พรรคเพื่อไทย

“ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง

“ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง

เชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยินวลีที่กำลังเป็นกระแสอย่างคำว่า “เติมเชน” แต่จะมีสักกี่คนกันที่รู้ว่าที่มาของคำนี้มาจากไหน วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวชีวิตและแรงบันดาลใจในการทำงานผ่านรายการชื่อดัง

หากพูดถึง “ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงกระแส แต่แท้จริงแล้วคำว่า “เติมเชน” สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำงานในกระทรวง อว. ที่มุ่งเน้นการสร้างทุนมนุษย์ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงการพัฒนาทักษะแรงงานในอนาคต

ต้นแบบชีวิตจากครอบครัวที่ได้รับอิทธิพลจาก “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ”

ดร.ยศชนัน ยอมรับว่าตนเองมีแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตและการทำงาน โดยเฉพาะคุณพ่อ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่สอนให้รู้ว่า “การศึกษาเปลี่ยนชีวิตคนได้” จากอดีตที่เคยทำสวนยางจนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดคือตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมี “ลุงทักษิณ” ซึ่งเป็นผู้ที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องการเลือกสาขาวิชาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ต้น ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญที่ “ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง ได้อย่างน่าประทับใจ

นอกเหนือจากบุคคลในครอบครัวแล้ว ดร.ยศชนันยังชื่นชมบุคคลระดับโลกอย่าง จอห์น เอฟ. เคนเนดี และ บารัก โอบามา รวมถึงอดีตนายกฯ ของไทยหลายท่าน เช่น ปรีดี พนมยงค์ และ อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งแต่ละท่านต่างมีเสน่ห์และจุดแข็งที่เขานำมาผสมผสานเพื่อสร้าง “ซิกเนเจอร์” ในความเป็นผู้นำของตัวเอง

  • ทัศนคติต่อการศึกษา: มองว่าความรู้คือเกราะกำบังและเป็นทรัพย์สินที่ใครก็ขโมยไปไม่ได้
  • เป้าหมายในการทำงาน: เน้นสร้างเศรษฐกิจใหม่ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
  • การพัฒนาคน: เชื่อมโยงระบบการศึกษาและการทำงานเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับสิทธิสวัสดิการของคนในชาติ

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองในมุมมองของ ดร.ยศชนัน คือการหาจุดสมดุลระหว่างความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีความรู้เป็นตัวนำทาง หากทุกคนร่วมใจกัน “เติมเชน” หรือเติมการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับตัวเองและสังคม ประเทศไทยย่อมก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน นับเป็นมุมมองที่สดใหม่และน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากลงมือทำเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – “ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง

ประเสริฐ สั่งม.สวนดุสิต เยียวยา ครูนิ่ม มั่นใจพร้อมแจงงบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการศึกษา เมื่อล่าสุดนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาเคลื่อนไหวสั่งการด่วนท่ามกลางกระแสการเมืองที่กำลังเข้มข้น โดยประเด็นหลักคือ ประเสริฐ สั่งม.สวนดุสิต เยียวยา ครูนิ่ม มั่นใจพร้อมแจงงบ ต่อสภาผู้แทนราษฎรอย่างตรงไปตรงมา

ประเสริฐ สั่งม.สวนดุสิต เยียวยา ครูนิ่ม มั่นใจพร้อมแจงงบ

กรณีของ “ครูนิ่ม” หรือนางสาวชณัฐดา วรสาร ที่เกิดความผิดพลาดในการประกาศผลสอบครูผู้ช่วยวิชาฟิสิกส์ จนทำให้เกิดความสับสนเรื่องลำดับคะแนนนั้น นายประเสริฐได้ยืนยันว่า ทางกระทรวงฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ประสานงานกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิตที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักให้เร่งดำเนินการแก้ไขให้เร็วที่สุด การเยียวยาถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำเพื่อรักษาความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการบรรจุข้าราชการครูกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

เบื้องหลังการสั่งการจาก ประเสริฐ สั่งม.สวนดุสิต เยียวยา ครูนิ่ม มั่นใจพร้อมแจงงบ

นอกจากประเด็นเรื่องครูนิ่มแล้ว นายประเสริฐยังได้กล่าวถึงการเตรียมตัวรับมือกับการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของฝ่ายค้าน โดยระบุว่าไม่มีความกังวลใจแต่อย่างใด และพร้อมที่จะรับฟังทุกข้อเสนอแนะ ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนางานด้านการศึกษาของไทยให้ดียิ่งขึ้นไป

สิ่งที่น่าจับตามองในประเด็นนี้มีหลายด้าน ดังนี้:

  • ความรวดเร็วในการเยียวยาครูนิ่มของม.สวนดุสิต
  • การเตรียมข้อมูลชี้แจงงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการในสภา
  • ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการบุคลากรและการสอบครูผู้ช่วย

ในมุมมองของผู้เขียน การที่รัฐมนตรีฯ ออกมาแสดงความชัดเจนและไม่หวั่นเกรงต่อการตรวจสอบในสภาฯ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงถึงความโปร่งใส โดยเฉพาะการสั่งการให้เร่งแก้ไขความผิดพลาดในกรณีครูนิ่มนั้น ถือเป็นการกู้คืนความเชื่อมั่นให้กับระบบสอบคัดเลือกได้เป็นอย่างดี หวังว่าในอนาคตระบบการจัดสอบจะมีความแม่นยำและไร้ข้อผิดพลาด เพื่อให้โอกาสที่เท่าเทียมกลับคืนมาสู่ครูทุกคน

ที่มา – “ประเสริฐ” สั่งม.สวนดุสิต เร่งเยียวยา “ครูนิ่ม” ไม่หวั่นฝ่ายค้านจ้องอภิปรายงบ ศธ.

จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและความเคลื่อนไหวในกรุงเทพมหานคร ล่าสุด จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมตัวอย่างไร และมุมมองต่อนโยบายเมืองหลวงจะเป็นไปในทิศทางไหน

จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่าขณะนี้ร่างดังกล่าวพร้อมแล้ว เหลือเพียงการรวบรวมรายชื่อ สส. ให้ครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะทันกรอบเวลาในการพิจารณาของรัฐสภาสมัยหน้าอย่างแน่นอน แม้จะมีประเด็นเรื่องความเห็นต่างภายในพรรคบ้าง แต่ทางพรรคจะยึดหลักการที่ได้ตกลงกันไว้เป็นสำคัญ

ก้าวต่อไปกับการเมืองระดับท้องถิ่น

ในประเด็นการเมืองกรุงเทพฯ นายจุลพันธ์ได้แสดงความยินดีกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกหนึ่งสมัย โดยนายจุลพันธ์มองว่าเป็นเรื่องดีที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ และพรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ชัชชาติ เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนกรุงเทพฯ ในฐานะรัฐมนตรี ท่านยังเน้นย้ำถึงการประสานงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาปากท้องและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

หากสรุปใจความสำคัญของประเด็น จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่า:

  • พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นผลักดันร่างรัฐธรรมนูญให้เข้าสู่สภาตามกำหนดเวลา
  • มีการเตรียมความพร้อมภายในพรรคเพื่อสร้างฉันทามติที่ชัดเจน
  • แสดงจุดยืนชัดเจนในการทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. เพื่อพี่น้องประชาชน
  • ไม่ทอดทิ้งผู้สมัคร สก. ที่ไม่ได้รับคัดเลือก แต่จะสนับสนุนการทำงานเพื่อสังคมต่อไป

ท้ายที่สุด การเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือท้องถิ่น หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือประโยชน์ของประชาชน ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างแน่นอน หวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เราคนไทยต้องรอติดตามผลงานกันต่อไปว่าทั้งฝั่งนิติบัญญัติและผู้บริหารเมืองจะร่วมกันแก้ปัญหาที่คั่งค้างได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “จุลพันธ์” บอกเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว รอรวมชื่อ สส. ยินดี “ชัชชาติ” ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

“อิ๊งค์” โพสต์ภาพ “พ่อทักษิณ” พร้อมแม่และพี่น้อง บอกใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว

“อิ๊งค์” โพสต์ภาพ “พ่อทักษิณ” พร้อมแม่และพี่น้อง บอกใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อส่วนตัว โดยการโพสต์ภาพที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นของครอบครัวชินวัตร ซึ่งมีสมาชิกคนสำคัญมาร่วมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ในวาระสำคัญของการไปร่วมใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยกิจกรรมนี้ถือเป็นภาพจำที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของครอบครัวนี้ได้เป็นอย่างดี

ในโพสต์ดังกล่าว นางสาวแพทองธารได้เขียนข้อความสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “อิ๊งค์” โพสต์ภาพ “พ่อทักษิณ” พร้อมแม่และพี่น้อง บอกใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว ซึ่งภาพที่ปรากฏนั้นมีทั้งนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, นายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ซึ่งการรวมตัวกันครั้งนี้สร้างความฮือฮาให้กับเหล่าผู้ติดตามอย่างรวดเร็ว

บรรยากาศครอบครัวชินวัตรกับการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

การที่ “อิ๊งค์” โพสต์ภาพ “พ่อทักษิณ” พร้อมแม่และพี่น้อง บอกใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว นั้น ไม่ได้เป็นเพียงการแจ้งข่าวการทำหน้าที่พลเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทในฐานะครอบครัวนักการเมืองที่ยังคงได้รับความสนใจจากสาธารณชนไทยอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. การเคลื่อนไหวของคนในตระกูลชินวัตรย่อมถูกจับตามองจากทุกภาคส่วน

นอกเหนือจากรูปภาพที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแล้ว สิ่งที่แฟนคลับและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจคือ:

  • ความอบอุ่นของภาพครอบครัวในวันพักผ่อน
  • การแสดงออกถึงหน้าที่พลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย
  • กระแสตอบรับจากแฟนคลับบนแพลตฟอร์มโซเชียล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นวาระสำคัญของท้องถิ่น แต่การที่ “อิ๊งค์” โพสต์ภาพ “พ่อทักษิณ” พร้อมแม่และพี่น้อง บอกใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาชนทุกคนเห็นถึงความสำคัญของการออกมาใช้สิทธิ์ของตนเอง เพื่อร่วมกำหนดทิศทางของบ้านเมืองในอนาคต

ในมุมมองของผู้ที่ติดตามข่าวการเมือง การเห็นภาพครอบครัวที่มีความสุขร่วมกันเช่นนี้ถือเป็นเรื่องราวทางบวก และหวังว่าทุกฝ่ายจะมาร่วมกันใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับเมืองของเราต่อไป มาร่วมกันติดตามข่าวสารการเลือกตั้งกันอย่างใกล้ชิดและออกไปใช้สิทธิ์กันให้เต็มที่นะครับ

ที่มา – “อิ๊งค์” โพสต์ภาพ “พ่อทักษิณ” พร้อมแม่และพี่น้อง บอกใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว

แพทองธารพร้อมครอบครัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-สก.

บรรยากาศ แพทองธารพร้อมครอบครัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-สก.

เมื่อช่วงสายของวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันสำคัญทางการเมืองท้องถิ่นของคนกรุงเทพมหานคร โดยมีภาพบรรยากาศที่น่าสนใจเมื่อ แพทองธารพร้อมครอบครัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-สก. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 15 เต็นท์บริเวณลานกีฬา 1 หมู่บ้านเคหะธานี 3 ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนและสื่อมวลชนที่ไปปักหลักรอทำข่าวกันอย่างคึกคัก

โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาพร้อมกับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเองและอบอุ่น ทั้งหมดมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและทักทายประชาชนที่มารอติดตามสถานการณ์เลือกตั้งอย่างเป็นกันเอง ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาเมืองหลวงของเรา

รายละเอียดการเดินทางมาใช้สิทธิ์ของ แพทองธารพร้อมครอบครัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-สก.

เมื่อเดินทางไปถึงหน่วยเลือกตั้ง น.ส.แพทองธารและครอบครัวได้ทักทาย นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต สส.กทม. และนางชญาดา วิภัติภูมิประเทศ ผู้สมัคร สก. ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบรายชื่อ รับบัตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ และบัตรเลือกตั้ง สก. เพื่อนำเข้าไปใช้สิทธิ์ในคูหาตามขั้นตอน โดยทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างเรียบร้อยและรวดเร็ว

หากคุณต้องการทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งครั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ไทยรัฐ เพื่ออัปเดตสถานการณ์แบบเรียลไทม์ โดยขั้นตอนการเลือกตั้งพื้นฐานที่คุณควรรู้มีดังนี้:

  • ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งและลำดับรายชื่อของตนเอง
  • เตรียมบัตรประชาชนให้พร้อมเพื่อใช้ยืนยันตัวตน
  • ทำเครื่องหมายกากบาทในช่องผู้สมัครที่ต้องการเพียงคนเดียว
  • หากไม่ประสงค์ลงคะแนน ให้เลือกช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน”

การออกมาใช้สิทธิ์ในวันนี้ของ แพทองธารพร้อมครอบครัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-สก. ไม่เพียงแต่เป็นการทำหน้าที่พลเมืองที่ดี แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้คนกรุงเทพฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการออกไปเลือกตั้ง เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองหลวงของเราให้ดียิ่งขึ้น ทุกคะแนนเสียงมีผลลัพธ์ที่สำคัญเสมอสำหรับอนาคตของคนกรุงเทพมหานครอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “แพทองธาร” พร้อมครอบครัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-สก.

“สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม

ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันที่กำลังเข้มข้น ประเด็นความขัดแย้งภายในกระทรวงมหาดไทยได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชน ล่าสุด นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในมุมมองที่น่าสนใจโดยระบุว่า “สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม โดยเขามองว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้นำรัฐบาล มีความสามารถเพียงพอที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

“สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม

นายสุทินได้วิเคราะห์ปัญหาภายในกระทรวงมหาดไทยว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถของผู้นำ เนื่องจากปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งการมีอำนาจที่ครบถ้วนเช่นนี้ ย่อมทำให้การสั่งการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีอำนาจภายนอกใดเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย ทั้งนี้ เขายังชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาว่ามักเกิดจากรากฐานสำคัญในระบบราชการ

เหตุผลที่ระบบคุณธรรมคือหัวใจสำคัญในการบริหาร

ปัญหาความขัดแย้งสะสมมักมีสาเหตุหลักมาจากการบริหารงานบุคคลที่ไม่โปร่งใส นายสุทินมองว่า “สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นบทเรียนที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนัก หากกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการยึดถือผลประโยชน์หรือระบบเส้นสายมากกว่าการยึดมั่นในคุณธรรม ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ระบบคุณธรรมช่วยลดแรงเสียดทานในหน่วยงาน
  • ความโปร่งใสคือเกราะป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง
  • ผู้นำที่เข้มแข็งต้องกล้าเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรที่ล้าหลัง

นอกจากประเด็นกระทรวงมหาดไทยแล้ว นายสุทินยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจร่วมกับทุกฝ่าย พรรคพยายามปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยและพร้อมที่จะรอการพิจารณาร่วมกับร่างของภาคประชาชน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมและได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งถือเป็นย่างก้าวสำคัญของทิศทางประชาธิปไตยไทยในอนาคต

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ เราอาจพบว่าการบริหารจัดการหน่วยงานใหญ่ระดับกระทรวงมหาดไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การที่ผู้บริหารระดับสูงอย่างนายอนุทินเข้ามาจับงานด้วยตนเอง อาจเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ระบบปกติได้ สิ่งที่น่าจับตาต่อไปไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างทางความคิดในการแต่งตั้งข้าราชการให้ยึดมั่นในความสามารถอย่างแท้จริง หากทำได้สำเร็จ จะถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ยั่งยืนที่สุด

ที่มา – “สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม

นายกฯ เชิญ รมต.เพื่อไทย ทานอาหารกลางวัน “สุริยะ” เผยทำงานง่ายขึ้น

บรรยากาศทางการเมืองในช่วงบ่ายวันนี้ดูผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนายกฯ เชิญ รมต.เพื่อไทย ทานอาหารกลางวัน “สุริยะ” เผยทำงานง่ายขึ้น โดยเป็นการนัดหมายกันที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม

นายกฯ เชิญ รมต.เพื่อไทย ทานอาหารกลางวัน “สุริยะ” เผยทำงานง่ายขึ้น

การพูดคุยกันผ่านมื้ออาหารในครั้งนี้ ถือเป็นบรรยากาศที่ดีตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง สมาชิกจากพรรคเพื่อไทยหลายท่านได้ร่วมโต๊ะอาหารกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ ตึกไทยคู่ฟ้า การที่ นายกฯ เชิญ รมต.เพื่อไทย ทานอาหารกลางวัน “สุริยะ” เผยทำงานง่ายขึ้น ในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่าแม้จะต่างพรรค แต่เป้าหมายในการพัฒนาประเทศยังคงเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน

เบื้องหลังการเจรจาผ่านเมนูมื้อกลางวัน

สำหรับประเด็นที่ใครหลายคนอยากทราบว่ามีการกำชับงานสำคัญใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยสั้นๆ ว่าไม่มีเรื่องด่วนหรือประเด็นกดดันใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นเพียงการพบปะเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่จะตามมาคือการประสานงานในอนาคตที่รวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น

หากเราวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ นายกฯ เชิญ รมต.เพื่อไทย ทานอาหารกลางวัน “สุริยะ” เผยทำงานง่ายขึ้น นั้น มักจะเป็นกลยุทธ์การบริหารจัดการคนและการสร้าง Soft Power ในที่ทำงาน เพราะความเห็นอกเห็นใจและความเป็นกันเองคือจิ๊กซอว์สำคัญของการทำงานเป็นทีม โดยรายชื่อรัฐมนตรีที่เข้าร่วม ได้แก่:

  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  • และรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ที่ตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง

ท้ายที่สุดแล้ว การเมืองไทยในยุคนี้อาจไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดตลอดเวลา การหันหน้ามานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกันบ้างถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเสถียรภาพรัฐบาล และเป็นบทพิสูจน์ว่าช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้างจะนำพาประเทศไปสู่ทางออกที่ดีขึ้นกว่าเดิมเสมอ เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่าหลังจากมื้อเที่ยงนี้ จะมีนโยบายดีๆ อะไรออกมาให้ประชาชนได้ติดตามกันอีกบ้าง

ที่มา – นายกฯ เชิญ รมต.เพื่อไทย ทานอาหารกลางวัน “สุริยะ” บอกมีอะไรจะได้ร่วมมือกันง่ายขึ้น

“กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ

ในแวดวงการเมืองไทยขณะนี้ กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงจากประชาชน ซึ่งล่าสุดกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจหลังจากมีการเข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญเพื่อหารือในเรื่องนี้ โดย “กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

สถานะของ “กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาแสดงทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาเตือนสติฝ่ายการเมืองว่าอย่าเพิ่งตีความความเห็นที่ได้มาว่าเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหากเดินหน้าไปแล้วเกิดการร้องเรียนจนศาลมีคำวินิจฉัยออกมาในทางตรงกันข้าม กระบวนการที่ทำไปทั้งหมดอาจจะ “แพ้ฟาว” และสร้างความเสียหายให้กับทุกฝ่ายได้

ทำไมต้องกังวลว่า “กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ

ความกังวลนี้มีที่มาที่ไปจากบทเรียนในอดีต เรื่องการทำประชามติที่เคยขอความเห็นทางกฎหมายมาแล้ว แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลาจริง คำวินิจฉัยกลับแตกต่างจากความเห็นเบื้องต้น ดังนั้น นายกรวีร์จึงเสนอว่า:

  • ควรใช้กรอบคำวินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก
  • รัฐสภาไม่ควรเสี่ยงให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงหากยังไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน
  • ทุกฝ่ายควรศึกษากฎหมายอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันความผิดพลาดซ้ำรอย

ในฝั่งของพรรคเพื่อไทยเอง สถานการณ์ก็ดูจะมีความเห็นที่แตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง แต่ฝ่ายหนึ่งก็เกรงว่าจะเกิดประเด็นข้อกฎหมายตามมาในภายหลัง ซึ่งแกนนำพรรคเตรียมประชุมหารือเพื่อวางทิศทางให้ชัดเจนก่อนยื่นร่างแก้ไขต่อประธานสภาฯ ในเดือนกรกฎาคมนี้

หากถามถึงความเห็นส่วนตัวในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ การตั้งธงที่รอบคอบและยึดโยงกับคำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันจริง คือหนทางที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จลุล่วงได้โดยไม่มีสะดุด การยึดกฎหมายเป็นที่ตั้งสำคัญกว่าการรีบเร่งเดินหน้าโดยปราศจากความมั่นใจทางกฎหมาย เพราะเป้าหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับของทุกคน ไม่ใช่แค่การร่างใหม่ที่อาจจะตกม้าตายกลางทางครับ

ที่มา – “กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ

จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ

การเดินหน้าของ จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับ จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ โดยทางพรรคเพื่อไทยได้มีมติเดินหน้าผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ผ่านกลไกการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ นายจุลพันธ์ย้ำว่าทางพรรคมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคร่วมรัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ จึงไม่ใช่แค่การเลื่อนหรืองดออกเสียง แต่เป็นการทำหน้าที่เพื่อให้กระบวนการนิติบัญญัติสามารถเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นที่สุด โดยรายละเอียดโครงสร้างที่ปรับปรุงใหม่นั้น จะเน้นการประสานความร่วมมือทั้งในส่วนของตัวแทนจังหวัดและสภาวิชาชีพต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้แก่:

  • การนำเสนอรูปแบบ ส.ส.ร. ที่มีความหลากหลายและเป็นธรรม
  • การรักษาหัวใจสำคัญของสิทธิเสรีภาพและอำนาจการปกครอง
  • การเตรียมความพร้อมในการล่ารายชื่อ สส. ให้ครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

แม้หลายฝ่ายจะตั้งคำถามว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยาก แต่ทางพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าไม่ได้มีความกังวลเรื่องการล่ารายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลย เนื่องจากมั่นใจในเอกภาพและความพร้อมของ สส. ในการผลักดันเรื่องนี้สู่สภาฯ แต่อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่นายจุลพันธ์เน้นคือ การทำให้วุฒิสภา (สว.) และสมาชิกรัฐสภาเห็นชอบร่วมกัน เพราะนั่นคือด่านสำคัญที่จะทำให้ร่างนี้ผ่านการพิจารณาในวาระที่หนึ่งไปได้

สำหรับใครที่ติดตามประเด็นนี้ จะพบว่า จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยยุคปัจจุบันต้องใช้การประนีประนอมเป็นหลัก เพื่อก้าวข้ามผ่านกับดักทางกฎหมายที่ซับซ้อน การเดินเกมของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ถือเป็นการวัดใจทุกฝ่ายว่าจะร่วมสร้างกติกาใหม่ไปพร้อมกันได้หรือไม่ เราต้องรอติดตามกันต่อไปว่ารายละเอียดร่างฉบับปรับปรุงนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และจะได้รับการตอบรับจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. แต่ปรับแก้เพื่อความสบายใจ ไม่กังวลล่ารายชื่อ สส.

Scroll to top