นายอนุทิน ชาญวีรกูล

โฆษกรัฐบาลขออย่าเชื่อข่าวปลอมเบี้ยผู้สูงอายุ

ช่วงนี้ในโซเชียลมีเดีย มีข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่อง ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท ที่ทำให้หลายคนตื่นเต้นและหวังดีกับผู้สูงอายุ แต่โฆษกรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ขอให้ทุกคนอย่าเพิ่งเชื่อ และตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนแชร์ต่อ

ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท

วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 (ไม่ใช่ 2569 ตามต้นฉบับ คงพิมพ์ผิด) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงผ่านเพจไทยคู่ฟ้า ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยพูดประโยคที่ว่า “การที่จะให้งบเบี้ยคนชราจาก 600 เป็น 3,000 ไม่มีประโยชน์” ตามที่ถูกแชร์กันในโลกออนไลน์ คำพูดนี้ถูกตัดต่อหรือบิดเบือนเพื่อสร้างความเข้าใจผิดในสังคม ขอให้ประชาชนอย่าเชื่อ ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท นี้

ยืนยันอัตราค่าจ่ายเบี้ยยังชีพเดิม

นอกจากนี้ ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาทเป็น 3,000 บาท ก็เป็นข่าวปลอม 100% ปัจจุบัน การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยังคงยึดตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 โดยจ่ายเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้

  • อายุ 60 – 69 ปี: 600 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 70 – 79 ปี: 700 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 80 – 89 ปี: 800 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 90 ปีขึ้นไป: 1,000 บาท/คน/เดือน

ข้อมูลนี้เป็นจริงและชัดเจน หากมีนโยบายปรับเพิ่มจริง จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล ไม่ใช่มาจากเพจหรือข้อความลอยๆ ในโซเชียล

ทำไมข่าวปลอมแบบนี้ถึงแพร่กระจายง่าย

ในยุคดิจิทัล ข่าวปลอมหรือ fake news แพร่ได้เร็วมาก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทุกคนห่วงใย ผู้คนมักแชร์ต่อโดยไม่ตรวจสอบ เพราะหวังดี แต่ผลที่ตามมาคือความสับสนและเสียเวลาในการรอคอยที่ไม่มีจริง สำหรับ ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท นี้ อาจมาจากการตัดต่อคลิปวิดีโอหรือสร้างภาพเท็จ เพื่อดึงดูดความสนใจหรือจุดประเด็นการเมือง

สถิติจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุว่า ไทยมีผู้สูงอายุมากกว่า 12 ล้านคน คิดเป็น 20% ของประชากร และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 30% ในปี 2578 เบี้ยยังชีพจึงเป็นสวัสดิการสำคัญที่ช่วยบรรเทาค่าครองชีพ แต่รัฐบาลต้องพิจารณางบประมาณและความยั่งยืน ไม่สามารถปรับเพิ่มแบบกะทันหันได้

วิธีตรวจสอบข้อมูลสวัสดิการผู้สูงอายุให้ปลอดภัย

เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม ทุกคนควร:

  • ตรวจสอบจากแหล่งข่าว官方 เช่น เว็บไซต์กระทรวงมหาดไทย www.moi.go.th หรือเพจไทยคู่ฟ้า
  • ใช้เครื่องมือ fact-check เช่น Cofact หรือ StopfakeID
  • ไม่แชร์ข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มา ชัดเจน
  • หากสงสัยเรื่องเบี้ยยังชีพ ติดต่อ อบต. หรือเทศบาลใกล้บ้าน

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุสามารถสมัครรับเบี้ยยังชีพได้ง่ายๆ โดยใช้บัตรประชาชนไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และอัปเดตข้อมูลทุกปีเพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ

ในฐานะที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย สวัสดิการอย่างเบี้ยผู้สูงอายุมีความสำคัญมาก รัฐบาลควรเร่งพัฒนานโยบายที่ยั่งยืน เช่น เพิ่มการฝึกอบรมอาชีพหรือระบบดูแลสุขภาพ แต่ต้องมาจากกระบวนการที่โปร่งใส ไม่ใช่ข่าวลือ

คำแนะนำ: ช่วยกันแชร์ข้อมูลจริงเพื่อปกป้องผู้สูงอายุและสังคมจากข่าวปลอม หากคุณหรือญาติสงสัย สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บรัฐบาลทันที!

ที่มา – โฆษกรัฐบาลขออย่าเชื่อ ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท

นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ

ในวันที่ 30 เมษายน 2569 นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ เชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยจำนวน 154 ราย ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณหาญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการผู้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและแผ่นดิน

นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิธีนี้จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้เกียรติแก่ข้าราชการที่ปฏิบัติงานด้วยความมานะอุตสาหะและมีผลงานโดดเด่น

ผู้มีสิทธิ์รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ผู้ที่ได้รับพระราชทานในพิธีนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในสังกัดส่วนกลาง จำนวน 154 ราย ประกอบด้วย:

  • อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดปัจจุบัน
  • ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
  • อดีตที่ปรึกษาและที่ปรึกษาปัจจุบัน
  • อดีตผู้บริหารและผู้บริหารระดับสูง
  • ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนกลางอื่นๆ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพายนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุดที่มอบให้ผู้มีคุณงามความดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เปิดเผยว่า ในปีนี้มีข้าราชการในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นอีกกว่า 2,054 รายที่ได้รับพระราชทานเช่นกัน โดยกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละแห่งจัดพิธีรับพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ สถานที่ที่เหมาะสมในท้องถิ่น เพื่อให้ทุกคนได้แสดงความจงรักภักดีและภาคภูมิใจในหน้าที่

ความสำคัญของพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

พิธีในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเชิดชูเกียรติบุคคลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงคุณค่าของการบริการราชการที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์สุจริต และการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน กระทรวงมหาดไทยซึ่งรับผิดชอบด้านการปกครองท้องถิ่น การจัดการภัยพิบัติ และพัฒนาชุมชน มีบทบาทสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ข้าราชการที่ได้รับเครื่องราชฯ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่

การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ยังช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ข้าราชการทุกระดับ กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในการทำงานที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด การรับมือ climate change และการพัฒนาดิจิทัล การมีผู้นำอย่างนายกรัฐมนตรีอนุทินที่ให้ความสำคัญกับการยกย่องผู้ทำงานดี จึงเป็นสัญญาณบวกต่อระบบราชการไทย

นอกจากพิธีหลักแล้ว ยังมีการถ่ายภาพหมู่และกล่าวสุนทรพจน์ที่สร้างแรงบันดาลใจ โดยนายกฯ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อแผ่นดิน และขอให้ผู้รับใช้พระราชทานนี้เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

เหตุการณ์ นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ ครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความสามัคคีในองค์กรมหาดไทย และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงโปรดเกล้าฯ มอบเกียรติยศแก่ผู้ถวายงาน ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจและควรค่าแก่การจดจำ

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารการเมืองและราชการเพิ่มเติม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ เชิดชูเกียรติข้าราชการมหาดไทย

รัฐบาลเชิญถวายพระพร วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569

วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 เป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับพสกนิกรชาวไทยทุกคน เมื่อรัฐบาลเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมรสที่ทรงผ่านมานาน 7 ปีแล้ว การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้เราทุกคนได้ร่วมกันสร้างความสามัคคีในชาติอีกด้วย

รายละเอียดการจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569

รัฐบาลได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 ในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี รัฐบาลได้เตรียมการอย่างครบครันเพื่อให้งานนี้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ

ผู้เข้าร่วมงานสำคัญในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569

ผู้เข้าร่วมงานครอบคลุมทุกภาคส่วนของสังคมไทยและนานาชาติ เพื่อแสดงถึงความสำคัญของวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 ดังนี้

  • ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
  • คณะองคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี
  • คณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต กงสุล และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ
  • ข้าราชการการเมือง ทหาร ตำรวจ พลเรือน
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)
  • หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย

การเชิญบุคคลสำคัญเหล่านี้มาร่วมงาน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 อย่างยิ่งยวด

วิธีการร่วมถวายพระพรชัยมงคลในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569

สำหรับพสกนิกรที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานด้วยตัวเอง รัฐบาลได้จัดถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย โดยกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่เวลา 18.50 น. เป็นต้นไป คุณสามารถนั่งรับชมจากหน้าจอทีวีหรือออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่เตรียมดอกไม้ ธูปเทียน หรือจุดเทียนถวายพระพรที่บ้าน ก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้

วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 ไม่ใช่แค่วันเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงทำเพื่อประชาชนตลอดมา ตั้งแต่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี 2562 พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อแก้ปัญหาชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่ช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกร

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การร่วมถวายพระพรชัยมงคลในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 จะช่วยเสริมสร้างพลังบวกให้กับประเทศไทย ให้เราทุกคนมีหัวใจที่มั่นคง ร่วมมือกันพัฒนาประเทศต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษในท้องถิ่นหลายแห่ง เช่น การจุดเทียนชัยมงคลตามวัดวาอาราม หรือการจัดขบวนแห่ในชุมชน ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบได้จากหน่วยงานท้องถิ่นใกล้บ้าน เพื่อร่วมกิจกรรมได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ความสำคัญของวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 ต่ออนาคตชาติ

วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงในราชบัลลังก์ไทย ซึ่งนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ การที่รัฐบาลเชิญชวนพสกนิกรร่วมถวายพระพรชัยมงคล จึงเป็นการสร้างวัฒนธรรมจงรักภักดีที่สืบทอดต่อไปยังรุ่นลูกหลาน

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านเตรียมตัวร่วมถวายพระพรชัยมงคลในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 อย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ก็จะช่วยเสริมสร้างสิริมงคลให้กับตนเองและประเทศชาติได้อย่างแน่นอน ลองนึกภาพวันที่ 4 พฤษภาคม ที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยแสงเทียนและคำอธิษฐานอันบริสุทธิ์ แล้วคุณจะรู้สึกอบอุ่นใจแค่ไหน

คำถามถึงผู้อ่าน: คุณมีแผนจะร่วมถวายพระพรอย่างไรในวันนี้? แชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ!

ที่มา – รัฐบาลเชิญชวนพสกนิกรร่วมถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569

“อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ราคาพืชผล

ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำเป็นประเด็นร้อนที่เกษตรกรไทยเผชิญมานานหลายปี ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน หรือผลไม้อย่างทุเรียน มังคุด ล่าสุดในสภา มีการถกเถียงเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหานี้ แต่ “อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล ย้ำ “กมธ.พาณิชย์” มีอำนาจเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน โดยนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะวิปรัฐบาล ได้ออกมาชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน

“อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล ย้ำ “กมธ.พาณิชย์” มีอำนาจเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน

จากเหตุการณ์วันที่ 29 เมษายน 2567 สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาราคาพืชผล นายอัครเดชกล่าวว่า รัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญสูงสุดกับปัญหานี้ โดยได้กำชับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ติดตามข้อเสนอและการอภิปรายของ ส.ส. อย่างใกล้ชิดแล้ว การส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการการพาณิชย์ (กมธ.พาณิชย์) ดำเนินการจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ในสัปดาห์หน้า กมธ.พาณิชย์ชุดใหม่จะเริ่มทำงานทันที โดยไม่เสียเวลาในการตั้งใหม่ ซึ่งกมธ.นี้ในฐานะกรรมาธิการสามัญประจำสภา มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการติดตามและแก้ไขปัญหาราคาพืชผลอยู่แล้ว “ไม่จำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพิ่มเติม เพราะอาจเกิดความซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองงบประมาณ ขณะที่กมธ.พาณิชย์สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” นายอัครเดชย้ำ

เหตุผลหลักที่ “อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล

  • อำนาจเต็มรูปแบบ: กมธ.พาณิชย์สามารถเชิญหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนมาหารือได้ มีตัวแทนทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน
  • ไม่ซ้ำซ้อนและประหยัดงบ: หลีกเลี่ยงการใช้ทรัพยากรซ้ำซ้อน ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดิน
  • ทำงานต่อเนื่อง: มีอายุการทำงานยาวนานจนครบวาระสภา สามารถติดตามผลรัฐบาลได้ยาวนาน ต่างจากกมธ.วิสามัญที่จำกัดเวลา
  • ประสิทธิภาพสูงกว่า: เป็นกลไกประจำสภา ทำให้แก้ปัญหาได้รวดเร็วและยั่งยืน

ปัญหาราคาพืชผลที่เกษตรกรเผชิญและแนวทางแก้ไข

ราคาพืชผลตกต่ำเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผลผลิตล้นตลาดในฤดูเก็บเกี่ยว ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากน้ำมันและปุ๋ย สงครามการค้าโลกที่กระทบการส่งออก และปัญหาโลจิสติกส์ รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือ เช่น การรับซื้อสต็อกผลผลิต การเจรจาเปิดตลาดใหม่ ลดภาษีนำเข้าปุ๋ย และส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน โดยกมธ.พาณิชย์จะช่วยตรวจสอบและเสนอแนะเพิ่มเติม

ฝ่ายค้านเสนอว่ากมธ.วิสามัญจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม แต่ในความเป็นจริง กมธ.พาณิชย์ก็ทำได้เช่นกัน และมีประสิทธิภาพมากกว่าเพราะความต่อเนื่องในการทำงาน

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งเน้นประสิทธิภาพและการแก้ปัญหาจริงจัง โดยไม่เสียเวลากับโครงสร้างใหม่ที่อาจล่าช้า คุณเห็นด้วยกับมุมมองของ “อัครเดช” หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เกษตรกรได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเกษตรและการเมืองเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – “อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล ย้ำ “กมธ.พาณิชย์” มีอำนาจเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน

นายกรัฐมนตรี กราบมุทิตาสักการะ พระราชวัชรธรรมโฆษิต

นายกรัฐมนตรี กราบมุทิตาสักการะ พระราชวัชรธรรมโฆษิต เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจให้กับพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ก่อนเข้าร่วมประชุมพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แวะเวียนมายังวัดระฆังโฆษิตาราม วรมหาวิหาร ในกรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงความยินดีและกราบมุทิตาสักการะพระราชวัชรธรรมโฆษิต (วัชระ ภทฺทธมฺโม) หลังจากได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์ชั้นราช

นายกรัฐมนตรี กราบมุทิตาสักการะ พระราชวัชรธรรมโฆษิต อย่างเรียบง่าย

ในพิธีกราบสักการะครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ถวายปัจจัยและเครื่องสักการะ พร้อมแสดงความยินดีอย่างจริงใจ ท่ามกลางบรรยากาศที่สงบเรียบร้อย สะท้อนถึงความเคารพและศรัทธาที่ลึกซึ้งต่อพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ การสนทนาธรรมที่ใกล้ชิดระหว่างนายกรัฐมนตรีกับพระราชวัชรธรรมโฆษิต ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำทางการเมืองกับพระสงฆ์ผู้เจริญรุ่งเรืองในพระธรรมวินัย

ความสำคัญของการเลื่อนสมณศักดิ์ชั้นราช

การได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์ชั้นราช ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับพระภิกษุผู้มีคุณงามความดี มีผลงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และได้รับการยอมรับจากพุทธศาสนิกชน พระราชวัชรธรรมโฆษิต เป็นพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด และมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยผ่านทางวัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

วัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร เป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่รู้จักกันดีในนามวัดของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพ นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์หลายองค์ ทำให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน

  • ประวัติวัดระฆัง: สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
  • พระราชวัชรธรรมโฆษิต: ผู้มีคุณูปการด้านการเทศน์สอนธรรม
  • นายกรัฐมนตรีอนุทิน: แสดงศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ
  • เหตุการณ์นี้: สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้นำรุ่นใหม่

เหตุการณ์ นายกรัฐมนตรี กราบมุทิตาสักการะ พระราชวัชรธรรมโฆษิต ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความยินดีส่วนตัว แต่ยังเป็นสัญญาณของความสามัคคีระหว่างรัฐบาลและคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การที่ผู้นำประเทศให้ความสำคัญกับศาสนาและประเพณี จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับชาติได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การเยี่ยมเยือนวัดระฆังครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นก่อนการประชุมพรรคภูมิใจไทยประจำสัปดาห์ แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องจิตใจและศีลธรรมก่อนการเมือง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับประชาชนทุกคน

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้

จากเหตุการณ์ดังกล่าว เราสามารถเรียนรู้ได้หลายประการ เช่น ความสำคัญของการถ่อมตนและเคารพผู้ใหญ่ทางธรรม การรักษาศีลธรรมท่ามกลางหน้าที่การเมือง และคุณค่าของวัดในฐานะศูนย์กลางชุมชน หากทุกคนนำหลักธรรมไปปฏิบัติ ประเทศไทยจะยิ่งเจริญรุ่งเรือง

ในฐานะนักข่าวและนักเขียน สิ่งนี้ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าศรัทธาทางศาสนาจะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้า หากคุณสนใจข่าวสารด้านการเมืองและศาสนา ติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และอย่าลืมแบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อเผยแพร่คุณค่าดีๆ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี กราบมุทิตาสักการะ พระราชวัชรธรรมโฆษิต

สมช. ตั้ง “ผอ.ข่าวกรอง” เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส สมช. ตั้ง “ผอ.ข่าวกรอง” เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ นี่แหละครับ! เป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย เพราะปัญหาชายแดนใต้หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไฟใต้” เนี่ย วนเวียนมานาน จนในที่สุด สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็มีมติชัดเจนในการแก้ปัญหานี้แบบจริงจัง

สมช. ตั้ง “ผอ.ข่าวกรอง” เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

ที่ประชุม สมช. เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน ได้เห็นชอบเรื่องสำคัญ 5 ข้อเลยทีเดียว นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ออกมาแถลงเองครับ เริ่มจากข้อแรก การบริหารจัดการการศึกษา โดยมอบหมายกระทรวงศึกษาธิการไปดูแลใหม่หมด ทั้งโครงสร้าง วัฒนธรรม และบุคคลที่จะดูแลโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามให้เหมาะสม จะได้ลดช่องว่างทางวัฒนธรรมที่อาจจุดชนวนปัญหาได้

ความร่วมมือกับมาเลเซีย: กุญแจสำคัญในการดับไฟใต้

ข้อที่สอง เพิ่มประสิทธิภาพอาสาสมัครของกระทรวงมหาดไทย เตรียมพร้อมเข้าสู่ระบบปกติในอนาคต กระทรวงมหาดไทยจะนำเสนอแผนอบรมต่อไป ข้อที่สามนี่เด็ดมาก เห็นชอบความร่วมมือกับมาเลเซีย! ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ แต่ชวนมาเลเซียมาร่วมพัฒนาพื้นที่ มีผลประโยชน์เศรษฐกิจร่วมกัน ทำงานสร้างสรรค์ ประสานบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผิดกฎหมายให้ใกล้ชิดขึ้น แถมยังพูดคุยสันติสุขทั้งกับมาเลเซียและภายในประเทศไปพร้อมๆ กัน เพื่อเชื่อมโยงให้ลงตัว

ส่วนที่แฟนๆ รอคอย สมช. ตั้ง “ผอ.ข่าวกรอง” นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้คนใหม่ มี สมช. เป็นเลขานุการสนับสนุน นอกจากนี้ ยังตั้งคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลเพื่อสานต่อจากชุดก่อน ตัวบุคคลมีประสบการณ์แน่นๆ กระชับและมีประสิทธิภาพ ข้อห้า ตั้ง พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาฯ สมช. เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา สมช. ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นยกเลิกเอ็มโอยู 2544 กับกัมพูชา แต่ยังไม่กำหนดวันเข้าครม. จะดำเนินตามขั้นตอนครบถ้วน แล้วกลับมาใช้ UNCLOS แทน เรื่องจับมือยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ยังไม่พูดถึงในที่ประชุม

โดยรวมแล้ว มติ สมช. ครั้งนี้ดูมีหวังมากครับ การดึงมาเลเซียมาร่วม และตั้งหัวหน้าคณะใหม่ที่เป็นมือข่าวกรองอาชีพ น่าจะช่วยเร่งแก้ปัญหาได้จริงจัง ไม่ใช่แค่พูดๆ อย่างเดียว เพื่อนๆ คิดยังไงบ้าง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ แล้วติดตามข่าวอัปเดตต่อไป เพราะสันติสุขชายแดนใต้คืออนาคตของทุกคน!

  • สรุป 5 มติสำคัญ: การศึกษา, อาสาสมัคร, ร่วมมือมาเลเซีย, ตั้งหัวหน้าคณะใหม่, คณะที่ปรึกษา
  • จุดเด่น: เชื่อมโยงพูดคุยในและต่างประเทศ
  • คาดหวัง: เข้าสู่ภาวะปกติเร็วขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนช่วยกันส่งเสริมสันติภาพนะครับ สนับสนุนนโยบายรัฐบาลด้วยการแชร์ข้อมูลดีๆ กันเยอะๆ

ที่มา – สมช. ตั้ง “ผอ.ข่าวกรอง” เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

“วันนอร์” เปิดบ้านศรียะลาต้อนรับ อวยนายกฯ เหมาะสมกู้วิกฤตชาติ

“วันนอร์” เปิดบ้านศรียะลาต้อนรับ อวยนายกฯ เหมาะสมกู้วิกฤตชาติ

ในวันที่ 17 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อเข้าพบนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือที่รู้จักกันในนาม “วันนอร์” ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ณ บ้านศรียะลา บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง ท่ามกลางเมนูอาหารพื้นเมืองใต้สุดแสนอร่อยที่ทำให้ทุกคนประทับใจ

ประวัติศาสตร์การต้อนรับนายกรัฐมนตรีที่บ้านศรียะลา

บ้านศรียะลาแห่งนี้ถือเป็นสถานที่พิเศษ เพราะในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา มีนายกรัฐมนตรีเพียง 2 ท่านเท่านั้นที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะอาหาร ได้แก่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายทักษิณ ชินวัตร โดยนายอนุทินนับเป็นนายกฯ คนที่ 3 และอาจเป็นคนสุดท้ายในวัย 82 ปีของนายวันนอร์ นายวันนอร์แสดงความปลื้มใจอย่างยิ่งที่นายกฯ ให้เกียรติแวะเยี่ยมถึงบ้านพักส่วนตัว แสดงถึงความเคารพและความสนิทสนมที่หาได้ยากในวงการการเมือง

การพบปะครั้งนี้ไม่ใช่แค่การต้อนรับธรรมดา แต่เป็นการหารือเรื่องสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงและข้อราชการในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นประเด็นเรื้อรังที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ นายวันนอร์ยังได้ชื่นชมนายอนุทินในฐานะนักการเมืองตัวจริงที่มีประสบการณ์กว่า 25 ปี ผ่านวิกฤตใหญ่ๆ มาหลายครั้ง เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งและการระบาดใหญ่ของโควิด-19

ความเชื่อมั่นในนโยบายนายกฯ อนุทินกู้วิกฤตชาติ

“วันนอร์” เปิดบ้านศรียะลาต้อนรับ อวยนายกฯ เหมาะสมกู้วิกฤตชาติ โดยเฉพาะนโยบายที่กระชับ ชัดเจน และทำได้จริง ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู นายวันนอร์มั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ยาวได้ถึง 8 ปี หากดำเนินนโยบายต่อเนื่อง สถานการณ์ประเทศจะดีขึ้นแน่นอน นอกจากนี้ยังยืนยันจุดยืนในการเป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยชาติในบั้นปลายชีวิต โดยไม่หวังผลประโยชน์ทางการเมือง

นโยบายของนายกรัฐมนตรีอนุทินเน้นการแก้ปัญหาจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ต้องการความสงบสุขและการพัฒนาเศรษฐกิจ การเยี่ยมเยือนครั้งนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านในภาคใต้ ที่มองว่านายกฯ เป็นผู้นำที่เข้าใจปัญหาท้องถิ่นและพร้อมลงมือทำ

พิธีมอบกริชโบราณ สัญลักษณ์แห่งสิริมงคล

ไฮไลต์ของงานคือการมอบ “กริช” อาวุธโบราณที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อท้องถิ่นจากนายวันนอร์ให้กับนายกรัฐมนตรี นายอนุทินได้มอบเงินคืนเพื่อ “แก้เคล็ด” ตามธรรมเนียมการมอบของมีคม ก่อนถ่ายภาพหมู่ร่วมกับคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการเหล่าทัพอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศนี้สะท้อนถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ผสมผสานกับการเมืองระดับชาติได้อย่างลงตัว

  • ประสบการณ์ยาวนานกว่า 25 ปีของนายกฯ อนุทิน
  • นโยบายชัดเจน ทำได้จริง แก้ปัญหาชายแดนใต้
  • ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลอยู่ยาว 8 ปี
  • พิธีมอบกริชเพื่อสิริมงคล

เหตุการณ์ “วันนอร์” เปิดบ้านศรียะลาต้อนรับ อวยนายกฯ เหมาะสมกู้วิกฤตชาติ นี้ไม่เพียงแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นำ แต่ยังเป็นสัญญาณบวกต่ออนาคตของประเทศ โดยเฉพาะการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เรากำลังเผชิญ ชาวไทยทุกคนควรติดตามผลงานของรัฐบาลชุดนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนโยบายที่ทำได้จริงจะนำพาเราไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

คุณคิดว่านายกรัฐมนตรีอนุทินจะสามารถกู้วิกฤตชาติได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ!

ที่มา – “วันนอร์” เปิดบ้านศรียะลาต้อนรับ อวยนายกฯ เหมาะสมกู้วิกฤตชาติ

เปิดลงทะเบียนเงินช่วยเหลือ 16-19 เม.ย. 2569 ภาคขนส่ง

เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือระหว่างวันที่ 16 – 19 เมษายน 2569 เพื่อพยุงภาคขนส่ง เริ่มแล้ว! หากคุณเป็นผู้ประกอบการในภาคขนส่ง ไม่ว่าจะรถโดยสาร รถบรรทุก หรือรถรับจ้าง อย่าพลาดโอกาสนี้ รัฐบาลจัดสรรงบ 2,060 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนน้ำมัน ลดค่าครองชีพประชาชน และตรึงค่าโดยสารไม่ให้แพงขึ้น โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา

เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือระหว่างวันที่ 16 – 19 เมษายน 2569 เพื่อพยุงภาคขนส่ง เริ่มอย่างไร?

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการนี้เรียบร้อย นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการให้ดำเนินการโปร่งใส ตรวจสอบได้ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดลงทะเบียนออนไลน์ที่ https://tss.dlt.go.th/ ตลอด 24 ชม. หรือไปยื่นที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ วันที่ 16-19 เม.ย. 2569 เวลา 8.30-16.30 น.

หลังลงทะเบียน โอนเงินผ่านพร้อมเพย์ทันทีที่ตรวจสิทธิ์ ช่วยเหลือ 42 วัน จาก 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ต้องวิ่งรถตามระยะที่กำหนด ตรวจสอบด้วย GPS เพื่อความโปร่งใส

ใครมีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือ?

ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก:

  • รถโดยสารสาธารณะ: รถประจำทางหมวด 1,4 ในกทม. ได้ 5,040 บ./คัน (วิ่ง ≥2,500 กม.) หมวด 2,3 ได้ 2 บ./กม. สูงสุด 700/500 บ./วัน รถไม่ประจำทาง รถบัส 5,000 บ. มินิบัส/ตู้ 3,600 บ./คัน
  • รถบรรทุก: ≥10 ล้อ 6,000 บ./คัน (≥4,000 กม.) ขนาดเล็ก 3,000 บ./คัน (≥2,500 กม.)
  • รถรับจ้าง: แท็กซี่ 5,040 บ./คัน (ใช้แอป DLT GPS NOTICE ≥2,500 กม.) มอเตอร์ไซค์รับจ้าง 840 บ./คัน

เงื่อนไขสำคัญ: รถจดทะเบียนถูกต้อง ใบอนุญาตไม่หมดอายุ วิ่งจริงตามกำหนด หากให้ข้อมูลเท็จหรือไม่ใช้แอป ตัดสิทธิ์และโดนโทษ!

ขั้นตอนลงทะเบียนง่ายๆ

  1. เข้าเว็บ tss.dlt.go.th หรือไปสำนักงานขนส่ง
  2. กรอกข้อมูลรถและผู้ประกอบการ
  3. ยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ DLT พร้อมซัปพอร์ต
  4. รอตรวจสอบและรับเงินพร้อมเพย์

มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุน แต่ยังตรึงค่าโดยสาร ดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่คนเดินทางเยอะ ภาคขนส่งจะได้รับการพยุงให้มีบริการเพียงพอ

ในมุมมองของเรา มาตรการนี้ตอบโจทย์ดีมาก เพราะกำหนดให้วิ่งจริง ใช้ GPS ติดตาม ช่วยให้เงินถึงคนที่ทำงานหนักจริงๆ ไม่ใช่แจกสุ่ม ถ้าคุณเป็นวินมอเตอร์ไซค์หรือคนขับแท็กซี่ รีบเช็คสิทธิ์เลย อย่ารอช้าเพราะปิดรับ 19 เม.ย.เท่านั้น!

นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะขนส่งสินค้าและผู้โดยสารไหลลื่น สินค้าถึงผู้บริโภคถูกกว่าเดิม หากมีคำถาม สามารถติดต่อกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง

CTA: สมัครวันนี้เพื่อรับเงินช่วยเหลือทันที! คลิก ที่นี่ หรือไปสำนักงานใกล้บ้าน อย่าพลาดโอกาสพยุงธุรกิจของคุณ

ที่มา – เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือระหว่างวันที่ 16 – 19 เมษายน 2569 เพื่อพยุงภาคขนส่ง

แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2: นายกฯ ชมอภิปรายดี

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องร้อนๆ ในวงการการเมืองไทยกันดีกว่า นั่นคือ แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 ที่กำลังเป็นที่จับตามองของทุกคน โดยเฉพาะท่าทีของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ดูจะมั่นใจสุดๆ หลังจากอภิปรายวันแรกผ่านไปแบบราบรื่น มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 นายกฯ อนุทินยิ้มแย้มเข้าสภา

เมื่อเวลา 09.16 น. วันที่ 10 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภาใหม่เอี่ยม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเข้าประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 1 วาระด่วนเพื่อแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา สีหน้านายกฯ ดูยิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนพร้อมลุยเต็มที่เลยครับ

ผู้สื่อข่าวที่รอจับภาพอยู่แน่นๆ ก็ไม่พลาดที่จะถามถึงภาพรวมของการอภิปรายในวันแรก นายกรัฐมนตรีตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “ดีครับ” แล้วก็รีบเดินเข้าห้องประชุมทันที ไม่มีทีท่าว่าจะขยายความเพิ่มเติม เหมือนเก็บท่าทีไว้ก่อน

สรุปภาพรวมอภิปรายวันแรกในแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2

สำหรับวันแรกของการแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ใช้เวลาอภิปรายไปทั้งหมดประมาณ 17 ชั่วโมง จากเวลาทั้งหมดที่จัดสรรไว้ 32 ชั่วโมง 30 นาที ยังเหลือเวลาอีกกว่า 15 ชั่วโมงให้อภิปรายต่อในวันนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้าย

มาดูรายละเอียดการใช้เวลาแบบละเอียดยิบกันเลยครับ:

  • นายกรัฐมนตรี: ใช้ไปกว่า 1 ชั่วโมง เหลือประมาณ 21 นาที
  • คณะรัฐมนตรี: ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง 20 นาที เหลือกว่า 4 ชั่วโมง 30 นาที
  • สว. (วุฒิสภา): ใช้ไปกว่า 2 ชั่วโมง เหลือ 1 ชั่วโมง 40 นาที
  • ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล: ใช้เกือบ 4 ชั่วโมง เหลือกว่า 1 ชั่วโมง 40 นาที
  • ส.ส. ฝ่ายค้าน: ใช้เกือบ 8 ชั่วโมง เหลือกว่า 6 ชั่วโมง 30 นาที
  • ประธานสภา: ใช้ประมาณ 31 นาที เหลือประมาณ 28 นาที

จากตัวเลขเหล่านี้ จะเห็นว่าฝ่ายค้านยังมีเวลาอภิปรายเหลือเพียบเลยครับ คงมีดุเดือดต่อแน่นอน ส่วนฝ่ายรัฐบาลดูจะจัดการเวลาได้ดี

นายกฯ งดสัมภาษณ์สื่อเป็นวันที่ 3 แล้ว

ที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ นี่เป็นวันที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ หลังจากมีภาวะวิกฤตพลังงานรุมเร้า ดูเหมือนว่านายกฯ จะโฟกัสที่การประชุมสภาเป็นหลัก เก็บไพ่ในมือไว้ก่อน

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะกำหนดทิศทางประเทศในช่วงข้างหน้า โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และพลังงานที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ ฝ่ายค้านคงไม่ปล่อยให้ผ่านง่ายๆ แน่นอน

จากที่ติดตามมาจะเห็นว่ารัฐบาลพยายามนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน เช่น การแก้ปัญหาค่าครองชีพ การกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด และการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน แต่การอภิปรายวันแรกก็เผยให้เห็นจุดอ่อนหลายจุดที่ฝ่ายค้านจวกหนัก

วันนี้เป็นวันสุดท้าย คงต้องรอฟังนโยบายตอบโต้จากรัฐบาล และการโหวตความไว้วางใจต่อไป ทุกอย่างกำลังเข้มข้นมาก!

ส่วนตัวผมมองว่าท่าที “ดีครับ” ของนายกฯ แสดงถึงความมั่นใจ รัฐบาลนี้น่าจะเตรียมการมาดี สภาจะโหวตผ่านหรือไม่ ต้องรอติดตามครับ สุดท้ายแล้ว นโยบายต้องลงสู่ประชาชนจริงๆ ถึงจะสำเร็จ

คุณคิดยังไงกับ แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 ครั้งนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 นายกฯ รับภาพรวมอภิปรายวันแรกดี ยังเก็บท่าที หลังงดสัมภาษณ์แล้ว 3 วัน

Scroll to top