คณะกรรมการการเลือกตั้ง

ไชยันต์ รับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ศาล รธน.

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนจับตามองอย่างคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งกำลังมีความคืบหน้าอย่างน่าสนใจ เมื่อ ไชยันต์ รับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง โดยนายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์พิเศษคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเชิญจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็นพยานหลักในคดีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2566 ที่มีข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสของระบบการลงคะแนน

ไชยันต์ รับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 8 เมษายน 2567 นายไชยันต์เปิดเผยระหว่างการร่วมเสวนาวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ว่าได้ให้การบางส่วนไปแล้ว และกำลังศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากข้อสงสัยว่าบาร์โค้ดหรือ QR Code บนบัตรเลือกตั้งอาจถูกใช้ติดตามตัวผู้ลงคะแนน ซึ่งขัดต่อหลักลับชื่อผู้โหวตตามรัฐธรรมนูญ แต่นายไชยันต์ชี้แจงว่าหลักการนี้เป็นมาตรฐานสากล โดยยกตัวอย่างประเทศอังกฤษที่ใช้ระบบคล้ายกันมานาน

โมเดลอังกฤษ: บาร์โค้ดป้องกันการโกงเลือกตั้ง

ในอังกฤษ บาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งมีจุดประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและป้องกันการปลอมแปลง โดยระบบนี้ช่วยยืนยันว่าบัตรแต่ละใบไม่ซ้ำกัน แม้จะสามารถสืบย้อนกลับได้ในทางเทคนิค แต่กระบวนการทำได้ยากมากและจำกัดเฉพาะกรณีที่มีหลักฐานชัดเจน เช่น ชาวต่างชาติลักลอบโหวต ซึ่งต้องผ่านการอนุมัติหลายชั้นและมีความซับซ้อนสูง นายไชยันต์ย้ำว่า กกต.ไทยนำหลักการเดียวกันมาใช้ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของการเลือกตั้ง

  • ประโยชน์ของบาร์โค้ด: ป้องกันบัตรปลอมและการโหวตซ้ำ
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือในการตรวจนับผล
  • ยืนยันตัวตนบัตรโดยไม่ละเมิดความลับส่วนบุคคล
  • มาตรฐานสากลที่หลายประเทศยอมรับ

จี้ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายคำวินิจฉัยให้ชัด

นอกจากนี้ นายไชยันต์ยังเสนอแนะให้ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้ง โดยควรอธิบายคำวินิจฉัยด้วยภาษาที่ประชาชนเข้าใจง่าย เพื่อตัดข่าวลือและวิจารณ์เรื่องที่มาของตุลาการ เขาย้ำว่าความโปร่งใสในการตีความกฎหมายสำคัญกว่าที่มา และแนะนำให้แปลคำวินิจฉัยเป็นภาษาต่างประเทศ เพื่อป้องกันการโจมตีจากนานาชาติ

ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรถือตัวเป็นศาลปกติ แต่ต้องใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะในการวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวข้องกับการสมดุลระหว่างการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และสิทธิเสรีภาพประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาค้างคาในสังคมไทยมานาน จนกว่าระบอบประชาธิปไตยจะมั่นคง ศาลต้องเร่งสร้างความเข้าใจเพื่อรักษาสันติภาพภายใน

ประเด็นนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของนายไชยันต์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญรัฐศาสตร์ แต่ยังเป็นโอกาสให้ระบบเลือกตั้งไทยก้าวหน้า โดยบาร์โค้ดช่วยยกระดับความโปร่งใส หากศาลชี้แจงชัดเจน จะช่วยลดความแตกแยกและเสริมความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ ไชยันต์ รับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หาก กกต. และศาลรัฐธรรมนูญนำข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติ จะช่วยให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปโปร่งใสยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับระบบบาร์โค้ดนี้? ชวนแสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – “ไชยันต์” รับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ศาล รธน.อธิบายคำวินิจฉัยให้ชัด

ศาล รธน.ขยายเวลาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งอีก 15 วัน

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนจับตามองในขณะนี้คือ ศาล รธน.ขยายเวลาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง อีก 15 วัน เพื่อให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมีเวลารวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น คดีนี้เกิดจากผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจละเมิดรัฐธรรมนูญ โดยการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหลักการ “ความลับในการเลือกตั้ง” ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างชัดเจน

หลายคนกังวลว่าบาร์โค้ดดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ติดตามหรือตรวจสอบการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย คดีนี้จึงมีความสำคัญมาก เพราะหากศาลตัดสินว่าผิดจริง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในอนาคต

ศาล รธน.ขยายเวลาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 8 เมษายน 2567 นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยความคืบหน้าว่า ศาลได้อนุมัติให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องขยายเวลายื่นหลักฐานเพิ่มเติมอีก 15 วัน โดยองค์คณะตุลาการเห็นว่าควรอนุญาตขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้งเท่านั้น เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างรอบคอบและหลักฐานครบถ้วนที่สุด

กระบวนการพิจารณาหลักฐานในคดีนี้

หลังจากได้รับหลักฐานครบถ้วน ศาลจะนำมาอภิปรายร่วมกัน โดยตรวจสอบความซ้ำซ้อนของพยานหลักฐาน หากมีประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน ศาลอาจเรียกพยานมาชี้แจงด้วยตนเองหรือไต่สวนเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ประธานศาลยังย้ำว่ากรอบเวลาการพิจารณาจะไม่เกิน 11 เดือน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดจากคดีในอดีต

  • อนุมัติขยายเวลา 15 วันสำหรับยื่นหลักฐาน
  • ตุลาการจะอภิปรายและคัดกรองพยานหลักฐาน
  • อาจมีการไต่สวนพยานเพิ่มหากจำเป็น
  • คาดปิดคดีไม่เกิน 11 เดือน

ตุลาการยืนยันความเป็นอิสระ

แม้จะมีกระแสวิจารณ์หนาหู โดยเฉพาะการคาดเดาผลลงมติแบบ 5 ต่อ 4 หรือเกรงว่าจะขัดสายตาประชาชน ประธานศาลยืนยันว่าตุลาการแต่ละคนมีอิสระในการวินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ปรากฏเท่านั้น ไม่ได้รับอิทธิพลจากภายนอก นอกจากนี้ ยังมีการนำคดีเก่า เช่น กรณีหันคูหาเลือกตั้งผิดด้านมาศึกษาเปรียบเทียบ แต่ย้ำว่าเป็นคนละประเด็นกันโดยสิ้นเชิง

ประเด็น “ความเป็นลับของการเลือกตั้ง” จะถูกนำไปพิจารณาอย่างละเอียด โดยตรวจสอบวิธีการได้มาซึ่งหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ระหว่างนี้ กกต. ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่แยกจากกัน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

หากศาลตัดสินว่าการใช้บาร์โค้ดขัดรัฐธรรมนูญ กกต. อาจต้องยกเลิกการใช้ในอนาคต ซึ่งจะกระทบต่อการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งและป้องกันการทุจริตได้ยากขึ้น ในทางกลับกัน หากตัดสินว่าไม่ผิด จะช่วยยืนยันว่าระบบนี้โปร่งใสและทันสมัย คดีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไทย

จากสถิติคดีรัฐธรรมนูญในอดีต พบว่าศาลมักใช้เวลานานเพื่อให้ได้คำตัดสินที่สมบูรณ์แบบ ชาวเน็ตและนักวิชาการการเมืองต่างถกเถียงกันอย่างคึกคักในโซเชียลมีเดีย บางฝ่ายมองว่าเป็นการยื้อเวลา บางฝ่ายเห็นว่าเป็นความรอบคอบ

ในมุมมองของผู้เขียน ศาล รธน.ขยายเวลาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่าศาลให้ความสำคัญกับหลักฐานมากกว่าความเร็ว คาดว่าผลตัดสินจะออกมาอย่างเป็นธรรมและช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ชวนผู้อ่านมาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ว่าคุณคิดว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งควรมีหรือไม่? และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ และสมัครรับข่าวสารเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – ศาล รธน.ขยายเวลาคดี “บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง” อีก 15 วัน ไม่หวั่นกระแสวิจารณ์

กกต.ยังไม่พบร้องเรียนเลือกตั้งเทศบาล

วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการการเมืองท้องถิ่นกันเลยนะคะ! กกต. ยังไม่พบเรื่องร้องเรียนเลือกตั้งเทศบาล หลังจากเปิดหีบลงคะแนนไปแล้วทั่วประเทศ เรียบร้อยสุดๆ เลยค่ะ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ออกมาแถลงภาพรวมการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีใน 297 แห่งทั่ว 63 จังหวัด แบ่งเป็นเทศบาลตำบล 273 แห่ง และเทศบาลเมือง 24 แห่ง มีหน่วยเลือกตั้งถึง 3,901 หน่วย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งระดับเทศบาล 1,918,259 คน และนายกฯ 1,919,249 คน ทำไมตัวเลขไม่เท่ากันล่ะ? กกต. แจงชัดๆ ว่าประชาชนย้ายทะเบียนบ้านไปมาระหว่างเขต ทำให้บางพื้นที่เหลือเลือกแค่นายกฯ เพียงอย่างเดียวค่ะ

กกต. ยังไม่พบเรื่องร้องเรียนเลือกตั้งเทศบาล แจงผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างกันเหตุย้ายทะเบียนบ้าน

ทุกหน่วยเปิดลงคะแนนตั้งแต่ 8.00 น. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย กกต. ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการเลือกตั้งทั้ง 63 จังหวัดแล้วนะคะ เพื่อนๆ ที่ยังไม่ได้ไปใช้สิทธิ อย่าลืมเช็คสิทธิกันก่อนไปหน่วยนะคะ ตรวจจากหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน ลำดับที่ใช้สิทธิ หรือดูบัญชีหน้าหน่วย แอป Smart Vote ก็สะดวกมาก! เตรียมบัตรประชาชน หลักฐานรูปถ่ายพร้อมเลข 13 หลัก หรือแอป Thai ID ใบขับขี่ดิจิทัล บัตรคนพิการ ได้หมดเลยค่ะ

บัตรเลือกตั้ง 2 สี ต้องรู้ก่อนไปโหวต

การเลือกตั้งครั้งนี้มี 2 ประเภท บัตรสีเขียวเลือกสมาชิกสภาเทศบาลได้ไม่เกิน 6 หมายเลข บัตรสีเหลืองทองเลือกนายกฯ ได้ 1 หมายเลขเท่านั้น ระวังอย่าทำผิดกฎนะคะ เพราะมีบทลงโทษรออยู่!

ข้อห้ามสำคัญที่ กปน. เน้นย้ำ

  • ห้ามจำหน่าย จ่าย แจก จัดเลี้ยงสุรา
  • ห้ามหาเสียงเชิงลบหรือเชียร์ผู้สมัคร
  • ห้ามนำบัตรที่ไม่ได้จาก กปน. ไปลงคะแนน
  • ห้ามฉีกขีดข่วนทำลายบัตร
  • ห้ามนำบัตรออกจากหน่วยหรือถ่ายรูปบัตรที่ลงแล้ว
  • ห้ามโชว์บัตรที่ลงคะแนนให้คนอื่นเห็น

พื้นที่เด่นๆ ที่เลือกสมาชิกสภาเทศบาลมากสุดคือร้อยเอ็ด 19 แห่ง ตามด้วยมหาสารคามและขอนแก่น 13 แห่ง กกต. จับตาเข้มเลยค่ะ โดยเฉพาะนครราชสีมา 11 แห่ง เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใส

รองเลขาฯ กกต. ยืนยันว่าการฝึกอบรม กปน. ทำแบบเข้มข้น ไม่ให้พลาดเหมือนเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งก่อน มีกำชับผู้อำนวยการจังหวัดทั้ง 77 แห่ง ขั้นตอนชัดเจนตามกฎหมาย ปัจจุบันยังไม่มีรายงานผิดกฎหมายเลย เพราะการเลือกตั้งเทศบาลครั้งนี้เปลี่ยนจาก อบต. เดิมที่เลือกสมาชิกเขตละ 1 คน เป็นละ 6 คน ทำให้กระบวนการปรับตัว แต่ทุกอย่างราบรื่นดีค่ะ

ทำไม กกต. ยังไม่พบเรื่องร้องเรียนเลือกตั้งเทศบาล ถึงสำคัญ?

การเลือกตั้งท้องถิ่นแบบนี้คือรากฐานของการปกครองตัวเองชุมชนเลยนะคะ สะท้อนประชานิยมในระดับฐานราก ถ้าการเลือกตั้งเรียบร้อยแบบนี้ ก็นับว่าไทยก้าวหน้าเรื่องประชาธิปไตยท้องถิ่นแล้วล่ะ เพื่อนๆ คิดยังไงบ้าง? การย้ายทะเบียนบ้านส่งผลต่อสิทธิเลือกตั้งขนาดนี้ ครั้งหน้าอาจต้องเช็คให้ดีก่อนย้ายนะคะ

นอกจากนี้ กกต. ยังโฟกัสจังหวัดใหญ่ที่มีเทศบาลหลายแห่ง เพื่อป้องกันปัญหาแข่งขันดุเดือด ถ้ามีเรื่องร้องเรียนในอนาคต คงอัพเดทให้ทราบต่อไปค่ะ สำหรับวันนี้ ยินดีกับการเลือกตั้งที่โปร่งใสทั้ง 297 แห่ง!

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวการเมืองท้องถิ่นเพิ่มเติม และอย่าลืมใช้สิทธิในทุกการเลือกตั้งเพื่ออนาคตชุมชนที่ดีกว่า การเลือกตั้งที่ไร้ร้องเรียนแบบนี้คือสัญญาณบวกของสังคมไทยเลยค่ะ 💪

ที่มา – กกต. ยังไม่พบเรื่องร้องเรียนเลือกตั้งเทศบาล แจงผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างกันเหตุย้ายทะเบียนบ้าน

กกต. ย้ำ บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยึด รธน. อย่างแท้จริง ไม่มีผู้ใดรู้การลงคะแนน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่สนใจเรื่องการเมืองและการเลือกตั้งวันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อนเลยนะครับ กกต. ย้ำ บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยึด รธน. อย่างแท้จริง ไม่มีผู้ใดรู้การลงคะแนน ซึ่งเป็นคำชี้แจงจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ทำให้หลายคนโล่งใจ เพราะกลัวว่าบาร์โค้ดหรือ QR Code บนบัตรเลือกตั้งจะทำให้ความลับในการลงคะแนนถูกเปิดเผย แต่จริงๆ แล้วมันยึดตามรัฐธรรมนูญ 100% เลยครับ

กกต. ย้ำ บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยึด รธน. อย่างแท้จริง ไม่มีผู้ใดรู้การลงคะแนน

เรื่องนี้มาจากการประชุมถอดบทเรียนการเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงราย โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้ย้ำชัดเจนในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ได้ละเมิดหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญเลยสักนิด เพราะไม่มีใครรู้ว่าคุณลงคะแนนให้ใคร ไม่ว่าจะเป็น กกต. ศาล หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป

ทำไมถึงต้องมีบาร์โค้ดและ QR Code ล่ะ? มันช่วยป้องกันการทุจริต เช่น บัตรปลอมหรือบัตรข้ามเขต โดยไม่กระทบความลับการลงคะแนนของคุณเลยครับ สมมติมีปัญหา กกต. สามารถสแกนเพื่อเช็คความถูกต้องได้ แต่ยังไงก็ไม่รู้ว่าเครื่องหมายติ๊กตกที่หมายเลขไหน

กกต. ย้ำ บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ช่วยตรวจสอบทุจริตอย่างไร

เลขาธิการ กกต. อธิบายเพิ่มเติมว่า การตรวจสอบความสุจริตของการเลือกตั้งเป็นคนละเรื่องกับการสอดแนมการลงคะแนน รัฐธรรมนูญและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนคุ้มครองความลับนี้ไว้แน่นหนา ไม่มีองค์กรไหนทำได้ครับ

ยกตัวอย่างการทำงานจริงของ กกต. และศาลในการตรวจสอบ:

  • กรณีสั่งนับคะแนนใหม่: เปิดหีบ นับบัตรใหม่ในหน่วยนั้นๆ เหมือนเดิม เช่น ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. สั่งนับใหม่หลายหน่วย แต่ความลับยังอยู่ครบ จนกว่าจะทำลายบัตรตามกฎหมาย
  • กรณีตรวจบัตรปลอมหรือข้ามเขต: สแกนบาร์โค้ดหรือ QR Code เพื่อเช็คว่าเป็นของจริงและหน่วยถูกต้องหรือไม่ ไม่ต้องดูเครื่องหมายลงคะแนนเลยครับ

เห็นไหมครับว่ามันฉลาดแค่ไหน เทคโนโลยีช่วยยกระดับความโปร่งใส โดยไม่บุกรุกสิทธิส่วนบุคคล สิ่งนี้ทำให้การเลือกตั้งไทยทันสมัยขึ้น ป้องกันโกงได้ดีกว่าเดิม

นอกจากนี้ กกต. ยังวางแผนเผยแพร่ข้อมูลจากการถอดบทเรียนนี้ให้ประชาชนรับรู้ เพื่อให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม ตรวจสอบกันเอง ทำให้การเลือกตั้งเป็นของประชาชนจริงๆ โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

ในมุมมองของผม การใช้บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดนี้คือก้าวสำคัญของระบบเลือกตั้งไทย มันสมดุลระหว่างความมั่นคงและความลับได้ดีเยี่ยม ถ้าไม่มีเทคโนโลยีแบบนี้ คงมีปัญหาบัตรปลอมเพียบแน่ๆ คุณล่ะคิดยังไง? การลงคะแนนลับแบบนี้ทำให้คุณมั่นใจมากขึ้นไหมครับ? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน หรือถ้าอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็กดติดตามบล็อกนี้ไว้เลย!

สุดท้ายนี้ การเลือกตั้งที่ทั้งโปร่งใส ลับ และยุติธรรม คือหัวใจของประชาธิปไตยไทยที่ยั่งยืน หวังว่าทุกท่านจะได้เป็นพลเมืองดีในการเลือกตั้งครั้งต่อไปครับ

ที่มา – กกต. ย้ำ บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยึด รธน. อย่างแท้จริง ไม่มีผู้ใดรู้การลงคะแนน

อธิบดี DSI แจงรอ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดคดีอั้งยี่ สว.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสุดร้อนอธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. กันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ คดีนี้กำลังเป็นที่จับตาของคนทั้งประเทศ เพราะเกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบันและเครือข่ายการเมืองใหญ่ๆ ถ้าคุณกำลังตามข่าวฮั้วเลือกตั้ง สว. อยู่ บทความนี้ตอบโจทย์แน่นอน เราจะเจาะลึกทุกมุมให้เข้าใจง่ายๆ

อธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 (ตามข่าว) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดๆ ว่าความคืบหน้าของคดีพิเศษที่ 24/2567 เรื่องอั้งยี่และฟอกเงินของ สว. ยังต้องรอผลมติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ก่อน DSI กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนร่วมกับอัยการคดีพิเศษทันทีที่ได้ผลมติมา

ทำไมต้องรอ? เพราะอัยการคดีพิเศษสั่งให้ DSI รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ที่สอบสวนกลุ่มบุคคล 7 กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ทั้งเส้นทางการเงิน การวิเคราะห์บัญชี ทุกอย่างต้องเป๊ะ เพื่อให้คดีเดินหน้าต่อได้อย่างมีน้ำหนัก อธิบดียอมรับตรงๆ ว่าการรอนี้เป็นส่วนสำคัญที่อัยการกำชับไว้

พื้นหลังคดีฮั้วเลือก สว. ที่นำไปสู่ DSI

ย้อนกลับไปเมื่อ 12 มีนาคม 2567 กกต. รายงานความคืบหน้า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ไม่มีมูลความผิด โดยแบ่งเป็น สว. ชุดปัจจุบัน 138 ราย และเครือข่ายพรรคการเมือง ส.ส. อีก 91 ราย แต่มีมติเสียงข้างน้อย 2 คน เสนอชี้มูล สว. 134 รายจาก 138 ราย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเสนอต่อ กกต.ชุดใหญ่

ส่วนคดีอาญาของ DSI รับมาจากการฟ้องล็อตแรก 8 ราย (สว.จริง 2 + เครือข่าย 6) แต่สำนวนถูกตีกลับจากอัยการ เพราะต้องสอบเพิ่มและรวมข้อมูล กกต. เข้ามา นี่คือจุดที่อธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นั่นเองครับ

อั้งยี่และฟอกเงินคืออะไร? ทำไมคดีนี้ใหญ่โต

สำหรับมือใหม่ อั้งยี่คือการรวมกลุ่มลับเพื่อกระทำผิดกฎหมาย เช่น ฮั้วประมูลเลือกตั้ง ส่วนฟอกเงินคือการทำให้เงินสกปรกดูสะอาด เช่น ใช้บัญชีม้าโอนเงินค่าซื้อเสียง คดีนี้เชื่อมโยงกับการเลือก สว. ที่ใช้เงินมหาศาลหลายพันล้านบาท หากชี้มูลได้ จะกระทบ สว. หลายคนที่กำลังมีอิทธิพลในรัฐธรรมนูญ

  • ผู้เกี่ยวข้องหลัก: สว. 138 ราย + เครือข่าย 91 ราย รวม 229 ราย
  • มติอนุ กกต.: 5 ต่อ 2 ไม่มีมูล แต่เสนอชี้มูล 134 ราย
  • DSI ทำอะไร: รวบรวมเส้นเงิน + รอ กกต.
  • อัยการสั่ง: สอบเพิ่มให้ครบ + ประชุมร่วม

DSI ยังคงทำงานต่อเนื่อง แม้รอ กกต. ก็ไม่นิ่งนอนใจ กำลังวิเคราะห์เส้นทางการเงินทุกบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พร้อมฟ้องรอบสอง

มุมมองและความเห็นส่วนตัว

ในฐานะคนติดตามข่าว ผมเห็นด้วยกับอธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพราะกระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใสและครบถ้วน ถ้ารีบฟ้องโดยข้อมูลไม่齊 อาจถูกตีกลับอีก สะท้อนให้เห็นว่าระบบเลือกตั้ง สว. ยังมีช่องโหว่ใหญ่ หวังว่ามติ กกต. ครั้งนี้จะช่วยให้คดีชัดเจน เปิดทางให้ DSI ดำเนินคดีได้เต็มที่ เพื่อความยุติธรรมต่อประชาชน

สุดท้าย ถ้าคุณสนใจคดีการเมืองแบบนี้ อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และคอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างนะครับ! ติดตามอัปเดตข่าวอื่นๆ ได้ที่บล็อกเรา "จะได้ไม่พลาดข่าวสำคัญ" สนับสนุนการตรวจสอบ权力ด้วยกันครับ

ที่มา – อธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

“วาโย” พอใจคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริต สัญญาณบวกชัด

นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน แสดงความพอใจกับ “วาโย” พอใจคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริต ล่าสุดจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง แม้ยังไม่มีการประทับรับฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน เพราะศาลสั่งให้ กกต. ชี้แจงข้อเท็จจริงสำคัญภายใน 1 เดือน ทำให้กระบวนการทางกฎหมายเริ่มเดินหน้าแล้ว

“วาโย” พอใจคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริต ชี้มีสัญญาณบวก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตกลาง พรรคประชาชนพร้อมโจทก์ 4 ราย ได้ยื่นฟ้อง กกต. และพวก รวม 9 คน ในข้อหากระทำผิดฐานทุจริตเลือกตั้ง โดยเฉพาะประเด็นการใส่ QR Code ในบัตรเลือกตั้ง สส. แบ่งเขต และ Barcode ในบัตร สส. บัญชีรายชื่อ ซึ่งอาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับตามรัฐธรรมนูญ

ศาลมีคำสั่งน่าสนใจ โดยให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเพิ่มเติมในส่วนเจตนาพิเศษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอ้างกฎหมายลำดับรอง เช่น ระเบียบหรือประกาศของ กกต. เพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น วาโยยอมรับว่าจะรีบแก้ไขภายใน 30 วัน เพื่อความรัดกุม

คำถามสำคัญที่ศาลสั่งให้ กกต. ชี้แจง

จุดเด่นคือศาลใช้ข้อบังคับของศาลฎีกาฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 ข้อ 3 สั่งให้ กกต. ชี้แจงข้อเท็จจริงเบื้องต้น 3 ข้อ ภายใน 24 เมษายน 2569 โดยคำถามที่เจาะลึกประเด็น QR Code และ Barcode มีดังนี้

  • คำว่า “ลับ” ในรัฐธรรมนูญว่าด้วยการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับ หมายความว่าอย่างไร
  • กกต. อาศัยกฎหมายใดใส่ QR Code ในบัตร สส. แบ่งเขต และ Barcode ในบัตร สส. บัญชีรายชื่อ เหตุผลคืออะไร และสัญลักษณ์เหล่านี้ทำให้ทราบได้หรือไม่ว่าผู้ลงคะแนนเลือกใคร
  • หากสแกนสัญลักษณ์ได้ จะตรวจสอบเมื่อใด มีหลักเกณฑ์และขั้นตอนอย่างไรในการอ่านค่า

วาโยชี้ว่า “วาโย” พอใจคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริต นี้เพราะศาลไม่ชักช้า เปิดโอกาสแก้ฟ้องพร้อมสอบถาม กกต. ทันที ถัดไปศาลจะมีคำสั่งอีกครั้งใน 24 มิถุนายน 2569 และโจทก์มีเวลาคัดค้านคำชี้แจงของ กกต. ถึง 17 มิถุนายน

บริบทคดีและผลกระทบ

คดีนี้เกิดจากข้อกังวลเรื่องความลับในการเลือกตั้ง 2566 ที่บัตรมีสัญลักษณ์ดิจิทัล ซึ่งอาจถูกสแกนติดตามการลงคะแนนได้ สร้างคำถามถึงความโปร่งใสของ กกต. วาโยมองว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแยกต่างหาก แต่เป็นคดีคนละประเด็น คดีอาญานี้เน้นพยานหลักฐาน ไม่ใช่แค่ความเห็น

จากประสบการณ์ วาโยเชื่อว่าคำสั่งนี้เป็นสัญญาณดี ศาลมีอำนาจไต่สวนระหว่างรอแก้ฟ้อง และหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยลบต่อ กกต. ข้อเท็จจริงนั้นจะถูกนำมาใช้เสริมคำฟ้องได้ คดีนี้อาจยาว 5-10 ปี แต่ไม่กระทบการเมืองโดยตรง ต่างจากศาลรัฐธรรมนูญที่อาจสั่งเลือกตั้งใหม่

ประเด็น QR Code ในบัตรเลือกตั้งกลายเป็นที่ถกเถียงหนัก ประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามถึงหลักการเลือกตั้งลับ หาก กกต. ชี้แจงได้ชัดเจน จะช่วยคลายข้อสงสัย แต่หากมีช่องโหว่ อาจนำไปสู่การตรวจสอบทุจริตใหญ่

ในมุมมองของเรา คำสั่งศาลนี้แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังทำงานได้ดี แม้การเมืองร้อนระอุ แต่กฎหมายคือเครื่องมือสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลแพร่หลาย

ที่มา – “วาโย” พอใจคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริต ชี้แม้ยังไม่ประทับรับฟ้อง กกต. แต่มีสัญญาณบวก

“We Watch” เปิดเวทีสะท้อนปัญหาการเลือกตั้ง

“We Watch” เปิดเวทีสะท้อนปัญหาการเลือกตั้ง เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมาก เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ห้อง 4011 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มูลนิธิ We Watch ได้จัดเวทีเปิดพื้นที่ให้ประชาชน อาสาสมัคร นักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้แทน กกต. และสื่อมวลชน ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริงจากวันเลือกตั้ง ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเลือกตั้ง เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะ สร้างการเลือกตั้งที่โปร่งใสยิ่งขึ้นในอนาคต

“We Watch” เปิดเวทีสะท้อนปัญหาการเลือกตั้ง แนะ กกต. คัดเลือก กปน. อย่างเข้มข้น

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ มธ. ได้สะท้อนปัญหาการเลือกตั้งไทยที่ไม่ใช่แค่การซื้อเสียงที่เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การใช้กฎหมายกดดันประชาชน ด้วยข้อหาอั้งยี่หรือมาตรา 116 ซึ่งเคยใช้ในยุคเผด็จการ นี่คือสัญญาณอันตรายที่การเลือกตั้งอาจไม่เสรีและเป็นธรรม รวมถึงการฟ้อง SLAPP ที่ปิดปากประชาชน กลายเป็นเรื่องปกติ

11 ข้อเสนอสำคัญจาก “We Watch” เปิดเวทีสะท้อนปัญหาการเลือกตั้ง

We Watch ได้ร่างข้อเสนอ 11 ข้อ เพื่อปฏิรูปการเลือกตั้งให้ดีขึ้น ดังนี้

  • ปฏิรูปโครงสร้าง บทบาท และที่มา กกต.
  • ปรับกฎหมายเลือกตั้งและประชามติให้เอื้อสิทธิประชาชน
  • ส่งเสริมการศึกษาพลเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมือง
  • พัฒนาระบบเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้
  • นำคู่มือเลือกตั้งเพื่อสิทธิคนไทยทุกคน
  • สร้างความเป็นกลางในการจัดการเลือกตั้ง
  • ฟื้นบทบาท กกต. ระดับจังหวัด
  • ลดอำนาจ กกต. ที่ล้นเกิน
  • ปรับกระบวนการสรรหาและอบรม กปน.
  • ลดบัตรเสียและปรับการออกเสียงล่วงหน้า-นอกเขต
  • ติดกล้องวงจรปิดในหน่วยเลือกตั้งเพื่อโปร่งใส

รศ.ปริญญา แนะนำให้จัดลำดับข้อเสนอ โดยทำเรื่องง่ายก่อน เช่น เพิ่มบทบาทป้องกันทุจริตและยกระดับโปร่งใส เพราะเห็นผลเร็ว ส่วนเรื่องใหญ่เช่น ปฏิรูปโครงสร้างต้องใช้เวลา แต่ทั้งหมดมุ่งสู่การเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใส และป้องกันการใช้อำนาจรัฐกดทับประชาชน

ในเวทีระดมสมอง พบปัญหาหลายประการ เช่น บุคลากรอบรมไม่พร้อม ภาระตก กปน. หนัก คูหาเลือกตั้งมาตรฐานต่ำ เช่น ผ้าบาง ไม่มีตัวอย่างบัตร การใช้ อสม. เป็น กปน. ขาดความเป็นกลาง สื่อสาร กกต. ไม่ทั่วถึง และการคัด กปน. จากคนในพื้นที่เสี่ยงทุจริต ประชาชนเสนอให้คัดเลือก กปน. เข้มข้น อบรมคุณภาพ มาตรฐานคูหาชัดเจน ส่งเสริมเรียนรู้ประชาธิปไตยตั้งแต่เด็ก สื่อสารดีขึ้น รวมถึงเลือกตั้งเคลื่อนที่สำหรับผู้พิการ และแก้ พ.ร.บ. เกี่ยวข้อง

นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการ We Watch กล่าวว่า สิ่งที่เรามองเห็นเป็นแค่น้ำแข็ง ส่วนที่มองไม่เห็นคือภูเขาน้ำแข็งทั้งลูก ซึ่งต้องขุดคุ้ยต่อไป

การเลือกตั้งที่โปร่งใสคือหัวใจของประชาธิปไตยไทย คุณมีประสบการณ์ปัญหาการเลือกตั้งอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารเพื่อร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “We Watch” เปิดเวทีสะท้อนปัญหาการเลือกตั้ง แนะ กกต. คัดเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ กปน. อย่างเข้มข้น

รองเลขาธิการ กกต. เผยคำร้องยุบพรรคประชาชน

สถานการณ์การเมืองไทยช่วงนี้กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นร้อนเรื่อง รองเลขาธิการ กกต. เผยคำร้องยุบ “พรรคประชาชน” จากกรณีข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกพรรคหลุดรั่วไหลสู่สาธารณะ ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบร้ายแรงตามกฎหมาย ล่าสุดมีผู้ยื่นคำร้องถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วถึง 3 ราย และเรื่องนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอย่างละเอียด

รองเลขาธิการ กกต. เผยคำร้องยุบ “พรรคประชาชน” ปมข้อมูลสมาชิกหลุด

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่าขณะนี้สำนักงาน กกต. กำลังดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงและประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนที่จะส่งต่อให้คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาต่อไป โดยเฉพาะประเด็นที่เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชัน “สเปกเตอร์ซี” หรือ “เลเซอร์ไอดี” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสมัครสมาชิกพรรคและอาจเป็นต้นตอของการรั่วไหลข้อมูล

ฐานความผิดที่อาจเข้าข่ายตามมาตรา 92

รองเลขาธิการ กกต. ชี้แจงเพิ่มเติมว่าคำร้องทั้งหมดถูกยื่นภายใต้มาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รุนแรง สามารถนำไปสู่การสั่งยุบพรรคได้ หากพิสูจน์ได้ว่าพรรคกระทำผิดจริง ฐานความผิดที่อาจเกี่ยวข้องมีดังนี้

  • การกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
  • การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • การใช้พรรคการเมืองเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
  • การจูงใจให้บุคคลสมัครเป็นสมาชิกพรรคโดยออกค่าใช้จ่ายให้
  • การรับบริจาคเงินหรือทรัพย์สินที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม กระบวนการยังอยู่ในขั้นตอนการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยคณะกรรมการจะต้องตรวจสอบให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ ซึ่งอาจใช้เวลานานเพื่อความรอบคอบ

เลขาธิการ กกต. ย้ำยึดข้อเท็จจริงและกฎหมาย

ด้านนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นข้อหาหนักเพื่อขอให้ยุบพรรคไว้ก่อน แต่ กกต. จะไม่ดำเนินการตามกระแสสังคมหรือความรู้สึกส่วนตัว โดยยึดหลักข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญ โดยเฉพาะต้องพิสูจน์ว่าความผิดเกิดจากพรรคในฐานะองค์กร ไม่ใช่แค่บุคคลใดบุคคลหนึ่งในพรรคเท่านั้น

นายแสวง ยังเน้นย้ำว่า กกต. ให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นพรรคขนาดใหญ่หรือเล็ก และจะไม่ปล่อยให้กระแสสังคมมาบดบังความยุติธรรม ประเด็นนี้เป็นที่มาของความสนใจจากสื่อและประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากพรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีฐานเสียงหนาแน่น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีบริบทเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาการรั่วไหลข้อมูลส่วนบุคคลในยุคดิจิทัล ซึ่งไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมือง แต่เกิดขึ้นกับหน่วยงานรัฐและเอกชนหลายแห่ง สะท้อนถึงช่องโหว่ด้านความมั่นคงข้อมูลที่ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน หาก กกต. พบว่ามีการละเมิดจริง อาจส่งผลกระทบไม่เพียงการยุบพรรค แต่ยังรวมถึงบทลงโทษทางอาญาต่อผู้เกี่ยวข้องด้วย

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง ประเด็นนี้เป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ในการรักษาความน่าเชื่อถือ หากการตัดสินใจโปร่งใสและเป็นธรรม จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไทย แต่หากมีอคติ อาจนำไปสู่ข้อครหาและความขัดแย้งเพิ่มเติม

สุดท้าย ผู้สนใจการเมืองควรติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพราะผลการพิจารณาจะส่งผลต่อทิศทางพรรคการเมืองและการเลือกตั้งครั้งหน้า แนะนำให้ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เจาะลึก

ที่มา – “รองเลขาธิการ กกต.” เผยคำร้องยุบ “พรรคประชาชน” ปมข้อมูลสมาชิกหลุด อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง ห้ามกกต.ใช้สำนวนคดีฮั้ว

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้สั่งหยุดชะงักการทำงานของ กกต. ในคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และทำไมถึงต้องไปถึงขั้นยื่นศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดด้วย

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง สั่งระงับห้าม กกต. นำสำนวนปล่อยผี

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่สำนักงาน กกต. คณะ สว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ได้แถลงข่าวหลังจากยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ขอให้มีคำสั่งทางปกครองสั่งห้าม กกต. นำผลการวินิจฉัยจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 มาพิจารณาต่อ โดยชุดนี้มีมติ 5 ต่อ 2 ยกคำร้องคดีฮั้ว สว. เนื่องจากเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอต่อผู้ถูกกล่าวหา 138 สว. คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง และเครือข่ายอีก 91 คน รวม 229 ราย

ประเด็นสำคัญคือ การตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 โดยนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต. ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเกินกรอบเวลาที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. กำหนดไว้ว่า กกต. ต้องพิจารณาคำร้องทุจริตภายใน 1 ปี นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง เพื่อขอไต่สวนฉุกเฉินและคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

เหตุผลที่ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐานคดีฮั้ว สว. จนได้พยานหลักฐานแน่นหนา สนับสนุนให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน แต่ชุดอนุวินิจฉัย 36 กลับพลิกมติ ไม่ยอมรับหลักฐานเหล่านั้น โดยอ้างว่าไม่มีมูล นายอัครวัฒน์ตั้งคำถามว่า ชุด 36 หาข้อมูลมาจากไหนมาหักล้างหลักฐานชุด 26 ได้

  • การตั้งชุดอนุวินิจฉัยไม่ถูกต้อง: ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
  • เกินกำหนดเวลา: กกต. ต้องเคลียร์คดีภายใน 1 ปี
  • หลักฐานชุด 26 ชัดเจน: แต่ถูกยกเลิกโดยมติเสียงข้างมาก
  • ป้องกันความไม่เป็นธรรม: ห้าม กกต. ใช้สำนวนปล่อยผีนี้

คดีฮั้ว สว. เกิดจากการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2567 ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรวมตัวฮั้วกันเพื่อชิงตำแหน่ง สว. 200 คน สร้างความฮือฮาและถูกร้องเรียนจำนวนมาก สว.สำรองกลุ่มนี้คือผู้ที่ไม่ได้เป็น สว. แต่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วน ทำให้ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ์

ผลกระทบหากศาลรับคำร้อง

หากศาลปกครองกลางรับคำร้องและสั่งคุ้มครอง จะทำให้ กกต. หยุดนำสำนวนชุด 36 ไปใช้ ซึ่งอาจนำไปสู่การสอบสวนใหม่ตามหลักฐานชุด 26 ที่แข็งแกร่งกว่า นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสการเลือกตั้ง สว. ที่หลายฝ่ายจับตา

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาในระบบยุติธรรมการเลือกตั้งของไทย ที่บางครั้งถูกครอบงำด้วยดุลกำลังหรือเส้นสาย การที่ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง แสดงถึงความมุ่งมั่นในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ติดตามพัฒนาการคดีนี้ต่อไป เพราะอาจส่งผลต่อการเมืองชั้นในของประเทศ คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง สั่งระงับห้าม กกต. นำสำนวนปล่อยผีคดีฮั้ว สว. มาพิจารณา

Scroll to top