พรรคประชาธิปัตย์

อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียงชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วมกรุงฯ

ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. บรรยากาศการลงพื้นที่เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุด อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียงบางนา-พระโขนง ชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม โค้งสุดท้ายปลุกความหวังคนกรุงฯ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยทางทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนพร้อมเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ๆ เพื่อมุ่งหวังเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่กว่าเดิม

อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียงบางนา-พระโขนง ชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม โค้งสุดท้ายปลุกความหวังคนกรุงฯ

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มาพร้อมกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เน้นย้ำถึงแนวคิดการนำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาแก้ปัญหาเมือง โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้จัดการจราจรและระบบระบายน้ำ เพื่อให้ครอบคลุมและแม่นยำยิ่งขึ้น

รายละเอียดนโยบายที่น่าสนใจ

  • การบริหารจัดการน้ำ: เปลี่ยนระบบเปิด-ปิดประตูระบายน้ำแบบ Manual ให้เป็น AI เพื่อการจัดการน้ำเสียและน้ำท่วมขังอย่างรวดเร็ว
  • การจราจร: นำ AI มาควบคุมไฟจราจรทั่วเครือข่ายถนนฝั่งบางนา-พระโขนง เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดในซอย พร้อมเสริมรถ Feeder เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสีเขียว
  • สิ่งแวดล้อม: มุ่งสู่เป้าหมาย Zero Landfill ด้วยการปรับปรุงศูนย์ขยะอ่อนนุชเป็นระบบปิดและการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน

นอกเหนือจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้แคมเปญ อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียงบางนา-พระโขนง ชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม โค้งสุดท้ายปลุกความหวังคนกรุงฯ ยังมีการนำเสนอแนวทางเรื่องสาธารณสุขเชิงรุก ทั้งการเพิ่มจุดบริการสาธารณสุขและระบบฐานข้อมูลผู้ป่วยที่เชื่อมโยงกัน เพื่อลดขั้นตอนการเดินทางและความยุ่งยากของผู้สูงอายุในชุมชน

สำหรับการก้าวไปสู่ “Bangkok Vision” ที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาพื้นฐานให้ดีขึ้น แต่ยังรวมถึงการนำแอปพลิเคชันอย่าง “ส่องรัฐ” มาเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใสของเมือง ถือเป็นการสร้างความหวังใหม่ในการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่มีอนาคตและมีความเข้มแข็งในด้านการบริหารจัดการอย่างแท้จริง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่คนกรุงฯ จะได้ตัดสินใจเลือกทิศทางของเมืองไปพร้อมกัน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น การติดตามนโยบายจากเวทีปราศรัยและการร่วมตัดสินใจในวันเลือกตั้งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้สำหรับอนาคตของพวกเราทุกคน

ที่มา – “อนุชา-อภิสิทธิ์” หาเสียงบางนา-พระโขนง ชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม โค้งสุดท้ายปลุกความหวังคนกรุงฯ

“อนุชา-อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงตลาดอมรพันธ์ ชูแก้น้ำท่วมลาดพร้าวด้วยอุโมงค์น้ำยักษ์

บรรยากาศการเมืองกรุงเทพฯ เริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ควงแขน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทีมงานลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนที่ตลาดอมรพันธ์ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งงานนี้ “อนุชา-อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงตลาดอมรพันธ์ ชูแก้น้ำท่วมลาดพร้าวด้วยอุโมงค์น้ำยักษ์ เพื่อหวังแก้ปัญหาเรื้อรังที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวลาดพร้าวมาอย่างยาวนาน

“อนุชา-อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงตลาดอมรพันธ์ ชูแก้น้ำท่วมลาดพร้าวด้วยอุโมงค์น้ำยักษ์

ปัญหาเรื่องน้ำท่วมขังถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่นายอนุชาให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยกล่าวว่าการลอกท่อเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงต้องใช้โครงการขนาดใหญ่เข้ามาจัดการ โดยแผนหลักคือการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์เพื่อผันน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยให้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมเสริมด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ (Mobile Pump) ในจุดเสี่ยงเพื่อรับมือกับน้ำรอการระบายได้อย่างทันท่วงที

มุมมองจาก “อนุชา-อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงตลาดอมรพันธ์ ชูแก้น้ำท่วมลาดพร้าวด้วยอุโมงค์น้ำยักษ์

นอกจากเรื่องน้ำท่วมแล้ว ยังมีการชูนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตชาวกรุงเทพฯ หลากหลายด้าน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่มีใครถูกทอดทิ้ง โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้:

  • สาธารณสุขชุมชน: ยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขให้รองรับการรักษาโรคเฉพาะทาง พร้อมประสานคลินิกใกล้บ้าน
  • ดูแลผู้สูงอายุ: เพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการสร้างบ้านพักคนชราเพิ่มเติม
  • การสร้างงาน: สนับสนุนให้ผู้เกษียณอายุที่มีศักยภาพเข้ามาเป็นจิตอาสาช่วยงาน กทม. พร้อมมีเบี้ยเลี้ยงตอบแทน

นายอนุชาย้ำว่า แม้ผลโพลจะยังเป็นรอง แต่พรรคประชาธิปัตย์ทำงานในพื้นที่ กทม. มายาวนานกว่า 30 ปี จึงมีความเข้าใจและเข้าถึงปัญหาของพี่น้องประชาชนใน 50 เขตได้อย่างแท้จริง โดยการทำงานเป็นทีมระหว่างผู้สมัครผู้ว่าฯ และ สก. จะช่วยให้การบริหารจัดการงบประมาณและนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ

ในฐานะคนกรุงเทพฯ การเลือกตัวแทนที่มาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและทีมงานที่เชื่อถือได้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองหลวงของเราให้เติบโตต่อไป หากนโยบายเรื่องอุโมงค์น้ำยักษ์สามารถเกิดขึ้นได้จริง คงจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชาวลาดพร้าวและคนกรุงเทพฯ หลุดพ้นจากวงจรน้ำท่วมซ้ำซากได้อย่างแน่นอน มาคอยจับตาดูกันต่อไปว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กรุงเทพฯ ได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “อนุชา-อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงตลาดอมรพันธ์ ชูแก้น้ำท่วมลาดพร้าวด้วยอุโมงค์น้ำยักษ์

ผลโพลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ครั้งที่ 3: ชัชชาติยังนำ

ผลโพลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ครั้งที่ 3 “ชัชชาติ” ยังอันดับ 1 ทิ้งห่างคู่แข่ง

ในช่วงโค้งก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งที่หลายคนจับตามอง ล่าสุดมีการเผยแพร่ ผลโพลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ครั้งที่ 3 “ชัชชาติ” ยังอันดับ 1 ทิ้งห่างคู่แข่ง ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดความนิยมที่น่าสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองระดับท้องถิ่น โดยสวนดุสิตโพลได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ กว่า 2,029 คน เพื่อสะท้อนภาพรวมคะแนนนิยมก่อนที่จะถึงวันลงคะแนนจริง ผลสำรวจนี้มีความน่าสนใจอย่างไร และใครคือตัวเต็งในสนามนี้บ้าง เรามาเจาะลึกไปพร้อมกันครับ

เจาะลึกข้อมูลผลโพลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ครั้งที่ 3 “ชัชชาติ” ยังอันดับ 1 ทิ้งห่างคู่แข่ง

จากผลการสำรวจพบว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) ยังคงครองใจคนกรุงด้วยคะแนนทิ้งห่างสูงถึง 60.08% ในขณะที่อันดับ 2 ตกเป็นของนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ที่ได้รับคะแนนสนับสนุนอยู่ที่ 13.17% โดยยังมีกลุ่มตัวอย่างอีกประมาณ 12.07% ที่ระบุว่ายังไม่ตัดสินใจเลือกใคร ทั้งนี้ ผลโพลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ครั้งที่ 3 “ชัชชาติ” ยังอันดับ 1 ทิ้งห่างคู่แข่ง ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า กระแสความนิยมในตัวบุคคลหรือความเชื่อมั่นในผลงานที่ผ่านมายังคงเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกผู้นำของชาวกรุงเทพฯ

นอกเหนือจากตำแหน่งผู้ว่าฯ แล้ว ผลสำรวจในส่วนของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยตัวเลขบ่งชี้ว่าประชาชนสนใจเลือกผู้สมัครอิสระมาเป็นอันดับ 1 (35.39%) ตามด้วยพรรคประชาชน (28.88%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนกรุงเทพฯ ในยุคนี้ให้ความสำคัญกับ “การเมืองเชิงประสิทธิภาพ” ที่จับต้องได้มากกว่ายึดติดกับโลโก้พรรคเพียงอย่างเดียว นี่คือบทเรียนสำคัญให้นักการเมืองทุกคนต้องเร่งพิสูจน์ฝีมือผ่านผลงานที่เห็นผลจริง

ในเชิงสถิติและการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ การที่คะแนนนิยมของผู้ว่าฯ และ สก. กระจายตัวในลักษณะนี้บ่งบอกถึงความต้องการความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ความเป็นมืออาชีพในการแก้ปัญหาเมือง และความโปร่งใส ซึ่งผู้สมัครที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการลงมือทำจริงๆ จึงเป็นที่ยอมรับมากกว่าการอาศัยชื่อเสียงของพรรคเพียงประการเดียว ความเคลื่อนไหวของฐานเสียงในครั้งนี้จึงเป็นตัวบ่งชี้พฤติกรรมผู้ลงคะแนนไทยในอนาคต

แม้ผลโพลจะออกมาในลักษณะนี้ แต่สถานการณ์การเมืองมักมีความไม่แน่นอนเสมอ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรติดตามนโยบายและวิสัยทัศน์ของทุกท่านอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจหย่อนบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้ได้ตัวแทนที่จะเข้ามาพัฒนาเมืองหลวงของเราให้เติบโตอย่างยั่งยืน แล้วคุณล่ะครับ มีอยู่ในใจแล้วหรือยังว่าใครคือคนที่ใช่สำหรับกรุงเทพฯ ของเราในอีก 4 ปีข้างหน้า?

ที่มา – ผลโพลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ครั้งที่ 3 “ชัชชาติ” ยังอันดับ 1 ทิ้งห่างคู่แข่ง

อนุชา ดันรถฟีดเดอร์แก้รถติดและเทคโนโลยีแก้น้ำเน่า

อนุชา ดันรถฟีดเดอร์แก้รถติดและเทคโนโลยีแก้น้ำเน่า

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แล้วนะครับ สำหรับ “คุณเจมส์ อนุชา บูรพชัยศรี” ผู้สมัครหมายเลข 5 จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่นาทีนี้เดินหน้าลุยหาเสียงอย่างหนัก พร้อมชูนโยบายแก้ปัญหาชาวกรุงแบบถึงลูกถึงคน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจราจรที่ติดขัดและการจัดการน้ำเสียในชุมชน ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่คนกรุงเทพฯ ต้องการคำตอบ

จากการลงพื้นที่พบปะประชาชน คุณอนุชาเน้นย้ำชัดเจนว่า อนุชา ดันรถฟีดเดอร์แก้รถติดและเทคโนโลยีแก้น้ำเน่า เพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองที่ต้องเสียเวลาบนถนนวันละหลายชั่วโมง นโยบายนี้ไม่ใช่แค่การขายฝัน แต่คือการนำระบบมินิบัสขนาดเล็กมาวิ่งรับส่งตามซอย เพื่อเชื่อมต่อให้ประชาชนเข้าถึงขนส่งมวลชนหลักได้ง่ายขึ้น แค่เดินออกมาจากบ้านไม่กี่ร้อยเมตรก็ได้ขึ้นรถแล้ว ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวไปได้มหาศาลครับ

กทม. ยุคใหม่ต้องโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี

นอกจากเรื่องการเดินทางแล้ว เรื่องน้ำท่วมขังและน้ำเน่าเสียก็เป็นอีกจุดที่คุณอนุชาให้ความสำคัญ โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยี IoT เข้ามาบริหารจัดการประตูระบายน้ำแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องรอคนไปหมุนก้านเหล็กให้เสียเวลา แต่ใช้เซนเซอร์วัดระดับน้ำและไหลเวียนน้ำให้ถูกจังหวะ นี่แหละครับคือแนวคิดที่คุณ อนุชา ดันรถฟีดเดอร์แก้รถติดและเทคโนโลยีแก้น้ำเน่า ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ กทม. ที่ล้ำสมัยกว่าเดิม

  • ระบบรถฟีดเดอร์: เชื่อมต่อตรอกซอกซอยเข้ากับจุดขนส่งหลัก
  • ระบบน้ำอัจฉริยะ: ใช้ IoT คุมประตูระบายน้ำแบบ Real-time
  • เมืองสะอาด: จัดการขยะในพื้นที่ยากเข้าถึงอย่างมีระบบ

อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือจุดยืนทางการเมืองครับ คุณอนุชาย้ำหนักแน่นว่าพรรคประชาธิปัตย์รับไม่ได้กับคอร์รัปชัน และพร้อมสู้ด้วยความโปร่งใสผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบโครงการต่างๆ ของ กทม. เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ของภาษีประชาชนถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุด

สำหรับใครที่มองว่าเมืองหลวงของเราควรเปลี่ยนผ่านสู่ความโปร่งใสและการบริหารจัดการที่ใช้ข้อมูลนำทาง นโยบายที่ว่า อนุชา ดันรถฟีดเดอร์แก้รถติดและเทคโนโลยีแก้น้ำเน่า นี้ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ สำหรับการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายนี้ ทุกเสียงของเพื่อนพี่น้องชาวกรุงเทพฯ มีความหมายต่อการเปลี่ยนแปลงเมืองที่เราอาศัยอยู่ หากคุณเชื่อในนโยบายที่จับต้องได้และตรวจสอบได้ อย่าลืมไปใช้สิทธิ์กันในวันเลือกตั้งนะครับ

ที่มา – “อนุชา” ดันรถฟีดเดอร์แก้รถติด-เทคโนโลยีแก้น้ำเน่า ย้ำจุดยืนการเมืองสุจริต รับไม่ได้กับคอร์รัปชัน

รัฐบาล โต้ ปชป. ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ สำหรับโครงการ TH-AI Passport ที่ล่าสุดทางฝั่งรัฐบาลต้องออกมาโต้กลับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้ชัดเจนกันไปเลยว่า สถานะของโครงการนี้ไปถึงไหนแล้ว หลังจากที่มีการตั้งคำถามถึงกระบวนการจัดทำ TOR ที่หลายคนมองว่ายังปรับแก้ได้อยู่ แต่รัฐบาลขอยืนยันว่าเมื่อสัญญามีผลผูกพันแล้ว เราต้องเดินหน้าต่อเพื่อประชาชน

รัฐบาล โต้ ปชป. ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้ว

หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องออกมาเน้นย้ำเรื่องนี้บ่อยครั้ง คำตอบก็คือความเข้าใจในกระบวนการกฎหมายครับ การโครงการ TH-AI Passport นั้นได้ผ่านการลงนามในสัญญาอย่างเป็นทางการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 ซึ่งในทางกฎหมายถือว่าธุรกรรมทางภาครัฐนี้มีผลผูกพันตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ ดังนั้น การจะย้อนเวลากลับไปแก้ไข TOR จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและไม่สอดคล้องกับระเบียบการบริหารงานภาครัฐในปัจจุบัน

บริหารสัญญาอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด?

สิ่งที่เราต้องโฟกัสในตอนนี้ไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทเรื่องทีโออาร์ แต่คือการบริหารสัญญาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยรัฐบาลมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนคือ:

  • แก้สัญญาในสาระสำคัญไม่ได้ แต่ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นได้
  • คู่สัญญาต้องเห็นชอบร่วมกัน
  • ประโยชน์ของประชาชนต้องห้ามลดลง แต่ต้องเพิ่มขึ้นเท่านั้น

รัฐบาลยืนยันว่าเวทีรับฟังความคิดเห็นต่างๆ ไม่ใช่การฟอกขาว แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม เพื่อนำข้อแนะนำไปพัฒนาโครงการ TH-AI Passport ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม แทนที่จะมัวแต่ถกเถียงเรื่องขั้นตอนที่ผ่านไปแล้ว เราควรหันมาช่วยกันจับตาดูว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างไรบ้างต่างหาก

สุดท้ายนี้ การก้าวไปข้างหน้าของประเทศต้องอาศัยความเข้าใจที่ตรงกัน รัฐบาลเองก็พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ หากท่านคิดว่าโครงการนี้ควรปรับปรุงจุดไหนเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกหรือคุ้มค่าขึ้น สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ของภาครัฐได้เลยครับ เพราะเป้าหมายสูงสุดคือผลประโยชน์ที่คนไทยทุกคนจะได้รับนั่นเอง

ที่มา – รัฐบาล โต้ ปชป. ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้ว ไม่ใช่ย้อนถกเถียงเรื่องทีโออาร์

อนุชา บี้ กทม. แจงปมทุจริต เตรียมใช้แอพวิเคราะห์ ยุคชัชชาติ

อนุชา บี้ กทม. แจงปมทุจริต เตรียมใช้แอพวิเคราะห์ ยุคชัชชาติ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนกรุงเทพฯ กำลังให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนพร้อมทีมงาน ส.ก. และได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนเกี่ยวกับกรณีการทุจริตจัดซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระตุกต่อมความสงสัยของสังคมไม่น้อย

เปิดกลยุทธ์ตรวจสอบสุดล้ำด้วยแอพวิเคราะห์ ยุคชัชชาติ

นายอนุชา ได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในเรื่องการลงโทษผู้เกี่ยวข้องที่มีการตัดเงินเดือนเพียง 600 บาท ซึ่งมองว่าขัดต่อความรู้สึกของประชาชน โดยเชื่อว่าเรื่องนี้ยังไม่จบและสังคมต้องการคำตอบที่ชัดเจนว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงเตรียมใช้เครื่องมือสมัยใหม่เข้าช่วยตรวจสอบการทำงานของ กทม. อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการนำแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” มาประยุกต์ใช้เพื่อตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง

รายละเอียดการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบมีดังนี้:

  • นำข้อมูลสัญญาทั้งหมดของ กทม. เข้าสู่ฐานข้อมูลระบบ
  • วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของบริษัทคู่สัญญาและกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบประวัติการส่งมอบงานย้อนหลังเพื่อหาความผิดปกติของราคา
  • ใช้ กทม. เป็นโมเดลนำร่องในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน

“เรากำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้แอพวิเคราะห์ ยุคชัชชาติ ให้เห็นภาพชัดที่สุด ว่าอะไรคือความผิดปกติที่เกิดขึ้น” นายอนุชากล่าวทิ้งท้าย การนำนวัตกรรมข้อมูลมาสู้กับการทุจริตถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การเมืองท้องถิ่นมีความโปร่งใสมากขึ้น ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารงาน ประชาชนในฐานะเจ้าของภาษีควรมีสิทธิ์ได้รับรู้และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และเราจะเกาะติดว่าการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไรในอนาคต

ที่มา – “อนุชา” บี้ ผู้บริหาร กทม. เร่งแจงสังคม อุ้มคนผิด เตรียมขยายผลใช้แอพวิเคราะห์ “ยุคชัชชาติ”

ดร.โจ ชี้ น้ำท่วมกรุงเทพฯ สื่อถึงความเลื่อมล้ำชัดเจน

ปัญหาเดิมๆ ที่คนกรุงต้องเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่าง น้ำท่วมกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่ไม่เคยหายไปไหน โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนที่ทำเอาการสัญจรกลายเป็นอัมพาต ล่าสุดในเวทีรายการ “เกมคุมเมือง” เหล่าผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ได้ออกมาแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เพื่อจัดการกับวิกฤตนี้อย่างจริงจัง

ดร.โจ ชี้ “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” สื่อถึงความเลื่อมล้ำชัดเจน พร้อมแนะวิธีแก้ปัญหา

หนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจที่สุดมาจาก ดร.โจ หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน ซึ่งเขามองว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เรื่องของฝนหรืออุโมงค์ระบายน้ำเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้วมันคือภาพสะท้อนของ “ความเหลื่อมล้ำ” ในสังคมอย่างชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการที่บางพื้นที่ได้รับการปกป้องดูแลเป็นพิเศษ ในขณะที่ชุมชนแออัดหรือพื้นที่เศรษฐกิจฐานรากกลับกลายเป็นจุดรับน้ำที่ระบายออกได้ช้าที่สุด

กลยุทธ์แก้ปัญหาน้ำท่วมจากมุมมอง ดร.โจ

ดร.โจ ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงรุกเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในกรุงเทพฯ ดังนี้:

  • จัดงบประมาณลอกท่อ 100%: พัฒนาประสิทธิภาพการระบายน้ำจากเดิมที่มีการลอกท่อเพียง 55% ให้เต็มศักยภาพสูงสุด
  • อุดรอยรั่วริมเขื่อน: สร้างทางกั้นน้ำในจุดที่เป็นฟันหลอตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อป้องกันน้ำหนุนเข้าท่วมพื้นที่ชั้นใน
  • แยกน้ำฝนกับน้ำเสีย: ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว เพื่อให้น้ำฝนระบายสู่ทางออกได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ปะปนกับน้ำเสีย

ทางด้านผู้สมัครท่านอื่นอย่าง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็เน้นย้ำถึงเรื่องวิทยาศาสตร์และการจัดการจุดเสี่ยง 737 จุดทั่วเมือง พร้อมระบุว่าการแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยการทำเส้นเลือดฝอยและการจัดการระบบคูคลองให้เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ ในขณะที่นายอนุชา บูรพชัยศรี มองว่ากรุงเทพฯ คือเมืองที่ต้องสูบน้ำแข่งกับเวลา จึงต้องนำเทคโนโลยี AI มาช่วยประสานงานจราจรและจัดการระบายน้ำให้รวดเร็วที่สุด

บทสรุปของเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมในเมืองใหญ่ไม่สามารถใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่งได้ แต่ต้องมองให้รอบด้าน ทั้งในเชิงวิศวกรรมและการแก้ปัญหาเชิงสังคม สำหรับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ สิ่งที่คาดหวังคือการลงมือทำจริงเพื่อให้เมืองนี้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่ได้โดยไม่ต้องกลัวฝนตกหนักอีกต่อไป คุณคิดว่าผู้ว่าฯ คนไหนจะมีวิธีแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้ดีที่สุด?

ที่มา – ดร.โจ ชี้ “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” สื่อถึงความเลื่อมล้ำชัดเจน พร้อมแนะวิธีแก้ปัญหา

ถ่ายทอดสด “เกมคุมเมือง” วัดกึ๋น 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาเมืองกรุง

ถ่ายทอดสด “เกมคุมเมือง” วัดกึ๋น 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาเมืองกรุง

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ บอกเลยว่าน่าตื่นเต้นสุดๆ เพราะล่าสุดไทยรัฐเตรียมจัดรายการพิเศษที่ชื่อว่า ถ่ายทอดสด “เกมคุมเมือง” วัดกึ๋น 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาเมืองกรุง ซึ่งรายการนี้ไม่ใช่การโต้วาทีแบบเดิมๆ แต่จะเป็นการประชันไหวพริบและวิสัยทัศน์ผ่านภารกิจสุดท้าทาย เพื่อให้ชาวกรุงเทพฯ ได้เห็นกึ๋นของแต่ละคนว่าใครกันแน่ที่จะสามารถแก้ปัญหาเมืองหลวงของเราได้อย่างอยู่หมัด

เจาะลึกรูปแบบรายการ ถ่ายทอดสด “เกมคุมเมือง” วัดกึ๋น 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาเมืองกรุง

สำหรับบรรยากาศในรายการ จะประกอบไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น การต่อจิ๊กซอว์วัดกึ๋น การจัด Tier list วิกฤตเมือง และคำถามวัดใจผู้ว่าฯ ที่จะทำให้เราได้เห็นตัวตนและการแก้ไขปัญหาของแต่ละท่าน โดยจะได้พิธีกรฝีปากกล้าอย่าง ป๋าต๋อย และกาย พงศ์เกษม มาร่วมดำเนินรายการให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

ผู้สมัครทั้ง 3 ท่านที่จะมาเข้าร่วมการประชันวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ ได้แก่:

  • นายอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์
  • นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในนามผู้สมัครอิสระ
  • นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน

ทุกท่านสามารถรับชมการ ถ่ายทอดสด “เกมคุมเมือง” วัดกึ๋น 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาเมืองกรุง ได้พร้อมกันทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 และหน้าเว็บไทยรัฐออนไลน์ ในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป ถือเป็นโอกาสดีที่คนกรุงจะได้เช็กวิสัยทัศน์ของผู้สมัครก่อนตัดสินใจเข้าคูหาเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้

การเลือกผู้ว่าฯ กทม. รอบนี้มีความหมายอย่างมากต่อความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคน ใครจะแก้ปัญหารถติด ปัญหาน้ำท่วม หรือการจัดการขยะในเมืองกรุงได้ดีที่สุด คงเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับผู้สมัครทุกคน แต่เชื่อเหลือเกินว่าการประชันวิสัยทัศน์ในครั้งนี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจเลือกคนที่ใช่ได้ง่ายขึ้น อย่าลืมติดตามชมรายการและออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเยอะๆ นะครับ

ที่มา – ถ่ายทอดสด “เกมคุมเมือง” วัดกึ๋น 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาเมืองกรุง

อนุชา นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เพิ่มปอดให้ กทม.

อนุชา นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เพิ่มปอดให้ กทม.

บรรยากาศยามเช้าที่สวนลุมพินีเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อ นายอนุชา บูรพชัยศรี หรือคุณเจมส์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ควงคู่มากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทีมงานพรรค ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน โดยการลงพื้นที่ของ อนุชา นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เพิ่มปอดให้ กทม. ในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพที่มาออกกำลังกายและรวมตัวกันที่ชมรมไทเก็ก

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทักทายพี่น้องประชาชน แต่ยังเป็นการนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้จริง เพื่อพลิกโฉมกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยนายอนุชาได้ชูวิสัยทัศน์ใน 3 ประเด็นหลักที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเมืองหลวงให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นโยบายเน้นพื้นที่สีเขียวและการจัดการเมือง

ไฮไลท์สำคัญที่ อนุชา นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เพิ่มปอดให้ กทม. คือการมุ่งเน้นการสร้างสวนหย่อมขนาดเล็กให้กระจายตัวอยู่ทุกมุมเมือง เพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจโดยที่ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกล พร้อมทั้งนำระบบน้ำพุและน้ำตกจำลองกลับมาประดับเมือง เพื่อสร้างบรรยากาศที่สดชื่นและคืนความสวยงามให้กับกรุงเทพฯ อีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการปรับปรุงศูนย์อาหารและตลาดชุมชนให้มีความทันสมัย ติดตั้งระบบระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสุขอนามัยที่ดีของทั้งพ่อค้าแม่ค้าและลูกค้าทุกคน

  • เพิ่มสวนหย่อมขนาดเล็กตามจัตุรัสและมุมเมือง
  • ฟื้นฟูภูมิทัศน์เมืองด้วยน้ำพุสวยงาม
  • ยกระดับมาตรฐานความสะอาดและการระบายอากาศในตลาดชุมชน

หลังจากจบภารกิจที่สวนลุมพินี ทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ยังได้ลงพื้นที่ต่อเนื่องไปยังชุมชนบ่อนไก่ เพื่อรับฟังปัญหาเรื่องการจัดการขยะที่หมักหมมและส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ซึ่งทีมงานได้รับปากว่าจะเข้าไปบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน ทั้งการเพิ่มความถี่ในการเก็บขยะและการจัดระเบียบจุดทิ้งขยะใหม่ เพื่อคืนสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ต้องใช้พื้นที่ลานกีฬาในการทำกิจกรรม

มุมมองทิ้งท้าย: การแก้ปัญหาเมืองกรุงไม่ใช่เรื่องของเมกะโปรเจกต์เพียงอย่างเดียว แต่คือการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประจำวันของคนกรุง การรับฟังเสียงสะท้อนจากชุมชนควบคู่ไปกับการมีนโยบายสีเขียวที่ชัดเจน เป็นสิ่งที่ชาวกรุงเทพฯ ต้องการอย่างแท้จริงเพื่อให้เมืองนี้เป็นบ้านที่น่าอยู่ของทุกคนต่อไป

ที่มา – “อนุชา” นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ ชูเพิ่มสวนหย่อม-น้ำพุ เพิ่มปอดให้ กทม.

Scroll to top