาจเป็นผลมาจากความขัดแย้งภายในฝ่ายบริหารในศาลากลางจังหวัดสงขลา หรืออาจมีผู้ที่ต้องการหวังผลประโยชน์ในตำแหน่ง หรือหวังผลทางการเมืองหรือไม่? นายโชตินรินทร์ ยืนยันว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะตนเองไม่เคยปฏิบัติงานที่จังหวัดสงขลามาก่อน ไม่มีลูกน้องคนใกล้ชิด หรือมีความขัดแย้งกับผู้ใด และไม่ใช่การหวังผลตำแหน่งทางการบริหารงานหรือการเมือง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้อย่างแน่นอน

ถึงแม้ว่าจะมีประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้น ผู้ว่าฯ โชตินรินทร์ ยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกหนักใจแต่อย่างใด เพราะยังมีเรื่องสำคัญอื่นๆ ที่ต้องขับเคลื่อนอีกมากมาย และเรื่องนี้ก็ต้องไปตรวจสอบเจตนาของผู้ที่ทำหนังสือฉบับนี้ต่อไป

สรุปแล้ว ประเด็นสำคัญคือ ผู้ว่าฯ สงขลา ยืนยันคำสั่งให้ “นายอำเภอเมือง” จัดอาหารว่างรับ มท.3 เป็นหนังสือปลอม ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเบื้องหลังและความตั้งใจของผู้ที่สร้างเอกสารเท็จนี้ขึ้นมา เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปถึงบทสรุปและผู้ที่เกี่ยวข้อง

การออกมาปฏิเสธอย่างรวดเร็วของผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยงานราชการ การตื่นตัวของประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจผิดในสังคม

ที่มา – ผู้ว่าฯ สงขลา ยืนยันคำสั่งให้ “นายอำเภอเมือง” จัดอาหารว่างรับ มท.3 เป็นหนังสือปลอม

สลด! พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในกัมพูชา

ความคืบหน้าล่าสุดคดีสะเทือนขวัญ พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในประเทศกัมพูชา! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์ สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลใจให้กับทั้งชาวเกาหลีใต้และชาวกัมพูชาเป็นอย่างมาก

พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในแหล่งปฏิบัติการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา

รายงานข่าวระบุว่า ศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะถูกห่อด้วยผ้าห่มและถุงพลาสติก ทิ้งอยู่ในถังขยะขนาดใหญ่ สภาพศพมีร่องรอยการถูกทำร้ายอย่างรุนแรง บ่งชี้ถึงการก่ออาชญากรรมที่โหดร้าย ซึ่งทางการเกาหลีใต้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งดำเนินการสอบสวนอย่างเร่งด่วน เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่าพื้นที่ที่พบศพนั้น เป็นบริเวณที่เชื่อว่าเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในจังหวัดกำปอต ประเทศกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้ยืนยันว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือชาวเกาหลีใต้จริง พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การยืนยันรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับคดีนี้ยังคงเป็นไปได้ยาก

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะ

เจ้าหน้าที่สอบสวนท้องถิ่นได้รายงานว่า ศพของชายชาวเกาหลีใต้รายนี้เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผล ฟกช้ำ และคราบเลือด ซึ่งบ่งชี้ว่าเขาถูกทำร้ายอย่างต่อเนื่องและทารุณ สอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตจากคอมพาวด์ลักษณะเดียวกัน ที่เล่าถึงการถูกทำร้ายร่างกาย ช็อตไฟฟ้า และทรมานด้วยน้ำ

แหล่งข่าวระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในฐานปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์หลายสิบแห่งในกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยเครือข่ายอาชญากรรมชาวจีน จุดเหล่านี้ขึ้นชื่อในด้านการทำคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง ฟิชชิ่ง และการลงทุนปลอม โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและแทบไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่น

องค์กรสิทธิมนุษยชน Amnesty International ประเมินว่ามีฐานปฏิบัติการลักษณะนี้มากกว่า 50 แห่งทั่วประเทศกัมพูชา โดยทำงานในลักษณะ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่เจ้าหน้าที่แทบไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า จำนวนชาวเกาหลีใต้ที่ถูกรายงานว่าถูกลักพาตัวหรือกักขังในกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

รายงานท้องถิ่นยังชี้ว่า ยังมีชาวเกาหลีใต้อีกจำนวนมากที่อาจยังติดอยู่ภายในคอมพาวด์เหล่านี้ โดยส่วนใหญ่ถูกล่อลวงด้วยโฆษณางานต่างประเทศรายได้สูง ก่อนที่จะถูกบังคับใช้แรงงานผิดกฎหมายเมื่อเดินทางถึงกัมพูชา

แม้ว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้น แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ก็ยอมรับว่าการเข้าไปจัดการกับคอมพาวด์เหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐกัมพูชา และเกาหลีใต้เองก็ไม่มีอำนาจสอบสวนในพื้นที่โดยตรง ปัจจุบัน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้ประจำอยู่ที่สถานทูตในกรุงพนมเปญเพียง 1 นายเท่านั้น โดยผู้เสียหายที่ติดต่อสถานทูตจะได้รับคำแนะนำให้แจ้งตำรวจท้องถิ่น เนื่องจากสถานทูตไม่สามารถปฏิบัติการช่วยเหลือหรือสอบสวนได้เอง

เหตุการณ์พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในกัมพูชาครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของการหลอกลวงข้ามชาติ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในแหล่งปฏิบัติการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา

คณะรวมพลังฯ จี้! ยกเลิก MOU 43-44 หน้ารัฐสภา

คณะรวมพลังแผ่นดินฯ ปักหมุด 21 ส.ค. 68 นัดชุมนุมหน้ารัฐสภา เรียกร้องรัฐบาลและทุกพรรคการเมือง ยกเลิก MOU 43–44 ต้นตอข้อพิพาทเขตแดนไทย–กัมพูชา ขณะที่ “อดีต สว.สมชาย” จี้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดถ่ายทอดสดการไต่สวนคดีแพทองธาร

วันที่ 18 ส.ค. 68 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ คณะแกนนำคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายนิติธร ล้ำเหลือ, นายแก้วสรร อติโพธิ, นายสมชาย แสวงการ, นายพิชิต ไชยมงคล และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แถลงข่าวประกาศจัดกิจกรรม “แสดงพลังปกป้องอธิปไตยไทย” บริเวณด้านหน้ารัฐสภา ในวันพุธที่ 21 ส.ค. ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป เพื่อจับตาญัตติด่วนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นต้นตอของปัญหาข้อพิพาทเขตแดนไทย–กัมพูชา ทั้งในพื้นที่ทางบกบริเวณปราสาทพระวิหาร และในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่มีทรัพยากรพลังงานมหาศาล

คณะรวมพลังแผ่นดินฯ นัดจัดชุมนุมหน้ารัฐสภา 21 ส.ค. จี้ยกเลิก MOU 43-44

นายจตุพร กล่าวว่า กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ส.ค. ไม่ใช่เพื่อป่วนหรือเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่เป็นการแสดงออกอย่างสันติ เพื่อเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลและทุกพรรคการเมืองในรัฐสภา แสดงความจริงใจในการทำหน้าที่ ด้วยการตระหนักว่า MOU 43–44 มีผลกระทบต่อประเทศอย่างแท้จริง และจนถึงวันนี้ยังไม่มีการอภิปรายทั่วไปในสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ทั้งที่เกิดเหตุการณ์ปะทะชายแดนหลายครั้ง นี่คือจุดเริ่มต้นของการแสดงพลังจากภาคประชาชน เพื่อเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU 43–44 และให้รัฐบาลกล้าเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับรู้โดยตรง

ทำไมต้อง ยกเลิก MOU 43-44?

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กล่าวว่า ญัตติที่ยื่นเข้าสภาในประเด็น MOU 43–44 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนควรติดตาม เพราะทั้งสองฉบับเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจรจาเรื่องพลังงานและอธิปไตยของประเทศ หากรัฐสภาปล่อยให้มีข้อตกลงระหว่างประเทศโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน เท่ากับละเลยหน้าที่ที่แท้จริงในการปกป้องชาติ 

MOU 43-44 คืออะไร ทำไมถึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง? บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและทรัพยากรของชาติ การชุมนุมของคณะรวมพลังแผ่นดินฯ จึงเป็นการแสดงออกถึงความกังวลของประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การยกเลิก MOU 43-44 ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่การเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ กล่าวว่า คดีของ น.ส.แพทองธาร มีความร้ายแรงกว่าคดีถอดถอนของอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคน เพราะมีความเชื่อมโยงกับการต่างประเทศ และข้อกล่าวหาว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการใช้สถานที่ทางการทูตของกัมพูชาในการจัดตั้งรัฐบาล เรื่องนี้ต้องมีการไต่สวนอย่างเปิดเผย และศาลรัฐธรรมนูญต้องไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันทางการเมือง หากปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหาย จะเป็นอันตรายต่อระบบประชาธิปไตยในระยะยาว

การชุมนุมครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงพลังของประชาชนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – คณะรวมพลังแผ่นดินฯ นัดจัดชุมนุมหน้ารัฐสภา 21 ส.ค. จี้ยกเลิก MOU 43-44

Scroll to top