นายอนุทิน ชาญวีรกูล

“อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าร้อนๆ วันนี้เรามีเรื่องฮาๆ มาอัปเดตกันกับเหตุการณ์ล่าสุดที่ “อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตพูดถึงกันสนั่นโซเชียล!

“อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจช่วงเช้า ก็เจอสื่อมวลชนรุมล้อมทันที เจ้าหน้าที่แจ้งว่าพี่ใหญ่จะให้สัมภาษณ์ที่ห้องโถง แต่สุดท้าย “อนุทิน” สับขาหลอก เดินอ้อมผ่านวงสื่อตรงไปที่รถเลย สั้นๆ แค่ว่า “ต้องรีบไปแถลงที่ ปปง.” ชุลมุนกันนิดๆ แต่ฮาสุดๆ

สื่อไม่ยอมแพ้ ถามถึงดราม่าที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อภิปรายในสภา พาดพิงว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้มีแต่ “ลูกเทพ” จะทำงานจริงจังได้เหรอ? คำตอบจาก “อนุทิน” มาแบบอารมณ์ดีสุดๆ “ก็ลูกเทพ ไม่มีลูกมาร” โอ้ย มุกนี้แซ่บมาก! ทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดทันที ชาวเน็ตแชร์กันรัวๆ

บริบทเบื้องหลัง “อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

ย้อนดูบริบท พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ชอบสไตล์ตรงไปตรงมา อภิปรายแรงๆ มาตลอด ส่วน “อนุทิน” ก็เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า จากพรรคภูมิใจไทย ที่ขึ้นแท่นนายกฯ หลังการเลือกตั้งล่าสุด คำว่า “ลูกเทพ” อาจหมายถึงบุคคลที่ถูกมองว่ามีแบ็คกราวด์ดีๆ แต่ “อนุทิน” สวนกลับแบบกวนๆ ว่าไม่มี “ลูกมาร” หรือคนชั่วร้ายผสม แสดงถึงความมั่นใจในทีมงานชุดนี้

นอกจากนี้ สื่อยังถามถึงความสัมพันธ์กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พรรคกล้าธรรม ที่เพิ่งทักทายกันในสภา ว่ายังเป็นเพื่อนดีกันอยู่มั้ย? แต่ “อนุทิน” ไม่ตอบตรงๆ หันไปบอกสื่อว่า “Car Pool” เพราะชวนนายอรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งรถยนต์ไฟฟ้าไปด้วยกัน แบบกรีนๆ สไตล์นายกฯ สมัยใหม่!

  • เหตุการณ์เกิดที่รัฐสภา 9 เม.ย. 2569
  • “อนุทิน” เลี่ยงสัมภาษณ์ แต่สวนมุกฮาเรื่อง “ลูกเทพ”
  • ชวนปลัด มท. Car Pool ด้วยรถ EV
  • เชื่อมโยงดราม่าอภิปรายของ “เสรีพิศุทธ์”

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่ผสมผสานระหว่างดราม่าและอารมณ์ขัน นายกฯ “อนุทิน” แสดงให้เห็นถึงสไตล์การรับมือสื่อที่คล่องแคล่ว ไม่เครียดกับคำวิจารณ์ แต่ตอบโต้ด้วยมุกตลกที่จดจำง่าย ทำให้ภาพลักษณ์ดูเข้าถึงง่ายขึ้น

ในมุมกว้างขึ้น คำพูดนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความสามัคคีใน ครม. ชุดปัจจุบัน ที่ถูกมองว่ามีบุคลากรคุณภาพสูง แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้าน แต่ “อนุทิน” ยืนยันว่าไม่มีปัญหาภายใน ทีมนี้พร้อมลุยงานพัฒนาประเทศต่อไป

สำหรับแฟนข่าวการเมืองอย่างเราๆ คงต้องจับตาดูต่อไปว่านโยบายของ ครม. ชุด “ลูกเทพ” นี้จะออกมาอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องมหาดไทยและเศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรง

คุณคิดยังไงกับมุกนี้? ลูกเทพหรือลูกมารกันแน่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกดราม่าร้อน!

ที่มา – “อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

นายกฯ ตอบแล้วขึ้นน้ำมัน 6 บาท มีโอกาสขึ้นอีก

นายกฯ ตอบแล้วขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจในช่วงนี้ หลังจากราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ตามสถานการณ์น้ำมันโลกที่ผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงอย่างละเอียด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า รัฐบาลยังควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีน้ำมันขาดแคลนแน่นอน

นายกฯ ตอบแล้วขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ อนุทิน กล่าวว่าการขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นไปตามกลไกตลาดโลก ซึ่งทุกประเทศกำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ไทยยังมีราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง แม้แต่ประเทศที่ผลิตน้ำมันเองก็ยังแพงกว่าเรา รัฐบาลพยายามอุ้มราคาไว้ 15 วันแรกเพื่อลดแรงกระเพื่อม แต่ไม่สามารถทำไปตลอดเพราะจะทำให้งบประมาณหมดและเสี่ยงต่อการรั่วไหลไปประเทศข้างเคียง

สถานการณ์ตะวันออกกลางยังคุกรุ่น ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งสูง

นายกฯ ยอมรับว่ามีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะขยับขึ้นอีก หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยเฉพาะข่าวการปิดช่องแคบฮอร์มูซที่อาจกระทบการขนส่งน้ำมันโลก รัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยืนยันว่าไทยมีศักยภาพในการจัดหาน้ำมันดิบและน้ำมันกลั่นจากแหล่งอื่นๆ เพื่อป้องกันการขาดแคลน

มาตรการรับมือเพื่อความมั่นคงน้ำมันในประเทศ

เพื่อสร้างความมั่นใจ นายกฯ สั่งการให้ ปตท. นำน้ำมันดีเซลกลั่นสำเร็จรูปจากต่างประเทศมาขายให้ลาวแทน โดยเก็บน้ำมันที่กลั่นในไทยไว้ใช้เอง ซึ่งปกติส่งออกวันละ 5 ล้านลิตรไม่มีปัญหา นอกจากนี้ ยังเจรจากับโรงกลั่นเอกชนให้สั่งนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเพื่อส่งต่อลาว โดยไม่เน้นกำไร แต่เน้นรักษาสต็อกในประเทศให้มากที่สุด สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันดีเซลในไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาชนมั่นใจได้เลยว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมดีแล้ว โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึง ได้กำชับขนส่งสาธารณะ รถทัวร์ และรถโดยสารต่างๆ ให้รองรับผู้เดินทางเต็มที่

ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประหยัดพลังงาน

นายกฯ ฝากถึงประชาชนทุกคน ขอให้ร่วมกันประหยัดพลังงาน เช่น ปิดไฟที่ไม่ใช้ Work from Home ใช้รถสาธารณะที่ไทยมีบริการสะดวกสบายไม่แพ้ชาติใดในโลก หากทุกคนช่วยกัน จะช่วยลดความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้มาก

  • ปิดไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
  • Work from Home ลดการเดินทาง
  • ใช้รถสาธารณะ รถร่วม รถตู้
  • ตรวจเช็ครถยนต์ให้ประหยัดน้ำมัน
  • หลีกเลี่ยงการขับรถเปลี่ยวทางไกล

ในมุมมองของเรา การขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้แม้จะกระทบค่าครองชีพ แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากปัจจัยภายนอก รัฐบาลแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่ดี โดยเน้นความมั่นคงมากกว่าราคาถูกเพียงอย่างเดียว หากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาก็น่าจะปรับลงได้ ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราไม่ประหยัดตอนนี้ เดี๋ยวปัญหาจะยิ่งหนัก

คุณล่ะคิดอย่างไรกับการขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้? มีวิธีประหยัดน้ำมันอะไรบ้าง แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียกัน!

ที่มา – นายกฯ ตอบแล้วขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก

“อนุทิน” สยบข่าวลือยันชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้ข่าวชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มร้อนระอุอีกครั้ง มีกระแสข่าวลือสะพัดว่าอาจเกิดการปะทะรอบที่ 3 เพราะฝั่งกัมพูชายกพลมาประชิดชายแดน แต่ไม่ต้องตกใจนะครับ! “อนุทิน” สยบข่าวลือยันชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ เรียบร้อยแล้ว รัฐบาลยืนยันว่าทุกอย่างเรียบร้อย ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก มาฟังรายละเอียดกันเลย

“อนุทิน” สยบข่าวลือยันชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ

วันที่ 24 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างชัดเจน หลังจากมีข่าวจากกรมข่าวทหารบอกว่ามีความเสี่ยงปะทะรอบใหม่ เพราะพบทหารกัมพูชาเคลื่อนไหวผิดปกติ นายกฯ ไม่รอช้า สอบถามตรงไปยัง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เพื่อเช็คข้อเท็จจริงทันที

ผลที่ได้คือ การเคลื่อนย้ายกำลังพลของกัมพูชาเป็นแค่การหมุนเวียนตามปกติเท่านั้น ไม่ใช่การเตรียมโจมตีหรือคุกคามไทยแต่อย่างใด นายอนุทินย้ำชัดว่า “วันนี้ผมถามย้ำไปถึง 2 ครั้ง” แถมยังส่งโพสต์ข่าวจากสำนักต่างๆ ไปให้กองทัพดู เพื่อให้โฆษกกองทัพบกออกมาชี้แจงให้ประชาชนสบายใจ เพราะตอนนี้รัฐบาลมีปัญหาเยอะอยู่แล้ว ไม่ต้องการเพิ่มความกังวลแบบนี้

“อนุทิน” สยบข่าวลือยันชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ รับข้อมูลกองทัพไม่ได้มโนไปเอง

เมื่อนักข่าวถามถึงโอกาสปะทะรอบใหม่ นายกฯ ตอบหนักแน่นว่า จากข้อมูลเชิงลึกและการประสานกองทัพ ไม่มีอะไรน่ากังวลเลย กองทัพยังดูแลพื้นที่ตามปกติ ยุทโธปกรณ์พร้อมรบเสมอ แต่ขอให้ประชาชนตัดเรื่องนี้ทิ้งไป ใช้ชีวิตปกติได้เลย เพราะรัฐบาลและทหารเฝ้าระวัง 24 ชม.

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองย้อนดูประวัติศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชากันหน่อยครับ ปัญหาที่ปราสาทพระวิหารเคยปะทะกันปี 2551 นำไปสู่การเสียหายทั้งสองฝ่าย แต่หลังจากนั้นมีการเจรจาผ่านอาเซียนและศาลโลก จนสถานการณ์สงบมานาน ตอนนี้ทั้งสองประเทศมีกลไกสันติภาพ เช่น คณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ที่ทำงานร่วมกันตลอด

  • สอบถามกองทัพ 2 รอบ: ยืนยันข้อมูลจริง ไม่มีมโน
  • เคลื่อนไหวกัมพูชาปกติ: แค่หมุนเวียนกำลัง ไม่ใช่คุกคาม
  • กองทัพไทยพร้อม: เฝ้าระวังเต็มที่ ยุทโธปกรณ์เช็คแล้ว
  • ขอให้ประชาชนสบายใจ: ไม่ต้องตื่นข่าวลือโซเชียล

ยุคนี้โซเชียลมีเดียทำให้ข่าวลือแพร่เร็วมาก บางทีแค่รูปเก่าๆ หรือข้อมูลเก่า ก็ถูกตีความใหม่ สร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น การที่นายกฯ ออกมาชี้แจงแบบนี้ ถือเป็นการสื่อสารที่ดีเยี่ยม ช่วยลดความเข้าใจผิดได้ทันท่วงที

ในมุมมองผม สถานการณ์ชายแดนแบบนี้เป็นบททดสอบความสัมพันธ์เพื่อนบ้านอาเซียน ถ้าทั้งสองฝ่ายรักษาความสงบได้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ภูมิภาค ลองคิดดู ถ้าเราโฟกัสปัญหาภายในอย่างเศรษฐกิจ การศึกษา การท่องเที่ยว จะดีกว่าไปกลัวข่าวลือไหมครับ?

สุดท้าย ขอฝากว่า อย่าตื่นตระหนกกับข่าวลือ ติดตามข้อมูลจากแหล่ง官方อย่างกองทัพหรือรัฐบาลเท่านั้น ถ้าอยากอัพเดทข่าวการเมืองเพิ่ม แวะมาอ่านบล็อกเราต่อได้เลยนะครับ คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับเรื่องนี้!

ที่มา – “อนุทิน” สยบข่าวลือยันชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ รับข้อมูลกองทัพไม่ได้มโนไปเอง

นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 คือใคร รายชื่อ 1-32

วันนี้ (19 มีนาคม 2569) สภาไทยกำลังโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่กันอย่างคึกคัก เพื่อหาผู้ที่จะมานั่งเก้าอี้ผู้นำฝ่ายบริหารของประเทศ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลังจากที่รัฐสภาผ่านมติเรียบร้อยแล้ว เรามาติดตามกันว่าผลจะออกมายังไงบ้าง โดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่ทุกคนกำลังรอคอย

ไทยรัฐออนไลน์สรุปผลโหวตให้คุณแบบชัดเจน พร้อมเปิดทำเนียบรายชื่อนายกรัฐมนตรีไทยทั้งหมดตั้งแต่คนแรกจนถึงปัจจุบัน ลำดับที่ 1-32 เลยทีเดียว ไม่ว่าคุณจะสนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรืออยากรู้ว่านายกคนล่าสุดคือใคร บทความนี้มีครบ!

นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 คือใคร

ในการประชุมร่วมรัฐสภาที่กำลังพิจารณาเห็นชอบบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี มีการลงคะแนนแบบเปิดเผย เรียกชื่อทีละคน พรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง 2569 ส่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ชิงตำแหน่ง ขณะที่พรรคประชาชนส่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ มาลงแข่ง

ผลโหวตนายกรัฐมนตรีต้องได้เกินครึ่งหนึ่งของสภา ปรากฏว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ชนะขาดลอย กลายเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทยเรียบร้อยแล้ว

ผลคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

  • เห็นชอบ อนุทิน ชาญวีรกูล จำนวน 294 เสียง
  • เห็นชอบ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จำนวน 119 เสียง
  • งดออกเสียง 86 เสียง

ภาพสรุปผลโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ชัดเจนมาก แสดงให้เห็นถึงพลังของพรรคภูมิใจไทยที่รวมเสียงได้อย่างเหนียวแน่น นายอนุทินซึ่งมีประสบการณ์ในวงการการเมืองมานาน เคยเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีสาธารณสุขมาก่อน น่าจะนำนโยบายที่เน้นสุขภาพ เศรษฐกิจ และแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ดี

ทำเนียบรายชื่อนายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 1-32 ตั้งแต่คนแรกถึงปัจจุบัน

นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยคือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2569 ไทยมีนายกรัฐมนตรีทั้งหมด 32 คน บางคนทำหน้าที่หลายสมัย แต่เรานับตามลำดับที่แต่งตั้ง นี่คือรายชื่อครบถ้วน:

  • คนที่ 1: พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์)
  • คนที่ 2: พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
  • คนที่ 3: จอมพล ป. พิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ)
  • คนที่ 4: พันตรี ควง อภัยวงศ์
  • คนที่ 5: นายทวี บุณยเกตุ
  • คนที่ 6: หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช
  • คนที่ 7: นายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม)
  • คนที่ 8: พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์)
  • คนที่ 9: นายพจน์ สารสิน
  • คนที่ 10: จอมพล ถนอม กิตติขจร
  • คนที่ 11: จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
  • คนที่ 12: นายสัญญา ธรรมศักดิ์
  • คนที่ 13: พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช
  • คนที่ 14: นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
  • คนที่ 15: พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
  • คนที่ 16: พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
  • คนที่ 17: พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
  • คนที่ 18: นายอานันท์ ปันยารชุน
  • คนที่ 19: พลเอก สุจินดา คราประยูร
  • คนที่ 20: นายชวน หลีกภัย
  • คนที่ 21: นายบรรหาร ศิลปอาชา
  • คนที่ 22: พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
  • คนที่ 23: พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
  • คนที่ 24: พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
  • คนที่ 25: นายสมัคร สุนทรเวช
  • คนที่ 26: นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
  • คนที่ 27: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
  • คนที่ 28: นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
  • คนที่ 29: พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
  • คนที่ 30: นายเศรษฐา ทวีสิน
  • คนที่ 31: แพทองธาร ชินวัตร
  • คนที่ 32: นายอนุทิน ชาญวีรกูล

จากรายชื่อนี้ จะเห็นว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเต็มไปด้วยผู้นำหลากหลาย ทั้งทหาร ข้าราชการ และนักการเมืองพลเรือน บางคนอย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อยู่ในตำแหน่งนานและมีอิทธิพลมาก หลังโหวตวันนี้ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อย่างนายอนุทินต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ก่อนจะเข้ารับหน้าที่เต็มตัว

บทบาทของนายกรัฐมนตรีสำคัญยิ่ง เพราะเป็นหัวหน้ารัฐบาล รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการต่างประเทศ หวังว่านายอนุทินจะนำพาประเทศก้าวต่อไปได้ดี ในยุคที่ไทยกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆ

คุณคิดว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จะทำอะไรเป็นนโยบายแรก? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – นายกฯ คนที่ 32 คือใคร เปิดชื่อนายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 1-32 ตั้งแต่คนแรกถึงปัจจุบัน

“ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สังคมไทยกำลังจับตามองมาตรการจากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ล่าสุด “ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 17 มีนาคม 2569 หลังจากเข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา

“ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน

นางศุภจี เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนที่กำลังเผชิญกับราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รัฐบาลจึงเร่งประสานงานผ่านศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อหามาตรการที่เหมาะสมและยั่งยืน

ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานต่อเศรษฐกิจไทย

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่เพียงกระทบราคาน้ำมัน แต่ยังลามไปยังสินค้าอื่นๆ เช่น อาหาร ขนส่ง และพลังงานไฟฟ้า ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง กำลังเผชิญความลำบากในการจับจ่ายใช้สอย รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นกว่า 5 บาทต่อลิตรในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • ค่าขนส่งสาธารณะและสินค้าอุปโภคเพิ่มขึ้น 10-15%
  • เงินเฟ้อคาดการณ์ปี 2569 อยู่ที่ 2.5-3%
  • ผลกระทบต่อภาคการผลิตและเกษตรกรรมที่พึ่งพาพลังงานสูง

นอกจากนี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยังคงสงวนท่าทีเรื่องการออกพระราชกำหนดการ (พ.ร.ก.) กู้เงินเพื่อชดเชยกองทุนน้ำมัน โดยแนะนำให้สอบถามจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งสะท้อนถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบงบประมาณแผ่นดิน

มาตรการที่คาดว่าจะเสนอในที่ประชุมครม.

จากข้อมูลที่รั่วไหลและการวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่ารัฐบาลอาจพิจารณามาตรการดังนี้

  • อุดหนุนราคาน้ำมัน ผ่านกองทุนน้ำมันก๊าซ เพื่อตรึงราคาขายปลีก
  • ลดภาษีนำเข้าน้ำมันและ VAT ชั่วคราว
  • แจกคูปองส่วนลดน้ำมันให้ผู้มีรายได้น้อย
  • ส่งเสริมพลังงานทางเลือก เช่น รถ EV และก๊าซธรรมชาติ
  • ควบคุมราคาสินค้าจำเป็น 20 รายการ

มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนรับมือวิกฤตพลังงานได้ดีขึ้น และรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ หาก “ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน สำเร็จ จะเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรปรับพฤติกรรม เช่น ลดการใช้น้ำมันส่วนบุคคล หันมาใช้ขนส่งสาธารณะ หรือลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดผลกระทบระยะยาว สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ

คุณคิดว่ามาตรการใดจะช่วยประชาชนได้มากที่สุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวสารเศรษฐกิจจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน

โผ อนุทิน 2 จัดเต็ม 35 ชื่อ ดึงมืออาชีพ

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกคน! วันนี้เรามีข่าวฮอตฮิตมาอัพเดทกันแบบเป็นกันเองเลยนะ เรื่อง โผ อนุทิน 2 ที่กำลังเป็นกระแสแรงมากๆ ในวงการเมืองไทย พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จัดหนักจัดเต็ม กวาดไป 14 กระทรวง รวมถึง 26 ตำแหน่งใหญ่โต นี่คือโผครม.ชุดใหม่ที่ทุกคนรอคอย วันที่ 12 มีนาคม 2569 ข่าวลือเริ่มชัดเจนแล้วล่ะ!

โผ อนุทิน 2 สะเด็ดน้ำ ดึงมืออาชีพคุมกระทรวงสำคัญ

ไฮไลท์ของ โผ อนุทิน 2 เลยคือการดึงตัวแม่เหล้ามืออาชีพมาคุมตำแหน่งเศรษฐกิจหลักๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ไม่มีรัฐมนตรีช่วยมารบกวนด้วยนะ มาดูกัน:

  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – รองนายกฯ และ รมว.คลัง
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ – รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์
  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว – รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ (บัวแก้ว)
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ – รองนายกฯ

ส่วนนายอนุทินเองก็รับบทนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่ง รมว.มหาดไทย แถมมีรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยอีก 4 คนด้วยกัน ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทีมเวิร์คแน่นเปรี๊ยะ!

โผ อนุทิน 2 ในส่วนความมั่นคงและคมนาคม

มาดูฝั่งความมั่นคงกันบ้าง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ “บิ๊กดุล” ขยับขึ้นเป็น รมว.กลาโหม ส่วน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ หรือ “บิ๊กรุทธ” ต่อยอดใน รมว.ยุติธรรม กระทรวงคมนาคมยังคงเป็นของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการเหมือนเดิม มีรัฐมนตรีช่วยอย่างนายสรรเพชญ บุญญามณี (ส.ส.สงขลา) เพื่อโควตาภาคใต้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์

รายชื่อรัฐมนตรีกระทรวงอื่นๆ ในโผ อนุทิน 2

นอกจากนี้ยังมีตัวเด่นอีกเพียบ:

  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: นายไชยนก ชิดชอบ (รมว.) และนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย (รมช.)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: นายสุชาติ ชมกลิ่น
  • กระทรวงพลังงาน: นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
  • กระทรวงวัฒนธรรม: นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์
  • กระทรวงสาธารณสุข: นายพัฒนา พร้อมพัฒน์
  • กระทรวงอุตสาหกรรม: นายวราวุธ ศิลปอาชา

รวมๆ แล้วมีรายชื่อเสนอมากกว่า 35 ชื่อเลย เพื่อสำรองกรณีใครไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจาก 18 หน่วยงาน รอประกาศอย่างเป็นทางการได้เลย!

พิเศษสุดทางฝ่ายนิติบัญญัติ นายโสภณ ซารัมย์ กำลังจะผงาดเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นรองประธานคนที่ 1 นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล (เพื่อไทย) รองคนที่ 2 และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล เป็นวิปรัฐบาล โผนี้ครบเครื่องจริงๆ

ส่วนตัวผมมองว่า โผ อนุทิน 2 ชุดนี้เน้นคุณภาพสูง ดึงมือโปรมาคุมจุดยุทธศาสตร์ คงช่วยให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าได้แข็งแกร่ง ลุ้นผ่านด่านตรวจสอบทุกขั้นตอนนะเพื่อนๆ คุณคิดเห็นยังไงกับโผนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

ที่มา – โผ “อนุทิน 2” จัดเต็ม 35 ชื่อ ดึงมืออาชีพคุมคลัง-พาณิชย์-บัวแก้ว “โสภณ” ผงาดประธานสภาฯ

เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยกำลังเร่งหามาตรการรับมือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ล่าสุด เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ซึ่งเป็นข่าวดีที่ช่วยให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอขั้นตอนที่ยุ่งยาก

เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

วันที่ 9 มีนาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เปิดเผยหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีการพูดถึงการจัดหาน้ำมันเพิ่มจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย แต่ไม่ได้เจาะจงที่ใดที่หนึ่ง

ประเด็นสำคัญคือ ในส่วนของสัญญาการค้าน้ำมันนั้น สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวคิดการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เลขาฯกฤษฎีกายืนยันว่าไม่ได้มีการหารือเรื่องนี้เลย มีเพียงประเด็นน้ำมันเท่านั้นที่ถูกพูดถึง

บริบทราคาน้ำมันโลกและผลกระทบต่อไทย

ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงในช่วงนี้ เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในไทยปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการขนส่งและประชาชนทั่วไป

  • ราคาน้ำมันดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตร
  • ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น 10-20%
  • ค่าครองชีพครัวเรือนสูงขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อ

การที่ เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. จึงเป็นทางออกที่ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน สามารถเจรจาและทำสัญญานำเข้าน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูปได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

ขั้นตอนการทำสัญญาค้าน้ำมันแบบเร่งด่วน

ตามคำชี้แจงของเลขาฯกฤษฎีกา การทำสัญญานี้ยึดตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางปกครองและพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยหน่วยงานสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อความเร่งด่วนได้ โดยไม่ต้องรอครม. อนุมัติ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้หลายสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ต้องมีการตรวจสอบความโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันการทุจริต นอกจากนี้ รัฐบาลยังพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การลดภาษีน้ำมันชั่วคราว การอุดหนุนกองทุนน้ำมัน และการส่งเสริมพลังงานทางเลือก

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผลกระทบระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า การตัดสินใจนี้เป็นก้าวสำคัญในการรับมือวิกฤตพลังงาน แต่ควรมีแผนสำรองระยะยาว เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน LNG หรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดนกับมาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ

สำหรับประเด็นแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ที่ถูกปัดตกในการประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาเร่งดึงมาก่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ปัจจุบัน

สรุปแล้ว เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. เป็นข่าวดีที่ช่วยให้รัฐบาลไทยตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการและประชาชนควรติดตามการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในช่วงสัปดาห์หน้า หากราคาลดลง ค่าครองชีพก็จะผ่อนคลายลงตามไปด้วย

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

“อรรถพล” เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน ชดเชยกองทุนน้ำมัน

“อรรถพล” เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน ชดเชยกองทุนน้ำมัน ส่วนเบนซินพร้อมขึ้นเป็นสเต็ป เป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจท่ามกลางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง รัฐบาลไทยกำลังเร่งมาตรการรับมือเพื่อบรรเทาภาระประชาชน โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันที่เริ่มติดลบจากการตรึงราคา

“อรรถพล” เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน ชดเชยกองทุนน้ำมัน ส่วนเบนซินพร้อมขึ้นเป็นสเต็ป

จากแถลงข่าวเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง รวมถึงนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายกรัฐมนตรี เพื่อหามาตรการรับมือราคาน้ำมันที่ผันผวน โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่อาจกระทบการขนส่งน้ำมัน

สถานการณ์กองทุนน้ำมันและแผนกู้เงินด่วน

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบเล็กน้อยหลังจากช่วยตรึงราคาดีเซล แต่เคยติดลบสูงสุดถึง 120,000 ล้านบาทมาก่อน นายอรรถพล ยืนยันว่าเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อชดเชย โดยกระทรวงการคลังจะค้ำประกัน หลังจากหารือกับเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว คาดว่าสามารถดำเนินการได้รวดเร็วเพื่อไม่ให้กองทุนขาดสภาพคล่อง

นอกจากนี้ ยังมีแผนสำรองน้ำมัน โดยระงับการส่งออก ยกเว้นลาวและเมียนมา เพิ่มการสำรองจาก 1% เป็น 3% ภายในสิ้นเมษายน สามารถทำได้ใน 7 วัน นอกจากนี้ เพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซล B100 จาก 5% เป็น 7% เริ่ม 14 มีนาคม เพื่อลดการใช้น้ำมันฟอสซิล และส่งเสริมปาล์มน้ำมันในประเทศ

ราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน และก๊าซต่างๆ

ดีเซลตรึงครบ 15 วันตามประกาศนายกฯ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ จากนั้นจะพิจารณาขึ้นแบบสเต็ป ไม่กระชากราคา ส่วนเบนซินใช้กองทุนซัพพอร์ต แต่พร้อมปรับขึ้นเป็นสเต็ปตามกลไก ปตท. แก๊สโซฮอล์ส่งเสริม E10 E20 E85 โดยห่างราคา 3 บาทเพื่อจูงใจ

  • ตรึงก๊าซหุงต้ม (LPG) ถึงพฤษภาคม
  • ก๊าซธรรมชาติ (LNG) หาแหล่งทดแทนจากกาตาร์ที่ติดขัด คอนเฟิร์มได้ 3 ลำ
  • เพิ่มผลิตก๊าซ JDA ไทย-มาเลเซีย ซื้อไฟฟ้าจากลาว เพิ่มถ่านหิน

ยืนยันไม่ขาดเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า แต่เตรียมมาตรการประหยัด เช่น ตั้งแอร์ 26-27 องศา WFH ประชุมออนไลน์ ปิดไฟไม่จำเป็น และขอให้ปั๊มน้ำมันตรวจรถฟรีเพื่อประหยัดน้ำมัน

นายอรรถพล ประเมินราคาน้ำมันดิบอาจพุ่ง 100 ดอลลาร์ สำเร็จรูป 150 ดอลลาร์ ขึ้นกับสงคราม แต่ประเทศสำรองใหญ่เริ่มปล่อยสต็อก หาแหล่งใหม่จากอเมริกา แอฟริกา ฯลฯ รัสเซียมีความเสี่ยงจาก санкции แต่กำลังพิจารณา

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดพาณิชย์ เตือนกักตุนปรับหนัก 7 ปี 140,000 บาท สินค้าควบคุมยังไม่ปรับราคา ต้องยื่นกระทรวงก่อน

จากสถานการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมดี แต่ประชาชนควรช่วยประหยัดพลังงานเพื่อลดผลกระทบ ติดตามข่าว “อรรถพล” เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน ชดเชยกองทุนน้ำมัน ส่วนเบนซินพร้อมขึ้นเป็นสเต็ป เพิ่มเติม และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณเตรียมรับมืออย่างไร!

ที่มา – “อรรถพล” เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน ชดเชยกองทุนน้ำมัน ส่วนเบนซินพร้อมขึ้นเป็นสเต็ป

เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 ทำได้ ไม่กระทบกฎหมายนานาชาติ

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในขณะนี้คือเรื่อง เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 โดยเฉพาะคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีที่ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ปี 2544 ระหว่างไทยและกัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนของปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นปมปัญหายาวนานมาหลายสิบปี

เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 ทำได้หากไม่กระทบกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ออกมาให้ข้อมูลชี้แจงถึงประเด็นนี้ โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศไทยไปศึกษาขั้นตอนการยกเลิก MOU 2544 แล้ว โดยย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถทำได้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ

เลขาฯกฤษฎีกา ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า กระบวนการยกเลิกต้องพิจารณาตามกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงที่เกิดขึ้นในการประชุมร่วมระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งมีขั้นตอนที่ชัดเจนและเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตาม หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน ก็สามารถนับหนึ่งใหม่ในการร่างกติกาหรือข้อตกลงใหม่ได้

ขั้นตอนการยกเลิก MOU 44 ต้องทำอย่างไร

  • ศึกษากฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงเดิมอย่างละเอียด
  • ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
  • เจรจากับทางกัมพูชาให้เกิดความเห็นพ้องต้องกัน
  • ร่างบันทึกหรือข้อตกลงใหม่ หากจำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการกระทบต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือพันธกรณีอื่น

นายปกรณ์ ยังเน้นย้ำว่า ตนเองไม่ถนัดด้านกฎหมายระหว่างประเทศมากนัก แต่เชี่ยวชาญกฎหมายไทย จึงแนะนำให้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงการต่างประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องนี้

MOU 44 คืออะไร และทำไมถึงเป็นประเด็นร้อน

MOU 2544 หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำแผนที่บริเวณพื้นที่ทับซ้อนของปราสาทพระวิหาร ลงนามเมื่อ 18 มิถุนายน 2544 ระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนที่ทับซ้อนกัน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลโลก (ICJ) ตัดสินให้เป็นของกัมพูชาเมื่อปี 2505 แต่พื้นที่รอบๆ ยังเป็นข้อพิพาท

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา MOU นี้ถูกนำมาอ้างอิงในข้อพิพาทชายแดนหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ปะทะกันปี 2551-2554 ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ปัจจุบันรัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทินมองว่าอาจต้องยกเลิกเพื่อกำหนดเขตแดนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

นอกจากประเด็น MOU แล้ว ในที่ประชุมยังมีการถามถึงมุมมองทางกฎหมายเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งที่มี QR Code ว่าจะนำไปสู่การเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งเลขาฯกฤษฎีกาตอบว่า หากมีผู้ร้องต่อศาลแล้ว ขอให้รอคำพิพากษาจากศาล อย่าพูดนอกกระบวนการยุติธรรม เพราะอาจไม่เกิดประโยชน์

ผลกระทบหากยกเลิก MOU 44 สำเร็จ

หากการยกเลิกเกิดขึ้นจริง ไทยและกัมพูชาจะต้องเจรจาตั้งแต่ต้นใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่แผนที่ชายแดนที่ชัดเจนกว่าเดิม แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการยืดเยื้อ หากทั้งสองฝ่ายไม่เห็นตรงกัน นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

จากมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหายั่งยืน หากรัฐบาลไทยเตรียมข้อมูลและกลยุทธ์การเจรจาที่ดี ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยไม่กระทบภาพลักษณ์ในเวทีโลก

คำแนะนำ: ติดตามข่าวสารจากกระทรวงการต่างประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่า สนับสนุนการยกเลิก MOU 44 หรือไม่ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – เลขาธิการฯกฤษฎีกา แจงปมยกเลิก MOU 44 ทำได้หากไม่กระทบกฎหมายระหว่างประเทศ

Scroll to top