ชายแดนไทยกัมพูชา

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

ดีอีเตือนข่าวปลอมโจมตีไทยจากฝั่งกัมพูชายังระบาดหนัก พบเลยเถิดปล่อยเฟกนิวส์สื่อต่างประเทศ ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ข่าวปลอมที่แพร่หลายอันดับต้นๆ ในช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 5 – 11 ก.ย. 2568 จากข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 998,983 ข้อความ พบส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา, การให้บริการของหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และข่าวภัยพิบัติรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล

โดยข่าวปลอมที่แพร่หลายและเข้าถึงความสนใจของประชาชนเป็นอันดับแรก ได้แก่ ข่าวการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ ซึ่งกระทรวงดีอี ได้ประสานงานกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ขอให้ติดตามข่าวความคืบหน้าการดำเนินงาน ผ่านทาง www.cgd.go.th หรือ Facebook กรมบัญชีกลาง ที่มีเครื่องหมาย verify เท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง

ขณะที่ข่าวปลอมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เรื่อง “ไทยยิงปราสาทพระวิหารเสียหาย” ได้รับความสนใจเป็นอันดับถัดมา ซึ่งกระทรวงดีอีได้ประสานกองทัพบก กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวอ้างผ่านสื่อต่างประเทศ ว่า ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนในการปฏิบัติการทางทหาร จนส่งผลให้ปราสาทพระวิหารได้รับความเสียหายในช่วงการสู้รบที่ผ่านมานั้น ไม่เป็นความจริง

ข่าวปลอมอื่นๆ ที่ถูกเผยแพร่ออกมา ได้แก่ ศบ.ทก. อนุมัติ แผนสร้างรั้ว 16 กิโลเมตร หลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51, แจ้งเตือนให้พลเรือน จ.สระแก้ว ออกจากพื้นที่ชายแดน, กระทรวงวัฒนธรรม ยอมรับ รามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา, กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมยกชุดไทยให้กัมพูชา, ประกาศวันหยุดราชการพิเศษ วันที่ 12 กันยายน 2568, เลขาฯ ป.ป.ส. เตรียมยื่นใบลาออกหลังมีการประกาศนายกคนที่ 32 ของไทย เป็นต้น

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเตือนประชาชนให้ระมัดระวังข่าวปลอมที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ล่าสุดพบว่ามีการปล่อยข่าวปลอมว่า ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

สถานการณ์ข่าวปลอมในปัจจุบันน่าเป็นห่วงอย่างมาก มีการสร้างข่าวเท็จและบิดเบือนข้อมูลต่างๆ เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ดังนั้นประชาชนจึงควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะเชื่อและแชร์ต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวปลอมแพร่กระจายและสร้างความเสียหายต่อสังคม

ข่าวปลอม ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร: อย่าหลงเชื่อ!

ข่าวปลอมเรื่อง ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างข่าวเท็จเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือสร้างความแตกแยกในสังคม ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักถึงอันตรายของข่าวปลอมและร่วมมือกันต่อต้านการเผยแพร่ข่าวเท็จ

นอกจากข่าว ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร แล้ว ยังมีข่าวปลอมอื่นๆ ที่แพร่หลายในโลกออนไลน์ เช่น ข่าวเกี่ยวกับการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ข่าวการสร้างรั้วชายแดน ข่าวการยอมรับรามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา และข่าววันหยุดราชการพิเศษ ซึ่งล้วนเป็นข่าวเท็จที่สร้างความเข้าใจผิดและความสับสนให้กับประชาชน

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ หรือสื่อมวลชนที่ได้รับความไว้วางใจ ก่อนที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลใดๆ ก็ตาม นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบข่าวปลอมต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อช่วยในการตรวจสอบข้อมูลได้อีกด้วย

การรู้เท่าทันข่าวปลอมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล เพราะข่าวปลอมสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล ทั้งต่อตัวบุคคล สังคม และประเทศชาติ ดังนั้นเราจึงต้องร่วมมือกันในการต่อต้านข่าวปลอมและสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

การตระหนักถึงภัยของข่าวปลอม และการช่วยกันตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ต่อ เป็นวิธีที่ช่วยลดผลกระทบจากข่าวปลอมได้ดีที่สุด เริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเรา เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

ที่มา – ดีอี เตือนเฟกนิวส์จากฝั่งกัมพูชาโจมตีไทย ยังระบาดหนัก ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร

ชาวบ้านจี้ล้อมรั้วก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้

ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว-สร้างกำแพง แก้ปัญหาเขตแดนก่อนเปิดด่านการค้า ชี้กัมพูชาไว้ใจไม่ได้ ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ จ.ตราด เสียงแตก เปิดด่านชายแดนถาวรบ้านหาดเล็ก

วันนี้ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการประชุม GBC พบว่า 1 ใน 5 ข้อตกลงที่กัมพูชายินยอมเก็บกู้วัตถุระเบิด ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเก็บกู้ในพื้นที่ จ.จันทบุรีและ จ.ตราด แทนที่จะเก็บกู้ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งส่งผลให้เห็นถึงความไม่จริงใจของกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พบว่านางสาวอรุณ วรรณจีบสุข แม่ค้าขายผลไม้ ย่านเศรษฐกิจการค้าชายแดนช่องจอม กล่าวว่า ถ้าเขาจะกู้จริงก็ดี ควรเคลียร์ชายแดนให้เรียบร้อยก่อนจะเปิดด่านขอให้รัฐบาลมาดูทหารก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร ทหารก็คงอยากเคลียร์ก่อนจะเปิด แต่รัฐบาลจะเปิดด่านก่อนไม่ถูกต้อง แต่ต้องเคลียร์ชายแดนให้จบก่อน ต่อไปจะเปิดจะทำการค้าอะไรก็ค่อยทำ ทางกัมพูชาไม่จริงใจ จะกู้ฝั่งเดียว ต้องกู้ไล่มาถึงชายแดนกองทัพภาคที่ 2 ด้วย

ที่ผ่านมาเราไม่สามารถเชื่อเขาได้เลย กลับคำตลอด ทุกครั้งที่เจรจาไว้ใจไม่ได้ ถ้าอยากให้เราไว้ใจก็ต้องกู้ทั้งหมด ไม่งั้นก็ยืดเยื้ออยู่แบบนี้ ฝากรัฐบาลให้ช่วยจัดการปัญหาเขตแดนให้จบ ชาวบ้านอดทนรออยู่แล้ว เคลียร์ไปก็เท่านั้นถ้าชายแดนไม่จบ โดยเฉพาะแผ่นดินไทย ต้องเคลียร์ให้จบทำรั้วให้เสร็จ ทำกำแพงให้เรียบร้อยอยากจะเปิดค่อยเปิด ไม่ใช่เคลียร์เขตแดนยังไม่จบ จะเปิดด่านแล้วไม่ถูกต้อง

ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้

ส่วนบรรยากาศบริเวณด่านชายแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ยังคงเงียบเหงา ร้านค้าของชาวกัมพูชาที่เคยเข้ามาตั้งขายในฝั่งไทยปิดไปกว่า 90% ทำให้บรรยากาศการค้าซบเซา

ชาวบ้านในพื้นที่เสียงแตกในเรื่องการเปิดด่าน โดยเฉพาะชาวบ้านจริงๆ ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเปิดด่านในช่วงนี้ ขณะที่ภาคธุรกิจบางรายที่อยู่ในพื้นที่ ยังคงยืนยันต้องการให้เปิดด่านเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก

โดยแรงงานชาวกัมพูชาที่อาศัยและทำงานในฝั่งไทย ยังคงทยอยเดินทางกลับประเทศ โดยต้องรอจนถึงเวลา 09.00น. จึงจะสามารถข้ามแดนได้ หลายคนหอบหิ้วสิ่งของและสัมภาระจำนวนมากรอกลับประเทศ

ขณะเดียวกันยังคงมีพ่อค้าฝั่งกัมพูชา สั่งอาหารและเครื่องดื่มที่ซื้อจากฝั่งไทย โดยให้คนไทยเป็นคนซื้อและมารอรับบริเวณหน้าด่าน เพื่อนำกลับไปกักตุนในประเทศ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะมีการเปิดด่านจริงไหม

โดยรวมบรรยากาศที่ด่านหาดเล็กยังคงเงียบเหงา แตกต่างจากช่วงปกติที่เคยคึกคักจากการค้าขายและการเดินทางข้ามแดนของประชาชนทั้งสองประเทศ

ทำไมชาวบ้านถึงจี้ล้อมรั้วก่อนเปิดด่าน?

จากสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเกี่ยวกับการเปิดด่านก่อนที่จะมีการแก้ไขปัญหาเขตแดนให้เรียบร้อย รวมถึงความไม่ไว้วางใจในฝั่งกัมพูชา การสร้างรั้วและกำแพงจึงถูกมองว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่

ความเห็นของชาวบ้านที่แตกต่างกันในเรื่องการเปิดด่านชายแดนถาวรบ้านหาดเล็ก แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การพิจารณาข้อดีข้อเสียอย่างรอบคอบและการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจ

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างจริงจัง รวมถึงการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความคิดเห็นของชาวบ้าน ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ สะท้อนถึงความกังวลและความต้องการที่รัฐบาลควรรับฟังและนำไปพิจารณาในการกำหนดนโยบาย

การเปิดด่านชายแดนเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อหลายฝ่าย ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม การตัดสินใจจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ และต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาชายแดนให้เด็ดขาดก่อนที่จะมีการเปิดด่าน เพื่อความสงบสุขและปลอดภัยของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ นี่คือเสียงที่รัฐบาลควรรับฟัง

ที่มา – ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้

กองกำลังบูรพา ยื่นหนังสือแสดงความยินดี “อนุทิน”

“กองกำลังบูรพา” เผยแพร่สารแสดงความยินดีจากผู้นำกัมพูชา ถึง “อนุทิน ชาญวีรกุล” นายกฯ คนที่ 32 ของไทย บริเวณแนวชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เพื่อให้ทหารและประชาชนชาวกัมพูชารับทราบข้อมูลโดยตรง ถือเป็นสัญญาณบวกช่วยสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดี

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดสระแก้ว ร่วมกับกองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 จัดกิจกรรมเผยแพร่สารแสดงความยินดีจากสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ที่ส่งถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล ในโอกาสได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย

โดยเจ้าหน้าที่ได้นำข้อความดังกล่าวซึ่งแปลเป็นภาษากัมพูชา ติดตั้งไว้บริเวณแนวลวดหนามป้องกันตนเอง บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากหมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ รวมทั้งประชาชนชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ติดแนวชายแดน ได้รับทราบข้อมูลการแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการ การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

บรรยากาศในพื้นที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย มีเจ้าหน้าที่ทหารไทยดูแลความเรียบร้อยตลอดการดำเนินการ โดยสารจากผู้นำกัมพูชา ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ที่แม้จะมีเส้นเขตแดนแบ่งกั้น แต่ยังคงยึดโยงด้วยมิตรภาพและความร่วมมือในหลายมิติ นี่คือภาพสะท้อนความสัมพันธ์ที่ดีที่ควรค่าแก่การรักษาไว้

แหล่งข่าวจากกองกำลังบูรพา ระบุว่า การเผยแพร่สารแสดงความยินดีในครั้งนี้ นอกจากจะทำให้ประชาชนกัมพูชาในพื้นที่ชายแดนได้รับทราบข้อมูลโดยตรงแล้ว ยังเป็นการยืนยันถึงความตั้งใจร่วมกันของรัฐบาลทั้งสองประเทศ ที่จะเดินหน้าสานต่อความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข การได้รับทราบข้อมูลโดยตรงเช่นนี้ สร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การสื่อสารระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ผ่านการแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดี และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่าจะมีการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันอย่างจริงจังในอนาคต

กองกำลังบูรพา ยื่นหนังสือ “ฮุน มาเนต” แสดงความยินดี “อนุทิน”

การที่กองกำลังบูรพา ยื่นหนังสือแสดงความยินดีจาก “ฮุน มาเนต” ถึง “อนุทิน ชาญวีรกุล” สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน การดำเนินการเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพและยินดีต่อผู้นำคนใหม่ของไทย แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกันในอนาคตอีกด้วย

ความสำคัญของการแสดงความยินดีจากกองกำลังบูรพา

แน่นอนว่าการแสดงความยินดีจากกองกำลังบูรพา มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์: เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
  • สร้างความเชื่อมั่น: ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: เปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือในด้านต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น

การดำเนินการของกองกำลังบูรพา ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา และเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของทั้งสองประเทศ การที่กองกำลังชายแดนเป็นผู้ดำเนินการแสดงความยินดี ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ในระดับปฏิบัติการ และความตั้งใจที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองชาติ

ในอนาคต เราหวังว่าจะได้เห็นความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ, สังคม, หรือวัฒนธรรม การเริ่มต้นด้วยการแสดงความยินดีเช่นนี้ นับเป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกถึงอนาคตที่สดใสของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสอง

ที่มา – กองกำลังบูรพา ยื่นหนังสือ “ฮุน มาเนต” แสดงความยินดี “อนุทิน” ให้ทหารกัมพูชา

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ยันเปิดด่าน ไม่เสียอธิปไตย

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง เปิดด่าน โดยยืนยันว่าการเปิดด่านไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียอธิปไตยแต่อย่างใด พร้อมทั้งเรียกร้องให้เข้าใจบริบทของพื้นที่จันทบุรี-ตราด ที่ไม่ได้มีความขัดแย้ง แต่กลับได้รับความเสียหายอย่างหนักในด้านการค้าและการท่องเที่ยว

ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย – กัมพูชา จันทบุรี ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการประชุมคณะกรรมการการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันในข้อตกลง 5 ข้อ โดยข้อสุดท้ายเกี่ยวข้องกับการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางประเภทและบางจุด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการขนส่งข้ามแดน ดร.รัฐวิทย์ มองว่าเป็นความสำเร็จของฝ่ายความมั่นคง และประเด็นสำคัญคือเรื่องการเปิดด่าน

ทั้งนี้ ดร.รัฐวิทย์ กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรีและตราดไม่ได้เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งรุนแรง และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน การเปิดด่านจึงไม่ได้หมายถึงการเสียอธิปไตย แต่เป็นเพียงความรู้สึกโกรธเคืองที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งปัจจุบันจังหวัดจันทบุรีและตราดได้รับผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและการค้าอย่างมาก โดยเฉพาะภาคเกษตร

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ยันเปิดด่าน ไม่เสียอธิปไตย

ด้านนายอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี เผยว่า ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนรัฐบาลใหม่ในการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางประเภทบางจุดในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยผลการหารือในคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) จะเป็นอย่างไร ทางหอการค้าก็พร้อมให้การสนับสนุน แต่ต้องมีความชัดเจนและคำนึงถึงความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นซ้ำรอย

ขณะที่นายสมคิด เนี่ยมจันทร์ ชาวบ้านสอยดาว จ.จันทบุรี แสดงความยินดีกับการที่จะมีการเปิดด่าน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานชาวกัมพูชาที่มีความชำนาญในการเก็บลำไย แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของกัมพูชาที่อาจมีการหักหลังได้

ทำไมถึงต้องพิจารณาเรื่องการ เปิดด่าน อย่างรอบคอบ?

การพิจารณาเรื่องการเปิดด่านชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม การเปิดด่านสามารถส่งผลดีต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่มีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ เช่น การลักลอบเข้าเมือง การค้าของผิดกฎหมาย และปัญหาความมั่นคงอื่นๆ

ดังนั้น การตัดสินใจเปิดด่านจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และต้องมีมาตรการที่รัดกุมในการป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การเปิดด่านเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเปิดด่าน:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • สถานการณ์ความมั่นคง
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
  • การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน

นอกจากนี้ การเปิดด่านชายแดนยังต้องสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการดำเนินการ

การเปิดด่าน ไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องมาจากข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ถึงแม้ว่าการเปิดด่านอาจมีข้อดีหลายประการ แต่ก็ต้องไม่มองข้ามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และต้องเตรียมมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การเปิดด่านเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

ที่มา – นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ให้ความเห็นเรื่องเปิดด่าน ยันไม่ได้ทำให้ไทยเสียอธิปไตย

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา”

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน พบความเคลื่อนไหวของฝ่าย “กัมพูชา” เสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ก่อสร้างฐานที่มั่นเพิ่มเติม คาดรองรับสถานการณ์ในอนาคต ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจอย่างใกล้ชิด

วันที่ 11 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 11 กันยายน 2568 (ณ เวลา 14.00 น.) สถานการณ์โดยรวมตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่แนวชายแดน

โดยพบการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมทั้งการก่อสร้างฐานที่มั่นเพิ่มเติม ทั้งยังมีการเคลื่อนย้ายยานพาหนะเข้าสู่พื้นที่ชายแดนหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกที่ขนส่งวัสดุสำหรับการก่อสร้าง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของฐานปฏิบัติการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมและการปรับกำลังของฝ่ายกัมพูชา เพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต ฝ่ายไทยยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจในพื้นที่แนวชายแดนอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์ พร้อมทั้งรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการตอบโต้ หากมีเหตุการณ์ที่กระทบต่ออธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การดำเนินงานด้านจิตอาสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 24 พันเอก วรวุฒิ สำราญ รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดหนองคาย รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค รวมไปถึงสิ่งของที่จำเป็น จากชาว จ.หนองคาย โดยมี พระเทพวชิรคุณเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย/เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย (พระอารามหลวง) เป็นผู้แทนคณะสงฆ์, ปลัดจังหวัดหนองคาย และผู้บริหารแดงแหนมเนือง ผู้แทนพ่อค้าคหบดีในพื้นที่เป็นผู้แทนประชาชน จ.หนองคาย นำสิ่งของส่งต่อเป็นกำลังใจแก่ทหารแนวหน้า และพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน และประชาชนจิตอาสาพระราชทาน ช่วยขนย้ายสิ่งของ

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จ.สุรินทร์ นายรองรัตน์ จงอุตส่าห์ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ พร้อมด้วยปลัดอำเภอ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนเมืองสุรินทร์ที่ 3 รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่ อ.กาบเชิง และ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้รับข้อมูลข่าวสารด้วยวิจารณญาณ และติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน จากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่“ทหารกัมพูชา” มีการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูท่าทีและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทางฝั่งไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการจัดกำลังพลเฝ้าตรวจตราตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา”

การที่“ทหารกัมพูชา” มีความเคลื่อนไหวในการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์นั้น อาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน หรือการแสดงศักยภาพทางทหาร อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายต้องยึดมั่นในหลักการสันติวิธี และแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านการเจรจาและการหารือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรง

ความสำคัญของการติดตามสถานการณ์ “ทหารกัมพูชา”

การติดตามสถานการณ์“ทหารกัมพูชา” อย่างใกล้ชิดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เราสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และลดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน

  • การเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของ“ทหารกัมพูชา” บ่งบอกถึงการเตรียมความพร้อม
  • ฝ่ายไทยยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • ความร่วมมือจากประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณเป็นสิ่งสำคัญ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการรักษาความสงบเรียบร้อย การรับฟังข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ และการติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา” เสริมกำลังพล ยุทโธปกรณ์

กองทัพภาค 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร”

กองทัพภาคที่ 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร” รองเท้าต้นแบบลดแรงระเบิดจากทุ่นระเบิด และให้ข้อเสนอทีมวิจัยฯ เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนา

วันที่ 11 กันยายน 2568 พล.ต.ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รอง มทภ.2 ให้การต้อนรับ คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการทางทหารด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และหารือข้อราชการ ณ กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

โอกาสนี้ คณะฯ ได้ส่งมอบต้นแบบ “รองเท้านิลมังกร” เพื่อลดแรงระเบิดจากทุ่นระเบิด ทั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ทหารไทยที่ลาดตระเวนแนวหน้าถูกระเบิดและได้รับบาดเจ็บ จึงได้ค้นคว้าโมเดลรองเท้าที่ใช้ในยูเครน และนำไปถอดแบบเพื่อนำมาผลิต โดยหวังว่าจะสามารถลดความสูญเสียและช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

ในการนี้ ที่ประชุมได้มีข้อสังเกตอันเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนารองเท้าดังกล่าวต่อไป และยังได้หารือถึงยุทธภัณฑ์ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อใช้ในภารกิจของกองทัพ โดยคณะฯ จะนำข้อมูลที่ได้รับมาประกอบการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงพัฒนายุทโธปกรณ์ของกองทัพตามหน้าที่ และอำนาจที่คณะกรรมาธิการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไป

การรับมอบ “รองเท้านิลมังกร” ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนายุทโธปกรณ์เพื่อปกป้องทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและลดความเสี่ยงที่ทหารต้องเผชิญ

กองทัพภาค 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร”

การพัฒนารองเท้าที่สามารถลดแรงระเบิดจากทุ่นระเบิดได้นั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน เช่น น้ำหนักของรองเท้า ความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ และประสิทธิภาพในการป้องกันแรงระเบิด ทีมวิจัยจะต้องทำการทดสอบและปรับปรุงรองเท้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้รองเท้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ความสำคัญของ “รองเท้านิลมังกร”

“รองเท้านิลมังกร” ไม่ได้เป็นเพียงแค่รองเท้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใยและความใส่ใจที่กองทัพมีต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัย การมีอุปกรณ์ป้องกันที่ดีจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและขวัญกำลังใจให้กับทหาร ทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย

นอกจากนี้ การพัฒนายุทโธปกรณ์ภายในประเทศยังเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความมั่นคงของชาติ

การที่กองทัพภาคที่ 2 ได้รับมอบ “รองเท้านิลมังกร” ถือเป็นข่าวดีสำหรับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการพัฒนายุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในอนาคต เราหวังว่าการพัฒนารองเท้าต้นแบบนี้จะประสบความสำเร็จ และสามารถนำไปใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปรับปรุงและพัฒนารองเท้านิลมังกรอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รองเท้ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันแรงระเบิด และมีความเหมาะสมกับการใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมที่ทหารต้องเผชิญ การรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานจริงและการนำไปปรับปรุง จะช่วยให้รองเท้านิลมังกรเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยชีวิตทหารได้อย่างแท้จริง

ที่มา – กองทัพภาค 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร” รองเท้าต้นแบบลดแรงระเบิด จากทุ่นระเบิด

“บิ๊กเล็ก” ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ลดตึงเครียดชายแดน

จับตา “บิ๊กเล็ก” นำคณะเปิดโต๊ะประชุมหารือความมั่นคง GBC สมัยพิเศษที่เกาะกง ลดตึงเครียดชายแดน ลดระดับการใช้กำลังทหาร และการยุติวาทกรรมยั่วยุ หาทางออกปัญหาตามแนวชายแดนอย่างสันติ

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่บริเวณด่านชายแดนบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะลงพื้นที่ชายแดนจังหวัดตราด ร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ไทย–กัมพูชา ที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา

โดยคณะได้ใช้รถยนต์เป็นขบวนเดินทางเข้าไปยังจังหวัดเกาะกง คาดว่าจะใช้เวลาประชุมประมาณ 2- 3 ชั่วโมง และเดินทางกลับเข้ามายังพื้นที่ของ อ.คลองใหญ่ ผ่านด่านถาวรชายแดนบ้านหาดเล็ก ซึ่งบรรยากาศหน้าด่านยังคงมีการปิดด่านต่อเนื่อง บรรยากาศทั่วไปเงียบเหงา จากนั้นทางคณะเดินทางไปประชุมต่อยังโรงแรมเซ็นทารา ชายทะเลแอนด์วิลล่า จังหวัดตราด ในเวลา 12.30 น.ของวันนี้

เบื้องต้นการประชุมครั้งนี้ มุ่งเน้นการหารือความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดน การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

สำหรับการประชุม GBC ครั้งนี้ มีสาระสำคัญ ได้แก่ การติดตามความคืบหน้าการจัดทำข้อตกลงหยุดยิง และผลลัพธ์จากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC สมัยวิสามัญ ,การหารือมาตรการลดตึงเครียดชายแดน ลดระดับการใช้กำลังทหาร และการยุติวาทกรรมยั่วยุ พร้อมฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน ,ความร่วมมือในทางปฏิบัติ เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการชายแดน รวมถึงกำหนดกรอบภารกิจของการประชุม RBC และ GBC ครั้งถัดไป นับเป็นจังหวะสำคัญที่ทั้งสองประเทศ จะได้หาทางออกต่อปัญหาตามแนวชายแดนอย่างสันติ ยึดหลักอธิปไตย ความปลอดภัยของประชาชน และการอยู่ร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“บิ๊กเล็ก” นำทีมประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ที่เกาะกง ลดตึงเครียดชายแดน ยุติวาทกรรมยั่วยุ

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชาครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดตึงเครียดชายแดน และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างสันติวิธี และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน

เป้าหมายสำคัญของการประชุม: ลดตึงเครียดชายแดน

เป้าหมายหลักของการประชุมครั้งนี้คือการหารือมาตรการที่สามารถนำไปสู่การ ลดตึงเครียดชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งรวมถึงการลดระดับการใช้กำลังทหาร การยุติวาทกรรมยั่วยุ และการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน

  • การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ
  • การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
  • การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว การประชุมยังครอบคลุมถึงความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างสันติวิธี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคโดยรวม เป็นสัญญาณที่ดีของการแก้ไขความขัดแย้งด้วยการเจรจาและความเข้าใจ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” นำทีมประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ที่เกาะกง ลดตึงเครียดชายแดน ยุติวาทกรรมยั่วยุ

เฝ้าระวัง! พบชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดนบ้านหนองจาน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ล่าสุดพบว่ามี ชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดนบ้านหนองจาน จำนวนหนึ่ง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศบริเวณแนวชายแดนบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งติดกับประเทศกัมพูชายังคงเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่รายงานว่าพบ ชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดนบ้านหนองจาน ประมาณ 15-20 คน บริเวณใกล้แนวชายแดน ลักษณะคล้ายกับการเฝ้าสังเกตการณ์

แม้ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวจะยังไม่ได้กระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดอธิปไตย หรือรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ กองกำลังบูรพาและหน่วยเฉพาะกิจที่รับผิดชอบพื้นที่ได้เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวนตลอดแนวชายแดน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

บรรยากาศบริเวณหน้าด่านและถนนสีเพ็ญค่อนข้างเงียบเหงา มีเพียงรถเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนเท่านั้นที่สัญจรไปมา

สถานการณ์ล่าสุด: พบชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดนบ้านหนองจาน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงจับตาและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติหรือความเคลื่อนไหวที่สร้างความตึงเครียดเพิ่มเติมในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวของชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดนบ้านหนองจาน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ทำไมต้องเฝ้าระวัง?

การมีบุคคลจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาปักหลักอาศัยอยู่ใกล้ชายแดน แม้จะยังไม่มีการกระทำผิดกฎหมาย แต่ก็อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • ความไม่มั่นคงในพื้นที่: การมีบุคคลภายนอกเข้ามาอาศัยอยู่ อาจสร้างความกังวลและความไม่มั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่
  • ปัญหาอาชญากรรม: อาจมีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบของผู้ที่เข้ามาพักอาศัย
  • การลักลอบเข้าเมือง: อาจมีการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ดังนั้น การเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การปรากฏตัวของชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดนบ้านหนองจาน เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดู และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่

ที่มา – พบชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดนบ้านหนองจาน เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเข้ม

เฝ้าระวัง! พบชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้วยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เมื่อมีรายงานว่า พบชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดนบ้านหนองจาน เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา โดยภาพรวมสถานการณ์ยังคงเป็นปกติ ไม่มีความวุ่นวายใดๆ เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ได้รายงานว่า พบชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดนบ้านหนองจาน ประมาณ 15-20 คน บริเวณใกล้แนวชายแดน กลุ่มคนเหล่านี้มีลักษณะของการเฝ้าสังเกตการณ์และพักอาศัย แต่ยังไม่พบการกระทำที่ละเมิดหรือรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย

พบชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดนบ้านหนองจาน

ทางด้านกองกำลังบูรพาและหน่วยเฉพาะกิจที่รับผิดชอบพื้นที่ ยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีการสับเปลี่ยนกำลังพลเพื่อลาดตระเวนตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

บริเวณหน้าด่านและถนนสีเพ็ญยังคงเงียบสงบ มีเพียงรถของเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติหรือความเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน

การเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นหลังพบชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดน

สถานการณ์ชายแดนนั้นมีความอ่อนไหว การมีบุคคลจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาปักหลักในพื้นที่ใกล้เคียงย่อมต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่พบการกระทำผิดกฎหมาย แต่การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ เจ้าหน้าที่ไทยจึงต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ

การข่าวที่แม่นยำและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลพื้นที่ชายแดน ข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้การตัดสินใจและการวางแผนป้องกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากความมั่นคงแล้ว การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการสร้างรายได้ให้กับพวกเขายังเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพื้นที่ และลดโอกาสที่พวกเขาจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมายได้อีกด้วย

การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน จะช่วยให้เราสามารถหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายได้

อย่างไรก็ตาม การ พบชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดนบ้านหนองจาน ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่เจ้าหน้าที่ไทยต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ การลาดตระเวนอย่างสม่ำเสมอ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

การดูแลรักษาความมั่นคงของชาติเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่เท่านั้น ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้โดยการเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ แจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติ และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ล่าสุด จะช่วยให้เราสามารถปรับตัวและรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเจรจา เป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาชายแดน การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และการหาจุดร่วมที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน จะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดีขึ้น และสร้างความสงบสุขให้กับประชาชนทั้งสองฝ่าย

การดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนเป็นภารกิจที่สำคัญและท้าทาย แต่ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถรักษาความมั่นคงของชาติและสร้างความสงบสุขให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – พบชาวกัมพูชา ปักหลักเฝ้าเพิง ริมชายแดนบ้านหนองจาน เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเข้ม

Scroll to top