เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด บัตรคนจน ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย.

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดเลยนะครับ สำหรับประเด็นการ **ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด “บัตรคนจน” ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย. ยังไม่ตัดสิทธิใคร** หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการแห่งรัฐที่เชื่อมโยงกับประเด็นภาษี ซึ่งทำเอาหลายครอบครัวกังวลใจไปตามๆ กันครับ

ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด บัตรคนจน ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย.

ล่าสุด นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ความชัดเจนว่า ในวันพรุ่งนี้ (11 มิถุนายน 2569) จะมีการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการ เพื่อหารือในประเด็นนี้โดยเฉพาะครับ โดยจะมีการนำข้อสั่งการจากท่านนายกรัฐมนตรีมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อแก้ไขปัญหาความกังวลที่ว่าการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบิดา-มารดา จะส่งผลให้คุณพ่อคุณแม่สูญเสียสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปหรือไม่

สรุปสถานการณ์และแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับ ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด “บัตรคนจน” ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย.

สำหรับใครที่ยังมีความกังวลใจ ผมอยากสรุปสิ่งที่ควรรู้ให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ:

  • ในวันพรุ่งนี้ คณะกรรมการฯ จะประชุมเพื่อทบทวนหลักเกณฑ์ที่สังคมกำลังให้ความสนใจ
  • หากมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ ทางกระทรวงการคลังต้องเสนอกระบวนการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป
  • ย้ำชัดๆ ว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสิทธิผู้ใดทั้งสิ้น

หลายคนอาจจะถามว่า แล้วตอนนี้เราต้องทำอย่างไร? คำตอบคือ ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติครับ กระทรวงการคลังยังคงเปิดให้ผู้ถือบัตรยืนยันตัวตนตามกำหนดการเดิม ตั้งแต่วันที่ 4 ถึง 21 มิถุนายนนี้ครับ เพื่อนๆ ไม่ต้องตระหนกตกใจไป เพราะรัฐบาลยืนยันแล้วว่ายังไม่มีการคัดกรองหรือตัดสิทธิใครในตอนนี้ครับ การที่ **ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด “บัตรคนจน” ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย. ยังไม่ตัดสิทธิใคร** นั้น เป็นเพียงความพยายามที่จะปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความเป็นธรรมและครอบคลุมความต้องการของประชาชนมากขึ้นเท่านั้นครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาขยับตัวและรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในประเด็นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะหัวใจสำคัญของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคือการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ หากหลักเกณฑ์เดิมมีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบ การทบทวนใหม่ให้สมดุลขึ้นย่อมเป็นทางออกที่ถูกต้องและน่าชื่นชมครับ เรามาติดตามผลการประชุมในวันพรุ่งนี้ไปด้วยกันนะครับว่าจะมีการเคาะออกมาเป็นอย่างไร ฝากเพื่อนๆ ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเป็นหลัก เพื่อจะได้ไม่สับสนกับข่าวลือต่างๆ ครับ

ที่มา – ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด “บัตรคนจน” ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย. ยังไม่ตัดสิทธิใคร

นายกฯ เยือนเวียดนาม สานต่อความร่วมมือทุกมิติ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้นำคณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และภาคเอกชนชั้นนำ เดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นหลักคือ นายกฯ นำคณะ รมต.-ผบ.เหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม ถกผู้นำระดับสูง สานต่อความร่วมมือทุกมิติ ในช่วงระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน 2569 นี้ครับ

นายกฯ นำคณะ รมต.-ผบ.เหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม ถกผู้นำระดับสูง สานต่อความร่วมมือทุกมิติ

การเดินทางเยือนกรุงฮานอยในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การไปเยือนแบบปกติทั่วไป แต่เป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังจากที่ประธานาธิบดีเวียดนามได้เดินทางมาเยือนไทยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา การที่นายกฯ พาคณะชุดใหญ่ไปเองครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรให้กลายเป็นความร่วมมือที่จับต้องได้จริงในเชิงธุรกิจและยุทธศาสตร์

จับตาเวที ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3

นอกจากประเด็นทวิภาคีแล้ว ไฮไลต์สำคัญของการเดินทางครั้งนี้นั่นคือการเข้าร่วมประชุม นายกฯ นำคณะ รมต.-ผบ.เหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม ถกผู้นำระดับสูง สานต่อความร่วมมือทุกมิติ ภายในงาน ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ซึ่งไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยนายกฯ ได้เข้าร่วมด้วยตนเองเพื่อร่วมถกแถลงในหัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” ซึ่งถือเป็นประเด็นที่อาเซียนกำลังให้ความสำคัญในการรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่

ทำไมการเยือนครั้งนี้ถึงสำคัญต่อคนไทยและภาคเอกชน?

  • ขยายโอกาสการลงทุน: มีการจัดตั้งงาน Thailand–Vietnam Investment and Business Forum เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามได้ง่ายขึ้น
  • ความมั่นคงและยุทธศาสตร์: การนำ ผบ.เหล่าทัพไปร่วมด้วย ช่วยส่งเสริมการประสานงานด้านความมั่นคงในภูมิภาคให้ราบรื่น
  • การค้าระหว่างประเทศ: เป็นการกระชับสายสัมพันธ์เชิงพาณิชย์เพื่อผลักดันตัวเลขเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมายของรัฐบาล

ในมุมมองส่วนตัว ผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมากที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งและคู่ค้าที่แข็งแกร่งอย่างเวียดนาม การที่นายกฯ ลงไปลุยเองแบบนี้ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและภาคเอกชนไทยอย่างมากครับ หากทุกโครงการที่คุยกันเกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมา จะส่งผลบวกมหาศาลต่อเศรษฐกิจไทยแน่นอน มาลุ้นกันครับว่าผลลัพธ์จากการหารือครั้งนี้จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – นายกฯ นำคณะ รมต.-ผบ.เหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม ถกผู้นำระดับสูง สานต่อความร่วมมือทุกมิติ

เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่

เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีการพูดถึงสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กับกรณีที่ลูกนำชื่อพ่อแม่ไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี จนส่งผลกระทบทำให้พ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ช่วยเหลือจากรัฐ ล่าสุด คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาไขข้อข้องใจและชี้แจงประเด็น เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง

สรุปประเด็น เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการคัดกรองผู้มีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการให้เป็นผู้ที่เดือดร้อนและขัดสนจริงๆ เท่านั้น โดยที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ถือบัตรกว่า 13.2 ล้านคน ซึ่งมีทั้งผู้ที่เดือดร้อนจริงและผู้ที่อาจจะไม่ได้เดือดร้อนแต่ยังคงใช้สิทธิ์อยู่ ส่งผลให้เกิดข้อร้องเรียนมากมายว่ามีคนตกหล่นจากการสำรวจ

นายเอกนิติกล่าวว่า ในประเด็นเรื่องลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีโดยที่พ่อแม่ไม่ได้รับรู้ หรือไม่มีการดูแลจริงนั้น รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้รับสั่งการจากท่านนายกรัฐมนตรีให้รีบดำเนินการทบทวนด่วนที่สุด ทว่าสำหรับการยื่นภาษีในปีนี้ถือว่าไม่ทันการณ์ เนื่องจากกระบวนการทางภาษีได้เสร็จสิ้นไปแล้ว จึงจะเริ่มจัดระเบียบใหม่สำหรับปีหน้าเป็นต้นไป

  • รัฐบาลเน้นความเป็นธรรมให้ผู้มีรายได้น้อยตัวจริง
  • เตรียมปรับปรุงเกณฑ์การคัดกรองเพื่อไม่ให้เกิดการแอบอ้างสิทธิ์
  • ผู้ที่ตกหล่นสามารถลงทะเบียนในโครงการเสริมอื่นๆ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส

สำหรับบรรดาผู้ที่พลาดสิทธิ์หรือถูกตัดสิทธิ์ไปก่อนหน้านี้ รัฐบาลยังมีทางเลือกให้ไปใช้สิทธิ์ในโครงการอื่น เช่น ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะเปิดให้เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความช่วยเหลือจะไปถึงมือผู้ที่ต้องการที่สุดจริงๆ

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ดังกล่าว แนะนำให้คอยติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังต่อไปครับ เพราะรัฐบาลยืนยันแล้วว่าพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากสังคมเพื่อปรับแก้ไขหลักเกณฑ์ให้มีความยุติธรรมต่อนามสกุลคนไทยทุกครอบครัว

ที่มา – “เอกนิติ” ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่ แจงปีนี้ไม่ทันเหตุยื่นภาษีไปแล้ว

ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตรวจสอบดูแลผู้บริโภคในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างย่านห้วยขวางมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุด ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องการใช้เงินตราต่างประเทศจ่ายค่าอาหารในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่

ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา

คุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นร้อนนี้ โดยระบุว่าทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ประสานให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในย่านห้วยขวางทันที เพื่อให้มั่นใจว่าการทำธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการรับชำระเงินที่ต้องเป็นไปตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ

มาตรการดูแลร้านค้าในโครงการไทยช่วยไทยพลัส

สำหรับโครงการรัฐที่หลายคนให้ความสนใจอย่าง ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา นั้น ทางรัฐบาลเน้นย้ำว่าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 99% ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และไม่มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าแต่อย่างใด

  • พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่มีความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค
  • กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลเรื่องการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน
  • หากพบการเอาเปรียบ ประชาชนสามารถแจ้งสายด่วนกระทรวงพาณิชย์ได้ทันที

รัฐมนตรีศุภมาสยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันยังไม่พบการร้องเรียนในวงกว้างในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ยอดขายร้านค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคได้รับความคุ้มค่ากลับคืนมา การที่มีกระแสข่าวออกมาบ้างนั้น หลายครั้งเกิดจากการคาดการณ์ล่วงหน้ามากกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ครับ

ในมุมมองของเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสครับ การที่ภาครัฐออกมาตรวจตราถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและคนไทยด้วยกันเอง หากเพื่อนๆ ท่านใดพบเห็นร้านค้าที่ไม่ติดป้ายราคา หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สามารถช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสได้ เพื่อให้สังคมการค้าของเราเป็นธรรมและน่าอยู่ต่อไปครับ

ที่มา – “ศุภมาส” ส่ง สคบ. ลงตรวจห้วยขวาง ปมร้านค้ารับเฉพาะเงินหยวน มั่นใจร้านไทยช่วยไทยพลัส ไม่ขึ้นราคา

“เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองนโยบายสวัสดิการของภาครัฐ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่สำคัญมากในขณะนี้ เพราะรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาการตกหล่นและคัดกรองผู้มีสิทธิ์ให้แม่นยำที่สุด

“เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง

การปรับปรุงเกณฑ์การคัดกรองในครั้งนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อลดจำนวนผู้รับสิทธิ์ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรของรัฐไปถึงมือผู้ที่ลำบากและต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่า กระบวนการตรวจสอบรายได้และทรัพย์สินจะมีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูบุพการี เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิ์ไปโดยไม่ถูกต้อง

ทำไมต้องปรับเกณฑ์คัดกรองให้เข้มข้นขึ้น?

ที่ผ่านมามีข้อกังขาจากสังคมว่าทำไมบางคนที่มีรายได้หรือทรัพย์สินยังดูมีฐานะ กลับได้รับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบใหม่ นี่คือเหตุผลเบื้องหลังที่ว่าทำไม “เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง โดยระบบจะมีการตรวจสอบข้อมูลเชื่อมโยงกันอย่างรอบด้านมากขึ้น ดังนี้:

  • ตรวจสอบการถือครองทรัพย์สินทุกประเภทให้ชัดเจน
  • อุดช่องโหว่การใช้สิทธิ์ซ้ำซ้อนจากมาตรการทางภาษี
  • เน้นคัดกรองกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีฐานข้อมูลเข้าถึงได้ยาก

หากถามว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ดีอย่างไร คำตอบคือความยุติธรรมครับ เงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชนทุกคน ควรได้รับการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อเป็นตาข่ายรองรับความเสี่ยงให้คนที่เดือดร้อนจริงๆ ไม่ให้ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง

เราหวังว่าการดำเนินการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดสวัสดิการแบบพุ่งเป้า (Targeted Subsidies) ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ หากคุณเป็นผู้มีสิทธิ์ภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ ย่อมมั่นใจได้ว่าสิทธิ์ที่คุณได้รับนั้นเป็นสิ่งที่รัฐตั้งใจมอบให้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพอย่างแท้จริง หากใครมีข้อสงสัยหรือติดขัดในขั้นตอนการตรวจสอบ สามารถติดตามข้อมูลอัปเดตจากเว็บไซต์ของกระทรวงการคลังได้โดยตรงครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง

ไทยช่วยไทย พลัส วันแรก เอกนิติเผยใช้ง่าย ยอดพุ่ง 170 ล้าน

ไทยช่วยไทย พลัส วันแรก เอกนิติเผยใช้ง่าย ยอดพุ่ง 170 ล้าน

เริ่มต้นแล้วอย่างเป็นทางการสำหรับ ไทยช่วยไทย พลัส วันแรก เอกนิติเผยใช้ง่าย หลังจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมที่ตลาดสดธนบุรี บรรยากาศเช้านี้เต็มไปด้วยความคึกคักของพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาใช้สิทธิกันตั้งแต่ช่วงเช้ามืด

จากการลงพื้นที่จริง พบว่าโครงการนี้ได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาด โดยนายเอกนิติได้ทดลองสแกนจ่ายค่าสินค้าและยืนยันว่าระบบทำงานได้ลื่นไหล ไม่มีสะดุด และที่สำคัญคือเข้าใจง่ายมากสำหรับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายก็ตาม

สรุปภาพรวม ไทยช่วยไทย พลัส วันแรก เอกนิติเผยใช้ง่าย มากเพียงใด?

นอกจากเรื่องความสะดวกในการใช้งานแล้ว นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้รายงานตัวเลขที่น่าสนใจว่า เพียงแค่ช่วงเช้า (06.00-09.00 น.) ของการเริ่ม ไทยช่วยไทย พลัส วันแรก เอกนิติเผยใช้ง่าย นั้น มียอดการใช้จ่ายสะพัดไปแล้วกว่า 170 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้งานจริงเกือบ 900,000 คน และร้านค้ากว่า 220,000 แห่งได้เข้าร่วมในระบบนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก

จุดเด่นของโครงการที่มีการแนะนำโดยรัฐมนตรีคลัง:

  • ระบบสแกนจ่ายผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน” ที่มีความแม่นยำและโปร่งใส
  • การใช้ AI “นกกระซิบ” ช่วยพ่อค้าแม่ค้าวิเคราะห์ยอดขายและวางแผนธุรกิจ
  • โอกาสในการนำข้อมูลยอดขายดิจิทัลไปประกอบการยื่นขอสินเชื่อเพื่อเลิกกู้นอกระบบ

สำหรับผู้ที่ยังกังวลเรื่องการใช้งานหรือขั้นตอนต่างๆ รัฐบาลไทยได้เตรียมช่องทางช่วยเหลือไว้ครอบคลุม ทั้งผ่านทางธนาคารกรุงไทยและที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ รวมถึงผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีการเตรียมแนวทางรองรับผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันพรุ่งนี้เพื่อเปิดสิทธิให้ครอบคลุมและทั่วถึงยิ่งขึ้น

รัฐบาลหวังว่าโครงการนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยเน้นการช่วยเหลือที่ตรงจุดและรวดเร็ว เพื่อประคองสถานการณ์ในวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบัน สำหรับใครที่ยังไม่ได้สมัครหรือยังไม่แน่ใจเรื่องสิทธิ สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่หน่วยงานของรัฐใกล้บ้านท่าน แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกันครับ

ที่มา – ไทยช่วยไทย พลัส วันแรก “เอกนิติ” บอกใช้ง่ายมาก เช้านี้มีการใช้จ่ายแล้ว 170 ล้าน

ไทยพร้อมรับการลงทุนระลอกใหม่จากทั่วโลก ดึง 3 บิ๊กฝรั่งเศส

เชื่อว่าหลายคนน่าจะตื่นเต้นกับข่าวล่าสุด เมื่อทางภาครัฐได้ออกมาประกาศข่าวดีว่า ไทยพร้อมรับการลงทุนระลอกใหม่จากทั่วโลก ดึง 3 บริษัทใหญ่ฝรั่งเศสลงทุน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับเศรษฐกิจบ้านเราให้เติบโตขึ้นอีกขั้นครับ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกในขณะนี้

ไทยพร้อมรับการลงทุนระลอกใหม่จากทั่วโลก ดึง 3 บริษัทใหญ่ฝรั่งเศสลงทุน

การหารือล่าสุดระหว่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับกลุ่มบริษัทชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส ได้เน้นย้ำถึงศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการผลิตหลักของอาเซียน หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็นบริษัทจากฝรั่งเศส นี่คือเหตุผลที่น่าสนใจครับ:

กลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่ประเทศไทยมุ่งเน้น

  • วัสดุขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่: การดึง Imerys มาลงทุนจะช่วยเสริมห่วงโซ่อุปทาน EV ของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
  • Cybersecurity: บริษัท Thales จะเข้ามาช่วยวางรากฐานความมั่นคงทางไซเบอร์ที่ได้มาตรฐานสากล
  • Digital ID: การร่วมมือกับ IN Groupe จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีระบุตัวตนในภูมิภาค

ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขการลงทุน แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า ไทยพร้อมรับการลงทุนระลอกใหม่จากทั่วโลก ดึง 3 บริษัทใหญ่ฝรั่งเศสลงทุน เพื่อตอกย้ำจุดยืนของเราท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านของภูมิรัฐศาสตร์โลก การได้บริษัทระดับโลกเหล่านี้มาเป็นพันธมิตร จะช่วยให้บ้านเราถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างงานที่มีคุณภาพให้แก่แรงงานไทยได้อีกมหาศาลครับ

ในมุมมองของผม นี่เป็นโอกาสทองที่รัฐบาลไทยต้องรุกคืบให้เร็ว เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆ ของกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการขยายฐานการผลิตออกจากความเสี่ยงของภูมิศาสตร์เดิม หากเราสามารถทำโครงการเหล่านี้ให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้ เศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะมีความมั่นคงและก้าวหน้ามากขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ประเทศไทยพร้อมรับการลงทุนระลอกใหม่จากทั่วโลก ดึง 3 บริษัทใหญ่ฝรั่งเศสลงทุน

นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่กำลังเป็นโอกาสทองสำหรับประเทศไทย นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน เพื่อรับมือกับการย้ายฐานการผลิตเข้าอาเซียน โดยเฉพาะไทยที่ต้องเร่งดึงดูดนักลงทุนผ่านนโยบายเชิงรุก รัฐบาลได้หารือกับภาคเอกชนในกิจกรรม “เอกชนพูด รัฐบาลฟัง” เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง เปิดเผยผลการประชุมที่เห็นพ้องกันว่าวิกฤตนี้คือโอกาสในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน รับลูกข้อเสนอ 6 ด้าน

นายกรัฐมนตรีรับข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชน 6 ประเด็น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยใช้กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) ชุดย่อยในการดำเนินการ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ และดึงดูดการลงทุนมูลค่ามหาศาลเข้าประเทศ ข้อเสนอเหล่านี้ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการปราบปรามคอร์รัปชัน เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน

รายละเอียดข้อเสนอ 6 ด้านจากภาคเอกชน

  • 1. เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด: เน้นทรัพยากรน้ำรองรับเกษตรกรจากเอลนีโญ พลังงานโซลาร์เซลล์ และ Smart Grid เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง
  • 2. การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ด้วย AI: พัฒนาทักษะแรงงานไทยผ่านเทคโนโลยี AI และดิจิทัล Upskilling เพื่อเตรียมพร้อมรับการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0
  • 3. สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และศูนย์กลางการเงิน: โฟกัส Wellness Tourism ดิจิทัล เกษตรสมัยใหม่ Data Center Cloud และ Semiconductor สนับสนุนธนาคารไทยเป็น Regional Financial Hub ผ่านการควบรวมธุรกิจ
  • 4. ปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน: เร่งใบอนุญาต จัดการที่ดินสาธารณะ ชื่นชม BOI Fast Pass ที่ดึงลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาทในไตรมาส 4
  • 5. จัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชัน: สร้างความเชื่อมั่นให้ инвесторต่างชาติด้วยมาตรการรูปธรรม
  • 6. ดูแลเงินเฟ้อและ SMEs: ควบคุมราคาและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยจากผลกระทบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ รัฐบาลจะขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 4T ได้แก่ Target (เป้าหมายชัดเจน), Transition (เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด), Transform (ปฏิรูปทักษะมนุษย์) และ Together (รัฐ-เอกชนร่วมมือ) โดยเน้น PPP ที่เอกชนนำ รัฐสนับสนุน รวมถึงพัฒนาท่าเรือระนองและรถไฟ Missing Link ชุมพร-ระนอง เพื่อเสริมจุดแข็งอาเซียน

โอกาสเศรษฐกิจไทยจากนโยบายนี้

นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ Thailand 4.0 โดยเฉพาะการดึง Supply Chain จากจีนและเวียดนามมาที่ไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและแรงงานคุณภาพสูง ในยุคที่ AI และพลังงานสะอาดเป็นเทรนด์โลก รัฐบาลยังไม่ละเลยปัญหาเร่งด่วนอย่างเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และ SMEs ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวเร็ว

การดำเนินการผ่าน กรอ. จะทำให้ข้อเสนอเอกชนกลายเป็นรูปธรรม ลดเวลาลงทุน เพิ่มการจ้างงาน และยกระดับ GDP การลงทุนในพลังงานสะอาดจะช่วยลดคาร์บอน ตอบโจทย์ ESG ที่นักลงทุนต่างชาติต้องการ ขณะที่ AI จะสร้างงานใหม่นับล้านตำแหน่ง นี่คือโอกาสที่ไทยไม่ควรพลาด

สุดท้าย การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลฟังเสียงเอกชนจริงjัง สร้างความเชื่อมั่นให้ инвестор หากดำเนินต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยจะก้าวสู่ศูนย์กลางอาเซียนอย่างแท้จริง คุณคิดว่านโยบายไหนจะให้ผลมากที่สุด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวเศรษฐกิจล่าสุด!

ที่มา – นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน พร้อมรับลูกข้อเสนอ 6 ด้านเอกชน

“สุรเดช” สอน “เอกนิติ” ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ประเด็นร้อน ““สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทย นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตส.ว. อดีต ส.ส. และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในการคัดค้านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยชี้ว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตรุนแรง และการกู้เงินเพิ่มจะทำให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

“สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายสุรเดชได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างละเอียด โดยระบุว่าหนี้สาธารณะปัจจุบันพุ่งสูงถึง 12.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 66% ของ GDP ใกล้แตะเพดาน 70% ที่กฎหมายกำหนด หากทะลุเพดาน ดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลต้องนำเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลไปจ่ายดอกเบี้ย แทนที่จะใช้พัฒนาประเทศ นอกจากนี้ วิกฤตปัจจุบันคือต้นทุนการผลิตสูงจากราคาน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตใหญ่โตเหมือนโควิด-19 หรือต้มยำกุ้งในอดีต จึงไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ

เหตุผลหลักที่ “สุรเดช” ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

นายสุรเดชเน้นย้ำว่าการกู้เงินจะกลายเป็นภาระติดตัวประชาชนรุ่นต่อรุ่น หากหนี้สาธารณะแตะ 70% นักลงทุนต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่น กลัวไทยกลายเป็นรัฐล้มละลาย ส่งผลให้การลงทุนชะลอตัว เขายังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของเงินกู้ ว่าจะช่วยแก้ปัญหาต้นทุนสูงได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อ GDP ไทยประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท หากหนี้พุ่งถึง 13-14 ล้านล้าน จะเหลือเงินเหลือใช้จ่ายน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อมีรายจ่ายประจำอย่างเงินเดือนข้าราชการ บัตรทอง และโครงการแลนด์บริดจ์ที่อาจต้องกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท

  • หนี้สาธารณะใกล้เพดาน: เหลือแค่ 3-4% จะทะลุ 70% ส่งผลดอกเบี้ยพุ่ง
  • ไม่ใช่วิกฤตจริง: ต้นทุนสูงจากน้ำมัน เป็นกลไกตลาด ไม่ใช่ภัยพิบัติ
  • ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย: นักลงทุนหนี กลัวล้มละลาย

แนวคิดทางเลือก สนับสนุน “อภิสิทธิ์” แทนการกู้เงิน

นายสุรเดชเห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอทางออกอื่นๆ โดยไม่ต้องกู้เงิน เช่น เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อลดราคาน้ำมันลงทันที รัฐบาลควรปรึกษาผู้มีประสบการณ์อย่างอภิสิทธิ์ แม้จะเป็นฝ่ายค้าน ก็ควรจับมือกันแก้ปัญหาชาติ

นอกจากนี้ นายสุรเดชเสนอให้รัฐบาลเพิ่มรายได้ทางอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาการกู้ เช่น

  • เก็บภาษีขาเข้า-ขาออกสนามบิน จาก 700 บาท เป็น 1,000-1,200 บาท
  • ขึ้นภาษีบุหรี่ สุรา เบียร์ 35-50% (สินค้าฟุ่มเฟือย)
  • ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย แบรนด์เนม
  • โปรโมตส่งออก โดยใช้ความชำนาญของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ขยายตลาดต่างประเทศ ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานตามธรรมชาติ

คำเตือนถึง “เอกนิติ” และรัฐบาล

นายสุรเดชสอนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่มองว่าเป็นการช่วยประชาชนระยะยาว ว่า “อย่ามองแต่แง่บวก” ต้องมองแง่ลบด้วย แม้เจตนาดีแต่หากผิดพลาด ใครจะรับผิดชอบ? นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หรือ ครม.? หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่เข้าข่าย ก็จะมีปัญหาใหญ่ หากถอนเงินไปแล้วยิ่งแย่ รัฐบาลต้องระวัง อย่าให้เจตนาดีกลายเป็นซ้ำเติมประเทศ

มุมมองนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลควรไตร่ตรองทางเลือกอื่นก่อนรีบกู้เงิน การลดภาษีและเพิ่มรายได้จากแหล่งใหม่จะยั่งยืนกว่า สร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจไทยในสายตานานาชาติ คุณคิดอย่างไรกับการค้าน ““สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงกันต่อไปครับ

ที่มา – “สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

Scroll to top