ฝ่ายค้าน

จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้

เชื่อว่าตอนนี้หลายคนกำลังเกาะติดสถานการณ์สำคัญในแวดวงการเมืองไทย กับประเด็นที่ว่า จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกระเป๋าตังค์ของพวกเราทุกคนโดยตรงครับ โดยวันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนนี้ให้เข้าใจง่ายๆ แบบเป็นกันเองครับว่า มันเกิดอะไรขึ้นและทำไมเรื่องนี้ถึงต้องไปถึงมือศาล

จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ฝ่ายค้านมองว่า การที่รัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงินก้อนใหญ่นี้มานั้น เป็นการเลี่ยงกระบวนการงบประมาณปกติหรือไม่ ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือเปล่า? งานนี้ทำเอาทั้งฝ่ายรัฐบาลและประชาชนต้องลุ้นระทึก เพราะคำวินิจฉัยในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าโครงการต่างๆ จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

ทำไมต้องกู้เงิน 4 แสนล้านบาท?

รัฐบาลยืนยันว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก ทำให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าในไทยพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลจึงต้องรีบกู้เงินมาเพื่อแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ:

  • บรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า (2 แสนล้านบาท): เน้นเยียวยาประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส, เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และช่วยประคอง SME ไม่ให้ปิดตัว
  • ปรับโครงสร้างพลังงาน (2 แสนล้านบาท): เน้นลงทุนพลังงานสะอาด, สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพัฒนาทักษะแรงงานสีเขียว เพื่อความยั่งยืนในอนาคต

หาก จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้ ออกมาในทิศทางที่ผ่านการเห็นชอบ กระทรวงการคลังก็จะเริ่มดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้ทันที โดยคาดว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ประมาณ 69.88% ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่ายังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ครับ

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยที่กำลังแบกรับภาระค่าครองชีพอยู่ ใครที่กำลังรอโครงการเหล่านี้อยู่ อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ แล้วเราจะมาอัปเดตสถานการณ์กันอีกครั้งครับ!

ที่มา – จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้

อนุทินเผย ผลศาลรธน. คดีกู้เงิน 4 แสนล้านออกมาอย่างไร ก็ต้องยอมรับ

อนุทินเผย ผลศาลรธน. คดีกู้เงิน 4 แสนล้านออกมาอย่างไร ก็ต้องยอมรับ

กลายเป็นประเด็นที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมลงมติวินิจฉัยคำร้องเกี่ยวกับ พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า อนุทินเผย ผลศาลรธน. คดีกู้เงิน 4 แสนล้านออกมาอย่างไร ก็ต้องยอมรับ ซึ่งถือเป็นท่าทีที่แสดงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างชัดเจน

มุมมองจากฝ่ายรัฐบาลก่อนวันชี้ชะตา

นายอนุทินได้ระบุว่าทางรัฐบาลได้มีการส่งเอกสารและหลักฐานประกอบคำชี้แจงไปเรียบร้อยแล้ว โดยยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามหน้าที่และนโยบายที่ตั้งเป้าหมายไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลใจ นายอนุทินกลับตอบว่า อนุทินเผย ผลศาลรธน. คดีกู้เงิน 4 แสนล้านออกมาอย่างไร ก็ต้องยอมรับ เพราะไม่มีใครสามารถคาดเดาผลการตัดสินได้ และการตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ รายละเอียดสำคัญที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • รัฐบาลได้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการออก พ.ร.ก. กู้เงินอย่างครบถ้วนแล้ว
  • ยังไม่มีการเตรียมแผนสำรองแบบเจาะจง เพราะคาดหวังว่าคำชี้แจงจะมีความชัดเจนเพียงพอ
  • หากผลการวินิจฉัยออกมาเป็นลบ รัฐบาลยืนยันว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอย่างเคร่งครัด

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมรัฐบาลถึงดูนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้ นายอนุทินได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่า การทำหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีนั้น คือการทำตามกรอบกฎหมายอย่างดีที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องความมั่นใจนั้น เขาปฏิเสธที่จะตอบอย่างชัดเจน เนื่องจากตัวเขาไม่ใช่ผู้ตัดสินคดี คำพูดที่ว่า อนุทินเผย ผลศาลรธน. คดีกู้เงิน 4 แสนล้านออกมาอย่างไร ก็ต้องยอมรับ จึงสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมน้อมรับทุกผลลัพธ์เพื่อรักษาเสถียรภาพและหลักนิติรัฐไว้

ในมุมมองของผู้เขียน การที่นักการเมืองระดับสูงออกมาแสดงจุดยืนเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ว่าไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร กลไกการตรวจสอบของไทยยังคงทำงานได้อย่างอิสระและทุกคนพร้อมยอมรับกติกา เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่มีข้อขัดแย้งที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ เราคงต้องคอยติดตามผลการวินิจฉัยที่จะมาถึงในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้กันต่อไปว่าทิศทางของมาตรการการเงินนี้จะเป็นอย่างไร

ที่มา – “อนุทิน” เผย ผลศาลรธน. คดีกู้เงิน 4 แสนล้านออกมาอย่างไร ก็ต้องยอมรับ

“อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหารมต.หนีกระทู้สด

“อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหารมต.หนีกระทู้สด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อล่าสุด นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาเคลื่อนไหวโต้กลับ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กรณีที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐมนตรีมีความพยายามหลีกเลี่ยงการตอบกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎร โดยนายอัครเดชได้ขอให้ฝ่ายค้านเลิกนำประเด็นนี้มาเล่นเกมการเมือง เพื่อลดความขัดแย้งที่ไม่สร้างสรรค์ในสังคม

ทำไม “อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหารมต.หนีกระทู้สด ถึงสำคัญ?

นายอัครเดชให้เหตุผลสำคัญในเรื่องนี้ว่า การกล่าวหาว่าคณะรัฐมนตรีพยายามหนีการชี้แจงนั้นไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด เนื่องจากธรรมชาติของ กระทู้ถามสด นั้นมีความแตกต่างจากกระทู้ถามทั่วไป เพราะมีการแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงในวันประชุมสภาฯ เท่านั้น ซึ่งในบางครั้ง รัฐมนตรีอาจติดภารกิจสำคัญที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือเป็นภารกิจราชการที่มีกำหนดการชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาตอบได้ทันทีตามที่ฝ่ายค้านต้องการ

การที่ฝ่ายค้านพยายามหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาโจมตีบ่อยครั้ง จึงถูกมองว่าเป็นเพียงการปั่นกระแสทางการเมืองมากกว่าการต้องการหาคำตอบจริงๆ สำหรับประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคม ดังนี้:

  • ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องลำดับความสำคัญของงานราชการ
  • การใช้พื้นที่สภาเพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงลบให้กับรัฐบาล
  • ความพยายามดิสเครดิตแทนการตรวจสอบตามครรลอง

ในประเด็นคดีฮั้วเลือก สว. ที่ฝ่ายค้านมักหยิบมาตั้งคำถาม นายอัครเดชยังย้ำว่า รัฐมนตรีได้เคยชี้แจงผ่านสื่อและในสภามาแล้วหลายครั้ง ประกอบกับสถานะของคดีที่อยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพนักงานสอบสวน ดังนั้นจึงควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การกดดันผ่านการตอบกระทู้สดเพียงอย่างเดียว

“อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหารมต.หนีกระทู้สด ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงนักการเมืองรุ่นใหม่ว่า การทำหน้าที่ในสภานั้นควรเน้นความตรงไปตรงมาและการเคารพข้อจำกัดของกันและกัน แทนที่จะนำประเด็นปลีกย่อยมาปั่นให้กลายเป็นความขัดแย้งในวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบรัฐสภาโดยรวมในระยะยาว

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างสรรค์การเมืองไทยต้องเริ่มจากการสื่อสารที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และเลิกใช้สภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีในการสร้างคอนเทนต์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหา รมต. หนีตอบกระทู้สด

“กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

“กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

เรียกได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในสภาตอนนี้กำลังเข้มข้นเลยทีเดียวครับ โดยล่าสุดนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการประชุมสภาในภาพรวม ซึ่งงานนี้ “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน เพื่อให้งานทุกอย่างเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด

หากพูดถึงการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 นายกรวีร์ได้กล่าวขอบคุณทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตลอดการอภิปราย 2 วันที่ผ่านมาแทบไม่มีการพาดพิงหรือเสียดสีกันรุนแรง ทำให้การทำงานมีความสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในช่วงค่ำวันนี้จะมีการลงมติอย่างเป็นทางการ โดยเชื่อมั่นว่าคะแนนเสียงจะผ่านไปได้ด้วยดีครับ

ก้าวสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีประชาชนร่วมด้วย

ในอีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ย้ำชัดว่า “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นตรงกัน โดยมีการประสานงานกับวุฒิสมาชิกและประธานรัฐสภาเรียบร้อยแล้วว่า ควรให้ร่างจากภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาเคียงคู่ไปกับร่างของพรรคการเมืองต่างๆ

ประเด็นที่น่าจับตาหลังจากนี้มีดังนี้:

  • การเตรียมความพร้อมในการลงมติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
  • การเปิดช่องทางพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนในสมัยประชุมหน้า
  • การประสานงานร่วมกันระหว่างวิปรัฐบาลและฝ่ายค้านเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแก้ไขรายประเด็นนั้น ยังต้องรอความชัดเจนจากประธานรัฐสภาว่าจะมีการบรรจุเข้าสู่วาระอย่างไร แต่โดยส่วนตัวนายกรวีร์มองว่าการรอให้ร่างของภาคประชาชนเข้ามาพร้อมกันจะส่งผลดีต่อภาพรวม ทั้งในแง่ของความศรัทธาและความรอบคอบของกฎหมายสูงสุดฉบับนี้

ถือเป็นเทรนด์การเมืองยุคใหม่ที่เน้นความร่วมมือเป็นหลัก ไม่แบ่งแยกพรรคพวกจนเกินไป และให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นแนวทางที่น่าชื่นชมครับ สุดท้ายนี้ “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตากันต่อไปว่า หลังจากนี้การแก้ไขกฎหมายสำคัญเหล่านี้จะมีความคืบหน้าอย่างไร เชื่อว่าทุกคนที่ติดตามการเมืองไทยต้องลุ้นไปพร้อมๆ กับผมแน่นอนครับ

ที่มา – “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

ดีอาร์คองโกสั่งห้ามรวมตัวในเมืองหลวง หวั่นไวรัสอีโบลาระบาด

ดีอาร์คองโกสั่งห้ามรวมตัวในเมืองหลวง หวั่นไวรัสอีโบลาระบาด

เป็นประเด็นร้อนที่น่าจับตามองอย่างมากในแวดวงการเมืองต่างประเทศ เมื่อล่าสุดทางการของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโกสั่งห้ามรวมตัวในเมืองหลวง หวั่นไวรัสอีโบลาระบาด โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ออกมาประกาศมาตรการคุมเข้มการรวมตัวกันของคนจำนวนมากในกรุงคินชาซา รวมถึงพื้นที่จังหวัดอื่นๆ อีก 3 แห่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสร้ายแรงนี้จะลุกลามเข้ามาในเมืองหลวงที่มีประชากรหนาแน่นถึง 18 ล้านคน

เบื้องหลังคำสั่ง ดีอาร์คองโกสั่งห้ามรวมตัวในเมืองหลวง หรือเป็นเกมการเมือง?

แม้เหตุผลทางการจะเป็นเรื่องสาธารณสุข แต่ฝ่ายค้านกลับมองว่ามาตรการนี้คือคำสั่งที่ซ่อนเงื่อน เพื่อสกัดกั้นการเดินขบวนประท้วงใหญ่ในวันที่ 8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงเตรียมรวมตัวเพื่อต่อต้านร่างกฎหมายที่อาจเอื้อให้ประธานาธิบดีอยู่ในอำนาจได้นานเกินกำหนด หลายฝ่ายจึงตั้งคำถามว่าคำสั่ง ดีอาร์คองโกสั่งห้ามรวมตัวในเมืองหลวง หวั่นไวรัสอีโบลาระบาด นี้มีความเหมาะสมหรือเป็นเพียงการขัดขวางเสรีภาพทางการเมืองกันแน่

  • พื้นที่ที่ถูกจำกัด: กรุงคินชาซา, โชโป, โอต์-อูเอเล และ บาส-อูเอเล
  • สถานการณ์อีโบลา: ปัจจุบันการระบาดยังจำกัดอยู่ใน 3 จังหวัดทางภาคตะวันออก
  • ผลกระทบ: กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้เพิกเฉยต่อคำสั่งและเดินหน้าประท้วงต่อ

สถานการณ์ตอนนี้ไม่เพียงแต่ต้องเฝ้าระวังเชื้อโรคอย่างอีโบลาที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 360 ราย แต่ยังต้องเฝ้าระวังอุณหภูมิทางการเมืองที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การที่รัฐบาลอ้างเรื่องสุขภาพเพื่อควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองนั้นถือเป็นเรื่องที่ทั่วโลกควรจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารประเทศในช่วงวิกฤตเช่นนี้

ท้ายที่สุดไม่ว่าเหตุผลแท้จริงจะเป็นเรื่องสุขภาพหรือการคุมฝูงชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชนทุกคนในประเทศ ความขัดแย้งในครั้งนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลคองโกว่าจะสามารถนำพาประเทศผ่านพ้นทั้งวิกฤตไวรัสและแรงกดดันทางเมืองไปได้อย่างไร

ที่มา – ดีอาร์คองโกสั่งห้ามรวมตัวในเมืองหลวง หวั่นไวรัสอีโบลาระบาด

“ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72

ความเข้มข้นของการทำงานในสภาผู้แทนราษฎรทวีคูณขึ้นอีกครั้ง เมื่อ “ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72 โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกในการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณและกระบวนการยุติธรรมที่สังคมให้ความสนใจ

“ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72

ในการให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ได้เปิดเผยถึงแผนการอภิปรายร่างงบประมาณปี 2570 โดยมุ่งเน้นไปที่โครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ซึ่งมีข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสและพิรุธในทีโออาร์ที่ไม่ต่างจากโครงการในกระทรวง อว. และ ศธ. ที่ผ่านมา การตั้งคำถามนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า “ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72 แม้รัฐบาลจะพยายามบ่ายเบี่ยงในหลายประเด็น แต่พรรคประชาชนยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรอย่างเต็มกำลัง

ประเด็นร้อนที่ต้องจับตา: จากรัฐธรรมนูญสู่โครงการเมกะโปรเจกต์

สำหรับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์แสดงความกังวลว่าหากมีการชะลอเวลาเพื่อรอร่างจากภาคประชาชนมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อกรอบเวลาจนไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2572 ได้ อย่างไรก็ตาม ทางพรรคยืนยันในหลักการเดิมคือการผลักดัน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100%

นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังจ่อคิวตรวจสอบใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่:

  • ความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.
  • การดำเนินงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีคดีซุกหุ้น
  • การสอบสวนอธิบดีกรมการปกครอง
  • ความโปร่งใสในโครงการ TH-AI Passport

การยืนยันของนายพริษฐ์สะท้อนให้เห็นว่าในระบอบประชาธิปไตย หน้าที่ของฝ่ายค้านไม่ใช่เพียงแค่คัดค้าน แต่คือการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนผ่านการตรวจสอบงบประมาณและนโยบายรัฐที่ดูมีความผิดปกติ การเมืองไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา

ที่มา – “ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72

สวนกลับรัฐบาล อยากเห็นอภิปรายสร้างสรรค์ รัฐมนตรีก็ต้องตอบคำถามแบบสดๆ ในสภาฯ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความคาดหวังที่มีต่อการทำงานของรัฐบาล โดยเน้นย้ำว่า สวนกลับรัฐบาล อยากเห็นอภิปรายสร้างสรรค์ รัฐมนตรีก็ต้องตอบคำถามแบบสดๆ ในสภาฯ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริงตามระบอบประชาธิปไตย

เหตุผลที่ สวนกลับรัฐบาล อยากเห็นอภิปรายสร้างสรรค์ รัฐมนตรีก็ต้องตอบคำถามแบบสดๆ ในสภาฯ

หัวหน้าพรรคประชาชนมองว่า การอภิปรายสร้างสรรค์ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายค้านเพียงฝ่ายเดียว แต่รัฐมนตรีที่เป็นผู้บริหารประเทศควรตื่นตัวและพร้อมที่จะตอบคำถามอย่างฉับไว ไม่ใช่การรออ่านสคริปต์ที่ข้าราชการเตรียมมาให้ ซึ่งการตอบคำถามแบบสดๆ จะสะท้อนถึงความเข้าใจในเนื้องานและความมุ่งมั่นในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของการตรวจสอบงบประมาณและนโยบาย AI

ในยุคที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัว นายณัฐพงษ์ได้เสนอแนวทางสำคัญเพื่อเปลี่ยนประเทศจากการเป็น “ผู้ซื้อ” ให้กลายเป็น “ผู้สร้าง” โดยเน้นย้ำเรื่องการลงทุนในเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้ถูกจุด การที่รัฐบาลจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบในสภาฯ อย่างเข้มข้น ดังนั้น การที่ฝ่ายค้านออกมาบอกว่า สวนกลับรัฐบาล อยากเห็นอภิปรายสร้างสรรค์ รัฐมนตรีก็ต้องตอบคำถามแบบสดๆ ในสภาฯ จึงเป็นแรงกดดันที่สำคัญเพื่อให้โครงการต่างๆ ของรัฐบาลตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริงนั่นเอง

หากรัฐมนตรีสามารถตอบคำถามอย่างสดใหม่และมีเหตุผลประกอบที่ชัดเจน จะช่วยให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเม็ดเงินงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน จะถูกนำไปใช้ในโครงการที่คุ้มค่าและก่อให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ AI หรือการจัดการการคลังที่ต้องระมัดระวังมากขึ้นในทุกๆ ปี

  • เปลี่ยนสถานะจากผู้ซื้อสู่ผู้สร้าง
  • สร้างผลขยายต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอื่น
  • ยกระดับอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลก

ในมุมมองของเรา การที่ฝ่ายค้านเรียกร้องความมืออาชีพของผู้บริหารประเทศถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาระบบนิเวศทางการเมืองให้มีคุณภาพมากขึ้น หากทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันอภิปรายด้วยข้อมูลและตอบคำถามด้วยวิสัยทัศน์ ประเทศไทยย่อมได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแน่นอน

ที่มา – สวนกลับรัฐบาล อยากเห็นอภิปรายสร้างสรรค์ รัฐมนตรีก็ต้องตอบคำถามแบบสดๆ ในสภาฯ

“สุรเชษฐ์” ย้อนรอย 2 ปีวิวาทะ “ฝายดินซีเมนต์”

“สุรเชษฐ์” ย้อนรอย 2 ปีวิวาทะ “ฝายดินซีเมนต์”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้งเมื่อ ป.ป.ช. ลงพื้นที่ตรวจพบโครงการก่อสร้างในจังหวัดพิจิตรมีความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งภาพฝายปูนที่พังทลายลงมาเพียงไม่กี่เดือนหลังสร้างเสร็จ ได้ปลุกกระแสการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณแผ่นดิน ทำให้นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.พรรคประชาชน ต้องออกมา “สุรเชษฐ์” ย้อนรอย 2 ปีวิวาทะ “ฝายดินซีเมนต์” กลางสภาฯ อีกครั้ง เพื่อสะท้อนถึงปัญหาการจัดทำโครงการที่ขาดมาตรฐานและส่อทุจริต

เปิดปมความไม่ชอบมาพากลของโครงการฝาย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 ถือเป็นวันที่นายสุรเชษฐ์ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลในการทำหน้าที่ สส. เนื่องจากต้องตัดงบประมาณที่ไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะโครงการฝายดินซีเมนต์ที่มีข้อพิรุธหลายประการดังนี้:

  • รูปแบบการจัดทำโครงการมีลักษณะ “แจกเสื้อโหล” แบบสำเร็จรูป (S/M/L)
  • ไม่มีความชัดเจนเรื่องความคุ้มค่าทางวิศวกรรม
  • หน่วยงานเจ้าของงบประมาณไม่กล้ารับประกันผลงานหรือความคงทนเป็นเวลา 2 ปี
  • เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกพ้องในลักษณะที่ไม่โปร่งใส

ในเวลานั้น นายสุรเชษฐ์สามารถผลักดันให้มีการตัดงบประมาณก้อนดังกล่าวออกไปได้สำเร็จ ซึ่งช่วยประหยัดภาษีประชาชนไปได้กว่า 1,254 ล้านบาท หากในวันนั้นเราปล่อยให้โครงการนี้ผ่านไป เราอาจได้เห็นภาพความเสียหายเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในจังหวัดพิจิตรเกิดขึ้นไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน

บทเรียนสำคัญจากการตรวจสอบงบประมาณ

แม้ข่าวดังกล่าวจะเป็นคนละโครงการกับสิ่งที่ ป.ป.ช. เพิ่งตรวจสอบพบ แต่หลักการของการป้องกันการทุจริตนั้นเหมือนกัน นั่นคือ “ความรับผิดชอบ” นายสุรเชษฐ์จึงฝากประเด็นท้าทายไปยังรัฐบาลว่า หากโครงการดังกล่าวดีจริงตามที่เคยนำเสนอไว้ ก็ลองนำกลับมาทำใหม่ แต่ต้องมีเงื่อนไขสำคัญคือ “การรับประกันผลงานอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเวลา 2 ปี” เพื่อยืนยันว่าภาษีของประชาชนจะไม่ถูกนำไปทิ้งเปล่า

สะท้อนให้เห็นว่าการตรวจสอบความโปร่งใสในสภานั้นสำคัญเพียงใด การมีตัวแทนที่กล้าตั้งคำถามและขัดขวางการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าคือกุญแจสำคัญที่ช่วยปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ ไม่ให้งบประมาณแผ่นดินต้องตกไปอยู่ในกระเป๋าของกลุ่มอิทธิพลหรือผู้รับเหมาไร้จรรยาบรรณ การติดตามตรวจสอบโครงการภาครัฐจึงเป็นหน้าที่ที่พวกเราทุกคนควรใส่ใจและช่วยกันเป็นหูเป็นตาต่อไป

ที่มา – “สุรเชษฐ์” ย้อนรอย 2 ปีวิวาทะ “ฝายดินซีเมนต์” หลัง ป.ป.ช. ตรวจฝายปูนเปล่าพังยับที่พิจิตร

ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว ศักดิ์สยาม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อทางแกนนำพรรคประชาชนได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดย ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” สงสัยช่วยน้ำเงินหรือไม่ ในคดีซุกหุ้นอันเป็นมหากาพย์ที่ยืดเยื้อมานาน งานนี้ทำเอาหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและหน้าที่ในการตรวจสอบขององค์กรอิสระอย่างตรงไปตรงมา

ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว “ศักดิ์สยาม”

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแฉพฤติการณ์สุดน่าสงสัยของการทำงาน ป.ป.ช. โดยแยกเป็น 3 ประเด็นหลักที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับอดีตรัฐมนตรีคมนาคม ดังนี้ครับ:

  • การยุติเรื่องบัญชีทรัพย์สินเท็จ: ป.ป.ช. เลือกสนใจเพียงการถือหุ้นบางส่วน แต่กลับเพิกเฉยต่อหลักฐานเรื่องเงินให้กรรมการกู้ยืมที่พบในเอกสาร ซึ่งเป็นจุดที่ชวนให้สงสัยว่ามีการตรวจสอบอย่างครบถ้วนตามคำร้องหรือไม่
  • การตีความกฎหมายขัดกันแห่งผลประโยชน์: ป.ป.ช. อ้างว่าไม่พบการแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งที่ตามมาตรา 126 (2) เพียงแค่การถือหุ้นเกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดก็มีความผิดชัดเจนแล้ว แต่ ป.ป.ช. กลับเลือกไปไต่สวนเรื่องการใช้อำนาจแทน
  • การปิดกั้นการมีส่วนร่วมและไม่แจ้งผลกับผู้ร้อง: ตลอดกระบวนการที่ผ่านมา ผู้ร้องไม่เคยได้รับจดหมายเรียกตัวหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เป็นการตอกย้ำว่ากระบวนการมีความเป็นส่วนตัวสูงจนน่ากังขา

ทำไมพรรคประชาชนถึงมองว่า ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว “ศักดิ์สยาม”?

ทางด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้เสริมความเห็นว่า พฤติกรรมที่ ป.ป.ช. แสดงออกนั้นสะท้อนถึงการละเว้นหน้าที่อย่างชัดเจน การที่ไม่มีการนำข้อเท็จจริงเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้พิจารณามาประกอบกัน ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่านี่คือการเลือกปฏิบัติหรือช่วยเหลือฝั่งการเมืองใดหรือไม่ เพราะหากปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ก็อาจนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาต่อองค์กรอิสระในระยะยาว

บทสรุปของเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่มันคือคำถามถึง “ความเป็นธรรม” ในระบบตรวจสอบของประเทศไทย หาก ป.ป.ช. ไม่สามารถตอบคำถามต่อสาธารณะถึงกระบวนการที่โปร่งใสได้ ก็คงยากที่จะเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน นี่จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่าการตรวจสอบนักการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตามขั้นตอน แต่คือการยึดถือหลักกติกาสากลที่ทุกคนต้องเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายครับ

ที่มา – ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” สงสัยช่วยน้ำเงินหรือไม่

Scroll to top