คณะรัฐมนตรี

เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา

เพื่อไทยพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เล็งจับนายกฯ ขึ้นบัญชีซักฟอก รอพิสูจน์คำพูดพรรคประชาชนจะตรงกับการกระทำหรือไม่ มั่นใจคะแนนนิยมพรรคกลับมา หลังยกเครื่องและเปิดหน้าแคนดิเดตนายกฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงความพร้อมพรรคเพื่อไทยในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมรอเปิดสมัยประชุมรัฐสภา โดยพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมแน่นอน ขณะนี้กำลังรวบรวมรายชื่อในพรรค และจะพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ ส่วนจะยื่นอภิปรายใครบ้างนั้น อย่างน้อยๆ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำสูงสุดต้องมีความรับผิดชอบสูงสุดอยู่แล้ว ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นรอดูตามความเหมาะสม

ในคำถามเสียงของฝ่ายค้านเพียงพอที่จะล้มรัฐบาลได้หรือไม่นั้น โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ถ้านับดูตัวเลขแล้วเพียงพอ แต่ต้องรอดูสัญญาณหลายด้าน ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านสื่อสารไป เห็นค่อนข้างชัดว่ารัฐบาลนี้บริหารผิดพลาดจริงๆ แต่ในจุดนั้นรอดูความชัดเจนและความจริงใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าจะร่วมมือหรือไม่ ไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทยที่พูดว่ารัฐบาลบริหารงานผิดพลาด หลายพรรคร่วมฝ่ายค้านก็สื่อสารในหลายเรื่อง เช่น ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ เรื่องเงินสีเทา เมื่อถึงเวลาโหวตก็รอดูว่าพรรคนั้นเวลาพูดอย่าง เวลาทำในสภาฯ จะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับพรรคประชาชนเรื่องการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วหรือยัง นายศึกษิษฏ์ ตอบว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คุยนอกรอบไปแล้ว แนวทางน่าจะเห็นตรงกัน ทุกพรรคร่วมฝ่ายค้านสื่อสารตรงกันหมดว่ารัฐบาลบริหารจัดการผิดพลาดอย่างไร ทุกพรรคมีข้อมูลแน่นอยู่แล้ว แต่จะประสานงานอย่างไรให้การดำเนินงานในสภาฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทางด้านคำถามว่า มองอย่างไรที่พรรคประชาชนแบ่งรับแบ่งสู้กับรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย นายศึกษิษฏ์ ตอบว่า เป็นการแสดงความจริงใจของพรรคประชาชน สส.พรรคประชาชน สื่อสารชัดเจนรัฐบาลทำงานผิดพลาด บุคลากรและรัฐมนตรีหลายคนเกี่ยวโยงกับทุนสีเทาอย่างไร ต้องรอดูเมื่อพูดออกมาแล้ว การกระทำจะทำตามสิ่งที่พูดหรือไม่

ในตอนท้าย นายศึกษิษฏ์ ยังกล่าวถึงโพลสำรวจความนิยมของความนิยมที่พรรคเพื่อไทย มีคะแนนตามพรรคประชาชนในภาคอีสาน ภาคกลาง ว่า ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยแถลงทั้งการยกเครื่องพรรค การสื่อสารของพรรค การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในพรรค และที่สำคัญตัวนโยบายและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ยืนยันว่าหากมีการเปิดตัวทั้งสองเรื่องดังกล่าวนี้ เชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคกลับคืนมาอีกครั้งแน่นอน.

เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ พรรคเพื่อไทยแสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยเล็งเป้าไปที่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำสูงสุด พวกเขาพร้อมจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่พรรคประชาชนพูดนั้นจะสอดคล้องกับการกระทำจริงหรือไม่ การยื่นซักฟอกครั้งนี้ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมั่นใจว่าคะแนนนิยมของพรรคจะกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่มีการปรับปรุงโครงสร้างภายในพรรค และเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การปรับปรุงพรรคและการนำเสนอนโยบายใหม่ๆ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อีกครั้ง

ปัจจัยที่ทำให้เพื่อไทยมั่นใจว่าคะแนนนิยมจะกลับมา

  • การยกเครื่องพรรค: การปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการภายในพรรค
  • การสื่อสารที่ชัดเจน: การสื่อสารนโยบายและจุดยืนของพรรคไปยังประชาชน
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน: การปรับบทบาทและหน้าที่ของสมาชิกพรรค
  • นโยบายที่โดนใจ: การนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน
  • แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี: การเปิดตัวผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศ

ความพร้อมในการยื่นซักฟอกครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นกลไกสำคัญในระบบรัฐสภา ที่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้แสดงความเห็นและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างละเอียด

พรรคเพื่อไทยหวังว่าการยื่นซักฟอกครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นทางเลือกในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า การดำเนินการครั้งนี้จะช่วยให้ เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา อย่างแน่นอน นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ เพื่อให้การอภิปรายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่พรรคการเมืองต่างๆ ร่วมมือกันตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะทำให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง หาก เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงโครงสร้าง การสื่อสาร หรือการนำเสนอนโยบายใหม่ๆ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นว่าพรรคพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ ดังนั้น หากประชาชนให้โอกาส พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเอง

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะให้ความไว้วางใจใครเป็นเรื่องของประชาชน พรรคเพื่อไทยเพียงแต่ต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการบริหารประเทศ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพรรคเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่

การเมืองไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน แต่พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมาหลังยกเครื่อง-เปิดหน้าแคนดิเดตนายกฯ

ครม.ตั้ง! นายกฯ คุม แก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากล

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการสำคัญ 2 คณะ โดยมีประเด็นสำคัญคือ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากล และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาปัญหาเขตแดนของประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่ประเทศกำลังเผชิญ

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติตามที่ สมช. เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน 2 คณะ ได้แก่:

  1. คณะกรรมการนโยบายและอำนวยการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากล (นอก.)
  2. คณะกรรมการพิจารณาปัญหาเขตแดนของประเทศไทย

คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากล: นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ

การปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดต่างๆ เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2568 สำหรับคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากล มีองค์ประกอบดังนี้:

  • นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ
  • รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมาย รองประธานกรรมการ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรรมการ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรรมการ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กรรมการ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรรมการ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรรมการ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กรรมการ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรรมการ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กรรมการ
  • เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กรรมการ
  • ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการ
  • ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กรรมการ
  • ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการ
  • อัยการสูงสุด กรรมการ
  • ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กรรมการ
  • ผู้บัญชาการทหารบก กรรมการ
  • ผู้บัญชาการทหารเรือ กรรมการ
  • ผู้บัญชาการทหารอากาศ กรรมการ
  • เจ้ากรมยุทธการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย กรรมการ
  • อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ กรรมการ
  • ผู้แทนส่วนราชการและผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง กรรมการ
  • เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ
  • รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ (1)
  • ผู้อำนวยการกองความมั่นคงเกี่ยวกับภัยคุกคามข้ามชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ (2)

หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากล

หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการชุดนี้ยังคงเดิม โดยมีบทบาทสำคัญในการ:

  1. พิจารณากำหนดนโยบายและการดำเนินการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากล ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
  2. ศึกษา ติดตาม และประเมินสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายสากลอย่างต่อเนื่อง
  3. ปฏิบัติการ ณ ที่เกิดเหตุเมื่อเกิดสถานการณ์ก่อการร้ายทั้งในและนอกประเทศ และเสนอแนะมาตรการปฏิบัติแก่รัฐบาล
  4. มอบหมายมาตรการและอำนวยการในการแก้ไขปัญหาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เชิญบุคคลมาชี้แจง และตัดสินใจในกรณีเร่งด่วน

คณะกรรมการพิจารณาปัญหาเขตแดนของประเทศไทย มีองค์ประกอบหลักจากหน่วยงานความมั่นคงและราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมีหน้าที่พิจารณาปัญหาเขตแดนทั้งทางบก ทางน้ำ และทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้าน และเสนอแนะนโยบายแก้ไขปัญหาเขตแดนต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี

การแต่งตั้งคณะกรรมการทั้งสองชุดนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ และพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในด้านการก่อการร้ายและปัญหาเขตแดน

การมีคณะกรรมการที่ชัดเจนและมีอำนาจหน้าที่ครอบคลุม จะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และการมี คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากล ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก

ที่มา – ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง 2 คณะกรรมการสำคัญ นายกฯนั่งประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากล

ไฟเขียว! ผู้กำกับหนุ่ย นั่งรองผอ.ปฏิรูปประเทศ

ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง “ผู้กำกับหนุ่ย” อดีตนายตำรวจติดตามตระกูลชินวัตร ขึ้นแท่นรองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สำนักนายกรัฐมนตรี งานนี้หลายคนจับตามองถึงบทบาทใหม่ของผู้กำกับหนุ่ยกับการปฏิรูปประเทศ

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง พันตำรวจเอก วทัญญู วิทยผโลทัย หรือที่รู้จักกันในนาม “ผู้กำกับหนุ่ย” ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สำนักนายกรัฐมนตรี

สำหรับประวัติของ พันตำรวจเอก วทัญญู หรือ “ผู้กำกับหนุ่ย” นั้น เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะอดีตนายตำรวจที่เคยติดตามดูแลความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญในตระกูลชินวัตรมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยนายทักษิณ ชินวัตร จนถึง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร

เส้นทางการรับราชการของผู้กำกับหนุ่ยเคยขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อปี 2554 เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อารักขา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ในปี 2562 แม้ว่านางสาวยิ่งลักษณ์จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ผู้กำกับหนุ่ยก็ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงและพักราชการ เนื่องจากการเดินทางไปเชียร์ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียพร้อมกับนางสาวยิ่งลักษณ์ แต่ท้ายที่สุดก็รอดพ้นจากการถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรงได้ หลังจากยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.ตร. และได้กลับเข้ารับราชการตามเดิมในปี 2564 พร้อมกับการเลื่อนตำแหน่งตามกฎอาวุโสขึ้นเป็น รองผู้บังคับการกลุ่มงานผู้เชี่ยวชาญการข่าว กองบัญชาการตำรวจสันติบาล

ผู้กำกับหนุ่ย กับบทบาทใหม่ในการปฏิรูปประเทศ

การได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในชีวิตราชการของผู้กำกับหนุ่ย ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลเศรษฐาให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวาระสำคัญของประเทศ

ภารกิจสำคัญ: ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

บทบาทหน้าที่หลักของผู้กำกับหนุ่ยในตำแหน่งใหม่นี้ คือ การสนับสนุนและขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการบริหารราชการแผ่นดิน การเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้จึงเป็นที่น่าจับตาว่า “ผู้กำกับหนุ่ย” จะสามารถนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่มีมาใช้ในการผลักดันวาระแห่งชาติให้สำเร็จลุล่วงได้มากน้อยเพียงใด

ในยุคของรัฐบาลเศรษฐา และการที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งสำคัญในพรรคเพื่อไทย ผู้กำกับหนุ่ยยังคงได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในที่สุด

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ผู้มีอำนาจมอบให้กับ “ผู้กำกับหนุ่ย” อย่างต่อเนื่อง และเป็นที่น่าสนใจว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของเขา จะถูกนำมาใช้ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปในทิศทางใด

การได้รับตำแหน่ง รองผอ.ปฏิรูปประเทศ ของ ผู้กำกับหนุ่ย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่น่าจับมอง

การแต่งตั้ง ผู้กำกับหนุ่ย ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯ นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่รัฐบาลมีต่อศักยภาพและความสามารถของเขาในการเข้ามาช่วยขับเคลื่อนวาระปฏิรูปประเทศให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่า ผู้กำกับหนุ่ยจะสามารถปรับบทบาทจากนายตำรวจผู้คุ้นเคยกับการอารักขาบุคคลสำคัญ มาเป็นผู้นำในการผลักดันนโยบายระดับชาติได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพหรือไม่

ที่มา – ไฟเขียว “ผู้กำกับหนุ่ย” อดีตนายตำรวจตระกูลชินวัตร นั่งรองผอ.ปฏิรูปประเทศ

ตรีนุช เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

รมว.แรงงาน เสนอ ครม. หาแนวทางจัดการแรงงานกัมพูชาหมดอายุ รอทบทวนผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ เล็งต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้านทดแทน ชี้ ภาคเกษตรอาจได้รับผลกระทบ

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจัดการแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ภายหลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนขาขาดอีกครั้งว่า ขณะนี้เรื่องแรงงานอาจได้รับผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งไทยพยายามหาแรงงานมาทดแทนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากเมียนมา ลาว หรือเวียดนาม โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ จะมีการเสนอให้ที่ประชุมรับทราบแนวทางด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า แรงงานกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยขณะนี้จะดำเนินการอย่างไร จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง จึงต้องหารือใน ครม. แต่ยืนยันว่า สำหรับแรงงานที่ขาดแคลน ไทยจะหาแรงงานทดแทน และเร่งต่ออายุให้แรงงานจากเวียดนาม ลาว และเมียนมา อยู่ทำงานต่อได้ ซึ่งทั้ง 3 สัญชาตินี้เป็นแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทย แต่ก็ยอมรับว่า ภาคเกษตรของไทยอาจได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้แรงงานกัมพูชา

เมื่อถามถึงจำนวนแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยมีเท่าไหร่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ประมาณเกือบ 1 แสนคน ในจำนวนนี้ราว 9 หมื่นคน เป็นแรงงานถูกต้องตามกฎหมายแต่บัตรหมดอายุ นอกจากนี้ ด่านชายแดนปิด ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ จึงตกค้างอยู่ในไทย

เมื่อถามว่า หากเจอแรงงานกัมพูชาที่บัตรหมดอายุ จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง ส่วนหากมีการผลักดันแรงงานกัมพูชาออกนอกประเทศ จะกระทบภาคการเกษตร ภาคประมง หรือภาคอุตสาหกรรมหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ภาคประมงไม่ค่อยใช้แรงงานกัมพูชา ส่วนใหญ่ใช้ในภาคเกษตร โดยเฉพาะแรงงานตัดอ้อย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีรับทราบปัญหาเหล่านี้แล้ว และได้มอบมาตรการรองรับไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งการนำแรงงานในศูนย์พักพิงจำนวนกว่า 4 หมื่นคนออกมาช่วยบรรเทาการขาดแคลน รวมถึงการเร่งปลดล็อกแรงงานเมียนมาและเวียดนาม ที่หมดอายุหรือใกล้หมดอายุ เพื่อให้เข้ามาทดแทนแรงงานกัมพูชาได้ น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า แรงงานที่เข้ามาทดแทนอาจมีทักษะไม่ตรงกัน แต่ด้วยมิติด้านความมั่นคง และความกังวลของประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนอย่างรอบคอบ

ตรีนุช เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

สถานการณ์แรงงานในประเทศไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องแรงงานกัมพูชาที่กำลังจะหมดอายุการทำงาน รัฐบาลโดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำลังเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม

การพิจารณาว่าจะผลักดันแรงงานกัมพูชากลับประเทศหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีปัจจัยหลายด้านที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน

ทางออก: ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน?

หนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลกำลังพิจารณาคือ การต่ออายุแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และเวียดนาม เพื่อทดแทนแรงงานกัมพูชาที่อาจจะต้องเดินทางกลับประเทศ ซึ่งแนวทางนี้อาจช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงทักษะและความเชี่ยวชาญของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ว่าจะสามารถทดแทนแรงงานกัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้พิจารณามาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การนำแรงงานในศูนย์พักพิงออกมาช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลน และการเร่งปลดล็อกแรงงานเมียนมาและเวียดนามที่หมดอายุ เพื่อให้สามารถกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้อีกครั้ง

ปัญหาแรงงานเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ จึงเป็นทางออกหนึ่งที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ

อนาคตของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพื่อบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ เป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ แนวทางที่รัฐบาลกำลังพิจารณา และต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ที่มา – “ตรีนุช” เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

ครม.ช่วยวัดค้างค่าน้ำไฟ มอบ พศ. สำรวจ

ครม. บรรเทาความเดือดร้อนวัดค้างชำระค่าสาธารณูปโภค เคาะมาตรการระยะสั้น ขอ กฟน.-กฟภ.-กปน.-กปภ. อย่าเพิ่งตัดน้ำตัดไฟ มอบสำนักพุทธฯ สำรวจ พร้อมวางระบบบริหารจัดการเงินวัดให้มีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า วันนี้ได้รับการร้องเรียนจากวัดจำนวนมาก ว่า ในปัจจุบันวัดได้รับความเดือดร้อนมาจากการที่คนไปทำบุญน้อย และวัดต้องมีภาระค่าน้ำ ค่าไฟ อยู่จำนวนมาก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยใน ครม. ว่าจะขอให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) มีมาตรการในการดำเนินการเพื่อเป็นการผ่อนผันให้กับวัดเหล่านี้ อย่าเพิ่งตัดน้ำตัดไฟ

โดยที่ ครม. มีความเห็นหลากหลาย สุดท้ายมีมติให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ดำเนินการสำรวจช่วยเหลือวัดเหล่านั้น ซึ่งจะมีการสำรวจและช่วยเหลือตามความเป็นจริง อาจมีการบริหารจัดการเงินบริจาคในรูปแบบอื่น ที่สามารถทำให้วัดใหญ่และวัดเล็กสามารถอยู่ได้ ซึ่งเป็นแนวทางในอนาคต

1. ขอความร่วมมือให้ กฟน., กฟภ., การประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่วัดที่มีหนี้ค้างชำระ โดยงดการระงับการให้บริการไว้ก่อน

2. ขอความร่วมมือให้ กฟน., กฟภ., กปน. และ กปภ. แจ้งรายละเอียดค่าบริการดังกล่าวของวัดที่ค้างชำระไปยัง พศ. เพื่อให้ พศ. รวบรวมและเสนอคณะกรรมการกองทุนวัดช่วยวัด หรือขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป

3. มอบหมายให้ พศ. ดำเนินการรณรงค์ให้วัดจัดทำมาตรการประหยัดพลังงาน เพื่อควบคุมการใช้พลังงานภายในวัดให้เหมาะสม รวมทั้งให้วัดจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดให้ชัดเจนเป็นระบบ เพื่อให้วัดสามารถวางแผนการใช้จ่ายเงินและการบริหารจัดการได้โดยไม่เกิดภาระหนี้ในอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่วัดที่ประสบปัญหามีหนี้ค่าสาธารณูปโภคค้างชำระ และการประกอบศาสนกิจหรือกิจของสงฆ์สามารถดำเนินต่อไปได้ สำหรับมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าวเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น เพื่อไม่ให้วัดถูกระงับการใช้บริการสาธารณูปโภค และให้การประกอบศาสนกิจหรือกิจของสงฆ์ดำเนินต่อไปได้ ขณะที่ในระยะยาวควรพัฒนาแนวทางเชิงระบบโดยวางระบบบริหารจัดการเงินของวัดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้วัดรู้สถานะการเงินของตนเองและสามารถบริหารจัดการรายรับ-รายจ่ายได้โดยไม่เกิดภาระหนี้สิน.

ครม. เคาะมาตรการระยะสั้น บรรเทาวัดค้างชำระค่าน้ำ-ไฟ มอบ พศ. เร่งสำรวจ

จากสถานการณ์ที่วัดหลายแห่งประสบปัญหาค้างชำระค่าน้ำค่าไฟ รัฐบาลได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือวัดที่กำลังเผชิญกับปัญหาดังกล่าว มาตรการนี้มีเป้าหมายที่จะป้องกันไม่ให้วัดถูกตัดน้ำตัดไฟ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการประกอบศาสนกิจและกิจกรรมต่างๆ ของวัด

รายละเอียดมาตรการช่วยเหลือวัดค้างค่าน้ำไฟ

มาตรการที่ ครม. อนุมัติมีรายละเอียดดังนี้:

  • ขอความร่วมมือจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.), การประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ในการงดการระงับการให้บริการแก่วัดที่มีหนี้ค้างชำระ
  • ขอความร่วมมือให้หน่วยงานดังกล่าวแจ้งรายละเอียดค่าบริการที่ค้างชำระของวัดไปยังสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
  • พศ. จะรวบรวมข้อมูลและเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนวัดช่วยวัด หรือขอรับการจัดสรรงบประมาณจากงบกลางเพื่อช่วยเหลือวัด
  • มอบหมายให้ พศ. รณรงค์ให้วัดจัดทำมาตรการประหยัดพลังงานและจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาหนี้สินในอนาคต

มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาระยะยาว จึงได้มอบหมายให้ พศ. วางระบบบริหารจัดการเงินของวัดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้วัดสามารถบริหารจัดการรายรับรายจ่ายได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

การช่วยเหลือวัดที่ค้างชำระค่าน้ำไฟเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนและเป็นสถานที่ที่ใช้ในการประกอบศาสนกิจ การที่วัดสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างราบรื่นจึงเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาและความเดือดร้อนของวัดต่างๆ ทั่วประเทศ การที่ ครม. เคาะมาตรการระยะสั้น บรรเทาวัดค้างชำระค่าน้ำ-ไฟ มอบ พศ. เร่งสำรวจ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนวัดในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

ครม. เคาะมาตรการระยะสั้น บรรเทาวัดค้างชำระค่าน้ำ-ไฟ มอบ พศ. เร่งสำรวจ เพื่อให้วัดสามารถดำเนินกิจของสงฆ์ต่อไปได้

การที่วัดสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นประโยชน์ต่อวัดในระยะยาว และจะช่วยให้วัดสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

ที่มา – ครม. เคาะมาตรการระยะสั้น บรรเทาวัดค้างชำระค่าน้ำ-ไฟ มอบ พศ. เร่งสำรวจ

เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา”

“ปกรณ์” เลขาธิการกฤษฎีกา ย้ำหลักการ เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา” โยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน ดิจิทัลวอลเล็ต

จากกรณีที่ ป.ป.ช. รับเรื่องไต่สวน นายเศรษฐา ทวีสิน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับการโยกงบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ไปทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้

นายปกรณ์กล่าวว่า ตามหลักการแล้ว หน้าที่เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา” ในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประชุม ครม. โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้ทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ให้กับ ป.ป.ช.

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทุกคนที่อยู่ในห้องประชุม ครม. ในวันที่มีมติดังกล่าวจะต้องถูกไต่สวนทั้งหมดหรือไม่ นายปกรณ์ตอบว่า ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องดูรายละเอียดของสำนวนการไต่สวนก่อน

ส่วนกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าร่วมประชุม ครม. ในวันดังกล่าวด้วย นายปกรณ์กล่าวว่า จำไม่ได้จริงๆ

ทั้งนี้ นายปกรณ์ ย้ำว่า โดยปกติแล้ว สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะเป็นผู้ทำหนังสือชี้แจงไปยัง ป.ป.ช. ก่อน หาก ป.ป.ช. ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการเรียกผู้ใดไปชี้แจง ก็เป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการตามกระบวนการ

หน้าที่เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา”

อย่างไรก็ตาม นายปกรณ์กล่าวว่า หากในวันที่ ครม. มีมติดังกล่าว มีผู้ที่อยู่ในห้องประชุมทักท้วง ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายบุคคลไป ไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้นั้นจะไม่มีความผิด

ทำไมเลขาฯ ครม. ต้องแจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา”?

การที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ชี้แจงเรื่องนี้ ก็เนื่องจากเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการบันทึกรายงานการประชุม ครม. และเป็นผู้ที่ทราบรายละเอียดของการพิจารณาและลงมติในเรื่องต่างๆ ดังนั้น จึงเป็นผู้ที่สามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ ป.ป.ช. ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ การที่ สลค. เป็นผู้ชี้แจงยังเป็นไปตามหลักการที่ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องที่ถูกไต่สวน ควรเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่หน่วยงานตรวจสอบ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

การที่ ป.ป.ช. เข้ามาไต่สวนเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมาย

ถึงแม้ว่าการไต่สวนของ ป.ป.ช. จะเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการตรวจสอบ แต่ก็เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะอาจนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาหรือการลงโทษทางวินัยได้ หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง

ดังนั้น การชี้แจงของเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และการให้ข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการตัดสินใจของ ป.ป.ช.

การดำเนินการตาม หน้าที่เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา” ครั้งนี้จะส่งผลอย่างไรต่อโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – หน้าที่เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา” โยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน

“โสภณ” เชื่อ “วรภัค” ลาออก รมช.คลัง ไม่กระทบรัฐบาล

“โสภณ” เชื่อ “วรภัค” ลาออก รมช.คลัง ไม่กระทบรัฐบาล ตั้งคนใหม่แทนหรือไม่เป็นอำนาจนายกฯ ลั่น 4 เดือนอยู่ได้แน่นอน ถ้าเขาให้อยู่

เมื่อเวลา 15.10 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณี นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศลาออกจากตำแหน่งภายหลังถูกเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ ว่า ตนไม่ทราบ เพิ่งทราบจากผู้สื่อข่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อ เรื่องนี้จะส่งผลกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ไม่มีผลอยู่แล้ว เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการบริหารจัดการ เมื่อถามต่อไปว่าเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายวรภัค ได้มีการรายงานในที่ประชุม ครม. หรือไม่ นายโสภณ ตอบว่า ไม่มีอะไรผิดปกติ ส่วนที่นายวรภัค ระบุว่าแจ้งกับนายกรัฐมนตรีนั้น แสดงว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อถามย้ำว่า ครม. ได้กดดันให้ นายวรภัค ลาออกหรือไม่ นายโสภณ ร้องโอ๊ยแต่ไม่ตอบคำถาม ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าจะเป็นผลดีกับรัฐบาลหรือไม่ เพราะไม่ต้องถูกกดดันอีก นายโสภณ กล่าวว่า ไม่รู้

ทางด้านคำถามว่าไม่จำเป็นต้องตั้งคนใหม่มาดำรงตำแหน่งใช่หรือไม่ นายโสภณ ระบุว่า เป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ขณะที่เมื่อถามถึงกระแสข่าวรัฐบาลนี้อาจมีการยุบสภาก่อนครบ 4 เดือน นายโสภณ เผยว่า บอกแล้วว่าตนไม่มีอำนาจพูด เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามเมื่อถามย้ำว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ นายโสภณ ตอบว่า “ธรรมดา การเมืองธรรมดา รัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ธรรมดา” ในคำถามว่ารัฐบาลอยู่ได้แน่นอนใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า “อยู่ได้แน่นอน ครบ 4 เดือนแน่นอน ถ้าเขาให้อยู่”

“โสภณ” เชื่อ “วรภัค” ลาออก รมช.คลัง ไม่กระทบรัฐบาล

จากกรณีที่นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาล และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า การลาออกของนายวรภัค “โสภณ” เชื่อ “วรภัค” ลาออก รมช.คลัง ไม่กระทบรัฐบาลอย่างแน่นอน โดยให้เหตุผลว่าเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการบริหารจัดการ และสามารถหาบุคคลอื่นมาดำรงตำแหน่งแทนได้

ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งรัฐมนตรีจะสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย แต่การยืนยันจากรองนายกรัฐมนตรีเช่นนายโสภณ ก็ช่วยสร้างความมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่ารัฐบาลยังคงมีความสามารถในการบริหารประเทศต่อไปได้ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

มุมมองของนายโสภณต่อการลาออกของนายวรภัค

นายโสภณ ซารัมย์ ได้แสดงความเห็นว่า การลาออกของนายวรภัคเป็นเรื่องส่วนตัว และไม่ได้มีการรายงานในที่ประชุม ครม. แต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า การตัดสินใจว่าจะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวการยุบสภา นายโสภณตอบว่า เป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง และรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็เป็นเรื่องปกติ แต่ยังยืนยันว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ครบ 4 เดือนแน่นอน หากได้รับความไว้วางใจ

การแสดงความเห็นของนายโสภณนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาล และความสามารถในการบริหารประเทศต่อไปได้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญ

  • การลาออกของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
  • การตัดสินใจว่าจะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี
  • รัฐบาลยังคงมีความสามารถในการบริหารประเทศต่อไปได้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญ

“โสภณ” เชื่อ “วรภัค” ลาออก รมช.คลัง ไม่กระทบรัฐบาล และยังคงเดินหน้าตามนโยบายที่ได้วางไว้ การออกมาให้ความมั่นใจของรองนายกฯ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักลงทุนให้คลายความกังวล

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกระทรวงการคลัง และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างไรต่อไป

ที่มา – “โสภณ” เชื่อ “วรภัค” ลาออก รมช.คลัง ไม่กระทบรัฐบาล ลั่น 4 เดือนอยู่ได้ ถ้าเขาให้อยู่

ครม.รับทราบ แก้ไข พ.ร.ก.ประมง ก่อนประกาศใช้

ครม. รับทราบข้อสังเกตแก้ไข พ.ร.ก. ประมง เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ บังคับใช้เป็นกฎหมาย

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และคณะกรรมาธิการร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และวุฒิสภา (สว.) ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีสาระสำคัญเพื่อแก้ไข พ.ร.ก.การประมงฯ ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

โฆษกรัฐบาลบอกด้วยว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตุการแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นในการห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทย และกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย รับจดทะเบียนเรือหรือออกใบอนุญาตใช้เรือสำหรับการประมง การเพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีการจับหรือนำขึ้นเรือประมงซึ่งสัตว์น้ำชนิดที่เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์น้ำที่หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด การเพิ่มบทบัญญัติให้บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการทำการประมงนอกน่านน้ำไทยเป็นอันสิ้นผล เมื่อมีกฎหมายว่าด้วยการทำการประมงนอกน่านน้ำไทยใช้บังคับ

ครม. รับทราบข้อสังเกต กมธ. แก้ไข พ.ร.ก. ประมง ก่อนทูลเกล้าฯ ประกาศใช้

การที่ ครม. รับทราบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และคณะกรรมาธิการร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 นั้น แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความใส่ใจในการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การแก้ไข พ.ร.ก. ประมง ให้มีความทันสมัยและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การปรับปรุงกฎหมายประมงครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อ:

  • แก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายฉบับเดิม
  • ส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบ
  • คุ้มครองทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศทางทะเล
  • สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของชาวประมง

ความสำคัญของการแก้ไข พ.ร.ก. ประมง

การแก้ไข พ.ร.ก. ประมง มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการประมงของประเทศไทย เนื่องจากกฎหมายฉบับเดิมมีข้อจำกัดและปัญหาหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน การแก้ไขกฎหมายจึงเป็นโอกาสที่ดีในการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้มีความชัดเจน เป็นธรรม และเอื้อต่อการทำประมงอย่างยั่งยืน

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการแก้ไข พ.ร.ก. ประมง คือการปรับปรุงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการทำการประมงนอกน่านน้ำไทย เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและมาตรฐานสากล การแก้ไขกฎหมายในส่วนนี้จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและป้องกันการทำประมงที่ผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ การแก้ไข พ.ร.ก. ประมง ยังมุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศทางทะเล โดยการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ การควบคุมการใช้เครื่องมือและวิธีการทำประมงที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำที่หายากและใกล้สูญพันธุ์

การที่คณะรัฐมนตรีได้รับทราบข้อสังเกตเพิ่มเติมก่อนนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ แสดงให้เห็นว่าทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมายให้มีความสมบูรณ์และรอบด้านมากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออุตสาหกรรมการประมงและประเทศชาติโดยรวม

ที่มา – ครม. รับทราบข้อสังเกต กมธ. แก้ไข พ.ร.ก. ประมง ก่อนทูลเกล้าฯ ประกาศใช้

ครม. ยกเลิก MOU 43-44 รอผล กมธ. อนุทินยัน!

“นายกฯ อนุทิน” ยันเป็นอำนาจ ครม. จะพิจารณายกเลิก MOU 43-44 รอผลศึกษาจาก กมธ. ก่อนให้ “อ.บวรศักดิ์” สรุปผล ย้ำต้องพิจารณาถี่ถ้วน ลั่น รัฐบาลนี้ไม่มีวันทำให้ไทยเสียเปรียบ

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ช่วงสายที่ผ่านมามีบรรดารัฐมนตรี แกนนำพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคภูมิใจไทย และแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาล เดินทางเข้ามา นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

รวมไปถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมบิดาคือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง 3 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี, นายสันติ ปิยะทัต เพื่อประชุมพรรคประจำสัปดาห์ พร้อมทั้งประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่ในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..)

ในช่วงหนึ่ง นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการจัดทำประชามติเพื่อยกเลิก MOU 43-44 พ.ศ. 2543 และ พ.ศ. 2544 ระหว่างไทยและกัมพูชา ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย จะเป็นผู้รวบรวมและสรุปผล พร้อมยืนยันว่าท้ายที่สุดแล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยกเลิก MOU 43-44 ดังกล่าวหรือไม่ โดยจะพิจารณาจากข้อมูลที่รวบรวมมาอย่างรอบด้านที่สุด

เมื่อถามถึงข้อถกเถียงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 43-44 เพียงฝ่ายเดียวได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ต้องพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างถี่ถ้วน สิ่งที่ยืนยันได้คือ สำหรับรัฐบาลนี้ไม่มีวันที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ผมได้ให้หลักการแบบนี้ไป เพราะมีคนทำงาน มีคนเจรจา และมีคนศึกษาอยู่ สุดท้ายแล้วค่อยมาตัดสินใจ นายกรัฐมนตรียังย้ำด้วยว่า การดำเนินการทั้งหมดจะเป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา รวมถึงการเดินหน้าทำประชามติตามกระบวนการ โดยผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ก็จะถูกส่งมาให้ ครม. พิจารณาเช่นกัน.

อำนาจ ครม. ยกเลิก MOU 43-44

ครม. พิจารณา ยกเลิก MOU 43-44 อย่างรอบคอบ

ประเด็นเรื่องอำนาจของ ครม. ในการยกเลิก MOU 43-44 เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย การตัดสินใจใดๆ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และต้องไม่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในทุกกรณี การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส

การที่รัฐบาลรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการและให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นผู้สรุปผลนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบด้าน การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและเข้าใจถึงกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลได้

ดังนั้น การตัดสินใจเรื่องยกเลิก MOU 43-44 จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – อำนาจ ครม. ยกเลิก MOU 43-44 ขอรอผล กมธ. “อนุทิน” ลั่นไม่มีวันทำไทยเสียเปรียบ

Scroll to top