เลือกตั้ง 69

เพื่อไทยเปิดตัว “ประยูร อินสกุล” ลง สส.สุพรรณบุรี

พรรคเพื่อไทย เปิดตัว “ประยูร อินสกุล” อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.สุพรรณบุรี พร้อมผู้สมัครอีก 3 คน ในจังหวัดสุพรรณบุรี และนครปฐม

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เปิดตัวผู้เสนอตัวลงสมัครรับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในจังหวัดนครปฐม และจังหวัดสุพรรณบุรี รวมจำนวน 4 คน ประกอบด้วย นายประยูร อินสกุล, นายชัยพร สีถัน และนายภานรินทร์ อินสกุล เป็นผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.สุพรรณบุรี และนายธนรัฐ โคจรานนท์ ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.นครปฐม

นายสุริยะ กล่าวต้อนรับผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งว่า การเปิดตัวผู้สมัครวันนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ด้วยบุคลากรที่มีประสบการณ์ โดยเฉพาะในด้านการเกษตร และมีความยึดโยงใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จะเข้ามาเสริมกำลังให้กับพรรคเป็นอย่างดี ด้วยนโยบายที่ส่งประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยแคนดิเดตที่จะมาพร้อมกับประสบการณ์รอบด้าน และด้วยผู้สมัครที่มีความยึดโยงกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งคราวนี้แน่นอน

ก่อนเข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย นายประยูร อินสกุล เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2565-2568, อดีตผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์, ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้าฯ และล่าสุดยังเป็นผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาในงานพระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปี 2568 ก่อนเกษียณอายุราชการอีกด้วย

การเปิดตัว นายประยูร อินสกุล ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงความพร้อมของพรรคเพื่อไทยสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของท่านในด้านการเกษตร จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ

เพื่อไทยเปิดตัว “ประยูร อินสกุล” เป็นผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.สุพรรณบุรี

เพื่อไทยเปิดตัว “ประยูร อินสกุล” พร้อมผู้สมัคร สส. สุพรรณบุรีและนครปฐม รวม 4 ท่าน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายดี ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ซึ่งมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยส่วนใหญ่

ทำไมต้อง “ประยูร อินสกุล”?

การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจเปิดตัว “ประยูร อินสกุล” เป็นผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.สุพรรณบุรี นั้น เป็นเพราะเล็งเห็นถึงศักยภาพและความสามารถในการพัฒนาการเกษตรของประเทศ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้มีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของเกษตรกรเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ นายประยูร อินสกุล ยังเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพและไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะสามารถเป็นตัวแทนของชาวสุพรรณบุรีในการนำเสนอและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมี “ประยูร อินสกุล” จึงเป็นความหวังของชาวสุพรรณบุรีที่จะได้รับการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

การตัดสินใจเลือกผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า หวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนจะพิจารณาเลือกผู้แทนที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างดีที่สุด

ที่มา – เพื่อไทยเปิดตัว “ประยูร อินสกุล” เป็นผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.สุพรรณบุรี พร้อม 3 ผู้เสนอตัว

ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ชูคนดี มีการศึกษา “ดร.เอ้” ประกาศพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ขอแรงสนับสนุนจากคนไทย พาไทยก้าวใหม่

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วยนายศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรค และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ ร่วมต้อนรับและสวมเสื้อสมาชิกพรรคให้กับผู้เสนอตัวลงสมัคร สส. จำนวน 22 คน สร้างความฮึกเหิมให้กับพรรคเป็นอย่างมาก ผู้สมัครทั้ง 22 คน ต่างมีความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาประเทศ และเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า วันนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ ขอเสนอตัวผู้นำประเทศด้วยความรู้และหลักวิชาการ วันนี้มีผู้มีความรู้และอุดมการณ์เสนอตัวรับใช้ประชาชนเป็นผู้นำประเทศนี้ และถึงเวลาแล้วที่วันนี้ทุกคนจะเลิก “ทน” เลิก “จม” และเลิก “จน” กลายเป็นประเทศที่พัฒนาเสียที และขออวยพรให้ทุกคนที่จะมาลงสมัคร เป็นผู้สมัคร สส. ของพรรคไทยก้าวใหม่ ขอให้ลุกขึ้นมาสู้ด้วยกัน เป็นความหวังของประชาชน เราทุกคนจะเดินไปพร้อมกัน มาสร้างความเปลี่ยนแปลงในจังหวัดและเขตของท่าน และมาแสดงความยินดีร่วมกัน

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมส่งผู้สมัครทุกภาคทั่วประเทศไทย แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราติดภารกิจในการไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ จึงเลื่อนเปิดตัวผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. ในนามพรรคไทยก้าวใหม่ มาเป็นวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ครบรอบสองเดือนในการเปิดตัวพรรค ถือเป็นวันดี และวันนี้ก็ได้คนคุณภาพที่แท้จริงมาเสนอตัวลงสมัคร เพื่ออาสาเป็นตัวแทนของประชาชน

ส่วนว่าที่ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. ในพื้นที่ภาคใต้ของพรรคไทยก้าวใหม่ซึ่งก็มีหลายคน วันนี้ทำงานทุ่มเทอยู่ในพื้นที่ช่วยเหลือดูแลประชาชน ขณะที่การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. ในกรุงเทพมหานคร ก็จะมีการเปิดตัวชุดต่อไปในเร็ว ๆ นี้

ส่วนความพร้อมของพรรคไทยก้าวใหม่ ที่จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนเองจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคแน่นอน และก็มีความพร้อม ทั้งชีวิตที่ทุ่มเท ประสบการณ์และความสำเร็จที่เสียสละเพื่อประชาชนมาโดยตลอด และวันนี้ก็ไม่ใช่แค่ตนคนเดียวแต่มีทีมงานของพรรคที่ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีความรู้ เป็นคนที่เป็นมืออาชีพและเสียสละ บอกได้เลยว่าถ้าเลือกเราก็จะได้เราจริงๆ อยากให้ทุกคนมาสนับสนุน พรรคไทยก้าวใหม่ด้วย

ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ

ในการเปิดตัวครั้งนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยการนำเสนอผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ และมีอุดมการณ์ที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป พรรคฯ มุ่งเน้นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

วิสัยทัศน์ของพรรคไทยก้าวใหม่

พรรคไทยก้าวใหม่ มีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุข โดยพรรคฯ มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และพร้อมที่จะนำนโยบายเหล่านั้นไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง

  • ด้านเศรษฐกิจ: ส่งเสริมการลงทุน สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน
  • ด้านสังคม: ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้เข้าถึงการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการที่ดี
  • ด้านการเมือง: สร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง โปร่งใส และตรวจสอบได้

การที่ ดร.เอ้ ประกาศพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ถือเป็นการประกาศความพร้อมของพรรคไทยก้าวใหม่ ในการนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น

พรรคไทยก้าวใหม่ มั่นใจว่าด้วยทีมงานที่มีคุณภาพ นโยบายที่ชัดเจน และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ และการไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ เป็นสัญญาณที่ดีว่า พรรคฯ พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่ ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้กับประชาชน และพร้อมที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชนทุกคน การตัดสินใจเลือกผู้แทนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกำหนดอนาคตของประเทศ

สำหรับใครที่สนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพรรคไทยก้าวใหม่ สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารและนโยบายต่างๆ ของพรรคได้ที่เว็บไซต์และช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของพรรค ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. “ดร.เอ้” ประกาศพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ

จับตา “ประภัตร” เข้าภูมิใจไทย จริงหรือ?

จับตา “ประภัตร โพธสุธน” เข้าค่ายภูมิใจไทย จริงหรือไม่? สส.สุพรรณบุรี เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา อาจย้ายซบภูมิใจไทย หลังภาพคล้องแขน “อนุทิน-วราวุธ” ถูกเผยแพร่!

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม เวลา 21.50 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้โพสต์ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ที่เพิ่งเปิดตัวเตรียมร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งครั้งหน้า คล้องแขนถ่ายภาพร่วมกับนายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี ในฐานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “รักครับ” และอิโมจิรูปหัวใจสีน้ำเงิน

ภาพดังกล่าวจุดประกายคำถามถึงอนาคตทางการเมืองของนายประภัตร ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด หลังจากที่พรรคชาติไทยพัฒนากำลังจะผนึกกำลังกับพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งที่จะมาถึง การปรากฏตัวของนายประภัตรในเฟรมเดียวกันกับหัวหน้าพรรคทั้งสอง จึงไม่อาจมองข้ามถึงความเป็นไปได้ที่เขาอาจจะตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยในอนาคตอันใกล้นี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ก็มีกระแสข่าวว่านายประภัตรอาจจะไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่น่าจับตามอง สถานการณ์การเมืองในจังหวัดสุพรรณบุรีจึงมีความน่าสนใจและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจของนายประภัตรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของจังหวัด

จับตา “ประภัตร” เข้าภูมิใจไทย จริงหรือ?

การเปิดตัวของนายวราวุธที่พรรคภูมิใจไทยในวันนั้น ยังมาพร้อมกับนายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด และนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคชาติไทยพัฒนาในการร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

ทำไมต้องจับตา “ประภัตร โพธสุธน” ?

นายประภัตร โพธสุธน ถือเป็นนักการเมืองอาวุโสและมีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมืองไทย การตัดสินใจของเขาจึงมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับชาติ การจับตาความเคลื่อนไหวของนายประภัตรจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

  • ประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนาน
  • อิทธิพลในจังหวัดสุพรรณบุรี
  • ความสัมพันธ์กับนักการเมืองระดับชาติ

การที่นายประภัตรอยู่ในสถานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ทำให้การตัดสินใจของเขามีผลต่อทิศทางของพรรคโดยรวม การที่พรรคชาติไทยพัฒนากำลังจะร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย ยิ่งทำให้นายประภัตรตกเป็นเป้าสายตาของสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์การเมืองมากยิ่งขึ้น

นอกจากประเด็นเรื่องการย้ายพรรค อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการที่นายประภัตรยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองจากหลากหลายพรรค แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์และรักษาเครือข่ายทางการเมืองที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับนักการเมืองในยุคปัจจุบัน

สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจับตาความเคลื่อนไหวของนักการเมืองสำคัญๆ เช่น นายประภัตร โพธสุธน จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการทำความเข้าใจภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป และคาดการณ์ถึงอนาคตทางการเมืองของประเทศไทย

การที่นายประภัตร โพธสุธน จะตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่แน่นอนคือการตัดสินใจของเขาจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างแน่นอน

ที่มา – จับตา “ประภัตร” เข้าค่ายภูมิใจไทย หลังคล้องแขนร่วมเฟรม “อนุทิน-วราวุธ”

เฉลิม เตรียมลาออกจากเพื่อไทย 3 ธ.ค. ย้ายซบ พปชร.

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการการเมือง! ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เตรียมสร้างความฮือฮาอีกครั้ง ด้วยการประกาศ เฉลิม เตรียมลาออกจากเพื่อไทย 3 ธ.ค. นี้ และจ่อเข้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แทน สร้างความสงสัยและจับตามองถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันถึงกระแสข่าวการลาออกจากพรรคเพื่อไทยในวันที่ 3 ธันวาคมที่จะถึงนี้ โดยกล่าวว่าเป็นเรื่องจริง และเตรียมยื่นหนังสือลาออกต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันดังกล่าว ซึ่งการลาออกครั้งนี้จะทำให้สิ้นสุดสถานะการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของตนเองโดยอัตโนมัติ

เมื่อถูกถามถึงสาเหตุของการตัดสินใจลาออก ร.ต.อ.เฉลิม ตอบว่า “ก็อย่างที่รู้กันคือเรื่องการเมือง” โดยไม่ได้ลงรายละเอียดเพิ่มเติมถึงปัจจัยที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังเปิดเผยว่ายังไม่ได้แจ้งเรื่องการลาออกให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย หรือนายวัน อยู่บำรุง บุตรชาย ทราบล่วงหน้า เนื่องจากยังไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุย แต่ยืนยันว่าได้ตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตนเองแล้ว

เฉลิม เตรียมลาออกจากเพื่อไทย 3 ธ.ค. นี้ จริงหรือ?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ หลังจาก เฉลิม เตรียมลาออกจากเพื่อไทย 3 ธ.ค. นี้ แล้ว อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม จะเป็นอย่างไร? คำตอบก็คือ ร.ต.อ.เฉลิม เตรียมเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยมีกำหนดการที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคในวันที่ 12 ธันวาคมที่จะถึงนี้ การย้ายพรรคครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเส้นทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม และอาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยรวม

ทำไมต้องพลังประชารัฐ?

การตัดสินใจเข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐของ ร.ต.อ.เฉลิม จุดประกายคำถามมากมายถึงเหตุผลเบื้องหลังการเลือกพรรคนี้ หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจมีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้ออำนวยให้ ร.ต.อ.เฉลิม ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกัน โอกาสในการเติบโตในเส้นทางการเมือง หรือข้อเสนอที่น่าสนใจจากทางพรรค

อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลที่เลือกพรรคพลังประชารัฐอย่างชัดเจน ทำให้สาธารณชนต้องติดตามความเคลื่อนไหวและรอฟังคำอธิบายจาก ร.ต.อ.เฉลิม ด้วยตนเองต่อไป การย้ายพรรคของ ร.ต.อ.เฉลิม ในครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ และเป็นที่น่าจับตามองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลอย่างไรต่อการเมืองไทยในอนาคต

การที่ เฉลิม เตรียมลาออกจากเพื่อไทย 3 ธ.ค. นี้ และไปซบพรรคพลังประชารัฐ ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในวงการการเมืองไทย การเคลื่อนไหวของนักการเมืองเก๋าเกมอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม ย่อมมีนัยยะสำคัญ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงในอนาคตอันใกล้

การตัดสินใจครั้งนี้ จะนำพา ร.ต.อ.เฉลิม ไปสู่ทิศทางไหนในเส้นทางการเมือง คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – “เฉลิม” เตรียมลาออกจากเพื่อไทย 3 ธ.ค. นี้ จ่อย้ายเข้า พปชร. แทน

พรรคประชาชน ส่ง “ปาล์ม” ชิง สส.กทม.

พรรคประชาชน เปิดตัว ชลณัฏฐ์ โกยกุล หรือ “ปาล์ม” ลงชิงเก้าอี้ สส. เขต บางบอน–จอมทอง–หนองแขม แทน “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ที่จะไปส่งบัญชีรายชื่อ

วันที่ 1 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดตัว น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล หรือ “ปาล์ม” เป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 28 บางบอน–จอมทอง–หนองแขม แทนผู้สมัครคนเก่า อย่าง “ไอซ์” น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. โดยมีแนวโน้มสูงที่ น.ส.รักชนก จะถูกดันขึ้นไปเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ จากผลงานที่เข้าตา นอกจากนี้ ยังเป็นแผนสำรองกรณี น.ส.รักชนก ที่มีคดีติดตัวสารพัด หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ในอนาคตหรือไม่ อย่างไร ก็สามารถดันลำดับบัญชีรายชื่อถัดไปขึ้นมาแทนที่ได้โดยที่ไม่ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม

ทั้งนี้ สำหรับประวัติ น.ส.ชลณัฏฐ์ หรือ “ปาล์ม” นั้น มีประสบการณ์ด้านสื่อสารมวลชน เช่น เคยเป็นพิธีกรรายการต่างๆ ในช่อง ThaiPBS เป็นต้น จบปริญญาตรี อักษรศาสตร์ วิชาเอก-ภาษาอังกฤษ วิชาโท-นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้หญิงสู่การเป็นผู้นำทางการเมือง WEPLA: Women’s Empowerment and Political Leadership Academy หลักสูตรการดำเนินงานทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม กรณีความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงในชีวิตคู่ (DV Learning by TIJ) ประวัติการทำงานการเมือง ผู้ประสานงาน กลุ่มสว.ประชาชน 2567 ตัวแทน กลุ่มสว.ประชาชน ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้ยกเลิกระเบียบการแนะนำตัวแบบเก่าของ กกต. คณะทำงาน Safe Zone Thailand ภาคประชาสังคมที่ผลักดันการปฏิรูปกฎหมาย และจริยธรรมในวิชาชีพจิตวิทยาการปรึกษา และเสนอนโยบายเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน

พรรคประชาชน ส่ง “ปาล์ม” ชิงเก้าอี้ สส.กทม. แทนเขต “ไอซ์ รักชนก”

การเปลี่ยนแปลงตัวผู้สมัคร สส.กทม. ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของพรรคประชาชน ในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การส่ง น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล หรือ “ปาล์ม” ลงสมัครแทน น.ส.รักชนก ศรีนอก นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคที่จะรักษาฐานเสียงเดิม และขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่

ทำไมพรรคประชาชนถึงเลือก “ปาล์ม” ชิงเก้าอี้ สส.กทม.?

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการส่ง “ปาล์ม” ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กทม. ในครั้งนี้ มีหลายปัจจัยที่น่าสนใจ นอกเหนือจากประสบการณ์ด้านสื่อสารมวลชนที่โดดเด่นแล้ว “ปาล์ม” ยังมีประวัติการทำงานด้านสังคมที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นด้านสิทธิสตรีและความเท่าเทียมทางเพศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคุณสมบัติที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรคประชาชน

นอกจากนี้ การที่ “ไอซ์ รักชนก” เตรียมขยับไปสู่บัญชีรายชื่อ ทำให้เกิดช่องว่างในเขตเลือกตั้งเดิม การมีผู้สมัครที่มีความสามารถและประสบการณ์อย่าง “ปาล์ม” เข้ามาเติมเต็ม จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการรักษาความต่อเนื่องทางการเมืองของพรรค

การที่ น.ส.รักชนก อาจจะต้องไปอยู่ในบัญชีรายชื่อนั้นอาจจะมาจากผลงานที่โดดเด่น ทำให้พรรคต้องการที่จะใช้ศักยภาพของเธอให้เป็นประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นแผนสำรอง หากเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันทางการเมือง การมีบุคลากรที่พร้อมจะเข้ามาทำหน้าที่แทนได้ทันที จึงเป็นการเตรียมความพร้อมที่รอบคอบ

การเลือก “ปาล์ม” ลงสมัคร สส.กทม. ในครั้งนี้ จึงเป็นการผสมผสานระหว่างการรักษาฐานเสียงเดิม การขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ และการเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไป คือ การที่ “ปาล์ม” จะสามารถสร้างความแตกต่าง และดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนในเขตเลือกตั้งได้อย่างไร การนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และการสร้างความไว้วางใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้วัดความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง การที่พรรคประชาชน ตัดสินใจส่ง “ปาล์ม” ชิงเก้าอี้ สส.กทม. แทนเขต “ไอซ์ รักชนก” นั้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการปรับตัว และการวางแผนระยะยาวของพรรค การมีบุคลากรที่มีความสามารถหลากหลาย และการเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองสามารถเติบโต และยืนหยัดอยู่ในสนามการเมืองได้อย่างยั่งยืน

การแข่งขันในการเลือกตั้ง สส.กทม. ครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง และผลลัพธ์ที่ออกมา จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญถึงอนาคตทางการเมืองของพรรคประชาชน

ที่มา – พรรคประชาชน ส่ง “ปาล์ม” ชิงเก้าอี้ สส.กทม. แทนเขต “ไอซ์ รักชนก”

กกต.ยัน! ไม่มีประชามติล่วงหน้า เลือกตั้งวันไหนยังไม่ชัด

กกต. ชี้ยังไม่ชัดประชามติ กาพร้อมเลือกตั้ง สส. หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐสภา-ครม. แต่หากเลื่อนยุบสภาอาจกระทบวันทำประชามติ พร้อมยันไม่มีกระบวนการลงคะแนนประชามติล่วงหน้า

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการกกต. กล่าวถึงกรอบเวลาในการจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ว่า เวลานี้ กกต. ไม่อาจบอกได้ว่า การทำประชามติจะเกิดขึ้นหรือไม่ เกิดขึ้นเมื่อไร หรืออย่างไร ขึ้นอยู่กับว่ารัฐสภาและคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้ง กกต. มาเมื่อใด รวมถึงไม่อาจบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมการเลือกตั้ง สส. หรือไม่ เพราะไม่ทราบว่าจะยุบสภาเมื่อไร ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กำหนดให้วันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป หรือวันเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระได้ แต่ต้องไม่เร็วกว่า 60 วัน และไม่ช้ากว่า 150 วัน นับแต่วันที่ กกต.ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภาหรือวันที่ ครม.มีมติ แล้วแต่กรณี

จากกรอบเวลาเดิมที่มีกำหนดยุบสภาในวันที่ 31 ม.ค. และกำหนดให้ 29 มี.ค.เป็นวันเลือกตั้งพร้อมการจัดทำประชามตินั้น แต่เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไป โจทย์ของเราคือยุบสภาวันไหน และรัฐสภาแจ้งให้มีการทำประชามติเมื่อไร ต้องนำ 2 อย่างนี้มาผนวกกัน เพื่อดูว่าต้องใช้เวลาตามกฎหมายเท่าใด ซึ่งไม่ใช่อำนาจของ กกต. ไม่สามารถก้าวล่วงรัฐบาลหรือรัฐสภาได้

ว่าที่ ร.ต. ภาสกร ย้ำว่า กกต.มีหน้าที่รับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำและ กกต. จะแจ้งให้ประชาชนทราบเท่านั้น รวมถึงการดูแลกระบวนการจัดทำประชามติพร้อมการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่พร้อมกัน กกต. ก็ต้องมีความพร้อมดำเนินการอยู่ดี

หากยึดตามไทม์ไลน์เดิมว่า รัฐบาลยุบสภาปลายเดือนมกราคม และจัดการเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค.นั้น ตอนนี้จะเหลือเวลาให้รัฐบาลดำเนินการและแจ้งต่อ กกต. เท่าใด ว่าที่ร้อยตรี ภาสกรกล่าวว่า วันเลือกตั้งอย่างช้าคือ 29 มี.ค. ดังนั้น รัฐสภาต้องแจ้งมาก่อนภายใน 60 วัน และยังมีขั้นตอนที่ กกต. ต้องนำข้อมูลไปแจ้งให้ประชาชนอีก จึงมีเงื่อนเวลาที่บีบมาพอสมควร ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน โดยคาดว่าเพื่อให้เป็นไปตามกรอบเวลาเดิม อย่างช้ารัฐบาลต้องแจ้ง กกต. มาภายในประมาณ 15 ธ.ค. ซึ่งเป็นการกำหนดคร่าวๆ ตามแผนเดิม แต่ในความเป็นจริงยังมีเวลาเพียงพออยู่ตามกฎหมายประชามติ

ส่วนหากเกิดอุบัติเหตุยุบสภาวันที่ 12 ธ.ค. นี้ จะส่งผลให้การเลือกตั้ง สส. และการจัดทำประชามติไม่สามารถทำวันเดียวกันหรือไม่นั้น ว่าที่ร้อยตรีภาสกร กล่าวว่า กกต. ไม่สามารถตอบได้ ซึ่งหากลองไล่เวลาดูว่า ในระยะเวลาภายใน 45 วัน และไม่เกิน 60 วันนั้น จะตรงกับวันไหน ยังไม่นับที่รัฐสภาจะต้องแจ้งมายัง กกต. ก่อน ซึ่ง กกต. ไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องคิด

ขณะที่หากมีการยุบสภาก่อนกำหนดที่รัฐสภาได้ลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะยังสามารถจัดทำประชามติโดยถามคำถามเดียวก่อนได้หรือไม่ แทนที่จะเป็น 2 คำถามพร้อมกันในครั้งเดียวตามแผนเดิม ว่าที่ร้อยตรี ภาสกรกล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ โจทย์อยู่ที่ไม่ว่าจะกี่คำถาม แต่คำถามนี้เป็นอำนาจของ ครม. และของรัฐสภา

กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง

ว่าที่ร้อยตรีภาสกร ยังกล่าวถึงข้อเสนอของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ที่เสนอให้สำนักงาน กกต. พิจารณาจัดการออกเสียงประชามติล่วงหน้านอกเขตผ่านทางไปรษณีย์ โดยให้ประชาชนลงทะเบียนพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้านอกเขตนั้น ว่า กกต. ตระหนักถึงการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เราต้องดำเนินการบนพื้นฐานของกฎหมาย กฎหมายให้ทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ กกต. ก็จะมีช่องทาง แต่พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ เขียนไว้ค่อนข้างชัดว่า การออกเสียงประชามติให้กระทำได้ในวันเดียวกันทั่วประเทศ นั้นหมายความว่าไม่มีกระบวนการในการลงคะแนนล่วงหน้า ดังนั้นการออกเสียงประชามติผ่านทางไปรษณีย์ถือว่าเป็นการออกเสียงล่วงหน้า กฎหมายมีข้อจำกัดอยู่ ส่วนเหตุผลที่ทำไมการเลือกตั้ง สส. สามารถออกเสียงล่วงหน้าได้ เนื่องจากกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าสามารถลงคะแนนล่วงหน้าได้ 

อย่างไรก็ตามการเลือกต่างประเทศจะไม่เหมือนเรา ให้อำนาจเอกอัครราชทูตในการกำหนดวิธีการและเวลา ซึ่งอาจมีการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. ผ่านทางไปรษณีย์ แต่ยังนับคะแนนไม่ได้ เพราะมีเงื่อนไขต้องนับคะแนนภายใน 48 ชั่วโมง หลังการลงคะแนนเลือกตั้งภายในประเทศสิ้นสุดลง

กกต. ยืนยันชัดเจน ประชามติล่วงหน้าไม่มี!

จากข้อมูลล่าสุด กกต. ยืนยันว่า กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของการทำประชามติในประเทศไทย การที่ กกต. ยังไม่สามารถระบุวันที่ชัดเจนสำหรับการลงคะแนนเสียง ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ประชาชนหลายคนอาจสงสัยว่า การที่ กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง จะส่งผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศอย่างไร การที่ไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้าอาจทำให้ประชาชนบางส่วนที่ไม่สามารถเดินทางไปลงคะแนนในวันจริง เสียสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรทำคือ ติดตามข่าวสารจาก กกต. อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมสำหรับการลงคะแนนเสียงเมื่อมีการประกาศวันที่ชัดเจนออกมา การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนในการลงประชามติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ในขณะที่ กกต. กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ต่างๆ สิ่งสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐสภา ครม. และ กกต. ร่วมมือกันเพื่อให้การทำประชามติเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้เสียงของประชาชนทุกคนได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียมกัน กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง

หญิงหน่อยเปิดตัว เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง เข้าไทยสร้างไทย

“คุณหญิงสุดารัตน์” เตรียมเปิดตัว “พล.ท.ภราดร-ดิเรกฤทธิ์-ตวง” สวมเสื้อพรรคไทยสร้างไทย พร้อมประกาศจุดยืนในวันจันทร์นี้ เป็นการเสริมทัพครั้งสำคัญของพรรค ก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 1 ธ.ค. ที่พรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) ถนนเทิดราชัน เขตดอนเมือง จะมีการจัดงานเสวนา หัวข้อ “ร่วมสร้างการเมืองสุจริต เพื่ออนาคตประเทศไทย” พร้อมประกาศ “จุดยืนและคำมั่นสัญญาของพรรคไทยสร้างไทยเพื่อสร้างการเมืองสุจริตอย่างเป็นรูปธรรม” โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค และนายโภคิน พลกุล ประธานที่ปรึกษาและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ เป็นผู้นำในการแถลงครั้งนี้

ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่เวทีเสวนา หัวข้อ “ร่วมสร้างการเมืองสุจริต เพื่ออนาคตประเทศไทย” ซึ่งนอกจากนายโภคินแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญทางการเมืองเข้าร่วมมากมาย อาทิ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีต สว. รวมถึงนายตวง อันทะไชย อดีต สว. และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ร่วมเสวนา ตั้งแต่เวลา 09.30 – 12.30 น. การรวมตัวของบุคคลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคไทยสร้างไทยในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันและสร้างการเมืองที่โปร่งใส

กิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัว พล.ท.ภราดร นายดิเรกฤทธิ์ และนายตวง อย่างเป็นทางการในการร่วมงานกับพรรค ทสท. ซึ่งถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคในด้านต่างๆ ทั้งด้านความมั่นคง ด้านกฎหมาย และด้านการเมือง การที่พรรคได้บุคคลากรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเหล่านี้มาร่วมงาน ย่อมเป็นที่น่าจับตามอง

หญิงหน่อยเปิดตัว เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง เข้าไทยสร้างไทย

การเปิดตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคไทยสร้างไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การดึงบุคคลที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์เข้ามาร่วมงานถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ และเป็นการส่งสัญญาณไปยังคู่แข่งทางการเมืองว่าพรรคไทยสร้างไทยพร้อมที่จะแข่งขันอย่างเต็มที่

ทำไมการเปิดตัว “หญิงหน่อย” คว้า “เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง” ถึงสำคัญ?

การตัดสินใจของ พล.ท.ภราดร, นายดิเรกฤทธิ์, และนายตวง ที่จะเข้าร่วมพรรคไทยสร้างไทยนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในแวดวงการเมืองและราชการ พล.ท.ภราดร อดีตเลขาธิการ สมช. มีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคง, นายดิเรกฤทธิ์ มีความรู้ความสามารถด้านกฎหมายและการเมืองสุจริต, และนายตวง มีประสบการณ์ในด้านนิติบัญญัติ การรวมตัวของบุคคลเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งให้กับพรรคไทยสร้างไทย

  • พล.ท.ภราดร: เสริมความแข็งแกร่งด้านความมั่นคง
  • นายดิเรกฤทธิ์: ผลักดันการเมืองสุจริต
  • นายตวง: เพิ่มความเชี่ยวชาญด้านนิติบัญญัติ

นอกจากนี้ การที่ “คุณหญิงหน่อย” สามารถดึงดูดบุคคลเหล่านี้มาร่วมงานได้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความสามารถในการบริหารจัดการของหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จ

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การมีพรรคการเมืองที่มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันและสร้างการเมืองที่สุจริตจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง พรรคไทยสร้างไทยภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ และการเสริมทัพด้วยบุคคลากรที่มีคุณภาพ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

การเปิดตัว หญิงหน่อยเปิดตัว เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง เข้าไทยสร้างไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคไทยสร้างไทยในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง การมีบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์หลากหลาย จะช่วยให้พรรคสามารถนำเสนอแนวทางและนโยบายที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น

ที่มา – “หญิงหน่อย” เปิดตัว “เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง” เข้าไทยสร้างไทยพรุ่งนี้

คนใต้เลือกใคร? โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์

การเลือกตั้งครั้งหน้า คนใต้จะเลือกใคร? ผลสำรวจล่าสุดจากนิด้าโพลเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์มาแรงแซงโค้ง! และเมื่อถามถึงบุคคลที่คนใต้จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี อันดับสองที่ได้รับความนิยมคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์

นิด้าโพลได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในภาคใต้จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 18 – 24 พฤศจิกายน 2568 เพื่อประเมินกระแสการเมืองในภูมิภาค ผลปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มตัวอย่าง

ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในภูมิทัศน์ทางการเมืองของภาคใต้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรคอื่นๆ ก็เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ใครคือตัวเลือกนายกฯ อันดับต้นๆ ในใจคนใต้?

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนใต้จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า:

  • อันดับ 1: 32.25% ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2: 25.65% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
  • อันดับ 3: 15.40% นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะยังคงได้รับความนิยมในภาคใต้ แต่ก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร หรือยังไม่พบคนที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศ

พรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภาคใต้

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนใต้จะสนับสนุน พบว่า:

  • อันดับ 1: 28.60% พรรคประชาธิปัตย์
  • อันดับ 2: 28.45% ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 3: 17.80% พรรคประชาชน

จากผลสำรวจจะเห็นได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาก ซึ่งบ่งชี้ว่าการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้าในภาคใต้จะเข้มข้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุถึงพรรคอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมในภาคใต้ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชาติ

ปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของคนใต้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ได้แก่ นโยบายของพรรคการเมือง, คุณสมบัติของผู้สมัคร, และภาพลักษณ์ของพรรค

การที่ โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นว่าพรรคยังคงมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่นี้ อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองอื่นๆ ก็กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะช่วงชิงคะแนนเสียงจากคนใต้เช่นกัน

โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับพรรคการเมืองทุกพรรค ที่จะต้องเร่งทำความเข้าใจความต้องการของประชาชนในภาคใต้ และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด เพื่อที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การติดตามผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง และการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้ง

โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์ แต่สุดท้ายแล้ว ใครจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า? คงต้องรอติดตามผลการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิดต่อไป

การเมืองไทยยังคงมีความผันผวน และผลสำรวจความคิดเห็นเป็นเพียงภาพสะท้อน ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การตัดสินใจของประชาชนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์-“อภิสิทธิ์” ได้ที่ 2 คนหนุนนั่งนายกฯ

2 ธ.ค. “กล้าธรรม” เปิดขุนศึก สู้เลือกตั้ง

เตรียมตัวให้พร้อม! วันที่ 2 ธันวาคมนี้ พรรคกล้าธรรมเตรียมเปิดตัวขุนพลครั้งใหญ่ พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง โดยมีทั้งบิ๊กเนมและ สส. จากต่างพรรคตบเท้าเข้าร่วมอย่างคึกคัก งานนี้ต้องจับตาดูให้ดีว่าจะมีใครบ้างที่ย้ายเข้าสังกัดพรรคกล้าธรรม โดยเฉพาะกระแสข่าวการย้ายพรรคของ “ประภัตร โพธสุธน” หลัง “วราวุธ” เปิดตัวร่วมงานกับภูมิใจไทยไปก่อนหน้านี้

แหล่งข่าวรายงานว่า ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 พรรคกล้าธรรม (กธ.) เตรียมจัดงานใหญ่เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงความพร้อมในการลงสนามเลือกตั้ง 2569 ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัว สส. ปัจจุบันของพรรคที่จะลงป้องกันแชมป์เท่านั้น แต่ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การเปิดตัว สส. และกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่ตัดสินใจย้ายมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคกล้าธรรม

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวการย้ายพรรคของ สส. ในกลุ่มของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสร้างความฮือฮาไปแล้วระลอกหนึ่ง แต่ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะยังมีชื่อของนายปริญญา ฤกษ์หร่าย สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.), นายจักรัตน์ พั้วช่วย สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ, นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และ พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร สส.นครปฐม พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีข่าวว่าจะมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมด้วย นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวลือว่าจะมี สส. จากพรรคเพื่อไทย (พท.) บางส่วนมาร่วมเปิดตัวในงานนี้อีกด้วย

2 ธ.ค. “กล้าธรรม” ได้ฤกษ์เปิดขุนศึกครั้งใหญ่ บิ๊กเนม-สส.ต่างพรรคสู้เลือกตั้ง

นอกจากรายชื่อที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีรายงานข่าวที่น่าสนใจว่า นายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี ในฐานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ก็มีแนวโน้มที่จะมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมเช่นกัน โดยมีการพูดคุยกันในรายละเอียดมาระยะหนึ่งแล้ว ภายหลังจากการที่นายวราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้นำ สส. บางส่วนไปเปิดตัวร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งในวันนั้น นายประภัตร ไม่ได้เดินทางไปร่วมงานด้วย ทำให้เกิดกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการย้ายพรรคของนายประภัตรอย่างหนาหู

ทำไมต้องจับตาการเปิดตัวขุนศึกพรรคกล้าธรรม 2 ธ.ค. นี้?

การเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง การที่พรรคสามารถดึงดูด สส. จากหลากหลายพรรคการเมืองเข้ามาร่วมงานได้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความน่าสนใจของพรรคกล้าธรรมในสายตาของนักการเมือง

แน่นอนว่าการย้ายพรรคของ สส. เหล่านี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ สส. เหล่านั้นมีฐานเสียงที่แข็งแกร่ง การย้ายพรรคอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมืองในพื้นที่นั้นๆ ได้

ดังนั้น การเปิดตัวขุนศึกของพรรคกล้าธรรมในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ จึงเป็นเหตุการณ์ที่ทุกสายตาต้องจับจ้อง เพราะอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้ง 2569 ในอนาคต หากพรรคกล้าธรรมสามารถสร้างกระแสและความนิยมได้อย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่น่าจับตามองในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การที่พรรคกล้าธรรมสามารถดึงดูดนักการเมืองมากประสบการณ์จากหลากหลายพรรคได้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และนโยบายที่น่าสนใจของพรรค ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคสามารถสร้างความแตกต่างและดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนได้

อย่างไรก็ตาม การย้ายพรรคของนักการเมืองก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การที่พรรคกล้าธรรมรวบรวมนักการเมืองจากหลากหลายขั้ว อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดภายในพรรคได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจทำให้พรรคมีความหลากหลายทางความคิดและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว พรรคกล้าธรรมจะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง 2569 หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการบริหารจัดการพรรค การสร้างนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคกล้าธรรมสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

เตรียมติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดตัวขุนศึกของพรรคกล้าธรรม 2 ธ.ค. นี้ได้จากแหล่งข่าวต่างๆ และร่วมกันวิเคราะห์ว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไร

การเปิดตัวขุนพล 2 ธ.ค. “กล้าธรรม” ครั้งนี้ จะเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมืองหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – 2 ธ.ค. “กล้าธรรม” ได้ฤกษ์เปิดขุนศึกครั้งใหญ่ บิ๊กเนม-สส.ต่างพรรคสู้เลือกตั้ง

Scroll to top