ข่าววันนี้

“โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้ เตือนเลิกกิจการ

สถานการณ์น่าเป็นห่วงสำหรับ “โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้งวดถัดไป และเตือนนักลงทุนว่าอาจต้องเลิกกิจการ! บริษัท อีสต์แมน โกดัก ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ถ่ายภาพรายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แจ้งข่าวร้ายแก่นักลงทุนว่า บริษัทอาจไม่สามารถอยู่รอดต่อไปได้อีกนาน และอาจจำเป็นต้องยุติกิจการที่ดำเนินมายาวนานกว่า 133 ปี

“โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้งวดถัดไป เตือนนักลงทุนอาจต้องเลิกกิจการ

ในรายงานผลประกอบการล่าสุดที่เผยแพร่ออกมา โกดัก (Kodak) ได้เตือนว่า พวกเขาไม่มี “สัญญาเงินกู้ผูกมัด” หรือสภาพคล่องที่เพียงพอต่อการชำระหนี้งวดถัดไป ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดข้อสงสัยและความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินกิจการต่อไปของบริษัท

บริษัทโกดัก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำด้านการจัดจำหน่ายอุปกรณ์ วัสดุ เคมีภัณฑ์ และบริการที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา กำลังพิจารณาแผนการระดมเงินสดด้วยการหยุดจ่ายเงินในแผนเงินบำนาญของพนักงาน นอกจากนี้ บริษัทยังคาดการณ์ว่ามาตรการกำแพงภาษีจะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของพวกเขามากนัก เนื่องจากสินค้าจำนวนมากของโกดักนั้นผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา

“โกดัก” กับความท้าทายในการปรับตัว

นายจิม คอนติเนนซา ซีอีโอของโกดัก กล่าวในรายงานผลประกอบการว่า “ในไตรมาสที่ 2 โกดักยังคงเดินหน้าตามแผนการระยะยาวต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่แน่นอน” คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของบริษัทในการปรับตัวและแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม โฆษกของโกดักได้ออกแถลงการณ์ในวันอังคาร โดยระบุว่า บริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถชำระเงินกู้ส่วนใหญ่ได้ก่อนถึงกำหนดชำระ และกำลังพิจารณาแนวทางการแก้ไข ขยายเวลา หรือรีไฟแนนซ์หนี้ที่เหลืออยู่ รวมถึงภาระผูกพันในหุ้นบุริมสิทธิ์

สถานการณ์ที่ “โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้นี้ แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการปรับตัวของธุรกิจที่เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงในอดีต แต่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ทันท่วงที

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ของโกดัก ได้แก่:

  • การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี: การเกิดขึ้นของกล้องดิจิทัลและสมาร์ทโฟน ทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการเกี่ยวกับการถ่ายภาพแบบดั้งเดิมลดลงอย่างมาก
  • การแข่งขันที่รุนแรง: โกดักต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่น ๆ ที่มีความสามารถในการปรับตัวและพัฒนานวัตกรรมได้รวดเร็วกว่า
  • การบริหารจัดการ: การตัดสินใจทางธุรกิจที่ไม่ถูกต้องในอดีต เช่น การไม่ลงทุนในการพัฒนากล้องดิจิทัลอย่างจริงจัง ทำให้โกดักเสียเปรียบในการแข่งขัน

อนาคตของโกดักยังคงไม่แน่นอน แต่บริษัทกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาทางการเงินและปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การที่ “โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่าบริษัทอาจต้องเผชิญกับความยากลำบากในการอยู่รอดต่อไป

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “โกดัก” ทำให้เราได้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อาจต้องเผชิญกับความยากลำบากในการแข่งขันและอาจถึงขั้นต้องปิดกิจการในที่สุด

ที่มา – “โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้งวดถัดไป เตือนนักลงทุนอาจต้องเลิกกิจการ

ทรัมป์เตือนปูติน จะเกิดผลร้ายแรง หากไม่ยุติสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือน วลาดิเมียร์ ปูติน ว่าจะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงครามกับยูเครน หลังการประชุมสุดยอดที่อลาสกาในวันศุกร์นี้ ถือเป็นคำเตือนที่น่าสนใจจากอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงที่ศูนย์เคนเนดี ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่ามีโอกาสที่เขาจะพบปะครั้งที่ 2 กับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย โดยมีนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเข้าร่วมด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการประชุมที่อลาสกาในวันศุกร์นี้ การเจรจาสันติภาพครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

นายทรัมป์ระบุว่า ในการประชุมครั้งที่ 1 นั้น เขาจะหาคำตอบว่า “จุดยืนของเราอยู่ตรงไหน และเรากำลังทำอะไรอยู่” นี่คือขั้นตอนแรกที่สำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์และความต้องการของแต่ละฝ่าย

“ผมอยากจะทำมันเกือบจะในทันที และเราจะมีการพบปะครั้งที่ 2 อย่างรวดเร็วระหว่างประธานาธิบดีปูติน ประธานาธิบดีเซเลนสกี และตัวผมเอง หากพวกเขาต้องการให้ผมอยู่ด้วย” นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า เขาวางแผนจะโทรศัพท์หานายเซเลนสกีกับผู้นำชาติยุโรป หลังการหารือกับปูตินในวันศุกร์ การมีส่วนร่วมของผู้นำยุโรปจะช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้กับการเจรจา

เมื่อพูดถึงการโทรศัพท์คุยกับผู้นำยุโรปและผู้นำยูเครนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา นายทรัมป์กล่าวว่า เป็นการหารือที่ดีมากๆ “ผมให้คะแนนเต็ม 10 เป็นการคุยอย่างเป็นมิตรมากๆ” การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นำเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเจรจาที่ประสบความสำเร็จ

หลังจากนั้น นายทรัมป์ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ขอให้เขาแสดงความเห็นเรื่องรัสเซียกับยูเครน ซึ่งนายทรัมป์กล่าวว่า จะมีผลร้ายแรงมากๆ ตามมา หากนายปูตินไม่ตกลงยุติสงครามกับยูเครนหลังการพบปะในวันศุกร์ ทรัมป์ย้ำว่า ทรัมป์เตือนปูตินถึงผลกระทบที่จะตามมา

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสริมด้วยว่า เขาเคยมีการสนทนาที่ดีกับนายปูติน แต่หลังจากนั้นกลับได้เห็นรัสเซียยิงจรวดโดนบ้านพักคนชรา โดนตึกอพาร์ตเมนต์ และมีผู้คนล้มตายตามท้องถนน นี่คือภาพที่สะท้อนความโหดร้ายของสงคราม และความจำเป็นในการยุติความขัดแย้ง

นักข่าวอีกคนถามเรื่องรายงานที่ว่า รัสเซียแฮกระบบคอมพิวเตอร์สำหรับจัดการเอกสารของศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยนายทรัมป์ตอบว่า เขาจะถามเรื่องนี้กับนายปูตินในการพบปะกันในวันศุกร์นี้ด้วย ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดและความไม่ไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

การออกมาเตือนของทรัมป์ในครั้งนี้ สร้างความสนใจให้กับทั่วโลกถึงท่าทีของรัสเซียในการเจรจาที่จะเกิดขึ้น

ทำไมทรัมป์ถึงออกมาเตือนปูตินเรื่องผลร้ายแรง?

เป็นที่น่าจับตาว่าทำไมอดีตประธานาธิบดีอย่างทรัมป์จึงออกมาเตือนปูตินอย่างเปิดเผยเช่นนี้ การออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้อาจมีเป้าหมายทางการเมือง หรืออาจเป็นความกังวลอย่างแท้จริงต่อสถานการณ์ในยูเครน

สถานการณ์ในยูเครนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่าทีของรัสเซียในการเจรจา รวมถึงผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดที่อลาสกา จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของภูมิภาคนี้ และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั่วโลก การที่ ทรัมป์เตือนปูติน แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับประเด็นนี้

การที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของสาธารณชน และอาจเป็นแรงกดดันต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เร่งหาทางออกให้กับความขัดแย้งนี้ การเจรจาที่จะเกิดขึ้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของยูเครนและยุโรป

การที่ ทรัมป์เตือนปูติน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ประเด็นสงครามในยูเครนยังคงเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และการหาทางออกอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

ที่มา – ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

สส.วรรณวิภา แฉงบฯ บิ้วอินห้องอธิบดี

กลายเป็นประเด็นร้อนในการประชุมสภา เมื่อ “วรรณวิภา ไม้สน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแฉงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีการจัดสรรงบประมาณในการบิ้วอินห้องทำงานอธิบดีและรองอธิบดีอย่างหรูหราเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาของตู้เสื้อผ้าและตู้โชว์ที่มีราคาสูงถึงหลักแสนบาท สวนทางกับการตัดลดงบประมาณในการซ่อมแซมบ้านให้กับผู้พิการ

สส.วรรณวิภา แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดีฉ่ำ ราคาแพงหูฉี่

นางสาววรรณวิภา ไม้สน ได้อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเน้นย้ำถึงความไม่สมเหตุสมผลในการจัดสรรงบประมาณของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่มีการปรับลดงบประมาณในการซ่อมแซมบ้านให้กับผู้พิการ แต่กลับไปเพิ่มงบประมาณในการก่อสร้างและตกแต่งภายในสำนักงาน

“งบประมาณในการตกแต่งผนังกำแพงสูงถึงตารางเมตรละ 6,000 บาท รวมเป็นเงินกว่า 8 ล้านบาท มีการจัดซื้อตู้เอกสาร 493 ตู้ เป็นเงินกว่า 7.6 ล้านบาท และมีการจัดซื้อตู้โชว์ 29 ตู้ เป็นเงิน 4.3 ล้านบาท ราคานี้ไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าประดับด้วยทองคำหรืออย่างไร” นางสาววรรณวิภากล่าว

บิ้วอินห้องอธิบดีสุดหรู งบประมาณบานปลาย

นอกจากนี้ นางสาววรรณวิภายังได้ตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณในการปรับปรุงห้องทำงานของอธิบดี ที่มีการจัดซื้อตู้โชว์ราคา 580,000 บาท ตู้เสื้อผ้าราคา 180,000 บาท ตู้เก็บเอกสารราคา 280,000 บาท และตู้วาง TV ราคา 140,000 บาท ในขณะที่ห้องทำงานของรองอธิบดีทั้งสองท่านก็มีการจัดซื้อตู้เสื้อผ้าในราคาสูงถึงห้องละ 270,000 บาท

“ดิฉันอ่านแล้วอ่านอีก นึกว่าอ่านผิด แต่มันราคานี้จริงๆ จึงได้แต่คิดและก็สงสัยว่าตู้เสื้อผ้าราคา 280,000 บาท หน้าตามันเป็นยังไง ในขณะที่ตัดงบซ่อมแซมบ้านผู้พิการหลังละ 40,000 บาท แต่มีการจัดงบบิ้วอินห้องทำงานกันแบบฉ่ำๆ แล้วจะตอบกับผู้พิการได้อย่างไร” นางสาววรรณวิภากล่าวด้วยความสงสัย

ประเด็นที่นางสาววรรณวิภาหยิบยกมา ทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณ ที่ให้ความสำคัญกับการตกแต่งสำนักงานของผู้บริหารระดับสูงมากกว่าการช่วยเหลือผู้พิการที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการจ้างงานผู้พิการในภาครัฐ ที่ยังต่ำกว่าภาคเอกชน

ด้านนายพัฒนา สัพโส กรรมาธิการ ได้ชี้แจงว่า ในชั้นคณะกรรมาธิการมีการแปรญัติเพิ่มงบประมาณสำหรับผู้พิการจำนวน 153 ล้านบาท ซึ่งเป็นความเห็นพ้องกันของทั้งกรรมาธิการเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย และฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม นางสาววรรณวิภายังคงติดใจในประเด็นการจัดสรรงบประมาณที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริหารมากกว่าผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ที่อาจไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และยังคงมีช่องว่างให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่โปร่งใสและไม่คุ้มค่า การตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง การออกมาแฉงบฯ​ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดี ครั้งนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบและปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ประเด็นเรื่อง สส.วรรณวิภา แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดี นี้ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และคาดว่าจะมีการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจากหลายภาคส่วน เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

การตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาครัฐเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมส่วนรวม

ที่มา – “สส.วรรณวิภา” แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดีฉ่ำ ราคาแพงหูฉี่ ตู้โชว์ ตู้เสื้อผ้าราคาหลายแสน

สลด! **เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี** พบ 20 ศพ

ข่าวเศร้าสะเทือนใจจากอิตาลี เมื่อเกิดเหตุเรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี บริเวณชายฝั่งเกาะลัมเปดูซา รายงานล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20 ศพ และเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความหวังที่จะพบผู้รอดชีวิตเพิ่มเติม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเรือบรรทุกผู้อพยพจำนวนมากอย่างน้อย 97 ชีวิต ประสบเหตุล่มในทะเล ห่างจากชายฝั่งเกาะลัมเปดูซาไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 14 ไมล์ทะเล หน่วยกู้ภัยได้เข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง

เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี สังเวยแล้ว 20 ชีวิต

ตามรายงานจากสถานีวิทยุ Rai Radio 1 ของอิตาลี ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ลดละ โดยคาดการณ์ว่ายังมีผู้สูญหายอีกราว 12-17 คน ในขณะที่ผู้รอดชีวิตประมาณ 60 คนได้รับการช่วยเหลือและนำตัวขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว เจ้าหน้าที่กำลังให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์และดูแลผู้รอดชีวิตอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลีครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้อพยพต้องเผชิญในการเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในยุโรป ผู้อพยพจำนวนมากจากแอฟริกาเหนือตัดสินใจเสี่ยงชีวิตเดินทางด้วยเรือที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย และมักบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่กำหนด พวกเขาเหล่านี้หนีจากความรุนแรง ความยากจน และความไม่มั่นคงในประเทศบ้านเกิด โดยหวังว่าจะได้พบกับโอกาสใหม่ ๆ ในยุโรป

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลีซ้ำๆ

เกาะลัมเปดูซาของอิตาลีเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของผู้อพยพเหล่านี้ เนื่องจากเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ใกล้กับชายฝั่งแอฟริกาเหนือมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง และเรือที่ใช้ในการเดินทางมักจะไม่ปลอดภัยและไม่ได้มาตรฐาน

ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยของอิตาลีระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2565 มีผู้อพยพเดินทางข้ามทะเลเข้ามาในอิตาลีแล้วกว่า 38,263 คน ในขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยว่า ในปีนี้มีผู้อพยพเสียชีวิตในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้วอย่างน้อย 675 ศพ ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสูญเสียและโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

สถานการณ์เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลีเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อแก้ไขอย่างยั่งยืน การช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในความเสี่ยง การจัดการกับต้นเหตุของการอพยพ และการสร้างทางเลือกที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายสำหรับการย้ายถิ่นฐาน เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และร่วมกันหาทางออกให้กับปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างยั่งยืน

ที่มา – สลด เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี พบแล้ว 20 ศพ คาดสูญหายอีกหลายราย

เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป สหรัฐฯหนุนยูเครน

ผู้นำยูเครนพูดคุยกับนายทรัมป์และผู้นำยุโรป โดยเซเลนสกี ยืนยันว่าสหรัฐฯ พร้อมให้การสนับสนุนยูเครน ในการหารือกับปูตินศุกร์นี้ ขณะที่ยุโรปย้ำว่ายูเครนต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี และนายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี จัดงานแถลงข่าวร่วมกันในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 หลังจากการสนทนาทางไกลระหว่างเขากับเหล่าผู้นำชาติยุโรปและ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ข้อสรุป

นายแมร์ซระบุว่า ยุโรปกำลังทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยกำหนดวาระการประชุมสำหรับการพบกันระหว่างนายทรัมป์ กับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา ในวันศุกร์นี้ (15 สิงหาคม) โดยเขาหวังให้นายทรัมป์ประสบความสำเร็จในการประชุมสุดยอดกับปูติน

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเสริมอีกว่า ผู้นำชาติยุโรป, สหรัฐ, และนายมาร์ก รุทเทอ เลขาธิการใหญ่นาโต ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ สำหรับการประชุมในวันศุกร์ “ที่อะแลสกา ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของยุโรปและยูเครนต้องได้รับการคุ้มครอง”

นายแมร์ซย้ำด้วยว่า ยูเครนต้องอยู่ที่โต๊ะเจรจาด้วยเพื่อหารือเรื่องสันติภาพ และทุกอย่างต้องมีลำดับขั้นตอนที่เหมาะสม อย่างแรกคือ ควรมีการตกลงหยุดยิง ตามด้วยการทำข้อตกลงเพื่อสันติภาพระยะยาวอีกฉบับ การยอมรับทางกฎหมายว่ารัสเซียเป็นเจ้าของดินแดนของยูเครน “ไม่สามารถเกิดขึ้นได้” และต้องมีการรับประกันความปลอดภัยโดยเคารพอธิปไตยของยูเครน

หากไม่มีความเคลื่อนไหวไปสู่สันติภาพจากทางรัสเซีย ยุโรปกับสหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันต่อปูตินมากกว่านี้ นายแมร์ซกล่าว และเสริมว่า นายทรัมป์ทราบถึงจุดยืนนี้แล้วและเห็นชอบด้วย

ต่อมานายเซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเป็นผู้แถลงข่าวต่อ โดยเขาเริ่มจากการขอบคุณผู้นำนายแมร์ซและเยอรมนี รวมถึงชาติพันธมิตรและหุ้นส่วนทั้งหมด ที่ให้การสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน โดยย้ำว่า ผู้นำจากทั่วโลกสามัคคีกันเพื่อบรรลุสันติภาพในยูเครน

เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน

นายเซเลนสกีย้ำว่า ทุกอย่างเกี่ยวกับยูเครนต้องหารือโดยมียูเครนอยู่ด้วย “เราต้องมีส่วนในการเจรจา” นายทรัมป์ให้การสนับสนุนยูเครนในวันนี้ และสหรัฐฯ ก็พร้อมจะสานต่อการสนับสนุนนั้นต่อไป การที่ เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

ผู้นำยูเครนกล่าวอีกว่า เขาอยากเห็นการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม หากมอสโกไม่ตกลงหยุดยิง เขาพยายามใช้การประชุมในวันนี้เพื่อบอกนายทรัมป์กับผู้นำยุโรปว่า ปูตินไม่ได้ต้องการสันติ และพวกเขาก็เข้าใจจุดยืนของยูเครน “ปูตินหลอกเราไม่ได้”

เซเลนสกีเผยด้วยว่า นายทรัมป์บอกกับเขาว่าจะติดต่อหาหลังจากการพบปะกับปูตินในวันศุกร์เสร็จสิ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านายทรัมป์จะไม่มีการรับประกันเรื่องความมั่นคงให้แก่ยูเครน ขณะที่เซเลนสกีก็เลี่ยงตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่พยายามจะถามว่า ภายใต้สถานการณ์ใดที่เขาจะสามารถพูดคุยเรื่องแลกเปลี่ยนดินแดนกับปูตินได้ โดยผู้นำยูเครนตอบว่า ความสำเร็จขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการเจรจา

ด้านนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวในงานแถลงข่าวอีกแห่งเคียงข้างเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร โดยมาครงระบุว่า นายทรัมป์บอกอย่างชัดเจนว่า ยูเครนจะมีส่วนร่วมในการเจรจาเรื่องดินแดนด้วย ขณะที่เซอร์สตาร์เมอร์กล่าวว่า ชายแดนระหว่างประเทศของยูเครนจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง

ทำไมการพูดคุยระหว่าง เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ถึงสำคัญ

การที่ เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ปัจจุบันในยูเครนและยุโรป การได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ถือเป็นกำลังใจสำคัญสำหรับยูเครนในการเจรจาต่อรองกับรัสเซีย นอกจากนี้ การที่ผู้นำยุโรปย้ำว่ายูเครนต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพด้วยนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของยุโรปในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

  • การสนับสนุนจากสหรัฐฯ ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้ยูเครน
  • การมีส่วนร่วมของยูเครนในการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญ
  • ยุโรปมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความพยายามของนานาชาติในการแก้ไขวิกฤตในยูเครน การพูดคุยระหว่าง เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายอีกมากมายรออยู่ข้างหน้า และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

ที่มา – เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน

แรงงานกัมพูชา ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย อนุญาตให้แรงงานกัมพูชาที่ทำงานในไทย ซึ่งไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้เนื่องจากการคุมเข้มจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถอยู่ทำงานต่อในประเทศไทยได้อีก 6 เดือน โดยมีเหตุผลด้านมนุษยธรรม

ประกาศให้แรงงานกัมพูชาอยู่ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การยกเว้นข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย ตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 โดยอ้างอิงเหตุผลทางด้านมนุษยธรรมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568

เนื่องจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้ยกระดับมาตรการควบคุมการผ่านแดนในทุกจุด ทำให้แรงงานกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในลักษณะไป-กลับ หรือตามฤดูกาล บริเวณชายแดน ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้หลังจากสิ้นสุดวาระการจ้างงาน ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จึงอนุญาตให้แรงงานกัมพูชาเหล่านี้ สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้

ใครบ้างที่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ให้อยู่ทำงานต่อ?

ตามประกาศ ข้อ 1 ระบุว่า คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ถือบัตรผ่านแดนตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ทั้งที่บัตรยังไม่หมดอายุหรือหมดอายุแล้ว ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักรตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และการอนุญาตให้พำนักในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2568 แต่ไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อเดินทางกลับเข้ามาใหม่ได้ จะได้รับสิทธิ์นี้

ข้อ 2 กำหนดให้แรงงานกัมพูชาตามข้อ 1 สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อการทำงานต่อไปได้อีกเป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ประกาศนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือจนกว่ามาตรการควบคุมการผ่านแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชากลับสู่ภาวะปกติ แล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน ทั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม แรงงานที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อ จะต้องรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ประกาศนี้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นต้องรายงานตัวทุก 30 วัน โดยสามารถรายงานตัวล่วงหน้าได้ไม่เกิน 7 วัน

ข้อ 3 ระบุว่า มาตรา 12 (10) และมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ 1/2558 เรื่อง การไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาในราชอาณาจักร ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 จะไม่ถูกนำมาใช้บังคับกับแรงงานกัมพูชาที่อยู่ภายใต้ประกาศนี้

ข้อ 4 เมื่อสิ้นสุดการอนุญาตให้อยู่ต่อ แรงงานดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้อีก 7 วัน เพื่อเตรียมการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

ข้อ 5 ระบุเงื่อนไขที่การอนุญาตให้อยู่ต่อเป็นกรณีพิเศษจะสิ้นสุดลงก่อนกำหนด หากเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้:

  • แรงงานต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก (ยกเว้นความผิดเล็กน้อย)
  • มาตรการควบคุมการผ่านแดนระหว่างไทยและกัมพูชากลับสู่ภาวะปกติ
  • แรงงานไม่ปฏิบัติตามประกาศ
  • แรงงานเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต
  • การอนุญาตให้ทำงานสิ้นสุดลงตามประกาศกระทรวงแรงงาน

ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ลงนามโดย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

โดยสรุป ประกาศนี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือแรงงานกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากการคุมเข้มชายแดน ให้สามารถทำงานและอยู่ในประเทศไทยต่อไปได้อีก 6 เดือน โดยมีเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากคุณเป็นหนึ่งในแรงงานที่เข้าข่าย อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์และดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด เพื่อให้สามารถอยู่ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ที่มา – ประกาศให้แรงงานกัมพูชาอยู่ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน จากเหตุคุมเข้มชายแดน

กองทัพบก โต้กัมพูชา อ้างไทยเตรียมโจมตี จริงหรือ?

กองทัพบก ออกมาโต้ตอบข่าวลือจากฝั่งกัมพูชา ที่อ้างว่าประเทศไทยเตรียมการโจมตี โดยยืนยันว่าไม่มีคำสั่งให้อพยพประชาชน หรือปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์แต่อย่างใด ข่าวลือดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ กองทัพบกจึงต้องออกมาชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่มีสำนักข่าว Fresh News ในประเทศกัมพูชา ได้เผยแพร่ข่าวในหัวข้อที่สร้างความเข้าใจผิด โดยอ้างว่า “ด่วนที่สุด: กองทัพไทยเตรียมเปิดการโจมตีต่อกัมพูชาอีกครั้ง อาจเกิดขึ้นในคืนวันที่ 13 และเช้าวันที่ 14 สิงหาคม!” พร้อมทั้งระบุว่า ทางฝ่ายไทยได้มีคำสั่งให้ปิดโรงเรียน และอพยพประชาชนในพื้นที่บ้านด่าน ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีกัมพูชา

กองทัพบก ยืนยันข่าวลือโจมตีกัมพูชาไม่เป็นความจริง

ทางกองทัพบกได้ทำการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และขอยืนยันว่าไม่มีคำสั่งให้อพยพประชาชน หรือปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่านแต่อย่างใด โรงเรียนบ้านด่านยังคงเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ ส่วนโรงเรียนบางแห่งในตำบลด่านฯ ที่มีการเลื่อนการเปิดเรียน On-site นั้น เป็นเพียงการเลื่อนเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนดเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข่าวลือเรื่องการเตรียมโจมตีแต่อย่างใด

พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จที่ถูกสร้างขึ้น กองทัพบกขอยืนยันว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง และข้อตกลงที่ได้มีการประชุมร่วมกันในคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) อย่างเคร่งครัด และขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวสารที่ไม่มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

กองทัพบก เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

สถานการณ์ข่าวปลอมในปัจจุบันมีความรุนแรงและแพร่หลายมากขึ้น การตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ กองทัพบกจึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลดังกล่าว เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิด และความตื่นตระหนกในสังคม

ข่าวลือเรื่องการเตรียมโจมตีกัมพูชา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างข่าวปลอมเพื่อหวังผลบางอย่าง การที่กองทัพบก ออกมาชี้แจงอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้เป็นอย่างดี

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวสารเสมอ
  • อย่าเชื่อข่าวสารที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน
  • ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข่าวสาร
  • หากไม่แน่ใจ ให้สอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การเผยแพร่ข่าวปลอมไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงของชาติได้ ดังนั้น การร่วมมือกันในการตรวจสอบ และต่อต้านข่าวปลอม จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม

ดังนั้นเราควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมต่างๆ

ที่มา – “กองทัพบก” โต้ “กัมพูชา” อ้างไทยเตรียมโจมตี ยืนยันไม่มีคำสั่งอพยพ-ปิดโรงเรียน

ไอซ์ รักชนก ซัด! ประชาชนไม่ได้โง่

“รักชนก” จัดหนัก งบบูรณาการต่อต้านคอร์รัปชัน วัดผลไม่ได้ แถมบางพรรคยังใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลทางการเมือง ตอกกลับแรง ประชาชนไม่ได้โง่ ยันไม่เห็นด้วย เอาเงินแผ่นดินไปบรรลุวัตถุประสงค์ให้รัฐมนตรีเจ้าของกระทรวง

วันที่ 13 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระ 2 และวาระ 3 นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชัน ซึ่งนายกฯ เคยแถลงไว้ และประเทศเราให้ความสำคัญกับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน โดยมีงบบูรณาการส่วนนี้เกือบพันล้านบาท แต่งบประมาณส่วนใหญ่ เป็นงบที่ใช้ในการอบรม และต้องมีงบวัดผลด้วย พร้อมถามว่า การอบรม และการวัดผลแบบเดิม ๆ ทำให้ภาพลักษณ์เรื่องคอร์รัปชัน และการปราบปรามดีขึ้นหรือไม่ แต่เราก็เห็นว่าไม่ดีขึ้นเลย จึงขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกแผนบูรณาการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ ก็เขียนไว้ว่าต้องมีแผนการวัดผลในเรื่องนี้ซึ่งต้องไปแก้ในรัฐธรรมนูญด้วยแต่ตอนนี้อยากให้ตัดงบในส่วนนี้ก่อน และตั้งระบบในการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสเข้ามา

สิ่งที่อยากแนะนำที่ทำให้ภาพลักษณ์เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้น 3 เรื่อง คือ กรมบัญชีกลางควรเปิดให้นำข้อมูลด้านการจัดซื้อจัดจ้างไปวิเคราะห์ได้แล้ว ซึ่งทางภาคประชาชนต้องไปเขียนโปรแกรมดึงข้อมูลออกมาเอง โดยการเขียนโปรแกรมนี้ก็ทำให้ระบบท่านรวน ดังนั้น ก็เปิดไปเลยให้ได้ใช้ และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ เพื่อมาช่วยดูว่าโครงการไหนส่อทุจริต หรือส่อประพฤติมิชอบ

ส่วนสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องบัญชีทรัพย์สินทุกวันนี้ยังเปิดแค่ 90 วันอยู่ ก็ไม่อยากถามว่า ป.ป.ช. เป็นอะไร ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลทำได้ หากไม่เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินให้ดูได้ง่าย ๆ ก็บอกไปเลยว่าปีหน้างบประมาณที่ตั้งมาจะตัดอะไร ก็ขู่กันบ้าง จะได้ทำงานร่วมกันได้ และเอกสารในกรรมาธิการที่พิจารณา ตนเองไม่เห็นว่ามีอันไหนที่น่าปกปิด จึงเสนอไปว่ากรรมาธิการควรเปิดเผยเอกสารที่ไม่ได้ตีลับในกรรมาธิการออกไป ประชาชนใครที่อยากมาดูก็เอาไปพิจารณากันได้ประชาชนจะได้รู้สึกว่าได้มีส่วนร่วมในการดูข้อมูลในงบประมาณ และเรื่องการถ่ายทอดสดที่มีการอ้างแต่เอาง่าย ๆ ว่าคือท่านไม่เอา ท่านก็ไม่อยากให้ถ่ายทอดสดด้วยเหตุผลร้อยแปดประการ แต่ในเมื่อนายกรัฐมนตรีแถลงเอาไว้ว่าอยากให้ภาพลักษณ์การทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้น ตัวเลขเพิ่ม แม้ว่านายกฯ ใกล้จะหลุดในเร็ววันนี้ แต่ตัวเองเชื่อว่านายกฯ คนถัดไปก็ต้องมาแถลงอยู่ดี

เรื่องธรรมาภิบาล ข้อมูลที่กฎหมายมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 พ.ร.บ. รัฐบาลดิจิทัลออกกฎหมายลูกปี 2564 แต่ปีนี้ 2568 มี 300 หน่วยงานที่ต้องธรรมาภิบาลข้อมูล ตอนนี้ทำเสร็จแค่ครึ่งเดียว ซึ่งธรรมาภิบาลข้อมูล คือการกำหนดว่าหน่วยงานต้องทำข้อมูลอะไรบ้าง และใครสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้บ้าง เมื่อไม่ทำประชาชนก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าต้องขอข้อมูลอะไรบ้าง ยกตัวอย่างประกันสังคม เรื่องนี้ควรทำให้เสร็จอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยในเรื่องของการทำข้อมูลภาครัฐให้โปร่งใส

เรื่องอาสาอย่างกระทรวงสาธารณสุขมี อสม. อสส. ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้หลายพรรคการเมืองพยายามเข้าไปใช้เครือข่ายอาสาต่าง ๆ ในการทำเพื่อหวังผลทางการเมือง เชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนไม่ได้โง่ เขาดูออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ ที่จริง ๆ แล้วเป็นงบประมาณจากภาครัฐในการทำอะไร ซึ่งเมื่อใช้เครือข่ายอาสาในการทำปฏิบัติการบางอย่างสำเร็จลุล่วงไป เมื่อกระทรวงเห็น ก็เอาบ้าง ตนเองเป็นกรรมาธิการมา 2 ปี โดยก่อนหน้ามีอาสาพัฒนาสังคม ซึ่งมีเกือบทุกกรม โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรสหกรณ์ที่มีเกือบทุกกรม เพราะหลายคนคงเห็นแล้วว่าการมีอาสา เมื่อเข้าไปเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงสามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง ตนเองอยากให้รัฐบาลพิจารณารวบรวมอาสา มิเช่นนั้น ในอนาคตทุกกระทรวงจะมีอาสาหมดเลย และกลายเป็นภาระกับงบประมาณ ซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อน วัดผลอะไรไม่ได้ และเหมือนเป็นแขนเป็นขาให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงได้ไปทำปฏิบัติการอะไรบางอย่าง

“ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปทำเพื่อให้มันบรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีของเจ้ากระทรวงนั้น ๆ ซึ่งก็ไม่อยากให้ทำ และอยากให้รัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้สักที เราจะได้ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการสิ้นเปลืองในการทำอะไรเหล่านี้ อยากให้มองถึงภาพใหญ่และงบประมาณโดยรวมที่เราควรจะใช้ให้มันถูกต้องถูกจุด ซึ่งทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเราควรจัดสรรไปในเรื่องที่เร่งด่วนจำเป็น” นางสาวรักชนก กล่าวทิ้งท้าย

“ไอซ์ รักชนก” ซัดประชาชนไม่ได้โง่ บางพรรคใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลการเมือง

นางสาวรักชนกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสและตรงจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นักการเมืองบางกลุ่มพยายามใช้เครือข่ายอาสาเพื่อหวังผลทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ได้โง่ และสามารถรับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลนี้

ทำไม “ไอซ์ รักชนก” ถึงคิดว่าประชาชนไม่ได้โง่?

เพราะประชาชนสามารถสังเกตและวิเคราะห์การกระทำของนักการเมืองที่พยายามใช้ทรัพยากรและงบประมาณของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือพรรคพวกได้นั่นเอง นางสาวรักชนกจึงออกมาเตือนสติเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ในสังคม

การออกมาแสดงความเห็นของนางสาวรักชนกในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ประชาชนไม่ได้โง่ และพวกเขามีสิทธิที่จะรู้ว่าเงินภาษีของพวกเขาถูกนำไปใช้อย่างไร หากเราทุกคนร่วมมือกันตรวจสอบและส่งเสียงดัง ๆ เราจะสามารถสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้นได้

ที่มา – “ไอซ์ รักชนก” ซัดประชาชนไม่ได้โง่ บางพรรคใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลการเมือง

ผลักดัน “พระกัมพูชา” ในไทย? ก.ม. คุ้มครอง!

กรณี “พระกัมพูชา” ในไทย กำลังเป็นที่จับตา หลังมีรายงานว่าอาจถูกผลักดันกลับประเทศ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกมาเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมีกฎหมายที่ห้ามการส่งกลับบุคคลใดๆ หากมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับการทรมาน หรือการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ

“พระกัมพูชา” ในไทย เสี่ยงถูกผลักดัน?

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นกับพระสงฆ์ชาวกัมพูชา โดยระบุว่าเมื่อวานนี้ มีพระสงฆ์ชาวกัมพูชาอย่างน้อย 2 รูป ถูกบังคับให้ลาสิกขา และกำลังจะถูกบังคับส่งตัวกลับไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย

จากข้อมูลเบื้องต้น ทราบว่าหนึ่งในพระสงฆ์ชาวกัมพูชาที่ถูกจับกุมนั้น เป็นผู้ที่ลี้ภัยเข้ามายังประเทศไทย เนื่องจากตกอยู่ในสถานการณ์ความเสี่ยง หลังจากที่ได้เข้าร่วมในการชุมนุมทางการเมืองในประเทศกัมพูชา และถูกออกหมายจับอย่างไม่เป็นธรรม โดยปัจจุบัน พระสงฆ์รูปดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรม แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า การกระทำดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งมีข้อกำหนดที่ห้ามมิให้มีการขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังรัฐอื่น หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลนั้นจะตกอยู่ในอันตรายจากการถูกทรมาน ได้รับการปฏิบัติที่โหดร้าย หรือการถูกทำให้สูญหาย

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังแสดงความกังวลว่า การจับกุมพระสงฆ์ทั้งสองรูป อาจมีลักษณะที่ไม่เป็นไปตามมาตรา 22 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ซึ่งกำหนดว่า ในระหว่างการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องทำการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่อง ไปจนกระทั่งส่งตัวผู้ถูกจับกุมให้กับพนักงานสอบสวน และจะต้องแจ้งการจับกุมไปยังพนักงานอัยการ และนายอำเภอในท้องที่ที่มีการควบคุมตัวผู้ถูกจับกุมโดยทันที

พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ คุ้มครอง “พระกัมพูชา” ในไทย อย่างไร?

จากข้อกังวลดังกล่าว มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่า กระบวนการจับกุม และการดำเนินการใดๆ ที่อาจนำไปสู่การบังคับส่งตัวพระสงฆ์ชาวกัมพูชาทั้งสองรูปกลับประเทศนั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือไม่ เพราะกฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองบุคคลทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสถานะทางกฎหมายอย่างไรก็ตาม จากการถูกทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ซึ่งรวมถึงการถูกส่งตัวกลับไปยังสถานที่ที่บุคคลนั้นอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงดังกล่าว

กรณีนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า การบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินการใดๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐ ควรคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมี เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของบุคคลทุกคนที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม หากมองในมุมของหลักมนุษยธรรมแล้ว, การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการความคุ้มครอง ถือเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย การดำเนินการใดๆ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใส และเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

ที่มา – “พระกัมพูชา” ในไทย ถูกผลักดัน ย้ำมี ก.ม. ห้ามส่งกลับ หากเสี่ยงเจอทรมาน

Scroll to top