สงครามอิสราเอล

สงครามแค่ 2 วันแรก สหรัฐฯ ผลาญอาวุธไปแล้ว มูลค่า 1.76 แสนล้านบาท

สงครามแค่ 2 วันแรก สหรัฐฯ ผลาญอาวุธไปแล้ว มูลค่า 1.76 แสนล้านบาท ข่าวนี้ช็อกทั้งโลก โดยเฉพาะสภาคองเกรสสหรัฐฯ ที่เริ่มกังวลหนักกับค่าใช้จ่ายมหาศาลที่พุ่งสูงอย่างไม่คาดคิด

สงครามแค่ 2 วันแรก สหรัฐฯ ผลาญอาวุธไปแล้ว มูลค่า 1.76 แสนล้านบาท

จากรายงานของสำนักข่าว CNN เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 อ้างแหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่นำเสนอต่อสภาคองเกรส พบว่ากองทัพสหรัฐฯ ใช้จ่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ไปกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.76 แสนล้านบาท ในช่วง 2 วันแรกของสงครามกับอิหร่านเท่านั้น คิดเป็นมูลค่าที่น่าตกใจเพราะเป็นการใช้ระบบอาวุธล้ำสมัยอย่างขีปนาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงและระบบป้องกันภัยทางอากาศจำนวนมาก

ความรวดเร็วในการใช้ทรัพยากรนี้ทำให้สมาชิกสภาคองเกรสหลายคนแสดงความกังวล โดยเฉพาะนายมาร์ก เคลลี วุฒิสมาชิกจากรัฐแอริโซนา พรรคเดโมแครต ที่ระบุว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรต้องยิงขีปนาวุธป้องกันโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านจำนวนมหาศาล เพราะอิหร่านมีคลังแสงสำรองขนาดใหญ่ ทำให้การต่อสู้ยืดเยื้อและต้นทุนพุ่งสูง

ผลกระทบต่องบประมาณและการผลิตอาวุธ

ในที่ประชุมลับของวุฒิสภา สมาชิกจะซักถามเรื่อง “ต้นทุนรายวัน” ของสงครามนี้อย่างละเอียด แหล่งข่าวในสภาคองเกรสเผยว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องขอ拨款เพิ่มเติมเพื่อเร่งผลิตอาวุธใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นประเด็นถกเถียงใหญ่ในสภา นอกจากนี้ การผลาญอาวุธในอัตราดังกล่าวยังกระทบต่อคลังสินค้าของกองทัพ ทำให้ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมกลาโหมในการผลิตด่วน

  • ขีปนาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง: ใช้จำนวนมากในการโจมตีเป้าหมายสำคัญ
  • ระบบป้องกันภัยทางอากาศ: ยิงสกัดโดรนและขีปนาวุธอิหร่านนับพันล้านดอลลาร์
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: อาจทำให้หนี้สาธารณะสหรัฐฯ สูงขึ้น
  • การเมืองภายใน: สภาคองเกรสอาจชะลองบกลาโหมในอนาคต

สงครามครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทดสอบความสามารถทางทหารของสหรัฐฯ แต่ยังสะท้อนถึงความท้าทายในการจัดการงบประมาณท่ามกลางความขัดแย้งยืดเยื้อ อิหร่านที่ใช้กลยุทธ์โดรนราคาถูกจำนวนมาก ทำให้สหรัฐฯ ต้องตอบโต้ด้วยอาวุธราคาแพง ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมพุ่งปรี๊ดในเวลาไม่กี่วัน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าหากสงครามยืดเยื้อเกิน 1 เดือน ค่าใช้จ่ายอาจทะลุ 1 ล้านล้านบาทได้ง่ายๆ ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ต้องหาทางลดการใช้ทรัพยากรหรือหาพันธมิตรแบ่งเบาภาระ

สำหรับคนไทยที่ติดตามข่าว สงครามนี้ส่งผลกระทบทางอ้อมผ่านราคาน้ำมันและสินค้าที่นำเข้าจากตะวันออกกลาง การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงสำคัญมาก

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? สหรัฐฯ จะรับมืออย่างไรต่อไป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – สงครามแค่ 2 วันแรก สหรัฐฯ ผลาญอาวุธไปแล้ว มูลค่า 1.76 แสนล้านบาท

กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้ทรัมป์ตัดสิน

กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์ ในงานแถลงข่าวล่าสุดที่เพนตากอน สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังร้อนระอุ โดยปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” (Epic Fury) ได้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้ว ชาวโลกจับตาการเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และพลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม ได้จัดการแถลงข่าวร่วมกันที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เพื่ออัปเดตความคืบหน้าของปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในตะวันออกกลางช่วงนี้

กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์

นายเฮกเซธ ย้ำชัดเจนว่า กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์ โดยเป้าหมายหลักของปฏิบัติการยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง สหรัฐฯ กำลังดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อบดขยี้ศัตรู โดยยึดตามกำหนดการของตัวเอง ไม่ยอมให้อิหร่านมีโอกาสโต้กลับ

3 เป้าหมายหลักที่กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำในการถล่มอิหร่าน

  • เป้าหมายที่ 1: ทำลายคลังแสงขีปนาวุธของอิหร่าน ฐานปล่อยขีปนาวุธ และฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อตัดกำลังการโจมตีทางไกลของอิหร่าน
  • เป้าหมายที่ 2: ทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย โดยกองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีเรือรบไปแล้วกว่า 50 ลำ
  • เป้าหมายที่ 3: ยับยั้งไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร ซึ่งเป็นประเด็น敏感ที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญสูงสุด

ในวันแถลงข่าว นายเฮกเซธ ระบุว่าวันนี้จะเป็นวันที่การโจมตีรุนแรงที่สุด โดยใช้เครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดจำนวนมาก ข้อมูลข่าวกรองมีความแม่นยำสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ทำให้การโจมตีมีประสิทธิภาพสูง

นอกจากนี้ ยังมีการเตือนตรงไปยังโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ให้ฟังคำเตือนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเลิกพยายามครอบครองนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันก็เตือนรัสเซียไม่ให้แทรกแซง

กรณีโรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบที่ถูกโจมตีจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 165 ราย รัฐมนตรีกลาโหมยืนยันว่าจะตรวจสอบอย่างละเอียด และสหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสียพลเรือนทุกวิถีทาง

พลเอกเคน เผยความสำเร็จล่าสุด เช่น การทิ้งระเบิดเจาะทะลวงขนาด 2,000 ปอนด์ลงฐานยิงขีปนาวุธใต้ดิน การโจมตีขีปนาวุธของอิหร่านลดลง 90% และโดรนพลีชีพลดลง 83% นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการเมื่อ 28 กุมภาพันธ์

กองทัพสหรัฐฯ มุ่งเน้นทำลายกลุ่มอุตสาหกรรมทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์ที่ผลิตโดรนโจมตี เพื่อตัดกำลังผลิตอย่างถาวร สถานการณ์นี้ทำให้ชาวอเมริกันกังวลว่าสหรัฐฯ อาจถูกดึงเข้าสู่สงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลาง แต่จุดจบของสงครามขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทรัมป์เท่านั้น

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ สงครามครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเมืองโลก โดยเฉพาะการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์และอิทธิพลในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดภายใต้การนำของทรัมป์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพหรือยืดเยื้อต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับ กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์

อิหร่านประกาศกร้าว หยุดส่งออกน้ำมันแม้ลิตรเดียว

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนัก เมื่อ อิหร่านประกาศกร้าว จะไม่มีการส่งออกน้ำมัน “แม้แต่ลิตรเดียว” หากสงครามยังไม่ยุติ คำขู่ครั้งนี้จากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ส่งผลกระเพื่อมไปทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดน้ำมันที่ผันผวนรุนแรง วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่าเรื่องนี้จะกระทบอะไรบ้าง และอนาคตของราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร

อิหร่านประกาศกร้าว จะไม่มีการส่งออกน้ำมัน “แม้แต่ลิตรเดียว” หากสงครามยังไม่ยุติ

กองกำลัง IRGC ยืนยันจุดยืนชัดเจน ว่าจะเป็นผู้กำหนดจุดจบของสงครามเอง นายอาลี โมฮัมหมัด นาอินี โฆษก IRGC กล่าวผ่านสำนักข่าวทัสนิมว่า “กองทัพอิหร่านจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันแม้แต่ลิตรเดียวจากภูมิภาคนี้ไปยังฝ่ายศัตรูและพันธมิตร จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง” คำประกาศนี้เมินคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกว่าจะถล่มตอบโต้ 20 เท่าหากปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ชนวนเหตุที่นำไปสู่การประกาศกร้าว

ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดเสียชีวิต สงครามขยายวงกว้าง ช่องแคบฮอร์มุซที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกหยุดชะงัก เรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีซ้ำๆ ทำให้การค้าพลังงานสะดุด

IRGC ยังเสนอให้ประเทศอาหรับและยุโรป ขับไล่ทูตสหรัฐฯ-อิสราเอล เพื่อแลกกับสิทธิ์เดินเรือผ่านฮอร์มุซอย่างอิสระ นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน นายอับบาส อารักชี ปฏิเสธเจรจาสหรัฐฯ เพราะถูกโจมตีทั้งที่การคุย 3 รอบมีความคืบหน้า

ผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลก

ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน ก่อนร่วง 10% หลังทรัมป์บอกอาจยกเว้นคว่ำบาตรบางประเทศ เช่น รัสเซีย เพื่อบรรเทาขาดแคลน แต่สถานการณ์ยังน่ากังวล โดยเฉพาะไทยที่นำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่

  • ราคาน้ำมันในไทย: คาดปรับขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลน้ำมันหน้า pump แพงขึ้น
  • เศรษฐกิจโลก: อัตราเงินเฟ้อพุ่ง ห่วงชะลอตัว
  • ช่องแคบฮอร์มุซ: หากปิดจริง 20% น้ำมันโลกหายไปทันที
  • การสูญเสีย: พลเรือนอิหร่านตาย 1,332 รายแล้ว

ทรัมป์คาดสงครามจบใน 4 สัปดาห์ แต่ยังไม่ชัด “ชัยชนะ” คืออะไร อิสราเอลย้ำเป้าโค่นระบอบนักบวชอิหร่าน

อิหร่านประกาศกร้าว จะไม่มีการส่งออกน้ำมัน “แม้แต่ลิตรเดียว” หากสงครามยังไม่ยุติ สะท้อนความเด็ดขาดท่ามกลางวิกฤตที่ยืดเยื้อ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพลังงานโลก เช่น เร่งหันไปใช้พลังงานทดแทนหรือน้ำมันจากแหล่งอื่น

ความเห็นส่วนตัว: สงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่กระทบชีวิตประจำวันของทุกคนทั่วโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เราทุกคนต้องจ่าย หวังว่าทุกฝ่ายจะหาทางออกสันติภาพได้เร็วๆ

CTA: คุณคิดว่าสถานการณ์นี้จะจบอย่างไร? คอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันครับ ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – อิหร่านประกาศกร้าว จะไม่มีการส่งออกน้ำมัน “แม้แต่ลิตรเดียว” หากสงครามยังไม่ยุติ

เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมัน

เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมัน หลังจากที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้เกิดการขาดแคลนเชื้อเพลิงทั่วโลก รัฐบาลเวียดนามจึงออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหานี้

เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมัน

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ภาคธุรกิจและสถานประกอบการ ส่งเสริมให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและการเดินทางที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยประหยัดการใช้น้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางวิกฤตอุปทานน้ำมันที่หยุดชะงักจากสงครามในตะวันออกกลาง

เวียดนามซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นหลัก ได้รับผลกระทบหนักหน่วง โดยข้อมูลจาก Petrolimex ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุด ระบุว่าราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 32% น้ำมันดีเซลเพิ่ม 56% และน้ำมันก๊าดสูงถึง 80% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภาพแถวยาวเหยียดตามสถานีบริการน้ำมันในกรุงฮานอยและเมืองใหญ่

ผลกระทบจากสงครามอิหร่านต่อเวียดนาม

สงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจแตะ 140 ดอลลาร์หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย เวียดนามซึ่งมีความต้องการน้ำมันปี 2025 อยู่ที่ 28.6 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังต้องพึ่งพาการนำเข้า แม้มีโรงกลั่นในประเทศอย่าง Nghi Son และ Binh Son แต่ก็ไม่เพียงพอ

มาตรการประหยัดน้ำมันที่รัฐบาลแนะนำ

นอกจากเวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมันแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการอื่นๆ ดังนี้

  • สำหรับภาคธุรกิจ: สนับสนุน Work from Home ปรับปรุงโลจิสติกส์ ลดการตีรถเปล่า และพัฒนาพลังงานหมุนเวียน
  • สำหรับประชาชน: ใช้ระบบคาร์พูล (Carpool) ขนส่งสาธารณะ และปฏิบัติตามเคล็ดลับประหยัดน้ำมัน
    • ดับเครื่องยนต์เมื่อจอดนานเกิน 1 นาที
    • หลีกเลี่ยงการเบรกหรือเร่งกะทันหัน
    • ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E5 และ E10

นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋ง ได้ติดต่อผู้นำคูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยตรง เพื่อขอรับประกันการส่งออกน้ำมันดิบ นอกจากนี้ยังยกเว้นภาษีนำเข้าเชื้อเพลิงทุกประเภทจนถึงสิ้นเดือนเมษายน และระดมน้ำมันสำรอง 4 ล้านบาร์เรลจากพันธมิตร

กระทรวงฯ ยังขอความร่วมมือไม่กักตุนหรือเก็งกำไรน้ำมัน ห้ามตื่นตระหนก และแจ้งเบาะแสหากพบสถานีบริการขายเกินราคาหรือหยุดขายโดยไม่มีเหตุผล

บทเรียนสำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

สถานการณ์เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมันนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยเตรียมรับมือวิกฤตพลังงาน โดยไทยควรส่งเสริม Work from Home ในระยะยาว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน EV และพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าจากตะวันออกกลาง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยประหยัดน้ำมันในระยะสั้น แต่ยังเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว หากเวียดนามทำสำเร็จ จะเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับอาเซียน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการเวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมันนี้? ไทยควรนำไปปรับใช้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก

ที่มา – เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมัน หลังสงครามอิหร่านทำราคาพุ่ง-ขาดตลาด

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลาง

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็นภัยคุกคามใหญ่ต่อความจริงในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคนี้ที่ยังคงร้อนระอุ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาส หรือการโจมตีจากอิหร่าน สื่อสังคมออนไลน์เต็มไปด้วยภาพและวิดีโอที่ถูกปรับแต่งด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ข้อมูลบิดเบี้ยว ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของข่าวสารจริง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่ภาพปลอมทั้งหมด แต่เป็นการนำภาพจริงมาปรับแต่งให้ดูรุนแรง ชัดเจน หรือน่ากลัวยิ่งขึ้น จนผู้ชมเข้าใจผิดได้ง่าย

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลางบิดเบือนข้อเท็จจริง

สื่อต่างประเทศอย่าง France24 รายงานว่ากระแสข่าวลือและข้อมูลเท็จขับเคลื่อนด้วย AI กำลังลุกลามหนักในช่วงที่สงครามตะวันออกกลางปะทุ สิ่งที่น่ากลัวคือ AI ไม่ได้สร้างภาพใหม่ทั้งหมด แต่เอาเหตุการณ์จริงมาอัปเกรด เช่น เพิ่มความคมชัด แสง สี หรือรายละเอียดที่ไม่มีจริง ผลคือภาพดูสมจริงเกินจริง จนแพร่กระจายไวใน TikTok Twitter และ Facebook

ตัวอย่างภาพจริงที่ถูก AI เสริมแต่ง

กรณีแรกคือภาพนักบินอเมริกันดีดตัวจากเครื่องบินรบ F-18 คุกเข่าต่อหน้าชาวคูเวต ภาพนี้คมชัดสูง แพร่หลายมาก แต่สังเกตดีๆ นิ้วมือมีแค่ 4 นิ้ว! การตรวจสอบพบลายน้ำ SynthID ของ Google ยืนยันว่าเป็น AI Enhancement จากภาพต้นฉบับที่เบลอ เหตุการณ์จริงเกิดเมื่อ 2 มีนาคม คูเวตยิงเครื่องบินสหรัฐตก 3 ลำ มีวิดีโอและภาพดาวเทียมยืนยัน แต่ AI เติมรายละเอียดปลอมเข้าไป

อีกกรณี ภาพไฟไหม้ใกล้สนามบินเออร์บิล อิรัก หลังอิหร่านโจมตี 1 มีนาคม ภาพจริงมีไฟเล็กๆ แต่ AI ทำให้กองไฟใหญ่ ควันดำข้น สีฉูดฉาด เพื่อเพิ่มความน่ากลัว

  • ภาพนักบินอเมริกัน: นิ้วมือผิดปกติ ลายน้ำ SynthID
  • ไฟไหม้เออร์บิล: เพิ่มขนาดและสีเกินจริง
  • กรณีเจ้าหน้าที่มินนิแอโพลิส: AI เปลี่ยนโทรศัพท์เป็นปืนในมือผู้เสียชีวิตอเล็กซ์ เพรตตี (มกราคม)

กลไกการทำงานของ AI ที่ก่อปัญหา

เอวานเกลอส คานูลาส ศาสตราจารย์ AI มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม อธิบายว่า AI สามารถปรับพื้นผิว ใบหน้า แสง พื้นหลัง ให้สมจริงยิ่งกว่าเดิม เช่น ทำให้ฝูงชนดูใหญ่ขึ้น หรือการประท้วงดูรุนแรง เจมส์ โอไบรอัน จาก UC Berkeley เตือนว่า “การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก็บิดเบือนการรับรู้ทั้งหมด” โดยเฉพาะเมื่อ AI “หลอน” (Hallucinate) เติมสิ่งที่ไม่มีจริง

ในบริบทสงครามตะวันออกกลาง ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงเพราะข้อมูลแพร่เร็ว ผู้คนอาจตัดสินใจจากภาพปลอม เช่น สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในสื่อถดถอย แม้ภาพจริงก็ถูกสงสัย

วิธีป้องกันตัวเองจากภาพ AI ในข่าวสงคราม

เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ เราต้องมีเครื่องมือตรวจสอบ

  • ตรวจลายน้ำ เช่น SynthID ของ Google
  • ดูความผิดปกติ เช่น นิ้วมือ แสงเงาไม่สมจริง
  • ใช้ Google Reverse Image Search หรือ TinEye หาต้นตอ
  • เช็คเว็บ Fact-check เช่น Snopes FactCheck.org หรือ ThaiPBS Fact
  • ดูหลายแหล่ง ยืนยันจากวิดีโอหรือดาวเทียม

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลาง จะทำให้สังคมแตกแยกยิ่งขึ้น หากไม่แก้ไขด่วน

สรุปแล้ว ในยุค AI ข่าวจริงยากแยกจากเท็จ แต่ด้วยความระมัดระวัง เรายังปกป้องตัวเองได้ มุมมองของผมคือ สื่อต้องพัฒนาเครื่องมือตรวจ AI และผู้ใช้ต้องฝึก critical thinking คุณเคยเจอภาพสงสัยแบบนี้ไหม? แชร์ในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตสงครามตะวันออกกลางเพื่อไม่พลาดข้อมูลจริง!

ที่มา – ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลางบิดเบือนข้อเท็จจริง กระทบความน่าเชื่อถือข่าวจริง

“ทรัมป์” ขู่ถล่มอิหร่านหนักขึ้น 20 เท่า!

“ทรัมป์” ขู่ถล่มอิหร่านหนักขึ้น 20 เท่า อิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสงครามยุติ สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังเดือดพล่าน เมื่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ออกมาประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมให้น้ำมันแม้แต่ลิตรเดียวถูกส่งออกจากภูมิภาค หากสหรัฐฯ และอิสราเอลยังโจมตีต่อไป ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ยอมแพ้ ตอบโต้ด้วยคำขู่สุดโหดว่าจะถล่มอิหร่านหนักยิ่งกว่าเดิมถึง 20 เท่า!

“ทรัมป์” ขู่ถล่มอิหร่านหนักขึ้น 20 เท่า อิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสงครามยุติ

เรื่องนี้เริ่มจาก IRGC แถลงชัดเจนว่าจะปิดกั้นการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจากตะวันออกกลาง ถ้าสหรัฐฯ กับอิสราเอลไม่หยุดโจมตี พวกเขายังย้ำว่า “เราจะเป็นคนกำหนดจุดจบของสงครามเอง” คำขู่แบบนี้ทำให้ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ทันที บอกว่าถ้าอิหร่านกล้าขัดขวางช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ จะตอบโต้ “หนักกว่าเดิม 20 เท่า” จนอิหร่านฟื้นตัวไม่ได้ พร้อมบรรยายภาพ “ความตาย ไฟ และความบ้าคลั่ง” ที่จะถาโถมใส่ ทรัมป์ยังบอกว่าการรักษาเส้นทางนี้เป็น “ของขวัญ” จากสหรัฐฯ ให้จีนและประเทศอื่นๆ ที่พึ่งพาน้ำมันจากที่นี่

ผลกระทบรุนแรงต่อตลาดน้ำมันโลก

ช่องแคบฮอร์มุซคือเส้นทางสำคัญที่ลำเลียงน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก ตอนนี้หยุดชะงักมานานกว่า 1 สัปดาห์ ผู้ผลิตน้ำมันต้องหยุดสูบเพราะคลังเต็ม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่ง 29% เมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) สูงสุดตั้งแต่ปี 2022 ก่อนร่วง 10% ในวันอังคาร หลังข่าวทรัมป์อาจผ่อนปรนคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเพื่อแก้ขาดแคลน ตลาดการเงินโลกปั่นป่วนหนัก ความกังวลเรื่อง IRGC สนับสนุนผู้นำใหม่ มุจตาบา คาเมเนอี ทำให้ไม่มีทีท่าว่าอิหร่านจะยอมง่ายๆ แม้ทรัมป์เคยคาดว่าสงครามจบใน 4 สัปดาห์

เป้าหมายสงครามและความสูญเสีย

  • อิสราเอลต้องการโค่นล้มระบอบอิหร่าน
  • สหรัฐฯ มุ่งทำลายขีปนาวุธและนิวเคลียร์
  • ทรัมป์ย้ำ จบสงครามได้เมื่ออิหร่านมีรัฐบาลยอมตามคำสั่ง

นับตั้งแต่โจมตีทางอากาศเริ่ม 28 ก.พ. มีพลเรือนอิหร่านตาย 1,332 ราย บาดเจ็บหลายพัน สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด “ทรัมป์” ขู่ถล่มอิหร่านหนักขึ้น 20 เท่า อิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสงครามยุติ ทำให้ทุกฝ่ายจับตา

ในสหรัฐฯ ราคาน้ำมันกลายเป็นประเด็นร้อนก่อนเลือกตั้งกลางเทอม พ.ย. โพลล่าสุด ชาวอเมริกัน 67% คิดว่าราคาจะแพงขึ้น แค่ 29% เห็นด้วยกับสงคราม สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาตะวันออกกลาง แต่กระทบเศรษฐกิจโลกทั้งใบ โดยเฉพาะไทยที่นำเข้าน้ำมันเยอะ ราคาน้ำมันขึ้นอาจทำให้ค่าครองชีพพุ่ง

มุมมองส่วนตัว สงครามครั้งนี้อาจลุกลามใหญ่หากไม่มีการเจรจา ทรัมป์ดูเด็ดขาดแต่เสี่ยงมาก อิหร่านก็ไม่ยอมแพ้ ผลสุดท้ายอาจเป็นหายนะสำหรับทุกคน คุณคิดเห็นยังไง ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวร้อนๆ แบบนี้ต่อไปนะครับ!

ที่มา – “ทรัมป์” ขู่ถล่มอิหร่านหนักขึ้น 20 เท่า อิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสงครามยุติ

กต. รับตัว 23 คนไทยกลับจากประเทศอิหร่าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีมาอัปเดตให้ฟังกัน สำหรับ กต. รับตัว 23 คนไทยกลับจากประเทศอิหร่าน เป็นล็อตแรกที่ทางกระทรวงการต่างประเทศไทยจัดการอพยพกลับบ้านอย่างปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงมีเหตุการณ์โจมตีเกิดขึ้นทุกวัน นอกจากนี้ยังมีแผนอพยพเพิ่มอีก 69 คนในเร็วๆ นี้ด้วยนะครับ มาดูรายละเอียดกันเลย

กต. รับตัว 23 คนไทยกลับจากประเทศอิหร่าน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 09.20 น. นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้การต้อนรับคนไทยกลุ่มที่ 2 จำนวน 23 คน ที่เดินทางกลับจากประเทศอิหร่านผ่านทางประเทศตุรกี โดยกลุ่มนี้รวมกับล็อตแรกที่มาถึงเมื่อวันที่ 9 มีนาคม รวมทั้งสิ้น 52 คนแล้วครับ ทุกคนดูสภาพจิตใจดี แม้จะเหนื่อยจากการเดินทางยาวนาน แต่ทุกคนยิ้มแย้มและดีใจที่ได้กลับบ้าน

เส้นทางการอพยพคนไทยจากอิหร่าน

เส้นทางที่ใช้ในการอพยพคือ จากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เดินทางไปยังเมืองวาน ประเทศตุรกี จากนั้นบินต่อไปยังสนามบินอิสตันบูล แล้วจึงบินตรงกลับประเทศไทยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทางกระทรวงการต่างประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานทูตไทยในเตหะราน กงสุลใหญ่ที่ดูไบ และหน่วยงานในตะวันออกกลาง เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด

  • ประสานกับรัฐบาลอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา เพื่อความปลอดภัยเส้นทาง
  • สถานทูตไทยในตุรกีช่วยส่งคนไทยไปสนามบินอิสตันบูล
  • กงสุลใหญ่ดูไบสำรวจเส้นทางผ่านแดนโอมาน
  • ให้ถุงยังชีพและรถยนต์ช่วยเหลือตลอด

นอกจากนี้ ยังมีคนไทยอีก 69 คนที่กำลังเดินทางด้วยรถยนต์มุ่งหน้ามายังเมืองวานแล้ว คาดว่าจะถึงไทยในเร็ววันครับ ส่วนคนไทยที่เหลืออยู่อิหร่านอีกประมาณ 130 คน ทางสถานทูตติดต่อช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง แต่ขึ้นกับการตัดสินใจของแต่ละคนว่าจะกลับหรืออยู่ต่อ

มุมมองจากนักศึกษาไทยในอิหร่าน

นายอดิน สุขศาสน์กวิน นักศึกษาไทยคนหนึ่งที่ตัดสินใจอพยพกลับ เล่าว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากสถานทูตไทย เจ้าหน้าที่มาส่งถึงสนามบินเลยครับ การเดินทางจากเตหะรานไปวานไม่ได้ยาก แค่นานหน่อย ตัดสินใจกลับเพื่อความปลอดภัย ตามคำแนะนำให้หลบชั้นใต้ดินช่วงแรก

สถานการณ์ในพื้นที่จริง ไม่น่ากลัวเท่าข่าว มหาวิทยาลัยประกาศหยุดเรียนชั่วคราว นักศึกษาต่างชาติหลายประเทศก็กลับกันหมด มีการปะทะเฉพาะบางจุด มุ่งเป้าที่สถานที่ราชการ ชาวอิหร่านกำลังปกป้องอธิปไตยของตัวเอง ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน แต่ตอนนี้ยังโจมตีทุกวัน

การช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลางอื่นๆ

ไม่ใช่แค่อิหร่านนะครับ ทางกต. ยังช่วยเหลือคนไทยใน UAE บาห์เรน และประเทศใกล้เคียง มีเครื่องบินพาณิชย์บินปกติ แต่สถานทูตช่วยเรื่องวีซ่า รถ และเสบียง สถานการณ์ยังไม่หนักเท่าแรก แต่แนะนำให้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

จากที่เห็น การทำงานของกระทรวงการต่างครั้งนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมากครับ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยไม่ทิ้งคนไทยไว้ข้างหลัง แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะซับซ้อน แต่ความช่วยเหลือมาถึงอย่างรวดเร็ว หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีคนรู้จักอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลังเล ติดต่อสถานทูตไทยทันทีเพื่อขอความช่วยเหลือ และติดตามอัปเดตข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัยครับ

ที่มา – กต. รับตัว 23 คนไทยกลับจากประเทศอิหร่าน เผยเตรียมอพยพเพิ่มอีก 69 ชีวิต เร็วๆ นี้

นายกฯ ลาป่วย มอบ “พิพัฒน์” นำประชุม ครม.

ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เกิดเหตุการณ์สำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ เมื่อนายกฯ ลาป่วย มอบ “พิพัฒน์” นำประชุม ครม. โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แจ้งลาป่วยกะทันหัน ทำให้ต้องมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาดำเนินการเป็นประธานแทน หากนายกฯ สภาพดีขึ้น คาดว่าจะเดินทางมาร่วมทีหลัง

นายกฯ ลาป่วย มอบ “พิพัฒน์” นำประชุม ครม.

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งนี้ มีรัฐมนตรีหลายท่านที่ไม่สามารถเข้าร่วมได้ โดยมีผู้ลาประชุมทั้งหมด 5 คน ได้แก่ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรัฐมนตรีเกษตรฯ, นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีพัฒนาสังคม, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีดิจิทัลฯ (ลาป่วย) และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีสาธารณสุข ส่วนนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีศึกษาฯ เข้าประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ Zoom

รัฐมนตรีงดใส่สูท ประหยัดพลังงานเริ่มต้น

  • รัฐมนตรีและผู้ติดตามแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ต งดสูทและเนกไท เพื่อเป็นตัวอย่างมาตรการประหยัดพลังงาน
  • เป็นส่วนหนึ่งของการขอความร่วมมือจากประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานผันผวน

วาระสำคัญของการประชุมวันนี้ มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบจากราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมันที่ได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI พุ่งสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันกว่า 80% รัฐบาลจึงหารือมาตรการประหยัดพลังงานต่าง ๆ เช่น การลดใช้เครื่องปรับอากาศในอาคารรัฐ, ส่งเสริมการใช้รถสาธารณะ, และรณรงค์ให้ประชาชนปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาวาระสำคัญอื่น ๆ เช่น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 เพื่อกำหนดวันเปิดสมัยประชุมใหม่

วาระเพื่อทราบจากหน่วยงานต่าง ๆ

  • คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอมาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจใช้ในการรบ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนท่ามกลางความขัดแย้งโลก
  • กระทรวงพาณิชย์ รายงานดัชนีเศรษฐกิจการค้าประจำเดือนมกราคม 2569 สถานการณ์ส่งออกไทยเดือนธันวาคม 2568 และทั้งปี 2568 โดยคาดว่าการส่งออกจะฟื้นตัวดีขึ้นแม้เผชิญสงครามการค้า
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เสนอสรุปการป้องกันอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ เพื่อเตรียมพร้อมเทศกาลปีใหม่ไทย

สถานการณ์ตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาส และความตึงเครียดในทะเลแดง ทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญถูกขัดขวาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จึงต้องเร่งมาตรการรับมือ อย่างการกระจายจุดจำหน่ายน้ำมัน LPG สำหรับแท็กซี่สาธารณะ และส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์และลม

การที่รัฐมนตรีเริ่มงดใส่สูท ถือเป็นสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ที่ดี แสดงถึงความจริงจังของรัฐบาลในการประหยัดพลังงานจากเครื่องปรับอากาศ คาดว่ามาตรการนี้จะขยายไปสู่หน่วยงานรัฐทั่วประเทศ ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้หลายสิบล้านบาทต่อเดือน นอกจากนี้ ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้โดยการตรวจจสอบการใช้ไฟฟ้าในบ้าน เช่น ใช้หลอด LED และตั้งเครื่องปรับที่ 25 องศา

โดยรวมแล้ว การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความคล่องตัวของรัฐบาลในการรับมือวิกฤต แม้ผู้นำจะลาป่วย แต่การมอบหมายให้ “พิพัฒน์” นำประชุม ครม. ก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น หากคุณกำลังกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ลองปรับพฤติกรรมประหยัดพลังงานตั้งแต่วันนี้ เพื่อช่วย國家และตัวเองในระยะยาว

ความเห็นส่วนตัว: มาตรการงดสูทดูจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่รัฐบาลควรมีนโยบายใหญ่ เช่น ลดภาษีนำเข้าน้ำมันหรือเร่งรถ EV ให้ชัดเจนกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลดีจริง

ติดตามข่าวสารการเมืองและเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้หากคุณเห็นด้วยกับมาตรการประหยัดพลังงาน!

ที่มา – นายกฯ ลาป่วย มอบ “พิพัฒน์” นำประชุม ครม. ถกมาตรการประหยัดพลังงาน ขณะ รมต. งดใส่สูทเข้าประชุม

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง

ในสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวที่เมืองโดรัล รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569 ว่าเขาได้โทรศัพท์พูดคุยกับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นการสนทนาที่ “ยอดเยี่ยมมาก” โดยปูตินแสดงความประสงค์ที่จะช่วยเหลือเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กำลังรุนแรงขึ้น

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง

นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายต่อสายโทรศัพท์กันนับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ทรัมป์เล่าว่าได้หารือถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และปูตินบอกว่า “อยากจะช่วย” แต่ทรัมป์ไม่ยอมง่ายๆ เขาสวนกลับไปว่า “คุณจะช่วยได้มากกว่านี้ถ้าทำให้สงครามยูเครน-รัสเซียจบสิ้นลงเสียที” โดยย้ำว่าการยุติสงครามยูเครนจะเป็นการช่วยเหลือที่มีประโยชน์มากกว่า

ทรัมป์มองว่าสงครามยูเครนเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่การสนทนาครั้งนี้เป็นไปในเชิงบวก เขาคิดว่ามันเปิดโอกาสให้มีการเจรจาต่อไป ด้านยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาเครมลิน ยืนยันว่าการคุยกันนาน 1 ชั่วโมง สหรัฐฯ เป็นฝ่ายโทรไป หารือสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งในอิหร่าน

รายละเอียดการสนทนาระหว่างทรัมป์กับปูติน

บทสนทนาเน้นที่ความขัดแย้งอิหร่าน การเจรจาสามฝ่ายระหว่างมอสโก วอชิงตัน และเคียฟ เพื่อยุติสงครามยูเครน อูชาคอฟบรรยายว่าเป็นการพูดคุยที่ “จริงจัง เปิดเผย และสร้างสรรค์” ผู้นำทั้งสองพร้อมติดต่อกันสม่ำเสมอ ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ ต้องการเห็นการยุติสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และบรรลุข้อตกลงระยะยาว ปูตินขอบคุณทรัมป์ที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย

นอกจากนี้ ปูตินยังแบ่งปันมุมมองเรื่องอิหร่าน การหารือกับผู้นำกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย และประธานาธิบดีมาซูด เปเซซเคียน ของอิหร่าน ทรัมป์ก็แสดงความเห็นเช่นกัน ทำให้การคุยเรื่องนี้ “ลึกซึ้งและมีสาระ”

ผลกระทบต่อสถานการณ์โลก

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง ครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การที่รัสเซียเสนอช่วยเหลือ แสดงถึงการเปลี่ยนท่าทีที่อาจนำไปสู่การทูตเชิงรุก แต่ทรัมป์ชาญฉลาดที่โยงไปยังยูเครน ทำให้รัสเซียต้องคิดหนัก

  • ช่วยลดความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้หรือไม่?
  • เร่งให้จบสงครามยูเครนเร็วขึ้น
  • เปิดทางเจรจาสามฝ่ายที่ชัดเจน
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์สหรัฐฯ-รัสเซีย

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการสนทนานี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงใหญ่ หากทั้งสองฝ่ายรักษาคำพูด ในขณะที่ประชาคมโลกเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงซับซ้อน ด้วยอิสราเอล อิหร่าน และกลุ่มตัวแทนต่างๆ แต่การมีรัสเซียเข้ามาช่วย อาจเป็นกุญแจสำคัญ ทรัมป์พิสูจน์สไตล์การทูตแบบตรงไปตรงมา ที่เน้นผลประโยชน์จริง

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ในมุมมองของผม การสนทนาครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพที่ยั่งยืน หากผู้นำทั้งสองเดินหน้าต่อไป จะเป็นประโยชน์ต่อโลกทั้งใบ คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง

Scroll to top