คณะกรรมการการเลือกตั้ง

พริษฐ์เปิดคลิปหลักฐานแฉคดีฮั้ว สว. เห็นโพยคาตา

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ใครหลายคนต่างให้ความสนใจ สำหรับเหตุการณ์ที่ พริษฐ์เปิดคลิปหลักฐานแฉคดีฮั้ว สว. ซึ่งถือเป็นคลิปสำคัญที่ตอกย้ำให้สังคมไทยตั้งคำถามถึงกระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน ได้นำคลิปวิดีโอจากเหตุการณ์จริงขณะมีการเลือกระดับประเทศออกมาเปิดเผย เพื่อชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ กกต. รับรู้ถึงความผิดปกติมาโดยตลอด

เจาะลึกเหตุการณ์ พริษฐ์เปิดคลิปหลักฐานแฉคดีฮั้ว สว.

ภายในคลิปวิดีโอดังกล่าว ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่และหนึ่งในกรรมการการเลือกตั้ง กำลังเดินเก็บ “โพย” จากกลุ่มผู้สมัคร พร้อมกับมีคำพูดเชิงตำหนิว่า “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” ประโยคนี้กลายเป็นคำถามสำคัญทันทีว่า หาก กกต. เห็นสิ่งผิดปกติในโพยและรับรู้ถึงความสุ่มเสี่ยงตั้งแต่วันเลือกตั้ง ทำไมถึงยังปล่อยให้กระบวนการดำเนินต่อไปได้จนจบ

เปิด 4 คำถามสำคัญจาก พริษฐ์เปิดคลิปหลักฐานแฉคดีฮั้ว สว.

จากการเปิดเผยของนายพริษฐ์ มีข้อสงสัยที่ กกต. ต้องรีบหาคำตอบให้แก่ประชาชนโดยเร็ว ดังนี้:

  • หลังจากเก็บโพยมาแล้ว กกต. ได้มีการประชุมด่วนเพื่อตรวจสอบความผิดตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 59 หรือไม่?
  • โพยที่ยึดมาได้ถูกนำไปเชื่อมโยงกับสำนวนคดีฮั้ว สว. อย่างจริงจังหรือไม่?
  • ผลการตรวจสอบโพยดังกล่าวรวมอยู่ในสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 หรือไม่?
  • ทำไม กกต. ถึงไม่ดำเนินการให้เด็ดขาดยิ่งกว่านี้ตั้งแต่วันที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น?

ด้วยจำนวนผู้ถูกชี้มูลความผิดกว่า 229 คน ซึ่งรวมถึงบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองและ ครม. ทำให้สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนจำนวนมากกำลังจับตาว่าทาง กกต. จะตัดสินใจส่งเรื่องนี้ให้ศาลพิจารณา หรือจะเลือก “เป่าคดี” เพื่อช่วยเหลือพวกพ้องของตนเอง

ในฐานะภาคประชาชน การตรวจสอบเรื่องนี้ไม่ควรจบลงด้วยการเงียบหาย แต่ควรเป็นการพิสูจน์ความยุติธรรมว่า กฎหมายยังคงศักดิ์สิทธิ์และทุกคนต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน หากท้ายที่สุดแล้วกระบวนการนี้ขาดความโปร่งใส จะยิ่งเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีความยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง มากกว่าการทำหน้าที่เพียงแค่พิธีกรรม

ที่มา – “พริษฐ์” เปิดคลิปหลักฐานแฉคดีฮั้ว สว. ยัน จนท.- กกต. เห็นแล้วมีโพย แถมยังเดินเก็บเอง

ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน

ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน

การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทางองค์กรเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี หรือ ANFREL ได้ออกมาเปิดเผยรายงานสรุปผลการสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของประเทศไทย ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจและถือเป็นบทเรียนสำคัญให้เราต้องหันมามองกระบวนการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กันอย่างจริงจังครับ

หากจะพูดถึง ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน คงต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ เพราะรายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในหลายจุด แม้ว่าตัวเลขผู้มาใช้สิทธิจะสูงถึง 71.4% และคนรุ่นใหม่มีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างน่าชื่นชม ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับอนาคตของประเทศ แต่ปัญหาเรื่องความโปร่งใสและระบบการจัดการกลับยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามชิ้นโต

ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและทิศทางการแก้ปัญหา

ทาง ANFREL ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่เป็นเหมือนมะเร็งร้าย แม้อำนาจตามกฎหมายจะอยู่ในมือ กกต. แต่กลับไม่มีกลไกที่ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น กกต. ยังมีการฟ้องร้องประชาชนที่ทำหน้าที่สังเกตการณ์แทนที่จะรับฟังเสียงสะท้อนเพื่อนำไปปรับปรุง ซึ่งเป็นการกระทำที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งสำหรับองค์กรอิสระ

ประเด็นที่ทางคณะผู้สังเกตการณ์ให้ความสำคัญมีดังนี้:

  • การเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงคะแนนที่ยังไม่ครบถ้วน
  • รูปแบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบที่สร้างความสับสนและขาดมาตรฐานสากล
  • ความล่าช้าและไม่ชัดเจนในการประกาศผลคะแนนในบางเขต
  • การตอบสนองต่อข้อร้องเรียนที่ทำได้ไม่ดีพอ

ข้อเสนอแนะเพื่อการเลือกตั้งที่ดีขึ้นในอนาคต

แม้บทสรุปที่ว่า ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน จะฟังดูหดหู่ แต่ ANFREL ก็ยังเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ เช่น การปรับปรุงการสื่อสาร การพัฒนาการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ และการแก้ไขกฎหมายเพื่อไม่ให้มีการฟ้องปิดปากประชาชน การเลือกตั้งไม่ได้วัดกันแค่ว่าใครชนะ แต่ต้องวัดกันที่ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกระบวนการทั้งหมดด้วย ตัวผู้เขียนเองมองว่า หาก กกต. ไม่ปรับปรุงเรื่องความโปร่งใสและการสื่อสาร ความศรัทธาในระบบเลือกตั้งคงจะกู้คืนมาได้ยากครับ

ที่มา – “ANFREL”เปิดผลติดตามการเลือกตั้งสส.ในไทย ผิดหวังกกต.สื่อสารไม่ชัดเจน จับทุจริตไม่ได้

ทนายอั๋น-สว.สำรอง บุก กกต. บี้ส่งคดีฮั้ว 229 คนถึงศาลฎีกา

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองเมื่อ ทนายอั๋น-สว.สำรอง บุก กกต. บี้ส่งคดีฮั้ว 229 คนถึงศาลฎีกา เพื่อเรียกร้องความถูกต้องตามหลักนิติธรรม หลังพบหลักฐานมัดตัวขบวนการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดล่าสุดอย่างแน่นหนา

ทนายอั๋น-สว.สำรอง บุก กกต. บี้ส่งคดีฮั้ว 229 คนถึงศาลฎีกา พร้อมแฉหลักฐานเด็ด

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อกลุ่ม สว. สำรอง นำโดยทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อกดดันให้ส่งสำนวนคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. จำนวน 229 คน ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดโดยเร็วที่สุด ทางกลุ่มระบุว่ามีหลักฐานครบถ้วน ทั้งเส้นทางการเงิน แชตไลน์ และคลิปเสียง ซึ่งเข้าข่ายเหตุอันควรสงสัยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 อย่างชัดเจน

เหตุผลที่ ทนายอั๋น-สว.สำรอง บุก กกต. บี้ส่งคดีฮั้ว 229 คนถึงศาลฎีกา

สาเหตุหลักที่กลุ่มดังกล่าวต้องเคลื่อนไหวคือความกังวลว่า กกต. อาจพยายามปัดตกคำร้อง หรือมีการเจรจาต่อรองทางการเมืองเพื่อช่วยเหลือพรรคพวกบางกลุ่ม ทางทนายอั๋นได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ กกต. ใช้ดุลพินิจเก็บเรื่องไว้เอง
  • หลักฐานมัดแน่น ไม่ควรมีการซูเอี๊ยะหรือแบ่งเค้กทางการเมือง
  • การรักษาหลักนิติรัฐนิติธรรมต้องสำคัญเหนือผลประโยชน์ส่วนตน

นอกจากนี้ ทนายอั๋นยังได้วิพากษ์วิจารณ์กรณีของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องเกณฑ์การประเมินผลงาน โดยมองว่าพฤติกรรมการยื้อสำนวนคดีและการไม่ออกมารับผิดชอบต่อผลงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการทำงานที่ไม่โปร่งใสและขาดธรรมาภิบาลอย่างรุนแรง

ในมุมมองของประชาชน คดีนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญขององค์กรอิสระว่ายังคงทำหน้าที่เพื่อรักษาความยุติธรรมให้แก่ประเทศชาติ หรือเป็นเพียงกลไกที่ถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง หาก กกต. ยังคงเพิกเฉยหรือพยายามบิดเบือนกฎหมายเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้งไทยคงจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจต้องตัดสินใจโดยยึดความถูกต้องเป็นที่ตั้งมากกว่าการรักษาเก้าอี้ของตนเอง

ที่มา – “ทนายอั๋น-สว.สำรอง” บุก กกต. บี้ส่งคดีฮั้ว 229 คนถึงศาลฎีกา ดักคออย่าเหิมเกริมปัดตก

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังจากที่ไม่ได้รับความร่วมมือจาก สส. ฝ่ายค้านในการลงชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะในกรณีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายไชยชนก ชิดชอบ ในประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมจากการครอบครองพื้นที่เขากระโดง

หากพูดถึงเหตุการณ์นี้ เราต้องมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พยายามล่ารายชื่อ สส. เพื่อยื่นต่อประธานสภาฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนอกจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เพียงคนเดียวแล้ว พรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ กลับนิ่งเฉย ซึ่งนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ผ่านช่องทางใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม

กางแผนเด็ดหลังฝ่ายค้านไม่เอาด้วย

เมื่อเส้นทางเดิมถูกปิดกั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อเดินหน้าเอาผิดตามกฎหมาย ดังนี้:

  • เปลี่ยนแผนยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยไม่ต้องอาศัยรายชื่อ สส.
  • ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด นายอนุทิน และ นายไชยชนก ในฐานความผิดตาม ม.157
  • เรียกร้องให้ตรวจสอบปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมที่ดิน กรณีละเว้นการเพิกถอนที่ดิน 5,083 ไร่

ความพยายามของ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ครั้งนี้ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะเขามั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยจริง การที่หน่วยงานรัฐยังไม่ดำเนินการเพิกถอนสิทธิครอบครอง จึงเป็นช่องโหว่ที่เขามองว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน

ในมุมมองส่วนตัวของผู้ติดตามข่าว การเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระไทย ว่าจะสามารถจัดการกับข้อครหาเรื่องจริยธรรมนักการเมืองได้อย่างโปร่งใสหรือไม่ แม้รายชื่อ สส. ฝ่ายค้านจะไม่เพียงพอ แต่การใช้กลไกของ กกต. และ ป.ป.ช. จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าหลักฐานที่เขามีนั้นเพียงพอที่จะสั่นคลอนตำแหน่งของรัฐมนตรีทั้งสองได้หรือไม่ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิดว่ามหากาพย์เขากระโดงนี้จะจบลงอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความไม่ชัดเจนในเรื่องที่ดินสาธารณะรายนี้

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ฉุน สส.ฝ่ายค้านไม่ลงชื่อสอย “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อยื่น กกต. – ป.ป.ช. เอาผิดปมเขากระโดง

ประวัติ กนกนุช กลิ่นสังข์ อดีต สก.ดอนเมือง 3 สมัย

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เราจะมาสำรวจประวัติ กนกนุช กลิ่นสังข์ หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “สก.หนุ่ย” อดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตดอนเมืองถึง 3 สมัยเลยทีเดียว รอบนี้คุณหนุ่ยหวนคืนวงการการเมืองท้องถิ่น ประกาศลงชิง สก.เขตดอนเมืองอีกครั้งแบบอิสระ ไม่สังกัดพรรคใดๆ หลังจากลองไปลุยระดับชาติแล้วก็น่าจะมีประสบการณ์เพียบมาบริการชาวดอนเมืองแน่นอน

การเลือกตั้ง สก. กทม. กำลังจะมาถึงในวันที่ 28 มิถุนายน 2567 นี้แล้วนะครับ กกต. เปิดรับสมัคร 28 พ.ค. – 1 มิ.ย. 2567 และตอนนี้ว่าที่ผู้สมัครเริ่มโผล่เพียบ โดยเฉพาะประวัติ กนกนุช กลิ่นสังข์ที่เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ลงพื้นที่พบปะประชาชน แถมมีแฮชแท็ก #เพื่อนกนกนุช เรียกเสียงฮือฮาได้ดี

ประวัติ กนกนุช กลิ่นสังข์

คุณหนุ่ยหรือนางกนกนุช กลิ่นสังข์ เกิดวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2501 ปัจจุบันอายุ 65 ปี (คำนวณตามปี 2567) จบการศึกษาปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พื้นฐานด้านรัฐศาสตร์แน่นๆ ทำให้เหมาะกับงานการเมืองท้องถิ่นสุดๆ

ประวัติ กนกนุช กลิ่นสังข์ ในเส้นทางอาชีพ

เริ่มจากประสบการณ์หลักคือการเป็น สก.เขตดอนเมือง 3 สมัยติดต่อกัน:

  • สมัยที่ 1: พ.ศ. 2549 – 2553
  • สมัยที่ 2: พ.ศ. 2555 – 2557
  • สมัยที่ 3: พ.ศ. 2562 – 2566 (สังกัดพรรคเพื่อไทย)

นอกจากนี้ยังเคยเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการตลาดนัดกรุงเทพ (2553-2555) ผู้สมัคร ส.ส.เขตดอนเมือง และเลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ ฯลฯ สภาผู้แทนราษฎร เรียกได้ว่าประสบการณ์หลากหลายทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ

ผลงานเด่นของ กนกนุช กลิ่นสังข์ ในสภา กทม.

ที่สำคัญคือบทบาทในสภา กทม. คุณหนุ่ยมีส่วนร่วมคณะกรรมการมากมาย โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข การศึกษา และการเงินงบประมาณ

คณะกรรมการสามัญ (ปี 2565-2566):

  • กรรมการคณะกรรมการตรวจรายงานการประชุม
  • ประธานกรรมการคณะกรรมการการสาธารณสุข – ผลักดันเรื่องสุขภาพประชาชน เช่น ทุนวิจัยแพทย์
  • กรรมการคณะกรรมการการศึกษา
  • กรรมการคณะกรรมการกิจการสภา

คณะกรรมการวิสามัญ: นี่คือจุดเด่นที่ยาวเหยียด แสดงถึงความขยัน!

ปี 2565:

  • ประธานคณะวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติทุนส่งเสริมการวิจัยทางการแพทย์สาธารณสุข
  • กรรมการศึกษาปัญหาสัตว์จรจัด
  • กรรมการงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2566
  • และอีกหลายคณะ

ปี 2566: ประธานหลายคณะ เช่น ค่าใช้จ่ายเดินทางราชการ, การเรียนแพทย์เฉพาะทาง, พัฒนาทรัพย์สินสาธารณะ, ซ่อมไฟฟ้าส่องสว่าง, โรงพยาบาลครอบคลุมกรุงเทพฯ, เทคโนโลยี IOT ระบายน้ำ, รถไฟฟ้าสีเขียว, น้ำท่วม ฯลฯ รวมกว่า 15 คณะ!

ปี 2567: ยังคง active ต่อ เช่น รองประธานพิจารณางบสะพานเกียกกาย, บริการยุติตั้งครรภ์, ชุมชนเข้มแข็งเศรษฐกิจพอเพียง

เรียกได้ว่าประวัติ กนกนุช กลิ่นสังข์เต็มไปด้วยผลงานที่ช่วยแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของคนกรุง โดยเฉพาะดอนเมืองที่เธอรัก

ก้าวล่าสุดในประวัติ กนกนุช กลิ่นสังข์

วันที่ 12 ธันวาคม 2566 (ปรับตามบริบท) คุณหนุ่ยลาออกจากพรรคเพื่อไทย ย้ายไปพรรคโอกาสใหม่ ลง ส.ส.ดอนเมือง 8 กุมภาพันธ์ 2566 แต่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง คราวนี้เลยกลับมาที่ถนัด คือ สก.ดอนเมือง แบบอิสระ เพื่อทำงานให้ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น

จากประสบการณ์ยาวนานแบบนี้ ชาวดอนเมืองคงมั่นใจได้ว่าถ้าเลือก สก.หนุ่ย จะช่วยผลักดันเรื่องสาธารณสุข การศึกษา น้ำท่วม รถไฟฟ้า และงบประมาณให้เขตดีขึ้นแน่นอน

สรุปแล้ว ประวัติ กนกนุช กลิ่นสังข์คือตัวอย่างของนักการเมืองท้องถิ่นที่ทุ่มเท เปลี่ยนพรรคแต่ใจเพื่อประชาชนไม่เปลี่ยน ถ้าคุณเป็นคนดอนเมือง ลองติดตามการหาเสียงของเธอ แล้วไปโหวตเลือกตั้ง สก.กทม. 28 มิ.ย. นี้กันนะครับ! เสียงคุณสำคัญต่ออนาคตเขตเรา

ที่มา – ประวัติ “กนกนุช กลิ่นสังข์” อดีต สก.เขตดอนเมือง 3 สมัย รอบนี้ประกาศลงชิง สก. ในนามอิสระ

“มงคลกิตติ์” ชี้แจง กกต. นโยบายก้าวล้ำ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ “มงคลกิตติ์” ชี้แจง กกต. เรื่องนโยบายสุดแหวกแนวอย่างอวกาศและผัวเมียหลายคน ที่หลายคนมองว่าเพ้อเจ้อ แต่คุณมงคลกิตติ์ยืนยันว่ามันคือวิสัยทัศน์ก้าวล้ำเพื่อไม่ให้ไทยล้าหลัง! เกิดอะไรขึ้นบ้าง มาอ่านกันเลย

“มงคลกิตติ์” ชี้แจง กกต. ยืนยันนโยบายไม่เพ้อ

วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่สำนักงาน กกต. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.พรรคไทยศรีวิไลย์ เดินทางชี้แจงกรณีถูกผู้ร้องเรียนว่านโยบายหาเสียง โดยเฉพาะด้านอวกาศและเรื่องผัวเมียหลายคน เป็นนโยบายเกินจริง ทำไม่ได้

คุณมงคลกิตติ์ยืนยันชัดเจนว่านโยบายอวกาศไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อินเดีย อิหร่าน ต่างแข่งขันกันด้านนี้อยู่แล้ว สหรัฐฯ ยังส่งยานโคจรนอกระบบสุริยะ ไปดวงจันทร์เลย! ไทยอยู่อันดับ 40 ของโลก ถ้าจะก้าวล้ำต้องทำตามนโยบายนี้ ไม่อยากให้ไทยล้าหลัง

ส่วนนโยบายผัวเมียหลายคน จะชี้แจงเพิ่มเติมเมื่อถูกเรียก แต่ได้ปรึกษากฎหมายสภาแล้ว ต้องยื่นรายชื่อ 20 คน ให้สภายกรณ์กฎหมาย แม้ไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมชาย-ชาย หญิง-หญิงแล้ว แต่สังคมยังมีกิ๊ก เมียน้อย ศาสนาอิสลามให้ผู้ชายมีเมีย 4 คนได้ หากยินยอม ผู้หญิงก็ควรเท่าเทียม มีสามี 4 คนได้ เพื่อปฏิรูปกฎหมาย สังคม วัฒนธรรม

“มงคลกิตติ์” ชี้แจง กกต. เปรียบเทียบประเทศอื่น

หลายประเทศมีแบบนี้แล้วนะครับ เช่น ภูฏานมีสามีหลายคน สวิตเซอร์แลนด์ ผู้หญิงเรียกร้องนำเข้าผู้ชายเพราะผู้ชายน้อย! นโยบายนี้คือการริเริ่มเปลี่ยนสังคม ก้าวล้ำทุกด้าน พรรคอื่นไม่เสนอเพราะไม่กล้า

  • นโยบายอวกาศ: ไทยต้องไม่ล้าหลัง
  • นโยบายครอบครัว: เท่าเทียมทางเพศ
  • เปรียบพรรคอื่น: สัญญา “รวยไม่ไหวแล้ว” แต่ทำไม่ได้

คุณมงคลกิตติ์ซัดพรรคอื่น เช่น ภูมิใจไทย สัญญา 2 เดือนรวยไม่ไหว 4 ปีเงินล้น แต่ไม่รวยจริง! “ไทยไม่เทา” แก้คอร์รัปชันไม่ได้ พิสูจน์แล้วตอนเป็นรัฐบาล ถ้าจะสอบนโยบายเกินจริง ต้องสอบย้อนหลังตั้งแต่ 2562-2566 และมาตรา 157 เพิ่มเงินเดือน 24,000 บาทยังทำไม่ได้

ท้าทาย กกต. พิสูจน์หลังเป็นรัฐบาล

ท้าทายเลยครับ! ให้เป็นรัฐบาลก่อน แล้วพิสูจน์ ถ้าทำไม่ได้ค่อยดำเนินคดี แต่ กกต. ต้องยุติธรรม ปล่อยคนอื่นไม่ได้ต้องปล่อยด้วย ถ้าสอบต้องสอบหมด

ยังห่วง สว. เสนอเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10% ซ้ำเติมประชาชน ตอนนี้ “ไม่มีแดกไม่ไหวแล้ว” ไม่ใช่รวยไม่ไหว แนะสร้างโรงกลั่นหรือซื้อหุ้นบางจาก ศรีราชา ลดอิงราคาสิงคโปร์ ลดราคาน้ำมัน

ฝากนายราเชน เวียงตระกูล หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ แสดงจุดยืนคัดค้านขึ้นภาษี ถอนตัวจากรัฐบาลถ้าขึ้น พรรคเล็กต้องทำประโยชน์ประชาชน ไม่ชิดยืนนั่งหมอบตามรัฐ

มาตรการช่วยเหลืออย่างบัตรสวัสดิการเพิ่ม 100 บาท/หัว คนละครึ่ง ช่วยไม่ได้ ค่าครองชีพแพง ปลายเม.ย. ม็อบรวมตัวแน่ รวมคดีบาร์โค้ด QR code ที่ศาล รธน. จะตัดสิน

ติงนายกฯ อนุทิน พูด “ถุย” งานไหลบางเบิดชุมพร ไม่เหมาะสม ผู้นำต้องระวังคำพูด ถ้าไม่ชอบสคริปต์ ขอโทษคนเขียนด้วย แนะเขียนหัวข้อ ไม่ต้องสคริปต์เต็ม

เห็นด้วยไหมครับว่านโยบายก้าวล้ำแบบนี้ช่วยกระตุ้นสังคมไทยให้คิดใหม่? มันอาจดูแปลกแต่ถ้าทำได้จริง ไทยก้าวหน้าสุดๆ คุณคิดยังไง คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะ!

ที่มา – “มงคลกิตติ์” ชี้แจง กกต. ยืนยัน “นโยบายอวกาศ–ผัวเมียหลายคน” ไม่เพ้อแต่ทำให้ประเทศก้าวล้ำ

กกต. ยกคำร้อง วัฒนา ช่างเหลา นายก อบจ.ขอนแก่น ไม่พบหลักฐาน

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ในวงการการเมืองท้องถิ่นกันครับ กกต. ยกคำร้อง วัฒนา ช่างเหลา ผู้สมัครนายก อบจ.ขอนแก่น หลังจากที่ตรวจสอบแล้วไม่พบพยานหลักฐานใดๆ ที่ชัดเจนในการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง สิ่งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและความโปร่งใสของการเลือกตั้งท้องถิ่นในประเทศไทย

กกต. ยกคำร้อง วัฒนา ช่างเหลา

ตามคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่น หรือ กกต. หมายเลข 792/2568 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ได้เผยแพร่บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ โดยสรุปว่าหลังจากไต่สวนเรียบร้อยแล้ว ข้อกล่าวหาที่ว่านายวัฒนา ช่างเหลา หมายเลข 1 กระทำผิด พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 (1) นั้น ไม่มีน้ำหนักพอ เพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน

ก่อนหน้านี้ การเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 โดยผู้อำนวยการ กกต. จังหวัดขอนแก่น ได้ประกาศให้มีการเลือกตั้ง แต่ก่อนที่จะประกาศผลอย่างเป็นทางการ มีคำร้องเข้ามาว่านายวัฒนา ช่างเหลา สนับสนุนหรือรู้เห็นกับบุคคลอื่นในการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งเป็นข้อหาหนักในวงการเลือกตั้งท้องถิ่น

รายละเอียดการตรวจสอบที่กกต. ยกคำร้อง วัฒนา ช่างเหลา

กกต. ได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยพิจารณารายงานไต่สวนและพยานหลักฐานทั้งหมด นี่คือสรุปหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจ:

  • การตรวจสอบบัญชีธนาคาร: ไม่พบการโอนเงินจากผู้ถูกร้องที่ 1 ไปยังผู้ถูกร้องที่ 4 หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • ประวัติการโทรศัพท์: ไม่มีบันทึกการติดต่อระหว่างผู้ถูกร้องที่ 1 กับผู้ถูกร้องที่ 4
  • ลายนิ้วมือบนธนบัตร: ธนบัตรหมายเลข 1 ง 6578247 ไม่พบรอยลายนิ้วมือหรือฝ่ามือของผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • ถ้อยคำพยาน: พยานทั้งหมดให้การสอดคล้องกันว่า ไม่เคยเห็นผู้ถูกร้องที่ 4 ช่วยหาเสียงให้ผู้ถูกร้องที่ 1 และไม่เคยได้ยินข่าวการแจกเงินเพื่อซื้อเสียง

จากหลักฐานทั้งหมดนี้ กกต. จึงมีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุชัดว่าข้อเท็จจริงไม่สามารถรับฟังได้ว่ามีการกระทำผิดจริง สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในการทำงานของหน่วยงาน

บริบทการเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น

การเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่นครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศที่เกิดขึ้นหลังการยุบสภาท้องถิ่นเก่า นายวัฒนา ช่างเหลา เป็นผู้สมัครที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ ด้วยนโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และเศรษฐกิจท้องถิ่นของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ทางภาคอีสาน คำร้องดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนแรง โดยเฉพาะประเด็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่เป็นปัญหาเรื้อรังในการเลือกตั้งไทย

มาตรา 65 (1) ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนน ซึ่งหากพิสูจน์ได้อาจนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งได้นานถึง 10 ปี การที่ กกต. ยกคำร้อง วัฒนา ช่างเหลา จึงช่วยยืนยันว่ากระบวนการต้องมีหลักฐานที่หนักแน่น ไม่ใช่แค่ข่าวลือ

ผลกระทบต่อการเมืองท้องถิ่น

คำวินิจฉัยนี้ไม่เพียงช่วยรักษาสิทธิ์ของนายวัฒนา ช่างเหลา แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป ในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่ข่าวสารเร็ว ผู้สมัครต้องระวังตัวมากขึ้น ขณะที่ประชาชนก็ควรตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ เพื่อป้องกันการกล่าวหาที่ไม่มีมูล

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกกต. ที่ทำงานด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจลายนิ้วมือและข้อมูลดิจิทัล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการปราบปรามการทุจริตเลือกตั้ง

มุมมองและข้อคิดเห็น

ในมุมส่วนตัว ผมคิดว่ากรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองท้องถิ่นต้องโปร่งใสยิ่งขึ้น การเลือกตั้งที่ปราศจากข้อครหาจะนำไปสู่ผู้บริหารที่แท้จริงเพื่อประชาชน หากคุณสนใจข่าวการเมืองท้องถิ่น ลองติดตามบล็อกของเราต่อไป หรือแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคิดอย่างไรกับคำสั่งกกต. ครั้งนี้ สนับสนุนการพัฒนาขอนแก่นด้วยกันไหม?

สุดท้าย อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเสมอ เพื่อให้การเมืองไทยก้าวหน้าขึ้น

ที่มา – กกต. ยกคำร้อง “วัฒนา ช่างเหลา” นายก อบจ.ขอนแก่น ไม่ปรากฏพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย

ศาลรับฟ้องคดีเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น สั่งหยุดวัฒนา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวร้อนในแวดวงการเมืองท้องถิ่นที่กำลังเป็นกระแสฮือฮาเลยนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง ศาลรับฟ้องคดีเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น ที่ส่งผลให้ “วัฒนา ช่างเหลา” นายก อบจ.ขอนแก่น และทีมบริหารต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 (หรือ 2569 ตามเอกสาร) ทำให้สถานการณ์การเมืองขอนแก่นพลิกผันไปเลย ลุ้นกันต่อว่าศาลจะสั่งเลือกตั้งใหม่หรือไม่

ศาลรับฟ้องคดีเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น

มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยครับ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ออกประกาศประทับรับฟ้องคดีหมายเลขดำ ลต.อบจ. 1/2569 ซึ่งเป็นคดีพิพาทระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง กับนายวัฒนา ช่างเหลา ผู้คัดค้าน ภายใต้พระราชบัญญัติเลือกตั้งท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ลงนามโดยนายสุมิตร ดวงสีดา ผู้พิพากษา และเผยแพร่บนเว็บไซต์ศาลเรียบร้อยแล้ว

ศาลรับฟ้องคดีเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น

ผลผูกพันทางกฎหมายจากศาลรับฟ้องคดีเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น

สำคัญสุดเลยครับ เมื่อศาลประทับรับฟ้อง ศาลรับฟ้องคดีเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น แล้ว นายวัฒนา ช่างเหลา และฝ่ายบริหารทั้งหมดต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีตามกฎหมาย เพื่อให้การตรวจสอบโปร่งใส ไม่มีการแทรกแซง จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ในช่วงนี้ ปลัด อบจ.ขอนแก่น จะมาทำหน้าที่รักษาการแทนครับ

ย้อนดูที่มาของคดีกันหน่อย สืบเนื่องจากมติ กกต.กลาง เมื่อ 24 ธันวาคม 2567 คำร้องเลขที่ ลต(ขก)003/147 ร้องเรียนนายวัฒนา (ผู้ถูกร้อง 1) และนายสมศักดิ์ ทองจันทร์ฮาด (ผู้ถูกร้อง 2) ฝ่าฝืนมาตรา 65(1) กกต.ยกคำร้องนายวัฒนา แต่สั่งยื่นศาลให้เลือกตั้งใหม่ และดำเนินคดีนายสมศักดิ์ เพราะอาจทำให้การเลือกตั้งไม่ชอบธรรม

ศาลรับฟ้องคดีเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ

  • 24 ธ.ค. 2567: กกต.กลางมีมติยกคำร้องนายวัฒนา แต่ยื่นศาลเลือกตั้งใหม่
  • 9 เม.ย. 2569: ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ประทับรับฟ้อง สั่งหยุดหน้าที่
  • 5 พ.ค. 2569: นัดตรวจพยานหลักฐาน

เพื่อนๆ คิดดูสิครับ คดีนี้สะท้อนปัญหาการทุจริตเลือกตั้งท้องถิ่นที่ยังมีให้เห็นบ่อยๆ ทำให้ประชาชนขอนแก่นต้องรอผลกระทบต่อการบริหารงาน ถ้าศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยนะ

ในมุมมองผมนะครับ การที่ ศาลรับฟ้องคดีเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น แบบนี้ เป็นสัญญาณดีที่ระบบยุติธรรมทำงาน เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมให้ประชาชน หวังว่าคดีจะจบเร็วๆ และได้ผู้นำที่แท้จริงมาบริหารต่อไป

ติดตามความคืบหน้าคดีนี้ได้ที่นี่เลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะ อย่าลืมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้!

ที่มา – ศาลรับฟ้องคดีเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น สั่ง “วัฒนา ช่างเหลา” หยุดปฏิบัติหน้าที่

ผู้ร้องยุบพรรคประชาชน ตบเท้าให้ถ้อยคำ กกต. ปมสเปกเตอร์ซี

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของหลายคน นั่นคือ ผู้ร้องยุบพรรคประชาชน ตบเท้าให้ถ้อยคำ กกต. ปม บริษัท สเปกเตอร์ ซี – “ช่อ” ครอบงำพรรค ซึ่งเป็นกรณีที่ นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร และนายศรีสุวรรณ จรรยา ได้เข้าให้ข้อมูลสำคัญต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อพิจารณาคำร้องยุบพรรคประชาชน

ผู้ร้องยุบพรรคประชาชน ตบเท้าให้ถ้อยคำ กกต. ปมสเปกเตอร์ซี

ผู้ร้องยุบพรรคประชาชน ตบเท้าให้ถ้อยคำ กกต. ปม บริษัท สเปกเตอร์ ซี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ที่สำนักงาน กกต. นายทันกวินท์ นักวิชาการอิสระ ได้ยื่นแผนภาพและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างพรรคประชาชนกับบริษัทสเปกเตอร์ซี จำกัด โดยชี้ว่าบริษัทนี้ก่อตั้งในปี 2563 มีการกู้ยืมเงิน 1.63 ล้านบาท และมีผลกำไรที่ถูกแบ่งปันกับพรรค นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับอาคารอนาคตใหม่ มูลนิธิคณะก้าวหน้า และบริษัทส้มจี๊ดเอนเตอร์ไพรส์ ซึ่งมีกรรมการร่วมกัน และปัจจุบันบางบริษัทขาดทุน

จุดที่น่าสนใจคือ หากพรรคประชาชนถูกยุบ ทรัพย์สินจะตกเป็นของมูลนิธิคณะก้าวหน้า ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ “ช่อ” เป็นกรรมการ และยังเกี่ยวข้องกับบริษัทส้มจี๊ด นายทันกวินท์ ยังยกประเด็น Laser ID ที่หลุดออกมา โดยสเปกเตอร์ซี เป็นผู้ประมวลผลข้อมูล แต่พรรคประชาชนกลับออกมารับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว สะท้อนว่าพรรคคือเจ้าของบริษัทนี้จริงๆ

ข้อมูลแผนภาพผู้ร้องยุบพรรคประชาชน กกต. สเปกเตอร์ซี

ปมบริษัทเพย์โซลูชั่น และการแสวงหากำไร

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทเพย์โซลูชั่น จำกัด ที่รับส่วนแบ่งจากเงินบริจาคออนไลน์ของพรรคประชาชน ทุก 100 บาท ได้ค่าธรรม 1 บาท บวก VAT 7% และผู้บริหารบริษัทซึ่งเป็น ส.ส.พรรคประชาชน บริจาคเงินคืนพรรค สร้างคำถามว่ามีการแสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกันหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเงินบริจาคยังลดหย่อนภาษีได้ ต่างจากพรรคอื่นที่รับเงินตรง

  • บริษัทเพย์โซลูชั่น ได้ข้อมูลส่วนบุคคลสมาชิกพรรค
  • เชื่อมโยงกับสเปกเตอร์ซี ในการประมวลผลข้อมูลบริจาค
  • ผู้บริหารเป็น ส.ส. พรรคประชาชน ได้ประโยชน์สองทาง

อีกประเด็นคือการแต่งตั้งผู้ช่วย ส.ส. ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ สมาชิกพรรคถูกสั่งสมัครผู้ช่วย ส.ส. แล้วโอนเงินคืนพรรคผ่านบัญชีเฉพาะ กกต. กำลังตรวจสอบ และเชื่อมโยงกับการสมัครสมาชิกออนไลน์ที่สเปกเตอร์ซี ประมวลผล

ศรีสุวรรณ ให้ถ้อยคำผู้ร้องยุบพรรคประชาชน

ด้านนายศรีสุวรรณ ประธานองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ให้ถ้อยคำเมื่อ 8 เมษายน ยืนยันว่าผู้บริหารพรรคและบุคคลภายนอก ดำเนินกิจการสเปกเตอร์ซี ร่วมแสวงกำไร ฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมือง ม.28 และ 45 รวมถึงการรับสมาชิกออนไลน์ด้วย Laser ID ที่อาจเป็น IO และข้อมูลหลุด กกต. ให้เวลายื่นหลักฐานเพิ่ม 7 วัน

กรณี ผู้ร้องยุบพรรคประชาชน ตบเท้าให้ถ้อยคำ กกต. ปม บริษัท สเปกเตอร์ ซี นี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับบริษัทเอกชน ซึ่งอาจเข้าข่ายครอบงำพรรคและแสวงกำไร การพิจารณาของ กกต. จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง หากคุณสนใจข่าวการเมือง ลองติดตามต่อและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคิดอย่างไรกับประเด็นนี้

ที่มา – ผู้ร้องยุบพรรคประชาชน ตบเท้าให้ถ้อยคำ กกต. ปม บริษัท สเปกเตอร์ ซี – “ช่อ” ครอบงำพรรค

Scroll to top