เลือกตั้งปี 2569

“สุชาติ” นำอดีตสส. เข้าภูมิใจไทย จันทร์นี้

“สุชาติ ชมกลิ่น” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 จากพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าสมัครพรรคภูมิใจไทย 15 ธ.ค. นี้ ส่วน 10 เขตชลบุรีลงตัวกับบ้านคุณปลื้มแล้ว นี่คือข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตามองในวงการการเมือง

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่ม 16 ที่นำโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ว่าในวันที่ 15 ธ.ค. เวลา 11.30 น. นายสุชาติ และนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งทั้ง 2 ท่านได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคภท.ไปก่อนหน้านี้แล้ว จะนำอดีตสส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ในกลุ่มเข้าร่วมด้วย โดยมีรายชื่อดังนี้:

  • นายเกรียงยศ สุดลาภา อดีตสส.บัญชีรายชื่อ
  • นายศาสตรา ศรีปาน อดีตสส.สงขลา เขต 2
  • นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส เขต 1
  • นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4
  • นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2
  • นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี
  • นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี เขต 1
  • จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3
  • น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1
  • น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช เขต 10
  • พล.ต.ต.สุรพล บุญมา อดีตสส.นครนายก เขต 1

ทั้งหมดนี้จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคภท.

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า 3 อดีตสส.ในกลุ่ม ได้แก่ นายสันต์ แซ่ตั้ง อดีตสส.ชุมพร เขต 2 นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และนายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี จะย้ายไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม(กธ.) เนื่องจากปัญหาเขตพื้นที่เลือกตั้งทับซ้อนกัน ในขณะที่นายถนอมพงศ์ หลีกภัย สส.ตรัง ได้ตัดสินใจหยุดพักการลงเลือกตั้งในครั้งนี้

“สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้

สำหรับการจัดการพื้นที่ในจังหวัดชลบุรีทั้ง 10 เขตนั้น ถือได้ว่ามีความลงตัวเป็นอย่างดี โดยนายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มบ้านใหญ่ชลบุรี และนายสุชาติ จะร่วมกันนำว่าที่ผู้สมัครสส.ชลบุรี ทั้ง 10 เขต เปิดตัวและสมัครเป็นสมาชิกพรรคภท.ในวันที่ 15 ธ.ค. นี้เช่นเดียวกัน โดยมีการวางตัวผู้สมัครในแต่ละเขตดังนี้:

  • นายสุชาติ จะลงสมัครในเขต 1
  • ร.อ.ธนวัฒน์ ภาวสุทธิ์ เขต 2
  • ร.ต.อ.สิทธิพัฒน์ ภาวสุทธิ์ เขต 3
  • นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง เขต 4
  • นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ เขต 5
  • นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ เขต 6
  • นายสงกรานต์ ภาชนะ เขต 7
  • นายเชาวลิตร แสงอุทัย เขต 8
  • นายแมน อินทร์พิทักษ์ เขต 9
  • นายพนธนกร ใคร่ครวญ เขต 10

ทำไมข่าว “สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้ ถึงสำคัญ?

การย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของกลุ่มอดีตสส.ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและศักยภาพในการแข่งขันของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง การรวมตัวของนักการเมืองมากประสบการณ์ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค และเพิ่มโอกาสในการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

นอกจากนี้ การที่ “สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางทางการเมืองของนายสุชาติเอง ที่ได้ตัดสินใจที่จะมุ่งมั่นทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทยต่อไปในอนาคต การตัดสินใจครั้งนี้ อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองในระดับประเทศได้

การที่พื้นที่ชลบุรีทั้ง 10 เขตมีความลงตัว แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างนายสุชาติ และกลุ่มบ้านใหญ่ชลบุรี ซึ่งจะช่วยให้พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการแข่งขัน

ข่าว “สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นักการเมืองต้องปรับตัวและแสวงหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การตัดสินใจของนายสุชาติและกลุ่มอดีตสส.ในครั้งนี้ จะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของพวกเขาและของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนทุกคน จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

โดยภาพรวมแล้ว การย้ายพรรคและการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวในวงการการเมือง การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์ จะช่วยให้เราเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวและสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้ ส่วน 10 เขตชลบุรีลงตัวแล้ว

รทสช. พร้อมส่ง สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา

พรรครวมไทยสร้างชาติ ออกแถลงการณ์ ชี้ การยุบสภาครั้งนี้เกิดจากผลประโยชน์การเมือง ไม่คิดถึงวิกฤติประเทศในปัจจุบัน ลั่น พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้งประเทศ ตั้งใจแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกแถลงการณ์ถึงการยุบสภาผู้แทนราษฎรของนายกรัฐมนตรี ว่า การประกาศยุบสภาฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาหนักรอบด้าน ทั้งความตึงเครียดจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ วิกฤติน้ำท่วมที่ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากยังคงประสบความทุกข์ยากอย่างหนัก วิกฤติเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังพังทลาย และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กดทับความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งประเทศ ผลกระทบจากการตัดสินใจครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมความไม่แน่นอนทางการเมือง และสะท้อนอย่างชัดเจนว่าพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับประโยชน์ทางการเมืองของตนเองมากกว่าการทุ่มเทกำลังเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังรอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

พรรครวมไทยสร้างชาติ เห็นว่าการยุบสภาฯ ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นของบ้านเมือง แต่เกิดจากผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองล้วนๆ โดยที่ฝ่ายหนึ่งมุ่งเป้าหมายที่จะแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่คำนึงถึงวิกฤติประเทศในปัจจุบัน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการแค่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ทั้งที่มีหน้าที่แก้ไขวิกฤติโดยตรง ข้อตกลงของสองฝ่ายทำให้การแก้ไขปัญหาวิกฤติประเทศสะดุดลง วิกฤติประเทศในขณะนี้จำเป็นต้องใช้ความจริงจังและเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ เราตั้งใจเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เราพร้อมลงมืออย่างเด็ดขาดเพื่อนำประเทศออกจากวงจรความไม่แน่นอนและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน เราพร้อมที่จะนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้และมีความพร้อมในการส่งผู้สมัครครบ 77 จังหวัด ทั่วประเทศ

รทสช. พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา

จากแถลงการณ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ทำให้เห็นถึงความพร้อมในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ พรรคฯ เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นสำคัญ โดยมองว่าการยุบสภา ที่เกิดขึ้นนั้น มาจากผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าความต้องการที่จะแก้ไขวิกฤตของประเทศอย่างแท้จริง

ทำไม รทสช. จึงมองว่าการยุบสภาฯ มาจากผลประโยชน์ทางการเมือง?

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มองว่า การตัดสินใจยุบสภา ในครั้งนี้ ขาดความคำนึงถึงปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ สถานการณ์ชายแดน หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ การที่นักการเมืองมุ่งเน้นแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ แทนที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทำให้พรรคฯ มองว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ รทสช. ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การยุบสภาในครั้งนี้

นอกจากนี้ รทสช. ยังแสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าพรรคฯ พร้อมที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

สิ่งที่น่าสนใจคือ รทสช. เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่ได้มุ่งหวังอำนาจหรือผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนที่แตกต่างจากนักการเมืองหลายคนที่มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ของตนเอง การที่ รทสช. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นอันดับแรก ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าจับตามองอย่างยิ่ง

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้ามาเป็นผู้แทนของตนเอง การที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอนโยบายและแสดงความพร้อมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรพิจารณาให้รอบคอบว่าพรรคการเมืองใดที่สามารถไว้วางใจได้ และพรรคการเมืองใดที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ อย่าปล่อยให้การตัดสินใจของท่านถูกชี้นำโดยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือโดยอคติส่วนตัว จงใช้สิทธิของท่านอย่างมีสติ และเลือกผู้แทนที่ท่านเชื่อว่าจะสามารถทำงานเพื่อท่านและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

ที่มา – รทสช. พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา เกิดจากผลประโยชน์การเมือง

“กัณวีร์” ลาออก เปิดตัวพรรคพลวัต พร้อมเป็นรัฐบาล

“กัณวีร์ สืบแสง” ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคเป็นธรรม เตรียมเปิดตัวพรรคพลวัต นั่งแคนดิเดตนายก ยันพร้อมเป็นรัฐบาลเท่านั้น ไม่ว่าใครเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

วันที่ 12 ธ.ค. 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกพรรคเป็นธรรม เดินทางไปยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเป็นธรรม ต่อกกต. พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ตนมาลาออกในวันนี้เพราะเลือกที่จะไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ และจะไปยื่นเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ ชื่อว่า พรรคพลวัต โดยเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เป็นนักปฏิบัติ มีตนนั่งเป็นหัวหน้าพรรคเองและมีเพื่อนๆ มาร่วมกัน ตอนนี้ได้มีการจดทะเบียนพรรคการเมืองเรียบร้อยแล้วที่จังหวัดสุพรรณบุรีพร้อมที่จะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง สส. ใน 300 เขต ซึ่งจะมีการเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ ณ ที่ทำการพรรคจังหวัดสุพรรณบุรี หลังจากนั้นจะมีการเปิดตัวที่กรุงเทพมหานครอีกครั้งหนึ่ง

นายกัณวีร์ กล่าวว่า ที่ทำให้ตนตัดสินใจลาออกจากพรรคเป็นธรรม แล้วมาตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยไม่ร่วมกับพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น เพราะ 2 ปีเศษที่ผ่านมาไม่เห็นว่าพรรคการเมืองใดตอบโจทย์ของตนได้ อุดมการณ์ที่ตนมีหรือผู้ปฏิบัติงานในเวทีระหว่างประเทศ ก็ไม่เห็นว่าพรรคการเมืองไหนจะสามารถทำตรงนี้ได้ จึงมาตั้งพรรคการเมืองเล็กๆ พรรคหนึ่งและมั่นใจว่าจะสู้ได้ มั่นใจว่า พี่น้องประชาชนจะมองเห็น โดยจะมีอดีต สส. ชุดที่ 26 มาร่วมด้วย ซึ่งเป็นคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ทำงานและเป็นนักปฏิบัติจริงๆ เราจะไม่เอา สส. ที่แตกต่าง หรือไม่เคยปฏิบัติงาน มาร่วมกับพรรค และตนจะนั่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วย

“กัณวีร์” ลาออกพรรคเป็นธรรม จ่อเปิดตัวพรรคพลวัต พร้อมเป็นรัฐบาลเท่านั้น

“ยืนยันว่า พรรคพลวัตไม่ใช่พรรคทางเลือก แต่เราจะเป็นพรรคทางรอดของประเทศ นำพาประเทศไทยไปสู่จุดมุ่งหมาย ที่คนไทยทั่วประเทศได้ให้ความสำคัญเอาไว้ พรรคของเราชัดเจนว่าจะเดินหน้าไปสู่การเป็นฝ่ายบริหาร ธงของเราคือการต้องร่วมกับฝ่ายบริหาร เพราะพี่น้องประชาชนรออยู่ การเป็นฝ่ายค้านอย่างเดียวไม่เพียงพอจริงๆ ความคาดหวังของเราคือการร่วมรัฐบาล ทั้งนี้จุดที่จะใช้ในการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลก็คงต้องดูผลของการเลือกตั้งด้วย ถึงเราจะเป็นพรรคเล็ก แต่เราก็มั่นใจ เดี๋ยววันที่เปิดตัวพรรคและเปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์ของพรรค จะเห็นว่าเค้าทำงานอะไรได้บ้างและประสบความสำเร็จอะไรมาบ้าง” นายกัณวีร์ ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่สำนักงาน กกต.ตลอดทั้งวันมีสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ทยอยเดินทางมายื่นหนังสือลาออกจากพรรคต้นสังกัดเพื่อไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เช่น นายโกศล ปัทมะ ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยจะไปสมัครเป็นสมาชิกที่พรรคภูมิใจไทย.

อนาคตของพรรคพลวัต และการเป็นรัฐบาลของ “กัณวีร์”

การลาออกจากพรรคเป็นธรรมของนายกัณวีร์และการเตรียมเปิดตัวพรรคพลวัต สร้างความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมือง พรรคพลวัตภายใต้การนำของนายกัณวีร์ วางเป้าหมายที่จะเป็น “ทางรอด” ของประเทศ และมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นจริง

ความชัดเจนในจุดยืนที่จะเป็นรัฐบาลเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง การตัดสินใจครั้งนี้ของนายกัณวีร์และทีมงานจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การลาออกของนายกัณวีร์ สืบแสง และการเปิดตัวพรรคพลวัต สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของนักการเมืองในยุคปัจจุบัน การที่นายกัณวีร์เน้นย้ำถึงความพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลเท่านั้น บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นในการที่จะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

“กัณวีร์” ลาออกพรรคเป็นธรรม จ่อเปิดตัวพรรคพลวัต พร้อมเป็นรัฐบาลเท่านั้น ถือเป็นข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในแวดวงการเมืองไทย อนาคตของพรรคพลวัต และบทบาทของนายกัณวีร์ในการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป จะเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวน การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ๆ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและความหวังใหม่ๆ ในอนาคต การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคการเมืองใดจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคพลวัต สามารถติดตามได้จากช่องทางต่างๆ ของพรรค และร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ดังนั้น การตัดสินใจของ “กัณวีร์” ที่จะลาออกจากพรรคเดิมและเปิดตัวพรรคใหม่ที่มีเป้าหมายชัดเจนที่จะเป็นรัฐบาลเท่านั้น ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและอาจมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “กัณวีร์” ลาออกพรรคเป็นธรรม จ่อเปิดตัวพรรคพลวัต พร้อมเป็นรัฐบาลเท่านั้น

โสภณมอง“ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” จริงหรือ?

“โสภณ ซารัมย์” มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจ “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” หากประชาชนชายแดนยังคงต้องอพยพอยู่เนื่องจากปัญหาความไม่สงบ ชี้ประเด็นสำคัญคือการจัดการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้ดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคอีสาน ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ต้องจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่เนื่องจากสถานการณ์การปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ จึงเกิดคำถามว่าจะส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งหรือไม่

นายโสภณ กล่าวว่า หากสถานการณ์ยังไม่สงบเรียบร้อย ประเด็นนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของ กกต. ที่จะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากประชาชนยังคงต้องอพยพออกจากพื้นที่ การจัดการเลือกตั้งก็อาจ “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” เนื่องจากตามหลักการแล้ว การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ

เมื่อถูกถามถึงการเตรียมความพร้อมในการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา นายโสภณ ตอบว่า พรรคไม่มีปัญหาในการดูแลประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนเรื่องกำหนดการเลือกตั้งนั้นยังไม่สามารถระบุได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. เป็นหลัก

โสภณมอง “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” จริงหรือ?

จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้งตามกำหนดเดิม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความพร้อมของพรรคการเมืองในการหาเสียง แต่อยู่ที่ความปลอดภัยและความสะดวกของประชาชนในการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป การที่ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กกต. จะตัดสินใจอย่างไร?

ความคาดหวังจึงอยู่ที่การพิจารณาอย่างรอบคอบของ กกต. ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชน และความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ

การตัดสินใจของ กกต. จะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นสามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง แม้ว่านายโสภณจะมองว่า “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจอยู่ที่ กกต.

สถานการณ์ชายแดนที่ยังไม่คลี่คลายกลายเป็นความท้าทายสำคัญที่ กกต. ต้องเผชิญ การจัดการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

นอกจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยแล้ว กกต. ยังต้องพิจารณาถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนและการใช้สิทธิเลือกตั้ง และการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์จะมีความท้าทาย แต่การเลือกตั้งยังคงเป็นกลไกสำคัญในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เสียงของประชาชนได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการรับฟังข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “โสภณ” มองไม่น่าจัดเลือกตั้งได้ เหตุคนชายแดนยังอพยพอยู่ ชี้หน้าที่ กกต. ดูความเหมาะสม

สุชัชวีร์ ส่ง ทนายเจมส์ โกยแต้มนอกประเทศ

สุชัชวีร์ ส่ง ทนายเจมส์ โกยแต้มนอกประเทศ

“ไทยก้าวใหม่” ส่ง “ทนายเจมส์” อินฟลูฯ คนดัง เสาหลักในออสเตรเลีย โกยแต้มนอกราชอาณาจักร ชู คนไทยต่างแดนมีคุณภาพชีวิตดี อยู่อย่างสง่า มีศักดิ์ศรี

วันที่ 11 ธ.ค. 2568 นายสุจินดา เสงี่ยมไพศาล หรือ ทนายเจมส์ ออสเตรเลีย หัวหน้าฝ่ายต่างประเทศ พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเผยว่า พรรคไทยก้าวใหม่ นำโดยนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรค เล็งเห็นความสำคัญของพี่น้องคนไทยในต่างแดน ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ แรงงานไทย และนักศึกษาไทยในต่างประเทศ ได้ส่งตนในฐานะหัวหน้าฝ่ายต่างประเทศ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องคนไทยและเจ้าของกิจการคนไทย ในย่านไทยทาวน์ กลางเมืองนครซิดนีย์ เพื่อรับฟังปัญหา ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการได้จุดกระแสรณรงค์ให้คนไทยทั่วโลกออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยคนไทยในต่างประเทศมีเกือบ 2 ล้านคน ซึ่งที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย เป็นเมืองที่มีประชากรคนไทยออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรมากที่สุด

นายสุจินดา กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่เป็นพรรคแรกและพรรคเดียวที่ออกมารับฟังปัญหาต่าง ๆ ของพี่น้องคนไทยในต่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน และพร้อมที่จะเข้ามาดูแลและสนับสนุนในทุกช่องทางเพื่อให้คนไทยอยู่อย่างสง่างาม มีศักดิ์ศรีความเป็นไทย และเป็นที่นับถือของชาวต่างชาติต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายสุจินดา หรือ ทนายเจมส์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์สายไลฟ์สไตล์และแรงบันดาลใจ ที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมด้วยคอนเทนต์เล่าเรื่องเชิงประสบการณ์และมุมมองชีวิตที่จริงใจ เจมส์สร้างคาแรกเตอร์ “พลังบวก–เข้าถึงง่าย” จนเป็นที่รู้จักในฐานะครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ซึ่งมีผู้ติดตามทางแพลตฟอร์ม Facebook, YouTube และ TikTok จำนวนมาก เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของคนไทยในประเทศออสเตรเลีย เพราะคอยทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะงานทะเบียนสมรส นอกจากนี้ ยังเคยเป็นนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ อดีตผู้จัดการทั่วไปบริษัทเอกชน ผู้สอนการขาย และพิธีกร

ทำไม สุชัชวีร์ ถึงส่ง ทนายเจมส์ ไปออสเตรเลีย?

การตัดสินใจของนายสุชัชวีร์ในการส่งทนายเจมส์ไปออสเตรเลียนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเข้าถึงและรับฟังเสียงของคนไทยในต่างแดนอย่างแท้จริง การมีตัวแทนที่เข้าใจวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในต่างประเทศ จะช่วยให้พรรคไทยก้าวใหม่สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ทนายเจมส์เองก็เป็นบุคคลที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ด้วยประสบการณ์การทำงานช่วยเหลือคนไทยในออสเตรเลียมาอย่างยาวนาน ทำให้เขามีความเข้าใจในความต้องการและอุปสรรคที่คนไทยในต่างแดนต้องเผชิญ การที่เขาได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าฝ่ายต่างประเทศของพรรคไทยก้าวใหม่ จึงเป็นการยืนยันถึงความสามารถและศักยภาพในการเป็นกระบอกเสียงให้กับคนไทยในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญกับคนไทยในต่างแดน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเข้าใจในความสำคัญของประชากรไทยที่อยู่ทั่วโลก การสนับสนุนและส่งเสริมให้คนไทยในต่างแดนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่เพียงแต่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนไทยในต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในสายตาชาวโลกอีกด้วย

การเคลื่อนไหวของนายสุชัชวีร์ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการการเมืองไทย และเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยในต่างแดนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศมากยิ่งขึ้น การมีตัวแทนที่เข้าใจและพร้อมที่จะรับฟังปัญหา จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้าและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

การที่พรรคการเมืองให้ความสนใจกับคนไทยในต่างแดน เป็นสัญญาณที่ดีว่าเสียงของพวกเขามีความสำคัญและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ อย่าลืมติดตามข่าวสารและร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม

ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าลืมพิจารณาพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญกับคนไทยในต่างแดนอย่างจริงจัง เพื่อให้เสียงของคุณได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

มาร่วมกันสนับสนุน สุชัชวีร์ ส่ง ทนายเจมส์ โกยแต้มนอกประเทศ เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดียิ่งขึ้นสำหรับพวกเราทุกคน

ที่มา – “สุชัชวีร์” ลุกเกมเร็ว ส่ง “ทนายเจมส์” เดินสายขอคะแนนให้ไทยก้าวใหม่ในต่างประเทศ

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้ ไม่กลัวยุบสภา พร้อมเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อม สส. และว่าที่ผู้สมัคร สส. ลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้ เร่งดัน พ.ร.บ.ลำไย และ พ.ร.บ.อสม. ให้จบก่อนยุบสภา ลั่นพร้อมเลือกตั้ง ไม่มีพรรคใดมีผลงานเชิงประจักษ์เท่า

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 พรรคเพื่อไทยนำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ สส.เชียงใหม่ พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรค นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ สส.สุโขทัย และรองโฆษกพรรค นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สส.ลำพูน และนายชัยณรงค์ ภู่พิสิฐ ผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.ลำพูน เขต 1 พบพี่น้องประชาชนกว่า 3,000 คน ทั้งเกษตรกรผู้ปลูกลำไย และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จาก 9 ตำบลในอำเภอป่าซาง ที่เทศบาลตำบลม่วงน้อย อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ซึ่งประชาชนสะท้อนปัญหาราคาลำไยตกต่ำ โดยมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งอุดหนุนไร่ละ 1,400 บาท รวมถึงค่าตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อดอก และค่าปุ๋ยรวม 1,400 บาท ล่าช้า ไม่ตอบโจทย์ จึงเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยช่วยแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

นายจุลพันธ์ ปราศรัยว่า พรรคเพื่อไทยไม่เคยทอดทิ้งพี่น้องลำพูน ผลงานสำคัญของนายรังสรรค์ คือการผลักดัน พ.ร.บ.ลำไย ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน ขณะนี้รอการพิจารณาของวุฒิสภา หากประกาศใช้ได้จริงจะเป็นกฎหมายแรกที่ช่วยสร้างสวัสดิการ กองทุน หลักประกันราคาผลผลิตให้เกษตรกรลำไยทั่วประเทศ นี่คือกฎหมายที่พรรคเพื่อไทยทำเพื่อชาวสวนลำไยอย่างแท้จริง

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังได้ประกาศนโยบายแก้ปัญหาหนี้สินเรื้อรัง โดยเฉพาะหนี้ที่พอกพูนหลังรัฐประหาร ว่า พรรคเพื่อไทยมีมาตรการปลดหนี้ให้ประชาชน เช่น กรณีมีหนี้ 100,000 บาท ให้ปิดบัญชีแบบเหมาจ่ายเพียง 10,000 บาท พร้อมมาตรการปลดหนี้ผู้สูงอายุที่ทำงานหนักทั้งชีวิตแต่ยังมีภาระหนี้ติดตัว สำหรับผู้มีรายได้น้อยพรรคเพื่อไทยเตรียมเดินหน้านโยบายไร้จน อุดหนุนรายได้ให้ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ควบคู่กับการยกระดับราคาพืชผลเกษตรและสร้างรายได้แบบก้าวหน้า

“พรรคเพื่อไทยไม่กลัวยุบสภา และพร้อมเลือกตั้งทันที เราจะอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างเต็มที่ และพร้อมให้ประชาชนตัดสินใจในคูหาเลือกตั้ง”

ทางด้าน นายสมศักดิ์ ปราศรัยถึงบทบาทของ อสม. ว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับสวัสดิการ อสม. มาโดยตลอด ทั้งการขึ้นค่าป่วยการเป็น 2,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมตกเบิกย้อนหลัง ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังผลักดัน พ.ร.บ.อสม. ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาของรัฐสภา โดยจะเพิ่มสวัสดิการ อาทิ ค่าป่วยการ 2,000 บาทต่อเดือน, ขยายอายุแรกเข้าสมาชิกจนถึง 65 ปี, สิทธิรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลสังกัด สธ., เพิ่มงบตรวจสุขภาพ, เงินฌาปนกิจ 1,000,000 บาท

พร้อมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง เน้นย้ำบทบาทสำคัญของ อสม. ในการดูแลสุขภาพประชาชนอีกด้วย ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า ถ้าได้รับความไว้วางใจจะเดินหน้าทุกนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกร ลดหนี้ เพิ่มสวัสดิการ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมาที่ศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย อำเภอเมืองลำพูน นายจุลพันธ์ นำคณะลงพื้นที่พบประชาชนอำเภอบ้านธิ และอำเภอเมือง ก่อนจะกล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึง 90% พรรคเพื่อไทยพร้อมเดินหน้าแก้หนี้ทั้งระบบ ทั้งหนี้ประชาชน หนี้เกษตรกร และหนี้ผู้สูงอายุ พร้อมย้ำว่าไม่มีพรรคใดมีผลงานเชิงประจักษ์เท่าพรรคเพื่อไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การแก้ปัญหายาเสพติด และการสร้างสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

“วันนี้ประชาชนจะตัดสินใจเลือกพรรคที่ทำงานได้จริง พรรคเพื่อไทยถูกขัดขวางมาตลอด แต่เรายังยืนหยัดทำงานเพื่อประชาชน”

ขณะที่นายสมศักดิ์ วิจารณ์รัฐบาลปัจจุบันว่า ทำงานไร้ประสิทธิภาพ ทั้งการจัดซีเกมส์และการบริหารจัดการน้ำท่วม พร้อมตั้งคำถามถึงการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในช่วงเวลาที่สุ่มเสี่ยงต่อการยุบสภา ทั้งนี้ ตนในขณะดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ได้กดปุ่มอนุมัติค่าป่วยการ อสม. เดือนละ 2,000 บาททันทีภายในสัปดาห์แรก พร้อมขับเคลื่อนนโยบายนับคาร์บ ลดปัญหา NCDs ที่ใช้งบรักษาพยาบาลปีละกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งหากลดภาระงบประมาณได้ จะมีเงินเหลือนำมาสนับสนุนสวัสดิการ อสม. อย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ นายอนุสรณ์ ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องลำพูน ร่วมผลักดันให้รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อสม. วาระ 2–3 ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้ ว่า “สภาฯ ควรร่วมกันเร่งมือพิจารณา พ.ร.บ.อสม. วาระ 2–3 ให้เสร็จสิ้นก่อนยุบสภา อย่าให้การยุบสภาเป็นเหตุให้สิทธิประโยชน์ อสม. ต้องหายไปต่อหน้าต่อตา”

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน พร้อมนโยบายที่จับต้องได้

การลงพื้นที่ลำพูนของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายที่ประกาศออกมานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ และรอคอย การผลักดันกฎหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และการแก้ปัญหาหนี้สิน จะเป็นสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชาชนอย่างแน่นอน

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูนในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะกลับมาเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศอีกครั้ง

ที่มา – “จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้ ไม่กลัวยุบสภา พร้อมเลือกตั้ง

เพื่อไทยเปิดตัว “ประยูร อินสกุล” ลง สส.สุพรรณบุรี

พรรคเพื่อไทย เปิดตัว “ประยูร อินสกุล” อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.สุพรรณบุรี พร้อมผู้สมัครอีก 3 คน ในจังหวัดสุพรรณบุรี และนครปฐม

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เปิดตัวผู้เสนอตัวลงสมัครรับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในจังหวัดนครปฐม และจังหวัดสุพรรณบุรี รวมจำนวน 4 คน ประกอบด้วย นายประยูร อินสกุล, นายชัยพร สีถัน และนายภานรินทร์ อินสกุล เป็นผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.สุพรรณบุรี และนายธนรัฐ โคจรานนท์ ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.นครปฐม

นายสุริยะ กล่าวต้อนรับผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งว่า การเปิดตัวผู้สมัครวันนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ด้วยบุคลากรที่มีประสบการณ์ โดยเฉพาะในด้านการเกษตร และมีความยึดโยงใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จะเข้ามาเสริมกำลังให้กับพรรคเป็นอย่างดี ด้วยนโยบายที่ส่งประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยแคนดิเดตที่จะมาพร้อมกับประสบการณ์รอบด้าน และด้วยผู้สมัครที่มีความยึดโยงกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งคราวนี้แน่นอน

ก่อนเข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย นายประยูร อินสกุล เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2565-2568, อดีตผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์, ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้าฯ และล่าสุดยังเป็นผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาในงานพระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปี 2568 ก่อนเกษียณอายุราชการอีกด้วย

การเปิดตัว นายประยูร อินสกุล ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงความพร้อมของพรรคเพื่อไทยสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของท่านในด้านการเกษตร จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ

เพื่อไทยเปิดตัว “ประยูร อินสกุล” เป็นผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.สุพรรณบุรี

เพื่อไทยเปิดตัว “ประยูร อินสกุล” พร้อมผู้สมัคร สส. สุพรรณบุรีและนครปฐม รวม 4 ท่าน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายดี ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ซึ่งมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยส่วนใหญ่

ทำไมต้อง “ประยูร อินสกุล”?

การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจเปิดตัว “ประยูร อินสกุล” เป็นผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.สุพรรณบุรี นั้น เป็นเพราะเล็งเห็นถึงศักยภาพและความสามารถในการพัฒนาการเกษตรของประเทศ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้มีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของเกษตรกรเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ นายประยูร อินสกุล ยังเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพและไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะสามารถเป็นตัวแทนของชาวสุพรรณบุรีในการนำเสนอและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมี “ประยูร อินสกุล” จึงเป็นความหวังของชาวสุพรรณบุรีที่จะได้รับการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

การตัดสินใจเลือกผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า หวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนจะพิจารณาเลือกผู้แทนที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างดีที่สุด

ที่มา – เพื่อไทยเปิดตัว “ประยูร อินสกุล” เป็นผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.สุพรรณบุรี พร้อม 3 ผู้เสนอตัว

ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ชูคนดี มีการศึกษา “ดร.เอ้” ประกาศพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ขอแรงสนับสนุนจากคนไทย พาไทยก้าวใหม่

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วยนายศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรค และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ ร่วมต้อนรับและสวมเสื้อสมาชิกพรรคให้กับผู้เสนอตัวลงสมัคร สส. จำนวน 22 คน สร้างความฮึกเหิมให้กับพรรคเป็นอย่างมาก ผู้สมัครทั้ง 22 คน ต่างมีความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาประเทศ และเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า วันนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ ขอเสนอตัวผู้นำประเทศด้วยความรู้และหลักวิชาการ วันนี้มีผู้มีความรู้และอุดมการณ์เสนอตัวรับใช้ประชาชนเป็นผู้นำประเทศนี้ และถึงเวลาแล้วที่วันนี้ทุกคนจะเลิก “ทน” เลิก “จม” และเลิก “จน” กลายเป็นประเทศที่พัฒนาเสียที และขออวยพรให้ทุกคนที่จะมาลงสมัคร เป็นผู้สมัคร สส. ของพรรคไทยก้าวใหม่ ขอให้ลุกขึ้นมาสู้ด้วยกัน เป็นความหวังของประชาชน เราทุกคนจะเดินไปพร้อมกัน มาสร้างความเปลี่ยนแปลงในจังหวัดและเขตของท่าน และมาแสดงความยินดีร่วมกัน

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมส่งผู้สมัครทุกภาคทั่วประเทศไทย แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราติดภารกิจในการไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ จึงเลื่อนเปิดตัวผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. ในนามพรรคไทยก้าวใหม่ มาเป็นวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ครบรอบสองเดือนในการเปิดตัวพรรค ถือเป็นวันดี และวันนี้ก็ได้คนคุณภาพที่แท้จริงมาเสนอตัวลงสมัคร เพื่ออาสาเป็นตัวแทนของประชาชน

ส่วนว่าที่ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. ในพื้นที่ภาคใต้ของพรรคไทยก้าวใหม่ซึ่งก็มีหลายคน วันนี้ทำงานทุ่มเทอยู่ในพื้นที่ช่วยเหลือดูแลประชาชน ขณะที่การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. ในกรุงเทพมหานคร ก็จะมีการเปิดตัวชุดต่อไปในเร็ว ๆ นี้

ส่วนความพร้อมของพรรคไทยก้าวใหม่ ที่จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนเองจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคแน่นอน และก็มีความพร้อม ทั้งชีวิตที่ทุ่มเท ประสบการณ์และความสำเร็จที่เสียสละเพื่อประชาชนมาโดยตลอด และวันนี้ก็ไม่ใช่แค่ตนคนเดียวแต่มีทีมงานของพรรคที่ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีความรู้ เป็นคนที่เป็นมืออาชีพและเสียสละ บอกได้เลยว่าถ้าเลือกเราก็จะได้เราจริงๆ อยากให้ทุกคนมาสนับสนุน พรรคไทยก้าวใหม่ด้วย

ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ

ในการเปิดตัวครั้งนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยการนำเสนอผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ และมีอุดมการณ์ที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป พรรคฯ มุ่งเน้นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

วิสัยทัศน์ของพรรคไทยก้าวใหม่

พรรคไทยก้าวใหม่ มีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุข โดยพรรคฯ มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และพร้อมที่จะนำนโยบายเหล่านั้นไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง

  • ด้านเศรษฐกิจ: ส่งเสริมการลงทุน สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน
  • ด้านสังคม: ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้เข้าถึงการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการที่ดี
  • ด้านการเมือง: สร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง โปร่งใส และตรวจสอบได้

การที่ ดร.เอ้ ประกาศพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ถือเป็นการประกาศความพร้อมของพรรคไทยก้าวใหม่ ในการนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น

พรรคไทยก้าวใหม่ มั่นใจว่าด้วยทีมงานที่มีคุณภาพ นโยบายที่ชัดเจน และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ และการไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ เป็นสัญญาณที่ดีว่า พรรคฯ พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่ ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้กับประชาชน และพร้อมที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชนทุกคน การตัดสินใจเลือกผู้แทนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกำหนดอนาคตของประเทศ

สำหรับใครที่สนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพรรคไทยก้าวใหม่ สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารและนโยบายต่างๆ ของพรรคได้ที่เว็บไซต์และช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของพรรค ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. “ดร.เอ้” ประกาศพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ

จับตา “ประภัตร” เข้าภูมิใจไทย จริงหรือ?

จับตา “ประภัตร โพธสุธน” เข้าค่ายภูมิใจไทย จริงหรือไม่? สส.สุพรรณบุรี เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา อาจย้ายซบภูมิใจไทย หลังภาพคล้องแขน “อนุทิน-วราวุธ” ถูกเผยแพร่!

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม เวลา 21.50 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้โพสต์ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ที่เพิ่งเปิดตัวเตรียมร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งครั้งหน้า คล้องแขนถ่ายภาพร่วมกับนายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี ในฐานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “รักครับ” และอิโมจิรูปหัวใจสีน้ำเงิน

ภาพดังกล่าวจุดประกายคำถามถึงอนาคตทางการเมืองของนายประภัตร ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด หลังจากที่พรรคชาติไทยพัฒนากำลังจะผนึกกำลังกับพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งที่จะมาถึง การปรากฏตัวของนายประภัตรในเฟรมเดียวกันกับหัวหน้าพรรคทั้งสอง จึงไม่อาจมองข้ามถึงความเป็นไปได้ที่เขาอาจจะตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยในอนาคตอันใกล้นี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ก็มีกระแสข่าวว่านายประภัตรอาจจะไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่น่าจับตามอง สถานการณ์การเมืองในจังหวัดสุพรรณบุรีจึงมีความน่าสนใจและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจของนายประภัตรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของจังหวัด

จับตา “ประภัตร” เข้าภูมิใจไทย จริงหรือ?

การเปิดตัวของนายวราวุธที่พรรคภูมิใจไทยในวันนั้น ยังมาพร้อมกับนายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด และนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคชาติไทยพัฒนาในการร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

ทำไมต้องจับตา “ประภัตร โพธสุธน” ?

นายประภัตร โพธสุธน ถือเป็นนักการเมืองอาวุโสและมีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมืองไทย การตัดสินใจของเขาจึงมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับชาติ การจับตาความเคลื่อนไหวของนายประภัตรจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

  • ประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนาน
  • อิทธิพลในจังหวัดสุพรรณบุรี
  • ความสัมพันธ์กับนักการเมืองระดับชาติ

การที่นายประภัตรอยู่ในสถานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ทำให้การตัดสินใจของเขามีผลต่อทิศทางของพรรคโดยรวม การที่พรรคชาติไทยพัฒนากำลังจะร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย ยิ่งทำให้นายประภัตรตกเป็นเป้าสายตาของสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์การเมืองมากยิ่งขึ้น

นอกจากประเด็นเรื่องการย้ายพรรค อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการที่นายประภัตรยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองจากหลากหลายพรรค แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์และรักษาเครือข่ายทางการเมืองที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับนักการเมืองในยุคปัจจุบัน

สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจับตาความเคลื่อนไหวของนักการเมืองสำคัญๆ เช่น นายประภัตร โพธสุธน จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการทำความเข้าใจภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป และคาดการณ์ถึงอนาคตทางการเมืองของประเทศไทย

การที่นายประภัตร โพธสุธน จะตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่แน่นอนคือการตัดสินใจของเขาจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างแน่นอน

ที่มา – จับตา “ประภัตร” เข้าค่ายภูมิใจไทย หลังคล้องแขนร่วมเฟรม “อนุทิน-วราวุธ”

Scroll to top